13 ส.ค. เวลา 07:23 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 21 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

บทที่ 5: อภิเทคโนโลยีและนวัตกรรมเยียวยา (Advanced Healing & Starships)
5.1 วิศวกรรมยานอวกาศระดับควอนตัม: กรณีศึกษายาน Athena
ในปี ค.ศ. 1994 มิเกล อัลคูเบียร์เร (Miguel Alcubierre) นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวเม็กซิกันแห่ง University of Wales ตีพิมพ์บทความในวารสาร Classical and Quantum Gravity (Vol. 11, No. 5, pp. L73-L77, 1994) ภายใต้ชื่อ "The Warp Drive: Hyper-fast travel within general relativity"
บทความนี้เสนอแนวคิดที่ปฏิวัติความเข้าใจเรื่องการเดินทางในอวกาศอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ การเดินทางเร็วกว่าแสงอาจเป็นไปได้โดยไม่ละเมิดทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์
หลักการของ Alcubierre Drive ไม่ใช่การเร่งยานให้เร็วขึ้นด้วยการเผาผลาญเชื้อเพลิง หรือการผลักด้วยแรงขับแบบที่มนุษย์ทำมาตั้งแต่การปล่อยจรวด V-2 ในสงครามโลกครั้งที่สอง
แต่มันคือการ "บีบอัด" (Contract) กาลอวกาศด้านหน้ายานและ "ขยาย" (Expand) กาลอวกาศด้านหลังยาน ตัวยานเองจะอยู่ใน "ฟอง" (Warp Bubble) ของกาลอวกาศที่แบนราบและไม่ถูกเร่งความเร็วเลย ไม่มีแรง G มากระทำต่อนักบิน ไม่มีการเร่งความเร็วที่ต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีเพื่อไปถึงความเร็วใกล้แสง
ข้อจำกัดที่ว่าวัตถุใดๆ ไม่สามารถเคลื่อนที่เร็วกว่าแสงในสุญญากาศได้นั้นใช้กับวัตถุที่เคลื่อนที่ ภายใน กาลอวกาศ แต่ไม่ได้ห้ามไม่ให้กาลอวกาศเองเคลื่อนที่เร็วกว่าแสง และตามทฤษฎีเงินเฟ้อ (Cosmic Inflation) ในยุคแรกเริ่มของเอกภพ กาลอวกาศก็เคยขยายตัวเร็วกว่าแสงมาแล้ว
ในทางคณิตศาสตร์ แนวคิดของ Alcubierre ถูกต้องตามสมการสนามของไอน์สไตน์ มันเป็นคำตอบที่ถูกต้องทางคณิตศาสตร์ของสมการสัมพัทธภาพทั่วไป เช่นเดียวกับที่หลุมดำเป็นคำตอบที่ถูกต้องของสมการเหล่านี้ แต่มันมีอุปสรรคทางวิศวกรรมสองประการที่นักฟิสิกส์ยังแก้ไม่ตกมาจนถึงปัจจุบัน
ประการแรก คือ…พลังงานที่ต้องใช้ Alcubierre คำนวณว่าการสร้าง Warp Bubble สำหรับยานขนาดเล็ก จะต้องใช้พลังงานเทียบเท่ากับการเปลี่ยนมวลดาวพฤหัสทั้งดวงให้เป็นพลังงานตามสมการ E = mc² ซึ่งมากเกินกว่าที่อารยธรรมมนุษย์จะผลิตได้ในอนาคตอันใกล้
และแม้แต่การประมาณการในภายหลังที่ปรับลดความต้องการพลังงานลง โดยการเปลี่ยนรูปทรงของฟองจากทรงกลมเป็นทรงคล้ายโดนัท (Toroidal Shape) ก็ยังต้องใช้พลังงานเทียบเท่ามวลของวัตถุขนาดหลายร้อยกิโลกรัม ซึ่งสำหรับยานอวกาศที่ต้องเดินทางระหว่างดวงดาวก็ยังคงเป็นตัวเลขที่สูงเกินเอื้อม
.
ประการที่สอง คือ … การควบคุม Warp Bubble ไม่มีใครรู้ว่าจะ "เปิด" และ "ปิด" ฟองกาลอวกาศได้อย่างไร เมื่อมันถูกสร้างขึ้นแล้ว หรือจะบังคับทิศทางของมันได้อย่างไร เมื่อสสารและพลังงานภายในฟองถูกตัดขาดจากการสื่อสารกับภายนอกฟอง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่นักฟิสิกส์เรียกว่า "Horizon Problem" ซึ่งหมายความว่าผนังของฟองวาร์ปจะมีขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event Horizon) คล้ายกับหลุมดำ ทำให้นักบินภายในฟองไม่สามารถส่งสัญญาณไปยังด้านหน้าของฟองเพื่อควบคุมทิศทางหรือหยุดยานได้
นี่คือจุดที่แนวคิดของชาวอาร์คทูเรียนแตกต่างจากแนวทางของมนุษย์โดยสิ้นเชิง
ยานระดับ Athena ตามบันทึกของชาวอาร์คทูเรียนไม่ได้ใช้ "เครื่องยนต์วาร์ป" ในความหมายของ Alcubierre เลย พวกเขาใช้สิ่งที่เรียกว่า Consciousness-Navigated Spatial Folding
ซึ่งหลักการทำงานไม่ได้อาศัยพลังงานมหาศาลจากภายนอกเพื่อบีบอัดและขยายกาลอวกาศ แต่ใช้ "ข้อมูล" เป็นตัวขับเคลื่อน การเดินทางในอวกาศสำหรับพวกเขาไม่ใช่การ "เคลื่อนที่" ผ่านระยะทางที่วัดได้ด้วยปีแสง แต่มันคือการ "เปลี่ยนสถานะข้อมูล" ของระบบว่ายานอยู่ที่พิกัดใดในโครงสร้างของกาลอวกาศ
เพื่อทำความเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นไปได้อย่างไร เราต้องย้อนกลับไปที่แนวคิดของ John Archibald Wheeler ซึ่งเรากล่าวถึงในหัวข้อ 4.2 Wheeler เสนอว่า
ในระดับพื้นฐานที่สุดของความเป็นจริง ข้อมูลไม่ใช่สิ่งที่ "อธิบาย" เอกภพหลังจากที่เอกภพเกิดขึ้นแล้ว ไม่ใช่สมการที่นักฟิสิกส์เขียนบนกระดาษดำเพื่อบรรยายปรากฏการณ์ แต่มันคือ "วัตถุดิบ" ที่เอกภพทั้งหมดถูกสร้างขึ้นมาจากมัน
อนุภาคทุกตัวที่เราตรวจจับได้ในเครื่องเร่งอนุภาค สนามแรงทุกชนิดที่ยึดเหนี่ยวสสารเข้าด้วยกัน กฎของฟิสิกส์ทุกข้อที่ควบคุมการทำงานของธรรมชาติ
ล้วนมีต้นกำเนิดมาจาก "บิต" ของข้อมูลในระดับพลังค์ (Planck Scale) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.6 × 10⁻³⁵ เมตร ซึ่งเป็นระดับที่เล็กที่สุดที่ฟิสิกส์ปัจจุบันสามารถอธิบายได้
หาก Wheeler ถูกต้อง และมีนักฟิสิกส์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เชื่อว่าเขาถูกต้อง โดยมีหลักฐานจากฟิสิกส์หลุมดำ (Black Hole Information Paradox) และจากทฤษฎีสนามควอนตัม
การเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุในอวกาศก็คือการเปลี่ยน "ข้อมูล" ที่ระบุว่าวัตถุนั้นอยู่ที่พิกัดใด เอกภพไม่ได้ "เคลื่อนย้าย" วัตถุจากจุด A ไปจุด B โดยการผลักมันผ่านอวกาศที่ต่อเนื่องกัน
หากแต่มัน "คำนวณใหม่" (Recalculate) ว่าวัตถุนั้นมีพิกัดอยู่ที่ B แทนที่จะเป็น A และวัตถุนั้นก็ปรากฏอยู่ที่ B ทันที
และหากจิตสำนึกสามารถควบคุมข้อมูลในระดับพลังค์ได้โดยตรงตามที่อภิปรายในหัวข้อ 1.7 และ 2.1 หากจิตสำนึกคือสนามควอนตัมที่มีการจัดระเบียบสูงพอจะ "เขียน" ข้อมูลลงในโครงสร้างพื้นฐานของกาลอวกาศได้
การเดินทางในอวกาศก็ไม่ใช่การ "เคลื่อนที่" ผ่านระยะทางอีกต่อไป มันคือการ "เขียนข้อมูลใหม่" ว่ายานอยู่ที่พิกัดใด และยานก็จะ "ปรากฏ" อยู่ที่พิกัดนั้นทันที
▪️คริสตัลจิตสำนึก: หัวใจของยาน Athena
คริสตัลจิตสำนึกที่ทำหน้าที่เป็นแกนกลางของยาน Athena คือตัวกลางที่ทำให้การควบคุมข้อมูลในระดับพลังค์เป็นไปได้ มันคือสะพานเชื่อมระหว่างจิตสำนึกของนักบินกับโครงสร้างของกาลอวกาศเอง
ในทางวัสดุศาสตร์ของมนุษย์ เราใช้คริสตัลควอตซ์ (SiO₂) ในนาฬิกาและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างสัญญาณนาฬิกาที่มีความถี่แม่นยำสูง
ควอตซ์มีคุณสมบัติพายโซอิเล็กทริก (Piezoelectricity) ซึ่งหมายความว่าเมื่อถูกบีบอัดหรือยืดออกด้วยแรงทางกล มันจะสร้างแรงดันไฟฟ้าขึ้นที่ผิว (Direct Piezoelectric Effect)
และในทางกลับกัน เมื่อได้รับแรงดันไฟฟ้า มันจะเปลี่ยนรูปร่างหรือเกิดการสั่นสะเทือนทางกล (Converse Piezoelectric Effect)
คุณสมบัตินี้ทำให้คริสตัลควอตซ์สามารถเปลี่ยน "แรงกล" เป็น "สัญญาณไฟฟ้า" และเปลี่ยน "สัญญาณไฟฟ้า" เป็น "แรงกล" ได้อย่างแม่นยำ มันคือตัวเชื่อมระหว่างโลกของสสารกับโลกของพลังงาน ระหว่างสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยมือกับสิ่งที่วัดได้ด้วยโวลต์มิเตอร์
คริสตัลของชาวอาร์คทูเรียนขยายหลักการนี้ออกไปอีกหลายระดับ แทนที่จะตอบสนองต่อแรงกลหรือแรงดันไฟฟ้าเท่านั้น มันตอบสนองต่อ "ข้อมูล" ในรูปแบบของคลื่นความถี่ที่ถูกมอดูเลตด้วยจิตสำนึกโดยตรง
แทนที่จะเปลี่ยนแรงกลเป็นแรงดันไฟฟ้า มันเปลี่ยน "เจตจำนง" (Will) เป็น "พิกัดทางเรขาคณิต" (Geometric Coordinates) ในโครงสร้างของกาลอวกาศ
งานวิจัยด้าน Quantum Memory ในห้องปฏิบัติการของมนุษย์กำลังก้าวไปในทิศทางนี้อย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง ในปี 2015 ทีมนักฟิสิกส์จาก Australian National University นำโดย Manjin Zhong ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Nature (Vol. 517, pp. 177-180, 2015)
ภายใต้ชื่อ "Optically addressable nuclear spins in a solid with a six-hour coherence time"
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถ "หยุด" แสงภายในคริสตัลของแร่หายากที่เจือด้วยยูโรเพียม (Eu³⁺:Y₂SiO₅) และเก็บข้อมูลควอนตัมไว้ได้นานเป็นชั่วโมง ซึ่งเป็นสถิติโลกในขณะนั้น และเป็นการพิสูจน์หลักการว่าสสารในสถานะของแข็งสามารถรักษาสถานะควอนตัมที่เปราะบางไว้ได้นานเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
คริสตัลจิตสำนึกของชาวอาร์คทูเรียน คือการพัฒนาจากหลักการเดียวกันนี้ไปอีก 2,500 ล้านปี จากหกวินาทีสู่หกล้านปี จากคริสตัลขนาดมิลลิเมตรในห้องปฏิบัติการสู่โครงสร้างผลึกที่มีขนาดใหญ่พอจะเป็นแกนกลางของยานอวกาศระหว่างดวงดาว
หลักการพายโซอิเล็กทริก ที่ถูกขยายขีดความสามารถขึ้นนับล้านล้านเท่า อธิบายว่าคริสตัลจิตสำนึกสามารถเปลี่ยน "เจตจำนง" เป็น "พิกัดทางเรขาคณิต" ได้อย่างไร
เมื่อนักบินซึ่งเชื่อมต่อกับคริสตัลผ่านสนามข้อมูลร่วมของอารยธรรมตามกลไกที่อภิปรายในบทที่ 3 เพ่งจิตไปยังจุดหมายปลายทาง รูปแบบคลื่นความถี่ที่เฉพาะเจาะจงของ "ความตั้งใจ" นั้นจะถูกส่งผ่านสนามข้อมูลและตกกระทบลงบนโครงสร้างผลึกของคริสตัล
โครงสร้างผลึกซึ่งถูกออกแบบให้มี "ช่องว่างแถบพลังงาน" (Band Gap) ที่ตรงกับความถี่ของจิตสำนึกโดยเฉพาะ คล้ายกับที่สารกึ่งตัวนำมี Band Gap ที่ตรงกับพลังงานของโฟตอนในช่วงที่มองเห็นได้ จะดูดซับคลื่นความถี่นั้นและเปลี่ยนเป็น "ความเครียดเชิงกล" (Mechanical Strain) ภายในผลึกผ่านคุณสมบัติพายโซอิเล็กทริก
ความเครียดเชิงกลนี้จะเปลี่ยนระยะห่างระหว่างอะตอมในผลึกในระดับพิโคเมตร และการเปลี่ยนระยะห่างระหว่างอะตอมจะเปลี่ยน "ความถี่การสั่นสะเทือน" ของผลึกโดยรวม
การเปลี่ยนความถี่นี้จะถูกส่งต่อไปยังสนามควอนตัมที่ล้อมรอบยานผ่านกระบวนการ Quantum Entanglement ตามที่อภิปรายในหัวข้อ 1.7 และสนามควอนตัมที่เปลี่ยนความถี่จะ "พับ" (Fold) กาลอวกาศในบริเวณรอบยานตามหลักการเดียวกับ Alcubierre Drive แต่ใช้พลังงานน้อยกว่าหลายล้านล้านเท่า
เพราะมันทำงานที่ระดับ "ข้อมูล" ไม่ใช่ที่ระดับ "พลังงาน" มันเปลี่ยน "บิต" ที่ระบุตำแหน่งของยานในโครงสร้างของกาลอวกาศ แทนที่จะใช้แรงมหาศาลเพื่อบีบอัดและขยายกาลอวกาศ
▪️ยานคือร่างที่สอง: เมื่อนักบินสวมยานแทนการขับ
ยาน Athena จึงไม่จำเป็นต้องมีแผงควบคุม ปุ่มกด ก้านบังคับ หรือจอแสดงผลใดๆ ไม่มีห้องนักบินที่เต็มไปด้วยหน้าปัดและสวิตช์เหมือนกระสวยอวกาศของมนุษย์ในศตวรรษที่ 20 แม้แต่ระบบนำทางอัตโนมัติที่ทำงานแยกจากนักบิน
นักบินคือ "ผู้ควบคุม" และ "ผู้ถูกควบคุม" ในเวลาเดียวกัน จิตสำนึกของนักบินคือระบบนำทาง เครื่องยนต์ และตัวยานเองหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
ยานคือ "ส่วนขยายของกายแสง" (Light-body Extension) ตามแนวคิดที่อภิปรายในบทที่ 2 กายแสงของชาวอาร์คทูเรียนสามารถเปลี่ยนรูปร่าง ความหนาแน่น และคุณสมบัติทางแสงได้ตามเจตจำนงโดยตรง ผ่านการปรับเปลี่ยนภูมิประเทศของสนามพลาสมอนิก ที่ประกอบเป็นร่างกาย
ยาน Athena ก็เป็นเช่นเดียวกัน มันไม่ได้ถูก "ขับ" เหมือนรถยนต์ที่ต้องมีพวงมาลัย คันเร่ง และเบรก มันไม่ได้ถูก "บังคับ" เหมือนเครื่องบินที่ต้องมีปีก หางเสือ และเครื่องยนต์ไอพ่น
มันถูก "สวม" เหมือนร่างกายที่สอง เป็นกายแสงอีกชั้นหนึ่งที่ห่อหุ้มกายแสงเดิมของนักบินและขยายขีดความสามารถของเขาออกไปในระดับที่สามารถเดินทางข้ามดวงดาวได้
และเมื่อนักบินต้องการเดินทางไปยังจุดหมาย ยานก็จะ "รู้" ตำแหน่งนั้นด้วยตัวมันเอง เพราะจิตสำนึกของนักบินและ "จิตสำนึก" ของคริสตัล
หากเราอาจเรียกการจัดระเบียบข้อมูลในระดับสูงเช่นนั้นว่าจิตสำนึก เป็นส่วนหนึ่งของสนามข้อมูลเดียวกัน ไม่มีการ "ออกคำสั่ง" จากนักบินไปยังยาน ไม่มีการ "ประมวลผล" โดยคอมพิวเตอร์กลาง ไม่มีความหน่วงระหว่าง "การตัดสินใจ" กับ "การลงมือทำ" เช่นเดียวกับที่คุณไม่ต้องออกคำสั่งให้เท้าของคุณก้าวเดินเมื่อคุณตัดสินใจว่าจะเดินไปที่ประตู
▪️ความปลอดภัยในสุญญากาศ: เมื่อไม่มีอะไรให้ปลอดภัยจาก
ระบบความปลอดภัยของยาน Athena ทำงานบนหลักการที่แตกต่างจากระบบความปลอดภัยของมนุษย์โดยสิ้นเชิงจนแทบไม่สามารถเรียกว่า "ระบบความปลอดภัย" ในความหมายที่เราคุ้นเคย
ในเครื่องบินของมนุษย์ ระบบความปลอดภัยคือชุดของเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับความผิดปกติ อุณหภูมิเครื่องยนต์สูงเกินไป ความดันในห้องโดยสารลดลง การสั่นสะเทือนที่ผิดปกติ
และส่งสัญญาณเตือนให้นักบินแก้ไข หากนักบินไม่ตอบสนอง ระบบอัตโนมัติอาจเข้ามาควบคุมแทนเพื่อป้องกันหายนะ เช่น ระบบ TCAS (Traffic Collision Avoidance System) ที่สั่งการให้นักบินไต่ระดับหรือลดระดับโดยอัตโนมัติเมื่อตรวจพบเครื่องบินอีกลำในเส้นทางชนกัน
ในยาน Athena ไม่มี "ระบบความปลอดภัย" ในความหมายนั้น เพราะไม่มีอะไรให้ "ปลอดภัย" จาก สนามพลังงานป้องกันของยานไม่ได้เป็น "เกราะ" แบบที่ปรากฏในนิยายวิทยาศาสตร์
แผ่นโลหะหนาหรือสนามพลังที่ดูดซับแรงกระแทกจากการชน มันคือ "การปรับความถี่" ของพื้นผิวภายนอกยานให้ตรงกับความถี่ของสภาพแวดล้อมรอบข้าง
เมื่อความถี่ของพื้นผิวยานตรงกับความถี่ของอนุภาคในอวกาศรอบข้าง จะไม่เกิด "การปะทะ" ระหว่างอนุภาคของยานกับอนุภาคในอวกาศ
