14 ส.ค. เวลา 05:45 • สุขภาพ

รู้จัก Stroke ในคนอายุน้อย ทำไมวัยทำงานก็เสี่ยง “หลอดเลือดสมอง”

โรคหลอดเลือดสมองไม่ได้เกิดเฉพาะผู้สูงวัย พบในคนอายุต่ำกว่า 50 ปีได้จากหลายสาเหตุ หากมีหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ต้องรีบพบแพทย์ทันที
โรคหลอดเลือดสมองในคนอายุน้อย (Stroke in the Young) เป็นปัญหาทางการแพทย์ที่กำลังทวีความรุนแรงและพบได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน โดยทั่วไปจะนิยามในผู้ป่วยที่เกิดโรคหลอดเลือดสมองขณะที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี (บางการศึกษาใช้เกณฑ์ต่ำกว่า 45 ปี)ความแตกต่างสำคัญระหว่าง Stroke ในคนอายุน้อยกับผู้สูงอายุคือ “สาเหตุ” ขณะที่ผู้สูงอายุมักเกิดจากความเสื่อมตามวัยและความดันโลหิตสูงเรื้อรัง
Stroke ในคนอายุน้อย
แต่ในคนอายุน้อยกลับมีสาเหตุที่ซับซ้อน หลากหลาย และมักส่งผลกระทบต่อทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัว และเศรษฐกิจในระยะยาวเนื่องจากเป็นวัยที่กำลังสร้างตัว
วินิจฉัยและหาสาเหตุ (Diagnosis)
ความท้าทายที่สุดของ Stroke in the Young คือการสืบค้นเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากสาเหตุแบบดั้งเดิม (เช่น หลอดเลือดแข็งตัวจากเบาหวานหรือความดัน) พบได้น้อยกว่ากลุ่มโรคเฉพาะตัว โดยสาเหตุหลัก ๆ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้:
  • หลอดเลือดคอฉีกขาด (Arterial Dissection) เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด มักเกิดตามหลังอุบัติเหตุสะบัดคอ การเล่นกีฬา หรือการนวดคอที่รุนแรง ทำให้ผนังหลอดเลือดด้านในฉีกขาดจนเกิดลิ่มเลือดไปอุดตันสมอง
  • หัวใจผิดปกติ (Cardioembolism) เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ผนังกั้นห้องหัวใจมีรูรั่วซึม (PFO: Patent Foramen Ovale) ซึ่งทำให้ลิ่มเลือดจากขาหลุดขึ้นไปที่สมองได้ หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (AF)
  • ภาวะเลือดแข็งตัวง่ายผิดปกติ (Thrombophilia) ทั้งที่เป็นแต่กำเนิดจากพันธุกรรม หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น Antiphospholipid Syndrome (APS) หรือโรคพุ่มพวง (SLE)
  • ภาวะหดตัวของหลอดเลือดสมองแบบเฉียบพลัน (RCVS) มักมาด้วยอาการปวดหัวรุนแรงทันทีทันใดเหมือนระเบิดลง (Thunderclap Headache)
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต การใช้สารเสพติด (เช่น ยาบ้า ยาไอซ์ โคเคน) การสูบบุหรี่จัด และการใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงในผู้หญิงที่มีประวัติไมเกรนชนิดมีออร่า (Migraine with aura)
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและรังสีวินิจฉัย (Investigations)
เนื่องจากสาเหตุกว้างมาก การตรวจจึงต้องทำอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ (Extensive Workup) มากกว่าปกติ:
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (CT or MRI/MRA Brain & Neck) เพื่อดูเนื้อสมองที่ตาย และดูโครงสร้างหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดคออย่างละเอียด (มองหาภาวะ Dissection)
  • การตรวจหัวใจ (Cardiac Workup) ทำ Echocardiogram (อัลตราซาวด์หัวใจ) โดยเฉพาะการทำผ่านทางเดินอาหาร (TEE) ร่วมกับการฉีดฟองอากาศ (Bubble Study) เพื่อมองหา PFO
  • ติดเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24-48 ชั่วโมง (Holter Monitoring) เพื่อหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแฝง
  • การตรวจเลือดแบบจำเพาะ (Specific Blood Tests) ตรวจหาการอักเสบของหลอดเลือด (Vasculitis autoantibodies), ตรวจคัดกรองภาวะลิ่มเลือดแข็งตัวง่าย (Protein C, Protein S, Antithrombin III, Lupus Anticoagulant) และตรวจหาโรคติดเชื้อบางชนิด เช่น ซิฟิลิส หรือ HIV ที่อาจทำให้หลอดเลือดสมองอักเสบได้
แนวทางการรักษา (Treatment)
การรักษาแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลัก คือระยะเฉียบพลัน และระยะป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
การรักษาในระยะเฉียบพลัน (Acute Management) เป้าหมายคือการเปิดหลอดเลือดให้เร็วที่สุดเพื่อรักษาเนื้อสมอง (Time is Brain)
  • ยาละลายลิ่มเลือด (IV Thrombolysis) ให้ยา Alteplase (tPA) หรือ Tenecteplase (TNK) ทางหลอดเลือดดำหากผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลภายใน 4.5 ชั่วโมงและไม่มีข้อห้าม
  • การลากลิ่มเลือดผ่านสายสวน (Mechanical Thrombectomy) ในกรณีที่หลอดเลือดใหญ่เกิดการอุดตัน สามารถใช้สายสวนเข้าไปลากลิ่มเลือดออกได้ภายใน 6 ถึง 24 ชั่วโมง
การรักษาตามสาเหตุเฉพาะและการป้องกัน (Secondary Prevention) หากเกิดจาก PFO (รูรั่วที่ผนังหัวใจ): ปัจจุบันมีแนวโน้มการรักษาด้วยการใส่ร่มปิดรูรั่วผ่านสายสวน (PFO Closure) ร่วมกับการทานยาต้านเกล็ดเลือด ซึ่งช่วยลดการกลับเป็นซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • หากเกิดจากหลอดเลือดคอฉีกขาด (Dissection): มักรักษาด้วยการให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant) หรือยาต้านเกล็ดเลือดเข้มข้นเป็นเวลา 3-6 เดือน เพื่อรอให้ผนังหลอดเลือดสมานตัวตามธรรมชาติ
  • หากเกิดจากภาวะเลือดแข็งตัวง่าย (Thrombophilia): อาจจำเป็นต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือดกลุ่มวาร์ฟาริน (Warfarin) หรือยากลุ่มใหม่ (NOACs) เป็นระยะยาวหรือตลอดชีวิต ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค
โรคหลอดเลือดสมองในคนอายุน้อยไม่ใช่เรื่องไกลตัว และห้ามด่วนสรุปว่าเป็นเพียงอาการไมเกรนหรือความเครียดเมื่อผู้ป่วยมาด้วยอาการทางระบบประสาทเฉียบพลัน การวินิจฉัยที่รวดเร็วและการสืบค้นหาสาเหตุเชิงลึกอย่างไม่ย่อท้อ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยวัยแรงงานเหล่านี้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติและป้องกันความพิการระยะยาว
FAQ ถามตอบ เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองในคนอายุน้อย
Q: โรคหลอดเลือดสมองในคนอายุน้อย เกิดได้ตั้งแต่อายุเท่าไร?
A: โดยทั่วไป โรคหลอดเลือดสมองในคนอายุน้อย (Stroke in the Young) หมายถึงผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี (บางงานวิจัยใช้เกณฑ์ต่ำกว่า 45 ปี) แม้ว่าหลายคนจะเข้าใจว่าโรคนี้พบเฉพาะผู้สูงอายุ แต่ปัจจุบันพบผู้ป่วยวัยทำงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุในคนอายุน้อยมักแตกต่างจากผู้สูงอายุ เช่น ความผิดปกติของหลอดเลือด หัวใจ หรือภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติ มากกว่าการเสื่อมของหลอดเลือดตามวัย
Q: โรคหลอดเลือดสมองในคนอายุน้อย รักษาหายไหม?
A: สามารถรักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว โดยในระยะเฉียบพลัน แพทย์อาจใช้
  • ยาละลายลิ่มเลือด หากมาถึงโรงพยาบาลภายในเวลาที่เหมาะสม
  • การนำลิ่มเลือดออกด้วยสายสวน (Mechanical Thrombectomy) ในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์
หลังจากนั้นจะรักษาตามสาเหตุ เช่น การปิดรูรั่ว PFO การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาต้านเกล็ดเลือด เพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำในอนาคต
Q: คนอายุน้อยที่มีอาการแบบไหน ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที?
A: หากมีอาการทางระบบประสาทเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงไมเกรนหรือความเครียด โดยเฉพาะเมื่อมีอาการ เช่น
  • หน้าเบี้ยว
  • แขนหรือขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก
  • พูดไม่ชัด หรือพูดไม่ได้
  • มองเห็นผิดปกติ
  • ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันผิดปกติ
ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะการรักษาโรคหลอดเลือดสมองมีข้อจำกัดด้านเวลา หรือที่เรียกว่า “Time is Brain” ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งช่วยลดความเสียหายของสมองและลดความพิการในระยะยาวได้
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/health/care/7975
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา