14 ส.ค. เวลา 00:01 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 22 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

5.3 การเดินทางในอวกาศลึกของมนุษยชาติ
ในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 นีล อาร์มสตรองก้าวเท้าลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ การเดินทางจากโลกไปยังดวงจันทร์ใช้เวลาสามวัน ระยะทาง 384,400 กิโลเมตร
ระบบนำทางของยานอะพอลโล 11 ใช้คอมพิวเตอร์นำทาง Apollo Guidance Computer (AGC) ที่มีหน่วยความจำอ่านอย่างเดียว (ROM) เพียง 36,864 คำ และหน่วยความจำชั่วคราว (RAM) เพียง 2,048 คำ ซึ่งน้อยกว่าหน่วยความจำของโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องในปัจจุบันถึงหลายล้านเท่า
ห้าสิบกว่าปีต่อมา มนุษย์ยังไม่เคยเดินทางไปไกลกว่าดวงจันทร์
ดาวอังคารซึ่งเป็นเป้าหมายต่อไปของภารกิจอวกาศของมนุษยชาติ อยู่ห่างออกไปประมาณ 225 ล้านกิโลเมตรโดยเฉลี่ย ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของดาวเคราะห์ทั้งสองในวงโคจรรอบดวงอาทิตย์
การเดินทางด้วยเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยจรวดเคมีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เช่น จรวด Space Launch System (SLS) ของ NASA หรือ Starship ของ SpaceX จะใช้เวลาหกถึงเก้าเดือนต่อเที่ยวบินไปยังดาวอังคารเพียงเที่ยวเดียว
นักบินอวกาศจะต้องอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก (Microgravity) นานพอที่กล้ามเนื้อโครงร่างจะเริ่มฝ่อลีบในอัตราประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ของมวลกล้ามเนื้อต่อเดือน และความหนาแน่นของกระดูกจะลดลงในอัตราประมาณ 1-1.5 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน
ตามข้อมูลจาก NASA Human Research Program พวกเขาจะต้องได้รับรังสีคอสมิก (Galactic Cosmic Rays) สะสมในปริมาณที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตลอดชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ
โดยภารกิจไปดาวอังคารและกลับคาดว่าจะได้รับรังสีสะสมประมาณ 1,000 มิลลิซีเวิร์ต ซึ่งสูงกว่าขีดจำกัดตลอดอาชีพที่ NASA กำหนดไว้สำหรับนักบินอวกาศ และพวกเขาจะต้องอยู่ในพื้นที่จำกัดขนาดเท่ารถตู้เป็นเวลาหลายเดือนโดยไม่สามารถออกไปข้างนอกได้
ดาวฤกษ์ที่ใกล้ที่สุดคือพร็อกซิมา เซนทอรี (Proxima Centauri) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบดาวสามดวงอัลฟา เซนทอรี อยู่ห่างออกไป 4.2465 ปีแสง หรือประมาณ 40 ล้านล้านกิโลเมตร
ยานวอยเอเจอร์ 1 ซึ่งเดินทางด้วยความเร็ว 17 กิโลเมตรต่อวินาทีและเป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นที่เดินทางได้เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา จะใช้เวลาประมาณ 73,000 ปีในการไปถึงที่นั่นหากมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งมันไม่ได้มุ่งหน้าไป
หากมนุษย์ต้องการเป็นอารยธรรมระหว่างดวงดาว เราต้องการเทคโนโลยีที่แตกต่างจากจรวดเชื้อเพลิงเคมีโดยสิ้นเชิง
โครงการ Breakthrough Starshot ซึ่งประกาศในปี ค.ศ. 2016 โดยนักฟิสิกส์ Stephen Hawking และมหาเศรษฐีนักลงทุน Yuri Milner เสนอแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหานี้ แทนที่จะสร้างยานอวกาศขนาดใหญ่ที่บรรทุกลูกเรือหลายสิบคนและต้องใช้เชื้อเพลิงมหาศาลในการเร่งความเร็ว
โครงการนี้เสนอให้สร้างยานขนาดเล็กจิ๋วที่เรียกว่า "Nanocraft" ซึ่งมีน้ำหนักเพียงไม่กี่กรัม เบากว่าเหรียญหนึ่งดอลลาร์ ติดตั้งใบเรือแสง (Light Sail) ขนาดไม่กี่เมตรที่ทำจากวัสดุสะท้อนแสงสูงบางเฉียบระดับนาโนเมตร แล้วใช้เลเซอร์กำลังสูงจากพื้นโลกที่รวมพลังงานได้หลายกิกะวัตต์ยิงไปยังใบเรือเพื่อเร่งยานให้มีความเร็วสูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสง
ที่ความเร็วระดับนี้ ยานจะเดินทางถึงพร็อกซิมา เซนทอรีภายในเวลาเพียง 20 ปี เทียบกับ 73,000 ปีของวอยเอเจอร์
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการทางฟิสิกส์ที่ถูกต้องและผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการแล้ว โฟตอนแม้จะไม่มีมวลนิ่ง แต่มีโมเมนตัมตามสมการ p = h/λ (โดยที่ h คือค่าคงที่ของพลังค์ และ λ คือความยาวคลื่น)
เมื่อโฟตอนจำนวนมหาศาลตกกระทบใบเรือและสะท้อนกลับ โมเมนตัมของพวกมันจะถูกถ่ายเทให้กับใบเรือ ทำให้ยานถูกเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องบรรทุกเชื้อเพลิงเลย หลักการนี้ถูกสาธิตแล้วโดยภารกิจ LightSail 2 ของ The Planetary Society ในปี 2019 ซึ่งใช้แรงดันจากแสงอาทิตย์ในการเปลี่ยนวงโคจรของดาวเทียมขนาดเล็ก
แต่ปัญหาที่ยังไม่มีใครแก้ได้และอาจเป็นจุดอ่อนพื้นฐานของแนวคิดนี้คือ เมื่อยานไปถึงพร็อกซิมา เซนทอรีแล้ว มันจะส่งข้อมูลกลับมายังโลกได้อย่างไร
เครื่องส่งสัญญาณขนาดไม่กี่กรัมบนยาน Nanocraft ไม่มีกำลังพอที่จะส่งสัญญาณข้ามระยะทาง 4.2 ปีแสงมาถึงโลกได้ด้วยอัตราข้อมูลที่มีความหมายทางวิทยาศาสตร์ และไม่มีทางที่จะสร้างจานรับสัญญาณขนาดใหญ่บนยานที่มีน้ำหนักจำกัดระดับกรัม
โครงการ Laser Interferometer Space Antenna (LISA) ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ซึ่งมีกำหนดปล่อยในทศวรรษ 2030 เสนอความเป็นไปได้อีกด้านหนึ่งของการสำรวจอวกาศ นั่นคือการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงจากอวกาศโดยไม่ต้องผ่านชั้นบรรยากาศโลกที่รบกวนสัญญาณ
LISA จะประกอบด้วยดาวเทียมสามดวงที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าที่มีความยาวด้านละ 2.5 ล้านกิโลเมตร ใหญ่กว่าวงโคจรของดวงจันทร์รอบโลกหลายเท่า ดาวเทียมแต่ละดวงจะยิงเลเซอร์ไปยังอีกสองดวงและวัดระยะห่างระหว่างกันด้วยความแม่นยำระดับพิโกเมตร (หนึ่งในล้านล้านของเมตร หรือเล็กกว่าขนาดอะตอมของไฮโดรเจน)
เมื่อคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำมวลยิ่งยวดที่ใจกลางกาแล็กซีห่างไกลหรือจากดาวนิวตรอนที่โคจรรอบกันและกันผ่านเข้ามา มันจะยืดและหดกาลอวกาศ ทำให้ระยะห่างระหว่างดาวเทียมเปลี่ยนไปในระดับที่เล็กกว่าขนาดอะตอม
LISA จะตรวจจับการเปลี่ยนแปลงนี้และสร้างแผนที่ของแหล่งกำเนิดคลื่นความโน้มถ่วงทั่วเอกภพ นี่คือการก้าวจาก "การมองเห็น" เอกภพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (แสง อินฟราเรด วิทยุ) ไปสู่ "การได้ยิน" เอกภพด้วยคลื่นความโน้มถ่วง เปรียบเสมือนการที่มนุษย์หูหนวกตลอดชีวิตและ suddenly ได้ยินเสียงซิมโฟนีของเอกภพเป็นครั้งแรก
แต่ทั้ง Breakthrough Starshot และ LISA ยังคงใช้เทคโนโลยีที่ทำงานบนหลักการ "ส่ง" บางสิ่งบางอย่างผ่านอวกาศ ไม่ว่าจะเป็นยาน Nanocraft ที่ต้องเดินทางผ่านระยะทาง 4.2 ปีแสงทีละกิโลเมตร หรือลำแสงเลเซอร์ที่ต้องเดินทางระหว่างดาวเทียมสามดวงเพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของระยะทาง
สิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนทำด้วยยาน Athena นั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้ "ส่ง" ยานผ่านอวกาศ แต่พวกเขา "เปลี่ยน" ข้อมูลของตำแหน่งที่ยานอยู่ ณ ระดับของโครงสร้างกาลอวกาศเอง
การเดินทางไม่ใช่การเคลื่อนที่จากจุด A ไปจุด B ผ่านจุดทุกจุดที่อยู่ระหว่างกลาง แต่คือการ "เขียนข้อมูลใหม่" ว่ายานอยู่ที่พิกัด B แทนที่จะเป็นพิกัด A และเอกภพก็จัดเรียงตัวเองใหม่ตามข้อมูลนั้น
การสื่อสารผ่าน Quantum Entanglement ที่ชาวอาร์คทูเรียนใช้ตามที่อภิปรายในหัวข้อ 1.7 และ 5.1 ก็ดำเนินการบนหลักการเดียวกัน
ข้อมูลไม่ได้ "เดินทาง" ผ่านอวกาศในรูปแบบของสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้เวลาเป็นปีหรือศตวรรษเพื่อไปถึงปลายทาง แต่มัน "ปรากฏ" ขึ้นที่ปลายทางพร้อมกันกับที่มันถูกส่งจากต้นทางผ่านการเปลี่ยนแปลงสถานะของสนามควอนตัมที่ทั้งสองจุดแชร์ร่วมกัน
ในปี 2017 ทีมนักฟิสิกส์จาก University of Science and Technology of China นำโดย Jian-Wei Pan ประสบความสำเร็จในการส่งข้อมูลควอนตัมจากสถานีภาคพื้นดินในทิเบตบนที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตที่ระดับความสูงกว่า 4,000 เมตร ไปยังดาวเทียม Micius ที่โคจรอยู่เหนือพื้นโลก 1,200 กิโลเมตร โดยใช้คู่โฟตอนพัวพันที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นโลกและแยกออกจากกัน
การทดลองนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Science (Vol. 356, No. 6343, pp. 1140-1144, 2017) และถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างอินเทอร์เน็ตควอนตัมที่จะเชื่อมต่อโลกทั้งใบด้วยช่องสัญญาณที่ไม่สามารถถูกดักฟังได้ตามหลักการของ Quantum Key Distribution
แต่การทดลองของ Jian-Wei Pan ยังคงถูกจำกัดด้วยระยะทาง 1,200 กิโลเมตร และต้องใช้เลเซอร์ที่เล็งอย่างแม่นยำระหว่างสถานีภาคพื้นดินกับกล้องโทรทรรศน์บนดาวเทียมในขณะที่ดาวเทียมกำลังโคจรผ่านเหนือศีรษะด้วยความเร็วหลายกิโลเมตรต่อวินาที
ชาวอาร์คทูเรียนก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ด้วยการใช้สนามควอนตัมของดาวฤกษ์อาร์คทูรัสเป็น "ตัวกลางพัวพัน" (Entanglement Medium) ที่เชื่อมโยงสมาชิกทั้งหมดของอารยธรรมและยานทุกลำเข้าด้วยกัน โดยไม่ต้องพึ่งพาการเล็งลำแสงเลเซอร์จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
สำหรับพวกเขา การสื่อสารระหว่างยาน Athena ที่อยู่ห่างกันหลายปีแสงไม่ได้ต้องใช้ "สัญญาณ" ที่เดินทางผ่านอวกาศ แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงสถานะของสนามควอนตัมที่แชร์ร่วมกัน ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันทุกจุดในสนามนั้น โดยไม่มีความหน่วงจากการเดินทางของแสง
▪️จาก Fly-by-Wire สู่ Think-by-Will
แต่บทเรียนที่สำคัญที่สุดที่มนุษย์สามารถเรียนรู้จากยาน Athena ไม่ใช่เทคโนโลยีขับเคลื่อนหรือเทคโนโลยีสื่อสาร
เพราะเทคโนโลยีเหล่านั้นอาจต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยหรือหลายพันปีกว่ามนุษย์จะพัฒนาไปถึงระดับที่เทียบเคียงได้กับอารยธรรมที่มีอายุ 2,500 ล้านปี แต่มันคือแนวคิดที่ว่า "ยานอวกาศไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องจักร" แนวคิดนี้สามารถเริ่มเปลี่ยนวิธีที่เราออกแบบยานอวกาศได้ตั้งแต่วันนี้
ในประวัติศาสตร์การบินของมนุษย์ เราเริ่มต้นจากเครื่องบินที่นักบินต้องใช้แรงกายทั้งหมดในการดึงคันบังคับและเหยียบแป้นหางเสือผ่านระบบเคเบิลและรอกที่เชื่อมต่อโดยตรงกับพื้นผิวควบคุม ทุกการเคลื่อนไหวของเครื่องบินเกิดจากแรงกล้ามเนื้อของนักบินที่ถูกขยายด้วยระบบกลไก นักบิน "ต่อสู้" กับอากาศพลศาสตร์ด้วยพละกำลังของตนเอง
ต่อมาเราเปลี่ยนมาใช้ระบบ Fly-by-Wire ซึ่งการเคลื่อนไหวของคันบังคับจะถูกแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งไปยังคอมพิวเตอร์ควบคุมการบิน และคอมพิวเตอร์จะคำนวณคำสั่งที่เหมาะสมแล้วสั่งการให้มอเตอร์ไฟฟ้าหรือระบบไฮดรอลิกขยับพื้นผิวควบคุมอีกต่อหนึ่ง
