Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Is Life
•
ติดตาม
14 ส.ค. เวลา 01:00 • การเมือง
เมื่อชาวบ้านประสบภัยแล้ง นักอนุรักษ์ป่าไปอยู่ไหน
เมื่อมีนักการเมืองหรือผู้สนับสนุนโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดตั้งคำถามว่า “เอ็นจีโอสิ่งแวดล้อมไปอยู่ไหน ทำไมไม่มาช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้งให้ประชาชน”
ฟังเผินๆ มันเป็นคำถามที่เข้าใจได้ เพราะเมื่อประชาชนกำลังเผชิญปัญหา ทุกคนก็ควรช่วยกันหาทางออก
แต่… เรื่องนี้ก็คงต้องกลับมาดูด้วยว่า ก่อนจะถามว่าใครไปช่วยใคร เราได้แยกหน้าที่ของแต่ละฝ่ายออกจากกันแล้วหรือยัง
ประเด็นเรื่องการจัดการน้ำ ไม่ใช่ภารกิจที่ใครก็สามารถเข้าไปทำแทนกันได้ตามความสมัครใจ
แต่เป็นงานที่มีกฎหมายกำหนด มีหน่วยงานรับผิดชอบ มีงบประมาณ บุคลากร เครื่องมือ กำกับอำนาจการตัดสินใจ
กรมชลประทานระบุภารกิจของตัวเองไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำ การจัดหา กักเก็บ ควบคุม ส่งระบาย และจัดสรรน้ำ ไปจนถึงการป้องกันความเสียหายอันเกิดจากน้ำ
ขณะที่สำนักงานชลประทานในระดับพื้นที่ก็มีภารกิจวางแผน ควบคุม และประเมินผลการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการป้องกันภัยอันเกิดจากน้ำโดยตรง
และเมื่อเกิดภัยแล้ง การจัดการก็ไม่ได้อยู่ที่กรมชลประทานเพียงหน่วยงานเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานกลาง
รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่ด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ของตัวเอง
ทั้งหมดนี้เป็นอำนาจและความรับผิดชอบของระบบราชการและฝ่ายนโยบายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง
และจากตรงนี้เองจึงนำไปสู่คำถามว่า “นักอนุรักษ์ไปอยู่ไหนตอนชาวบ้านไม่มีน้ำ” เพราะอาจเป็นการถามผิดคน
เพราะการไม่มีน้ำใช้ในช่วงภัยแล้ง ไม่ได้ทำให้เอ็นจีโอสิ่งแวดล้อมกลายเป็นหน่วยงานบริหารจัดการน้ำขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
เอ็นจีโอไม่มีอำนาจสั่งจัดสรรน้ำ ไม่มีอำนาจสั่งเปิดหรือปิดประตูระบายน้ำ ไม่มีงบประมาณแผ่นดินสำหรับสร้างระบบชลประทาน และไม่มีอำนาจอนุมัติโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่
ดังนั้น หากประชาชนประสบภัยแล้ง คำถามที่ควรถามจึงอาจเป็นว่า หน่วยงานที่มีอำนาจบริหารจัดการน้ำกำลังทำอะไรอยู่ มีน้ำสำรองอยู่เท่าไร จัดสรรน้ำอย่างไร มีมาตรการช่วยเหลืออะไร และเหตุใดพื้นที่จึงยังขาดแคลนน้ำ
ส่วนคำถามถึงเอ็นจีโอควรเป็นอีกชุดหนึ่งว่า วันนี้นักอนุรักษ์กำลังตรวจสอบข้อมูลของโครงการอย่างไร เห็นผลกระทบอะไร มีข้อเสนอทางเลือกหรือไม่ และกำลังทำหน้าที่ตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐอย่างไร ซึ่งสองคำถามนี้ไม่ควรถูกนำมาปนกัน
เพราะการมีหน้าที่ตรวจสอบ ไม่ได้แปลว่าต้องมีอำนาจบริหาร
เรื่องนี้เห็นได้ชัดจากกรณีอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดมีเป้าหมายเรื่องการเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้กับพื้นที่ ไม่ว่าจะเพื่อภาคการเกษตรหรือการรองรับการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ เหตุผลเรื่องความต้องการน้ำจึงเป็นเรื่องที่รัฐต้องนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง
แต่เมื่อโครงการเข้าไปเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าและระบบนิเวศที่มีความสำคัญ คำถามอีกชุดหนึ่งก็ต้องเกิดตามมา อาทิ โครงการจำเป็นแค่ไหน ข้อมูลที่ใช้คำนวณความต้องการน้ำถูกต้องหรือไม่ ผลกระทบต่อป่าและสัตว์ป่ามีมากน้อยเพียงใด มีทางเลือกอื่นในการจัดการน้ำหรือไม่
และหากต้องใช้งบประมาณจำนวนมากของประเทศ ทางเลือกที่กำลังเสนออยู่คุ้มค่ากับผลกระทบที่เกิดขึ้นหรือไม่
คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องของการตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ และเป็นการมองไปข้างหน้าว่า ก่อนที่รัฐจะใช้งบประมาณและเปลี่ยนแปลงทรัพยากรของส่วนรวม เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วหรือยัง
กระบวนการด้านสิ่งแวดล้อมเองก็ถูกออกแบบมาให้มีการตรวจสอบลักษณะนี้ โครงการบางประเภทและบางขนาดต้องจัดทำรายงาน IEE, EIA หรือ EHIA และมีกระบวนการพิจารณาโดยหน่วยงานและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การตัดสินใจโดยผู้สนับสนุนโครงการเพียงฝ่ายเดียว
หากมีการสร้างถนนผ่านป่า คนทำงานอนุรักษ์มีหน้าที่ถามว่าถนนนั้นกระทบพื้นที่อย่างไร ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องเป็นคนสร้างถนน
หากมีโรงงาน คนทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมีหน้าที่ตั้งคำถามเรื่องมลพิษ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องเป็นคนสร้างโรงงานที่มีมาตรฐาน
และหากมีอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ป่า นักอนุรักษ์ก็มีหน้าที่ตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อป่า สัตว์ป่า ระบบนิเวศ และทางเลือกอื่นในการจัดการน้ำ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบสร้างอ่างหรือบริหารน้ำให้กับประชาชน
ตรงกันข้าม การมีคนทำหน้าที่ตั้งคำถามกับโครงการนั้นเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบถ่วงดุลที่จำเป็นด้วยซ้ำ
เพราะถ้าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเห็นตรงกันหมดว่าโครงการหนึ่งดี มีความจำเป็น และไม่มีทางเลือกอื่น แล้วใครจะเป็นคนตรวจสอบข้อสรุปนั้น
ทั้งสองเรื่องนี้ไม่ได้ขัดแย้งกัน มันเป็นสิ่งที่ยอมรับพร้อมกันได้ ระหว่างต้องมีน้ำใช้กับโครงการต้องได้รับการตรวจสอบ
แต่ต้องแยกกันให้ออกระหว่างคนมีอำนาจจัดการปัญหา กับคนที่มีหน้าที่ตรวจสอบว่าการจัดการนั้นถูกต้องหรือไม่
หากชาวบ้านกำลังขาดน้ำ รัฐต้องตอบว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร
หากรัฐเสนอให้สร้างอ่างเก็บน้ำ รัฐก็ต้องตอบต่อไปว่า ทำไมต้องสร้างตรงนี้ ทำไมต้องใช้งบประมาณเท่านี้ ได้ประโยชน์เท่าไร กระทบอะไร และมีทางเลือกอื่นหรือไม่
ส่วนเอ็นจีโอ นักวิชาการ ภาคประชาชน หรือคนในพื้นที่ ก็มีสิทธิถาม หากพบว่าข้อมูลยังไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ หรือมีผลกระทบที่ไม่ได้รับการพิจารณา
ดังนั้น หากจะถามว่า “นักอนุรักษ์ป่าไปอยู่ไหนตอนประชาชนไม่มีน้ำ” ก็อาจถามได้ แต่ควรถามต่อให้ครบว่า “แล้วหน่วยงานที่มีอำนาจบริหารจัดการน้ำอยู่ที่ไหน และกำลังทำอะไรอยู่”
และการที่ใครบางคนตั้งคำถามกับอ่างเก็บน้ำ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังขัดขวางการแก้ปัญหา
แต่มันเป็นอีกส่วนหนึ่งของการพยายามทำให้แน่ใจว่า เงินของประชาชน ทรัพยากรของประชาชน และอนาคตของพื้นที่ ถูกใช้ไปกับทางออกที่ดีที่สุดจริงๆ
ความคิดเห็น
เรื่องเล่า
การเมือง
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย