เมื่อวาน เวลา 11:06 • การเมือง

หลั่งเลือดไทย! ศึกชายแดนที่สุรินทร์

"โลกยุคปัจจุบันนี้ควรจะสู้กันด้วยความจริง เพราะว่าทางศูนย์ข่าวสารก่อตั้งตั้งแต่ช่วงนั้นนะครับ ตั้งแต่ธันวาคมที่ผ่านมา เพราะว่าข้อมูลข่าวสารมันกระจัดกระจายเราก็เลยตั้งศูนย์นี้ขึ้นมา พอตั้งเราก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ เน้นหลักมนุษยธรรมคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนแล้วก็ one voice one message สื่อสารถึงพี่น้องประชาชนคนไทยที่เดือดร้อนตามแนวชายแดน"
"ตอนที่เราทิ้งระเบิดที่กัมพูชา เรามีเก็บภาพเป็นหลักฐานทางกฎหมายครับ การใช้กำลังทางอากาศมีกฎหมายระหว่างประเทศ เราเรียกว่า IHL (International Humanitarian Law) กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ว่าด้วยการใช้อาวุธต่างๆ ต้องมีความเหมาะสม ได้สัดส่วนเป็นเป้าหมายทางทหารเท่านั้นไม่โจมตีประชาชน"
"ผมว่าไทยไม่ได้ยิงก่อน เขา (กัมพูชา) เนี่ย ยิงทหารไทยก่อนแล้วก็ยิงด้วย BM-21 เข้ามาประเทศไทยก่อนเราใช้สิทธิ์ในการป้องกันตนเอง แล้วก็อธิบายชัดเจนแล้วว่าเป็น ประเทศที่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ถามว่าทำไมเขาไม่ประนามไม่ชี้แจง ก็เป็นเรื่องที่มันไม่ใหญ่โตมั้ง ไม่เหมือนตะวันออกกลาง ไม่เหมือนอิสราเอล ไม่เหมือนกับยูเครน-รัสเซียนะครับ"
" เหตุการณ์ 2 ครั้งที่ทำโดยกัมพูชายังไม่มีผู้รับผิดชอบเลยนะฮะ ทหารไทยเสียชีวิตไป 40 กว่าคน พลเรือนอีกบ้านเรือนอีก เราเสียหายด้านเศรษฐกิจไปพอสมควรเหมือนกัน แต่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เข้มแข็ง ผมมีโอกาสได้พบกับพี่น้องตามแนวชายแดนก็เข้าใจความรู้สึกที่เขาเดือดร้อน"
"เขา (ชาวบ้านชายแดน) บอกว่าแรก ๆ ก็เดือดร้อนอันนี้ผมคุยมาโดยตรง เลยลงพื้นที่ แต่ปัจจุบันนี้เขาปรับตัวได้จากเคยได้ 100 ก็เหลือสัก 50-60 เขาก็โอเคอยู่ได้ เพราะเขามองว่าประเทศไทยสำคัญกว่า แล้วถ้ามันทำอะไรลงไปที่มันไม่ยังไม่ได้ข้อยุติชัดเจนเดี๋ยวมันก็เกิดปัญหาขึ้นมาอีกอันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นครับ"
พี่โก๋ พลอากาศเอกประภาส สอนใจดี "BORAX" ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ/ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลข่าวสารไทย-กัมพูชา
"ก่อนหน้านี้กองทัพอากาศไทยมีแผนที่จะปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ F-16 แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา F-16 ถือว่าเป็นพระเอก แผนของกองทัพอากาศที่จะปลดประจำการเป็นไปตามแผนเดิมหรือไม่ ผมใช้คำว่าด้วยสภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงในปัจจุบันรวมถึงสภาพงบประมาณกองทัพอากาศจำเป็นต้องปรับโครงสร้างกำลังรบในหลากหลายรูปแบบ"
" เพื่อทำให้เรามีความมั่นใจได้ว่าเรามีความพร้อมสูงสุดในวันที่ต้องปฏิบัติ ณ ตอนนี้ ถ้าเราต้องปลดประจำการเครื่องบินขับไล F-16 ฝูงบิน 103 ซึ่งมีอายุเกือบ 40 ปี
ผมว่าเรายังไม่มีงบประมาณที่จะจัดหาทดแทนได้
ซึ่งฝูงนี้เป็นฝูงที่เราอยู่มาตั้งแต่ปี 31"
"F-16 ฝูงแรกเราขึ้นบินมาตั้งแต่ ปี 31 ก็ได้ใช้จริงในปัจจุบัน ความพร้อมในปัจจุบันมันคือภาพสะท้อนของการบริหารจัดการในอดีตที่ผ่านมาว่าเรามีการเตรียมพร้อมเพื่ออนาคต เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไร แต่ถ้าเกิดแล้ว
ไม่พร้อมไม่ได้ ดังนั้นที่เราพร้อมรบในวันนี้เป็นดอกผลตั้งแต่ในอดีต เมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว"
พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย รองเสนาธิการทหารอากาศ/โฆษกกองทัพอากาศ
เครื่องบินขับไล่ F-16 ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในช่วงสัปดาห์นี้ผู้เขียนได้มีโอกาสโทรคุยผ่าน Messenger ส่วนตัวกับอดีตนักบิน F-16 กองทัพอากาศไทยท่านหนึ่งซึ่งก็มีความเชี่ยวชาญในด้านข้อมูลข่าวสาร แล้วก็ออกมาแถลงในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว แล้วก็ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ก็ขออนุญาตเปิดเผยชื่อท่านก็แล้วกันนะครับ
ผู้ที่ผู้เขียนได้ติดต่อนั้นคือพลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี หรือพี่โก๋ ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลข่าวสารไทย-กัมพูชา (The Joint Press Center on the Thailand-Cambodia Border Situation : JIC) โดยผู้เขียนได้นำข้อมูลที่ท่านให้สัมภาษณ์ในรายการถามได้จัญ มาเปิดบทความเพื่อให้รู้ข้อเท็จจริงว่าใครกันแน่ที่ถูกต้อง ใครกันแน่ที่โกหก ใครกันแน่ที่น่าเชื่อถือ