นักบินไม่ได้ "บังคับ" เครื่องบินโดยตรงอีกต่อไป แต่เป็น "ผู้ให้คำแนะนำ" แก่คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างความตั้งใจของมนุษย์กับฟิสิกส์ของการบิน
ในเครื่องบินรบรุ่นล่าสุดเช่น F-35 Lightning II ระบบจะก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง คอมพิวเตอร์ควบคุมการบินจะ "ตีความ" ความตั้งใจของนักบินจากตำแหน่งของคันบังคับและแป้นเหยียบ แล้วคำนวณวิธีที่ดีที่สุดในการบรรลุความตั้งใจนั้น
โดยคำนึงถึงข้อจำกัดทางอากาศพลศาสตร์ ข้อจำกัดของโครงสร้างเครื่องบิน และความปลอดภัยในการบิน นักบินไม่ได้ "ให้คำแนะนำ" ด้วยซ้ำ แต่นักบิน "แสดงความตั้งใจ" แล้วเครื่องบินจะจัดการส่วนที่เหลือเอง โดยใช้เซ็นเซอร์นับร้อยตัวและคอมพิวเตอร์หลายสิบตัวที่ทำงานร่วมกันแบบเรียลไทม์
ยาน Athena คือจุดสิ้นสุดของวิวัฒนาการนี้ จุดที่เส้นแบ่งระหว่างนักบินกับเครื่องบินหายไปอย่างสิ้นเชิง นักบินและยานไม่ได้เป็น "ผู้ควบคุม" กับ "ผู้ถูกควบคุม" อีกต่อไป แต่มันคือ "จิตสำนึก" กับ "ร่างกาย" เช่นเดียวกับที่คุณไม่ต้อง "ควบคุม" หัวใจให้เต้นหรือ "ควบคุม" ปอดให้หายใจ คุณเพียงแค่ "มีชีวิตอยู่" และร่างกายก็ทำหน้าที่ของมัน
▪️จาก Closed-Loop สู่ Unity: สภาพแวดล้อมที่มีชีวิต
แนวคิดที่ว่าสภาพแวดล้อมภายในยานสามารถรักษาระดับพลังงานของผู้ที่อยู่ภายในให้สมดุลตลอดการเดินทางโดยไม่ต้องแบกถังออกซิเจนหรือสารอาหารจำนวนมาก มีรากฐานมาจากแนวคิด Closed-Loop Life Support System ที่ NASA และองค์การอวกาศอื่นๆ กำลังพัฒนาอยู่ในปัจจุบัน
บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) นักบินอวกาศต้องพึ่งพาการส่งเสบียงจากโลกเป็นระยะๆ ผ่านยานขนส่งเช่น Dragon ของ SpaceX หรือ Cygnus ของ Northrop Grumman น้ำถูกนำกลับมาใช้ใหม่ผ่านระบบรีไซเคิลที่เปลี่ยนปัสสาวะและเหงื่อกลับเป็นน้ำดื่ม โดยใช้กระบวนการกลั่นและการกรองหลายขั้นตอน
ออกซิเจนถูกผลิตจากน้ำผ่านกระบวนการอิเล็กโทรลิซิสที่แยกโมเลกุลน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ถูกกำจัดออกจากอากาศด้วยระบบที่ใช้ซีโอไลต์หรือเอมีนที่ดูดซับ CO₂ และปล่อยออกสู่อวกาศ
แต่ระบบเหล่านี้ยังไม่สมบูรณ์แบบและยังห่างไกลจากคำว่า "Closed-Loop" ที่แท้จริง น้ำประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ยังคงสูญเสียไปในแต่ละรอบการรีไซเคิล
อาหารไม่สามารถผลิตได้ในอวกาศในปริมาณที่เพียงพอและต้องขนส่งมาจากโลกทั้งหมดด้วยต้นทุนมหาศาล ขยะของแข็งสะสมและต้องถูกบรรจุในแคปซูลที่จะเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลก หรือเก็บไว้ในยานขนส่งที่ถูกปล่อยให้เผาไหม้ทั้งลำ
ชาวอาร์คทูเรียนแก้ปัญหานี้ด้วยการเปลี่ยนแนวคิดจาก "การรีไซเคิลสสาร" ไปเป็น "การหมุนเวียนพลังงาน" กายแสงของชาวอาร์คทูเรียนไม่ได้พึ่งพาการบริโภคอาหารหรือการหายใจในความหมายที่มนุษย์ต้องการ
พวกเขาไม่ได้ออกซิไดซ์กลูโคสในไมโทคอนเดรียเพื่อผลิต ATP พวกเขาดูดซับพลังงานโดยตรงจากสิ่งแวดล้อมผ่านกระบวนการ Super-Advanced Photosynthesis ที่เปลี่ยนโฟตอนเป็นพลังงานที่ใช้ได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางทางเคมี
ยาน Athena ถูกออกแบบให้เป็น "สภาพแวดล้อมที่มีชีวิต" ซึ่งรักษาระดับความถี่ที่เหมาะสมสำหรับการดำรงอยู่ของกายแสงภายในยาน
พลังงานที่ใช้หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตภายในยานมาจากการดูดซับรังสีคอสมิกและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ตามหลักการเดียวกับที่อภิปรายในหัวข้อ 5.1 เรื่องสนามพลังงานป้องกันที่เปลี่ยนรังสีคอสมิกให้เป็นพลังงาน สิ่งที่เคยเป็นภัยคุกคามต่อนักเดินทางอวกาศ รังสีพลังงานสูงที่สามารถทำลายดีเอ็นเอและก่อมะเร็ง กลับกลายเป็นแหล่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงการเดินทาง
สำหรับมนุษย์ที่ยังมีร่างกายชีวภาพแบบคาร์บอน การประยุกต์ใช้แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงการเลิกกินอาหารหรือเลิกหายใจในทันที แต่มันหมายถึงการสร้างสภาพแวดล้อมภายในยานที่ "ความถี่" ของทุกสิ่ง
ตั้งแต่สเปกตรัมของแสงที่ส่องสว่างภายในห้องโดยสาร ไปจนถึงความถี่ของคลื่นเสียงพื้นหลัง ไปจนถึงสนามแม่เหล็กไฟฟ้าโดยรอบ ประสานสอดคล้องกับความถี่ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ เพื่อลดความเครียดทางสรีรวิทยาและจิตใจที่เกิดจากการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ "ผิดธรรมชาติ" ต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการมาบนพื้นผิวโลก
งานวิจัยด้าน Human Factors in Spaceflight ของ NASA แสดงให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญที่สุดสำหรับนักบินอวกาศในการเดินทางระยะยาวไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค แต่คือปัญหาทางจิตใจและสังคม
การอยู่ในพื้นที่จำกัดร่วมกับคนกลุ่มเดิมเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปีโดยไม่มีความเป็นส่วนตัว โดยมีเสียงรบกวนจากเครื่องจักร พัดลมระบายอากาศ ปั๊มน้ำ คอมเพรสเซอร์ ตลอดเวลา
โดยมีวงจรกลางวันกลางคืนที่ถูกรบกวนเนื่องจากสถานีอวกาศโคจรรอบโลกทุก 90 นาทีและผ่านการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ในทุกๆ 45 นาที นำไปสู่ความเครียดเรื้อรัง การนอนไม่หลับ ภูมิคุ้มกันลดลง และความขัดแย้งระหว่างบุคคลที่อาจบานปลายเป็นวิกฤตในภารกิจที่ไม่มีทาง "กลับบ้าน" ได้ง่ายๆ
หากเราสามารถสร้างสภาพแวดล้อมภายในยานที่ปรับความถี่ของแสง เสียง และแม้แต่สนามแม่เหล็กไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการทางสรีรวิทยาและจิตใจของลูกเรือแต่ละคนได้แบบเรียลไทม์
โดยใช้ไบโอเซ็นเซอร์ที่วัดคลื่นสมอง อัตราการเต้นของหัวใจ ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Variability) และระดับฮอร์โมนความเครียด เราก็อาจเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางในอวกาศจาก "การทนทุกข์ในแคปซูลโลหะ" เป็น "การดำรงอยู่ในสภาวะสมดุลที่โอบล้อมด้วยความถี่ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของร่างกาย"
.
.
5.4 Chambers of Healing: ห้องปฏิบัติการซ่อมแซมรหัสพันธุกรรม
ในปี ค.ศ. 1976 Fritz-Albert Popp นักชีวฟิสิกส์ชาวเยอรมันแห่ง University of Marburg ได้ค้นพบปรากฏการณ์ที่วงการวิทยาศาสตร์กระแสหลักในขณะนั้นปฏิเสธที่จะยอมรับอย่างแข็งขัน
เขาตรวจจับแสงที่เปล่งออกมาจากเซลล์ที่มีชีวิต ซึ่งเป็นแสงที่อ่อนเกินกว่าที่ตามนุษย์จะมองเห็นได้หลายล้านเท่า และนักชีวเคมีส่วนใหญ่ในยุคนั้นมองว่าไม่มีอยู่จริงหรือเป็นเพียงสัญญาณรบกวนจากเครื่องมือวัด
แสงนี้อยู่ในช่วงความยาวคลื่นใกล้รังสีอัลตราไวโอเลตและแสงที่ตามองเห็น ประมาณ 200 ถึง 800 นาโนเมตร ครอบคลุมตั้งแต่ UV-C ไปจนถึงย่านอินฟราเรดใกล้ มีความเข้มต่ำมากจนต้องใช้หลอดทวีคูณโฟตอน (Photomultiplier Tube) ที่มีความไวสูงกว่าเซ็นเซอร์ในกล้องดิจิทัลทั่วไปหลายล้านเท่าจึงจะตรวจจับได้