อนุภาคทั้งสองจะ "ผ่าน" กันและกันไปในลักษณะเดียวกับที่คลื่นวิทยุสองคลื่นที่มีความถี่ต่างกันสามารถเดินทางผ่านพื้นที่ว่างเดียวกันได้โดยไม่รบกวนกัน หรือในลักษณะเดียวกับที่แสงสองลำที่ตัดกันไม่ชนกันเหมือนวัตถุของแข็งสองชิ้น
หลักการนี้คือเดียวกับที่ใช้ใน Metamaterials และ Invisibility Cloak ที่อภิปรายในหัวข้อ 1.2 การบังคับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้ "อ้อม" วัตถุราวกับว่าวัตถุนั้นไม่มีอยู่ แต่ถูกขยายจากการบังคับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปสู่การบังคับอนุภาคที่มีมวล จากการหลบซ่อนจากแสงไปสู่การหลบซ่อนจากการชน
รังสีคอสมิกซึ่งเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อนักบินอวกาศของมนุษย์ นิวเคลียสของธาตุหนัก ที่ถูกเร่งด้วยพลังงานมหาศาลจากการระเบิดของซูเปอร์โนวา และเดินทางผ่านอวกาศระหว่างดวงดาวด้วยความเร็วใกล้แสง สามารถทะลุผ่านผนังยานอวกาศและทำลายดีเอ็นเอของนักบิน ก็ไม่สามารถทำอันตรายต่อยาน Athena ได้
เพราะโฟตอนหรืออนุภาคพลังงานสูงที่เดินทางมาถึงพื้นผิวของสนามพลังงานจะถูก "ดูดซับ" และเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ใช้หล่อเลี้ยงระบบภายในยาน ผ่านกลไกเดียวกับ Super-Advanced Photosynthesis ที่อภิปรายในหัวข้อ 2.2 แทนที่จะทะลุผ่านเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตภายใน
สิ่งที่เคยเป็นภัยคุกคาม กลับกลายเป็นแหล่งพลังงาน สิ่งที่เคยเป็นอุปสรรค กลับกลายเป็นเชื้อเพลิง
.
.
5.2 คริสตัลจิตสำนึก: รอยต่อระหว่างสสารและเจตจำนง
ในปี ค.ศ. 1880 ปีแอร์ กูรี (Pierre Curie) และฌัก กูรี (Jacques Curie) สองพี่น้องนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสผู้ซึ่งต่อมาปีแอร์จะได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ร่วมกับมารี กูรีภรรยาของเขา
ได้ค้นพบปรากฏการณ์ที่ต่อมาเป็นรากฐานของเทคโนโลยีเซ็นเซอร์และนาฬิกาควอตซ์ทั้งหมดที่มนุษย์ใช้อยู่ในปัจจุบัน ปรากฏการณ์ที่พวกเขาค้นพบนั้นเรียบง่ายในหลักการแต่ลึกซึ้งในนัยยะของมัน
พวกเขาพบว่าเมื่อผลึกของแร่บางชนิด เช่น ควอตซ์ ทัวร์มาลีน และเกลือโรแชลล์ ถูกบีบอัดหรือยืดออกตามแนวแกนที่เหมาะสม มันจะสร้างแรงดันไฟฟ้าขึ้นที่ผิวของผลึก
ปรากฏการณ์นี้ถูกตั้งชื่อว่า "พายโซอิเล็กทริก" (Piezoelectricity) มาจากคำกรีก piezein ที่แปลว่า "บีบ" หรือ "กด"
หนึ่งปีต่อมาในปี 1881 กาบรีแยล ลิพพ์มานน์ (Gabriel Lippmann) นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสอีกคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1908 จากงานวิจัยด้านการถ่ายภาพสี
ได้ทำนายทางคณิตศาสตร์โดยใช้หลักการทางอุณหพลศาสตร์ว่า ปรากฏการณ์พายโซอิเล็กทริกควรทำงานในทิศทางตรงกันข้ามได้ด้วย กล่าวคือหากป้อนแรงดันไฟฟ้าให้กับผลึก ผลึกควรเปลี่ยนรูปร่าง พี่น้องกูรีทดสอบคำทำนายของลิพพ์มานน์ทันทีและยืนยันว่ามันถูกต้องทุกประการ
นี่คือการค้นพบว่าสสารสามารถ "พูด" กับพลังงานได้สองทาง พลังงานกลสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า และพลังงานไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานกล โดยมีผลึกเป็น "ล่าม" ที่แปลภาษาระหว่างสองโลกที่ก่อนหน้านั้นมนุษย์คิดว่าแยกจากกันโดยสิ้นเชิง
มนุษย์ใช้คุณสมบัตินี้ในเทคโนโลยีมากมายรอบตัวเรา ในนาฬิกาควอตซ์ วงจรไฟฟ้าจะป้อนแรงดันไฟฟ้าสลับให้กับคริสตัลควอตซ์ที่ถูกตัดเป็นรูปส้อมเสียงขนาดเล็ก
คริสตัลจะสั่นสะเทือนที่ความถี่ 32,768 ครั้งต่อวินาทีอย่างแม่นยำจนคลาดเคลื่อนไม่กี่วินาทีต่อเดือน
ความถี่นี้ถูกใช้เป็น "จังหวะ" ในการเดินของเข็มนาฬิกา ในหัวอ่านของเครื่องเล่นแผ่นเสียงไวนิล เข็มที่สั่นสะเทือนตามร่องแผ่นเสียงจะกดลงบนคริสตัลพายโซอิเล็กทริก ทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงตามความถี่ของเสียงเพลง เปลี่ยนร่องรอยทางกลบนแผ่นพลาสติกให้กลายเป็นซิมโฟนีของเบโธเฟน
ในเครื่องอัลตราซาวด์ทางการแพทย์ คริสตัลพายโซอิเล็กทริกจะถูกกระตุ้นด้วยสัญญาณไฟฟ้าความถี่สูง ให้สั่นสะเทือนและส่งคลื่นเสียงเข้าไปในร่างกาย
จากนั้นมันจะรับคลื่นเสียงที่สะท้อนกลับมาจากอวัยวะภายในและเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อสร้างภาพของทารกในครรภ์หรือก้อนเนื้อในตับ ในไฟแช็คแก๊ส ค้อนขนาดเล็กจะกระแทกลงบนคริสตัลพายโซอิเล็กทริกเพื่อสร้างประกายไฟที่จุดแก๊ส
ในทุกกรณี คริสตัลทำหน้าที่เป็น "สะพาน" ระหว่างโลกของแรงกลกับโลกของไฟฟ้า ระหว่างสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยมือกับสิ่งที่วัดได้ด้วยโวลต์มิเตอร์
คริสตัลจิตสำนึกของชาวอาร์คทูเรียนคือการขยายหลักการพายโซอิเล็กทริกไปสู่อีกระดับหนึ่งที่มนุษย์ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบัน แทนที่จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง "แรงกล" กับ "ไฟฟ้า" เท่านั้น
มันคือสะพานเชื่อมระหว่าง "จิตสำนึก" กับ "กาลอวกาศ" แทนที่จะเปลี่ยนแรงบีบเป็นแรงดันไฟฟ้า มันเปลี่ยน "เจตจำนง" ที่แสดงออกในรูปของคลื่นความถี่เฉพาะให้เป็น "ความโค้งของกาลอวกาศ" ที่ยานต้องเดินทางไป
เพื่อทำความเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นไปได้อย่างไร เราต้องตรวจสอบแนวคิดเรื่อง "หน่วยความจำระดับอะตอม" (Atomic-Scale Memory) ที่กำลังพัฒนาในห้องปฏิบัติการของมนุษย์ในขณะนี้
ในปี 2016 ทีมนักฟิสิกส์จาก IBM Research ในเมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ นำโดย Fabian Natterer ประสบความสำเร็จในการสร้างหน่วยความจำแม่เหล็กที่เล็กที่สุดในโลก
โดยใช้เพียงอะตอมเดี่ยวของธาตุโฮลเมียม (Holmium) วางบนพื้นผิวของแมกนีเซียมออกไซด์ภายใต้สภาวะสุญญากาศสูงและอุณหภูมิต่ำกว่า 5 เคลวิน
อะตอมเดี่ยวนี้สามารถเก็บข้อมูลได้หนึ่งบิต โดยสถานะ "0" และ "1" สัมพันธ์กับทิศทางของสนามแม่เหล็กของอะตอม ขึ้นหรือลง
ทีมวิจัยสามารถ "เขียน" ข้อมูลลงบนอะตอมด้วยพัลส์ไฟฟ้าที่แม่นยำระดับนาโนวินาทีผ่านปลายเข็มของกล้องจุลทรรศน์แบบส่องกราดในอุโมงค์ (Scanning Tunneling Microscope) และ "อ่าน" ข้อมูลกลับมาได้โดยการวัดสนามแม่เหล็กของอะตอม
นี่คือการพิสูจน์ว่าหน่วยที่เล็กที่สุดของสสารที่ยังรักษาเอกลักษณ์ทางเคมีไว้ได้ สามารถถูกใช้เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลได้ หากมนุษย์สามารถใช้หนึ่งอะตอมเก็บข้อมูลได้หนึ่งบิต
คริสตัลของชาวอาร์คทูเรียนซึ่งประกอบด้วยอะตอมหลายล้านล้านตัว ที่ถูกจัดเรียงในโครงสร้างที่สมบูรณ์แบบโดยปราศจากข้อบกพร่องทางผลึกศาสตร์ (Crystallographic Defects) อาจสามารถเก็บข้อมูลได้ในระดับที่เหนือกว่าหน่วยความจำทั้งหมดของมนุษยชาติรวมกันหลายล้านล้านเท่า
แต่ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างหน่วยความจำอะตอมของ IBM กับคริสตัลจิตสำนึกของชาวอาร์คทูเรียนไม่ได้อยู่ที่ "ความจุ" ในการเก็บข้อมูล แต่มันอยู่ที่ "ความสามารถในการถูกโปรแกรม" (Programmability) และที่สำคัญกว่านั้นคือ "ความสามารถในการโปรแกรมตัวเอง" (Self-Programming)
คริสตัลจิตสำนึกไม่ได้เป็นเพียง "ฮาร์ดดิสก์" ที่เก็บข้อมูลแล้วต้องมีหน่วยประมวลผลแยกต่างหากมาอ่านและเขียนข้อมูล เหมือนกับสถาปัตยกรรมฟอนนอยมันน์ของคอมพิวเตอร์มนุษย์ที่แยกหน่วยความจำ (RAM, Hard Disk) ออกจากหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) และเชื่อมต่อกันด้วยบัสข้อมูลที่กลายเป็นคอขวดของระบบทั้งหมด
มันคือ "ฮาร์ดดิสก์" และ "ซีพียู" และ "หน่วยความจำ" และ "อุปกรณ์รับเข้า" และ "อุปกรณ์ส่งออก" ทั้งหมดหลอมรวมอยู่ในคริสตัลก้อนเดียว เช่นเดียวกับที่กายแสงของชาวอาร์คทูเรียนเป็นทั้งร่างกาย สมอง และจิตสำนึกในโครงสร้างเดียวกัน
โครงสร้างผลึกของคริสตัลจิตสำนึกถูกออกแบบให้มี "ตำแหน่งว่าง" (Vacancy Sites) ซึ่งเป็นจุดในโครงสร้างผลึกที่อะตอมหายไปหนึ่งตัวโดยเจตนา ไม่ใช่ข้อบกพร่องจากกระบวนการผลิต แต่เป็น "คุณสมบัติ" ที่ถูกออกแบบไว้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ
ตำแหน่งว่างเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น "กับดักควอนตัม" (Quantum Trap) ที่สามารถกักเก็บอิเล็กตรอนเดี่ยวหรือแม้แต่คิวบิตเดี่ยวไว้ในสถานะพัวพันกับคิวบิตอื่นๆ ทั่วทั้งโครงสร้างผลึกผ่านกลไก Quantum Entanglement ระยะไกล
เมื่อจิตสำนึกของนักบินส่ง "ความตั้งใจ" ออกมาในรูปแบบของคลื่นความถี่เฉพาะตามที่อภิปรายในหัวข้อ 5.1 คลื่นนี้จะถูก "จับ" โดยตำแหน่งว่างในผลึกและเปลี่ยนเป็นการเปลี่ยนแปลงของสถานะควอนตัมของอิเล็กตรอนที่ถูกกักไว้ ราวกับว่าคลื่นความถี่ของเจตจำนงเป็น "กุญแจ" ที่ไข "แม่กุญแจ" ของตำแหน่งว่างแต่ละตำแหน่ง
การเปลี่ยนแปลงของสถานะควอนตัมนี้ จะแพร่กระจายผ่านโครงสร้างผลึกทั้งหมดผ่านกระบวนการ Quantum Entanglement ที่เกิดขึ้นระหว่างตำแหน่งว่างทุกตำแหน่ง คล้ายกับคลื่นที่แผ่ขยายจากจุดที่โยนหินลงไปในสระน้ำ แต่เกิดขึ้นในโครงสร้างสามมิติของผลึกและด้วยความเร็วที่เหนือกว่าแสง
ผลลัพธ์คือ คริสตัลทั้งก้อนจะ "เปลี่ยน" โครงสร้างทางอิเล็กทรอนิกส์ของมันให้สอดคล้องกับ "ความตั้งใจ" ที่รับเข้ามา
และเมื่อโครงสร้างทางอิเล็กทรอนิกส์ของคริสตัลเปลี่ยน เมื่อเมฆอิเล็กตรอนรอบอะตอมแต่ละตัวถูกจัดเรียงใหม่ตามรูปแบบที่เจตจำนงกำหนด คุณสมบัติทางกายภาพของมันก็จะเปลี่ยนตาม ผ่านคุณสมบัติพายโซอิเล็กทริกในระดับควอนตัมที่พี่น้องกูรีค้นพบเมื่อกว่า 140 ปีก่อน แต่ถูกขยายขีดความสามารถขึ้นนับล้านล้านเท่า
นี่คือความหมายของ "สสารที่ตอบสนองต่อคำสั่งทางจิตโดยตรง" (Mind-Matter Interaction) มันไม่ใช่การ "ขยับ" วัตถุด้วยพลังจิตในความหมายที่ปรากฏในนิยายหรือภาพยนตร์ ไม่มีลำแสงลึกลับพุ่งออกจากหน้าผากของนักบินไปยกก้อนหินให้ลอยขึ้น
มันคือการ "โปรแกรม" โครงสร้างภายในของสสารให้เปลี่ยนคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของมันตามข้อมูลที่ได้รับจากจิตสำนึก โดยใช้คริสตัลเป็นตัวกลางที่แปลง "ภาษา" ของจิตสำนึก (คลื่นความถี่) เป็น "ภาษา" ของสสาร (การเปลี่ยนโครงสร้างทางอิเล็กทรอนิกส์และการเปลี่ยนรูปร่างทางกายภาพ)
และเมื่อโครงสร้างของสสารเปลี่ยน กาลอวกาศรอบๆ มันก็เปลี่ยนตาม ผ่านสมการของไอน์สไตน์ที่บอกว่าสสารและพลังงานกำหนดความโค้งของกาลอวกาศ นี่คือสายโซ่แห่งเหตุและผลที่เชื่อมต่อจาก "เจตจำนง" ของนักบิน สู่ "โครงสร้างผลึก" ของคริสตัล สู่ "ความโค้งของกาลอวกาศ" รอบยาน และในที่สุด สู่ "ตำแหน่งใหม่" ของยานในเอกภพ
กระบวนการนี้ทำให้ยาน Athena สามารถ "คำนวณ" ตำแหน่งปลายทางได้โดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ ไม่มีหน่วยประมวลผลที่ทำงานด้วยสัญญาณนาฬิกา อัลกอริทึมการนำทางที่ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาโปรแกรม วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่เสี่ยงต่อความเสียหายจากรังสีคอสมิก
คริสตัลจิตสำนึกทั้งหมดในยานทำหน้าที่เป็น "คอมพิวเตอร์ควอนตัม" ขนาดมหึมาที่ประมวลผลแบบขนานในสามมิติ โดยใช้ควอนตัมบิตนับล้านล้านตัวที่ทำงานร่วมกันผ่านการพัวพัน
เมื่อนักบินกำหนดจุดหมายปลายทาง คริสตัลจะคำนวณ "ฟังก์ชันคลื่นความน่าจะเป็น" (Probability Wave Function) ที่อธิบายตำแหน่งที่เป็นไปได้ทั้งหมดของยานในกาลอวกาศตามสมการชเรอดิงเงอร์ ที่ถูกทำให้เป็นทั่วไปสำหรับระบบมหภาค
จากนั้นมันจะ "ยุบ" (Collapse) ฟังก์ชันคลื่นนั้นให้เหลือเพียงพิกัดเดียว ซึ่งคือจุดหมายปลายทาง ผ่านกระบวนการที่คล้ายคลึงกับการวัดในกลศาสตร์ควอนตัมแต่ถูกควบคุมด้วยเจตจำนงแทนที่จะเป็นการสุ่ม
กระบวนการนี้คือการประยุกต์ใช้หลักการของกลศาสตร์ควอนตัมในระดับมหภาค ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ยังทำได้เพียงกับอนุภาคเดี่ยวในห้องปฏิบัติการ
ระบบ Bio-Feedback Loop ที่เชื่อมต่อนักบินเข้ากับยานทำให้ "ความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์" กลายเป็นศูนย์
ในระบบการบินของมนุษย์ นักบินต้องอ่านค่าจากมาตรวัดหลายสิบรายการ ความสูง ความเร็ว อัตราการไต่ระดับ ปริมาณเชื้อเพลิง อุณหภูมิเครื่องยนต์ ความดันในห้องโดยสาร
ตีความข้อมูลที่อาจขัดแย้งกันในภาวะฉุกเฉิน ประเมินสถานการณ์ภายใต้ความกดดันของเวลาที่จำกัด และตัดสินใจโดยที่รู้ว่าการตัดสินใจผิดพลาดอาจหมายถึงชีวิตของผู้โดยสารหลายร้อยคน
ในยาน Athena ไม่มีมาตรวัดใดๆ เลย นักบิน "รู้สึก" ถึงสถานะของยานโดยตรงผ่านสนามข้อมูลร่วม เช่นเดียวกับที่คุณรู้สึกถึงตำแหน่งของแขนขาของคุณโดยไม่ต้องมอง คุณสมบัติที่นักประสาทวิทยาศาสตร์เรียกว่า Proprioception
หากมีสิ่งใดผิดปกติในระบบ หากคริสตัลส่วนหนึ่งเริ่มสูญเสียความสอดคล้อง หรือหากสนามพลังงานภายนอกเริ่มถูกรบกวนโดยแหล่งรังสีที่ไม่ได้คาดการณ์ นักบินจะรู้สึกถึงมันก่อนที่มันจะพัฒนาเป็นปัญหา เช่นเดียวกับที่คุณรู้สึกถึงอาการเจ็บคอเล็กน้อยก่อนที่มันจะพัฒนาเป็นไข้หวัดใหญ่ที่ทำให้คุณล้มหมอนนอนเสื่อ
และหากนักบินต้องการเปลี่ยนเส้นทางระหว่างการเดินทาง หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นที่จุดหมายปลายทาง หรือหากได้รับข้อมูลใหม่ผ่านสนามข้อมูลร่วมของอารยธรรม
เขาเพียงแค่ "ตั้งใจ" ที่จะเปลี่ยนเส้นทาง ไม่ต้องกดปุ่ม ไม่ต้องหมุนแป้นควบคุม ไม่ต้องพิมพ์พิกัดใหม่ลงในคอมพิวเตอร์นำทาง คริสตัลจะรับรู้ความตั้งใจนั้นผ่านสนามข้อมูลร่วมและคำนวณเส้นทางใหม่ให้ทันทีภายในเสี้ยววินาทีที่ความตั้งใจนั้นก่อตัวขึ้น
นี่คือความแตกต่างระหว่าง "การบังคับ" เครื่องจักร กับ "การเป็นหนึ่งเดียว" กับเครื่องจักร ระหว่างการขับยานอวกาศด้วยมือและสมองที่ถูกจำกัดด้วยความเร็วของสัญญาณประสาท กับการสวมยานอวกาศเป็นร่างกายที่สองที่ตอบสนองต่อเจตจำนงได้เร็วกว่าความคิด
.
.
โฆษณา