ความเข้มของแสงนี้อยู่ในระดับเพียงไม่กี่โฟตอนต่อตารางเซนติเมตรต่อวินาที ซึ่งถ้าเทียบเป็นกำลังไฟฟ้าจะอยู่ที่ประมาณ 10⁻¹⁶ วัตต์ต่อตารางเซนติเมตร หรือน้อยกว่าแสงเทียนที่ระยะ 20 กิโลเมตร
Popp เรียกมันว่า "Biophoton Emission" และเขาเสนอสมมติฐานที่ท้าทายรากฐานของชีวเคมีในศตวรรษที่ 20 ว่าแสงนี้ไม่ใช่ผลพลอยได้แบบสุ่มจากปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ ไม่ใช่เพียงแสงที่เกิดขึ้นเมื่ออนุมูลอิสระทำปฏิกิริยากับลิพิดและโปรตีนในกระบวนการที่เรียกว่า Chemiluminescence อย่างที่นักชีวเคมีส่วนใหญ่เชื่อ
แต่มันคือ "ภาษาที่เซลล์ใช้ในการสื่อสารกันเอง" (Cellular Language) ซึ่งเป็นกลไกที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงกว่าการสื่อสารผ่านสารเคมีที่ต้องอาศัยการแพร่ของโมเลกุลในไซโทพลาสซึม
การทดลองของ Popp และทีมวิจัยในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารเช่น Experientia, Cell Biophysics และ Journal of Photochemistry and Photobiology
แสดงให้เห็นหลักฐานที่ยากจะปฏิเสธว่า Biophoton Emission จากเซลล์ที่มีสุขภาพดีมีรูปแบบที่สอดคล้องกัน (Coherent) ในทางสถิติ คล้ายกับแสงเลเซอร์ที่มีเฟสตรงกันและความถี่ที่แคบมาก
ในขณะที่ Biophoton Emission จากเซลล์ที่กำลังจะตายหรือเซลล์มะเร็งที่ผ่านการเปลี่ยนสภาพมีรูปแบบที่ยุ่งเหยิง (Chaotic) คล้ายกับแสงจากหลอดไส้ที่มีความถี่กระจัดกระจายและเฟสไม่สัมพันธ์กัน
หาก Popp ถูกต้อง และมีหลักฐานจากห้องปฏิบัติการอิสระหลายแห่งที่สนับสนุนข้อค้นพบของเขา มันหมายความว่า "สุขภาพ" ในระดับที่ลึกที่สุดไม่ใช่การไม่มีโรคตามนิยามขององค์การอนามัยโลก
แต่มันคือการที่เซลล์ทั้งหมดในร่างกายเปล่งแสงในจังหวะและความถี่ที่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ราวกับว่าทั้งร่างกายคือวงออร์เคสตราที่เล่นโน้ตเดียวกันในเวลาเดียวกัน
และ "โรค" ก็คือการที่เซลล์บางกลุ่มสูญเสียความสอดคล้องนี้ไป เริ่มเปล่งแสงในความถี่ที่ผิดเพี้ยนหรือในจังหวะที่ไม่ประสานกับส่วนอื่นของร่างกาย ราวกับนักไวโอลินที่เริ่มเล่นผิดคีย์และไม่ยอมกลับมาเล่นตามวาทยกร
Chambers of Healing ของชาวอาร์คทูเรียนทำงานบนหลักการที่ Popp ค้นพบ แต่ถูกพัฒนาต่อยอดไปอีก 2,500 ล้านปี
จากห้องปฏิบัติการที่ใช้หลอดทวีคูณโฟตอนขนาดเท่าตู้เย็นที่ต้องระบายความร้อนด้วยไนโตรเจนเหลว ไปสู่ห้องบำบัดที่สามารถตรวจจับและปรับแต่ง Biophoton Emission ของร่างกายทั้งหมดในแบบเรียลไทม์ด้วยความละเอียดระดับโมเลกุล
ห้องบำบัดเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ "ฆ่า" เซลล์มะเร็งด้วยความร้อนหรือสารเคมี หรือ "ยับยั้ง" การติดเชื้อด้วยยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์ทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย
แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ "เตือน" เซลล์ที่หลงทางให้กลับสู่ความถี่ดั้งเดิมของมัน ราวกับว่าห้องบำบัดไม่ได้เป็น "ศัลยแพทย์" ที่ตัดอวัยวะที่เป็นโรคทิ้ง แต่เป็น "นักดนตรี" ที่เล่นโน้ตที่ถูกต้องให้กับเซลล์ที่ลืมโน้ตของตนเองไปแล้ว
แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากสิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนเรียกว่า "พิมพ์เขียวพลังงาน" หรือ Etheric Blueprint ซึ่งเป็นรูปแบบความถี่ที่สมบูรณ์แบบของร่างกายก่อนที่จะเกิดความเสียหายใดๆ เป็น "แม่แบบ" ที่บันทึกโหมดการสั่นสะเทือนที่ถูกต้องของทุกเซลล์ ทุกเนื้อเยื่อ และทุกอวัยวะในร่างกายขณะที่ยังแข็งแรงสมบูรณ์
ในทางฟิสิกส์ แนวคิดเรื่อง "รูปแบบที่สมบูรณ์แบบ" ของระบบมีอยู่จริงในปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Normal Modes" หรือโหมดการสั่นปกติของระบบ
ทุกวัตถุในเอกภพไม่ว่าจะเป็นสายกีตาร์ที่ถูกดีด สะพานแขวนที่สั่นไหวตามแรงลม หรือแม้แต่โมเลกุลของดีเอ็นเอที่ขดตัวเป็นเกลียวคู่ ล้วนมีโหมดการสั่นที่เป็นเอกลักษณ์ของมัน ซึ่งเป็นความถี่ที่วัตถุนั้น "ต้องการ" จะสั่นเมื่อได้รับพลังงาน ความถี่ที่ธรรมชาติของวัตถุนั้นกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยคุณสมบัติทางกายภาพของมันเอง
เมื่อไวโอลินเล่นโน้ต A ที่ความถี่ 440 เฮิรตซ์ สายไวโอลินไม่ได้สั่นที่ความถี่เดียว แต่มันสั่นที่ความถี่ 440, 880, 1320, 1760 เฮิรตซ์ และต่อๆ ไปในอนุกรมฮาร์มอนิก (Harmonic Series)
ความถี่เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ถูก "บังคับ" จากภายนอกโดยนักไวโอลิน แต่มันคือโหมดการสั่นธรรมชาติของสายที่มีความยาว ความตึง และมวลที่กำหนดไว้ นักไวโอลินเพียงแค่ "กระตุ้น" สายให้สั่นในโหมดที่มันถูกออกแบบมาให้สั่นอยู่แล้ว
ในทำนองเดียวกัน โมเลกุลของดีเอ็นเอที่พันรอบฮิสโตน โปรตีนที่พับตัวเป็นโครงสร้างตติยภูมิและจตุรภูมิ และเยื่อหุ้มเซลล์ที่ประกอบด้วยฟอสโฟลิพิดไบเลเยอร์ในร่างกายของคุณก็มี "โหมดการสั่นธรรมชาติ" ของมัน
เมื่อเซลล์แข็งแรง มันจะสั่นสะเทือนในโหมดที่สอดคล้องกับโหมดของเซลล์อื่นๆ ทั่วร่างกาย เกิดเป็นซิมโฟนีของความถี่ที่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียว
เมื่อเซลล์เสียหายหรือเป็นโรค ไม่ว่าจะเกิดจากการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอ การติดเชื้อไวรัส ความเครียดออกซิเดชัน หรือการได้รับสารพิษ โหมดการสั่นของมันจะเปลี่ยนไป มันจะเริ่มสั่นในความถี่ที่ไม่ประสานกับส่วนอื่นของร่างกาย ราวกับนักดนตรีที่เริ่มเล่นผิดคีย์และไม่สามารถกลับมาเล่นตามวงออร์เคสตราได้
Chambers of Healing ทำงานโดยการตรวจจับความถี่ที่ผิดปกติเหล่านี้แล้วส่ง "สัญญาณแก้ไข" กลับเข้าไป กระบวนการนี้มีสามขั้นตอนที่ทำงานต่อเนื่องกันในเสี้ยววินาที
ขั้นตอนแรก คือ…การสแกน ห้องบำบัดจะตรวจจับสนาม Biophoton ที่เปล่งออกมาจากร่างกายทั้งหมดของผู้ป่วยด้วยความละเอียดระดับโมเลกุล ไม่ใช่เพียงผิวหนังหรืออวัยวะภายนอก แต่รวมถึงทุกเซลล์ ทุกออร์แกเนลล์ภายในเซลล์ และทุกโมเลกุลของดีเอ็นเอที่ขดตัวอยู่ในนิวเคลียส ความละเอียดของการสแกนอยู่ในระดับที่สามารถระบุตำแหน่งของพันธะไฮโดรเจนที่อ่อนแอระหว่างเบสของดีเอ็นเอที่กำลังจะแตกออกจากกัน
ขั้นตอนที่สอง คือ…การเปรียบเทียบ ข้อมูลที่สแกนได้จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ "พิมพ์เขียวพลังงาน" (Etheric Blueprint) ซึ่งเป็นบันทึกของโหมดการสั่นที่สมบูรณ์แบบของร่างกายผู้ป่วยแต่ละคน
พิมพ์เขียวนี้ไม่ใช่แม่แบบสากลที่ใช้กับทุกคนเหมือนกับตำรากายวิภาคศาสตร์ แต่มันคือ "สุขภาพที่สมบูรณ์แบบ" ของบุคคลนั้นโดยเฉพาะ เป็นบันทึกความถี่ที่ร่างกายของเขาควรจะสั่นสะเทือนหากไม่มีความเสียหายหรือโรคภัยใดๆ ซึ่งถูกบันทึกไว้ตั้งแต่แรกเกิดหรืออาจถูกอัปเดตเป็นระยะตามการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่แข็งแรงตามธรรมชาติ
ขั้นตอนที่สาม คือ…การปรับจูน เมื่อตรวจพบความแตกต่างระหว่าง "สิ่งที่เป็นอยู่" กับ "สิ่งที่ควรจะเป็น" ระหว่างความถี่ที่ผิดเพี้ยนของเซลล์มะเร็งกับความถี่ที่ถูกต้องของเซลล์ปกติในเนื้อเยื่อเดียวกัน
ห้องบำบัดจะส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ตรงกับโหมดการสั่นที่ถูกต้องเข้าไปยังเซลล์ที่เสียหาย ตามหลักการ Resonance ที่อภิปรายในหัวข้อ 2.7 เมื่อคลื่นที่มีความถี่ตรงกับความถี่ธรรมชาติของระบบถูกส่งเข้าไป ระบบจะดูดซับพลังงานจากคลื่นนั้นและเริ่มสั่นในความถี่ที่ถูกต้องอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่ส้อมเสียงอันที่สองเริ่มสั่นเมื่อได้ยินเสียงจากส้อมเสียงอันแรก
กระบวนการนี้ไม่ต่างจากการที่นักร้องโอเปร่าสามารถทำให้แก้วไวน์แตกได้ด้วยการร้องโน้ตที่ตรงกับความถี่ธรรมชาติของแก้ว
ปรากฏการณ์ Resonance ที่เปลี่ยนพลังงานคลื่นเสียงเป็นพลังงานกลที่สั่นสะเทือนแก้วจนแตก เพียงแต่ Chambers of Healing ทำในทิศทางตรงกันข้าม แทนที่จะทำให้เซลล์แตกสลาย มันทำให้เซลล์กลับคืนสู่สภาพเดิมที่แข็งแรง
สิ่งที่ทำให้ Chambers of Healing แตกต่างจากการรักษาทางการแพทย์ของมนุษย์อย่างสิ้นเชิงคือการที่มันทำงานในระดับ "ซอฟต์แวร์" ไม่ใช่ "ฮาร์ดแวร์" เมื่อคุณนำรถที่เครื่องยนต์เดินไม่เรียบเข้าอู่ ช่างอาจเปลี่ยนหัวเทียน กรองอากาศ หรือปั๊มเชื้อเพลิง นั่นคือการซ่อมแซมฮาร์ดแวร์ การเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอหรือเสียหาย
แต่หากรถของคุณมีปัญหาที่ซอฟต์แวร์ของระบบควบคุมเครื่องยนต์ (Engine Control Unit) ที่คำนวณอัตราส่วนอากาศต่อเชื้อเพลิงผิดพลาด การเปลี่ยนหัวเทียนใหม่ทั้งหมดจะไม่ช่วยอะไรเลย คุณต้อง "อัปเดต" หรือ "รีเซ็ต" ซอฟต์แวร์ให้กลับสู่การตั้งค่าจากโรงงาน
ในทำนองเดียวกัน โรคหลายชนิดในร่างกายมนุษย์ไม่ได้เกิดจาก "ฮาร์ดแวร์" ที่เสียหายโดยตรง ไม่ได้เกิดจากเซลล์ที่ "พัง" จนไม่สามารถทำงานได้ แต่มันเกิดจาก "ซอฟต์แวร์" หรือ Epigenetic Program ที่ควบคุมการทำงานของยีนผิดเพี้ยนไป ยีนที่ควรถูกเปิดกลับถูกปิด ยีนที่ควรถูกปิดกลับถูกเปิด เซลล์ที่ควรตายตามโปรแกรมอะพอพโทซิสกลับแบ่งตัวอย่างไม่หยุดยั้ง
Chambers of Healing ไม่ได้เปลี่ยน "ฮาร์ดแวร์" ของร่างกายคุณ ไม่ได้ตัดเซลล์มะเร็งทิ้งหรือเปลี่ยนอวัยวะที่เสียหาย แต่มัน "รีเซ็ต" ซอฟต์แวร์ที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์นั้นให้กลับสู่การตั้งค่าที่ถูกต้อง มันคือการแก้ไข "โปรแกรม" ที่ผิดพลาดโดยไม่ต้องเปลี่ยน "เครื่องจักร" ที่โปรแกรมนั้นทำงานอยู่
การค้นพบของ Popp เกี่ยวกับ Biophoton Emission ให้หลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการสื่อสารระหว่างเซลล์ผ่านแสงมีอยู่จริง ว่าแสงคือภาษาที่ร่างกายใช้ในการประสานการทำงานของเซลล์หลายล้านล้านเซลล์ให้เป็นหนึ่งเดียว
แต่ Popp เองและนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อๆ มาก็ยังไม่มีเครื่องมือที่จะ "อ่าน" ข้อมูลที่อยู่ในแสงนั้นได้อย่างสมบูรณ์ หรือ "เขียน" ข้อมูลใหม่กลับเข้าไปเพื่อแก้ไขความผิดปกติ
“Chambers of Healing ” คือ เครื่องมือนั้น มันคือ Photonic Accelerator ที่ไม่เพียงตรวจจับแสงที่เซลล์เปล่งออกมาด้วยความไวระดับโฟตอนเดี่ยว แต่ยังส่งแสงที่มีข้อมูลที่ถูกต้องกลับเข้าไป แสงที่ถูกมอดูเลตด้วยความถี่ของ "พิมพ์เขียวพลังงาน" เพื่อ "เตือน" เซลล์ที่หลงทางว่าพวกมันควรจะสั่นสะเทือนในความถี่ใด พวกมันควรจะเปล่งแสงในรูปแบบใด พวกมันควรจะทำงานอย่างไร
และเมื่อเซลล์ทั้งหมดในร่างกายกลับมาสั่นสะเทือนในความถี่ที่สอดคล้องกันอีกครั้ง เมื่อวงออร์เคสตรากลับมาเล่นโน้ตเดียวกันภายใต้การนำของวาทยกรคนเดียวกัน โรคก็จะหายไป ไม่ใช่เพราะมันถูก "กำจัด" ด้วยยา หรือถูก "เผา" ด้วยรังสี หรือถูก "ตัด" ด้วยมีดผ่าตัด แต่เพราะเงื่อนไขที่ทำให้มันดำรงอยู่ได้ สภาวะความถี่ที่ผิดเพี้ยนที่หล่อเลี้ยงมันไว้ ถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้วจนสิ้นเชิง
.
.
โฆษณา