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความผู้เขียนขอใช้ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาทำเงิน สำหรับภาพเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Maverick Nonsak ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
F-16B ADF ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช
ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความไม่แน่นอน พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดีหรือพี่โก๋ Callsign "Borax" ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้กล่าวย้ำถึงความพร้อมรบของกองทัพไทยว่าทหารไทยทุกนายได้รับการฝึกฝนมาอย่างมืออาชีพ
พร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ โดยกองทัพจะไม่อยู่นิ่งเฉยหากมีสิ่งบอกเหตุชัดเจนว่าอธิปไตยกำลังถูกคุกคาม พร้อมที่จะจัดการก่อนเพื่อไม่ให้เป็นฝ่ายตั้งรับอันจะนำมาซึ่งความสูญเสีย ดังนั้นการเตรียมพร้อมคือหลักประกันของสันติภาพและชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง
ในขณะเดียวกัน ณ กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา เครื่องบินขับไล่ F-16 ฝูงบิน 103 ได้ทะยานขึ้นจากรันเวย์ มุ่งหน้าสู่ชายแดนไทย-กัมพูชา การบินขึ้นไปรอบนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะบินไปทิ้งไข่ใส่ทหารกัมพูชาเหมือนการปะทะทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา โดย F-16 แห่งฝูงบิน "LIGHTNING " ได้ทำภารกิจการบินลาดตระเวนตามปกติ
เบื้องล่างเป็นผืนป่าสีเขียวขจีของแนวเทือกเขาพนมดงรักอันสวยงามสลับซับซ้อน เบื้องบนเป็นท้องฟ้าสีครามมีเมฆมากทั้งเทาดำ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการบิน นักบินจึงลดระดับความสูงของเครื่องบินขับไล่ F-16 ลงมาต่ำๆ ทำให้นักบินมองเห็นทัศนียภาพของป่าไม้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
F-16MLU ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี
ที่ความสูง 1,000 ฟุต F-16 ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชได้บินผ่านปราสาทคนาอีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีการฝึกบินรบทางอากาศเหนือพื้นที่นี้ เครื่องบินขับไล่ F-16 ทั้ง 2 เครื่องไม่มีการติดลูกระเบิดสีเขียวสำหรับหย่อนใส่ทหารกัมพูชา ทั้ง 2 เครื่องบินมาพร้อมกับถังเชื้อเพลิงใต้ปีก 2 ถัง จรวด AIM-9 Sidewinder ที่ปลายปีกซ้าย และกระเปาะ ACMI POD สำหรับการจำลองการล็อกเป้าหมายในการบินรบในอากาศ โดยมีภารกิจหลักคือทำภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดนให้คุ้มกับเกือบ 40 ปีที่ซื้อมาประจำการในกองทัพอากาศไทย
ทันทีที่ F-16 บินผ่านพื้นที่สมรภูมิเก่า ภาพก็ตัดไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงบนพื้นที่สูง แรงระเบิดมหาศาลพร้อมกลุ่มควันดำ พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือพื้นป่าสีเขียวขจีตามแนวเขาลูกน้อยลูกใหญ่ในจังหวัดสุรินทร์
ในครั้งนั้นกองทัพอากาศไทยได้ส่ง F-16 เข้าโจมตีทางอากาศเพื่อตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุง ถล่มค่ายทหารและทำลายที่ตั้งปืนใหญ่ของข้าศึกที่รุกล้ำเข้ามา ควันดำจากการถูกทำลายนั้นมองเห็นได้ไกลถึงหมู่บ้านที่ชาวบ้านต้องอพยพหนีไฟสงคราม
ภาพจำลองเหตุการณ์ขณะ M48A5 รบกับกัมพูชาในสงครามชายแดนพ.ศ.2568
แต่เมื่อภาพซูมลงมายังภาคพื้นดิน การปะทะที่ดุเดือดที่สุดคือการเผชิญหน้ากันของม้าเหล็กยุคสงครามเย็น รถถัง M48A5 Patton ของกองทัพบกไทยเปิดฉากยิงถล่มรถถัง T-55 ของกองทัพบกกัมพูชาอย่างแม่นยำ
ด้วยยุทธวิธี Hull Down ที่จอดรถถังอยู่หลังเนินสูง โผล่มาเพียงป้อมปืนเพื่อหาเป้าหมาย ประกอบกับระบบควบคุมการยิงแบบดิจิทัลและเครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์ที่ทันสมัยกว่า ทำให้ม้าเหล็กไทยสามารถทำลายรถถังกัมพูชาจนไฟลุกท่วมด้วยชัยชนะขาดลอย 4 ต่อ 0
ย้อนกลับในยุคสมัยที่มนุษย์มีความคิดแตกต่างกันในเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมองและการแข่งขันการสะสมอาวุธของบรรดาชาติพันธมิตร สงครามเย็นที่เกิดขึ้นหาใช่เพียงสงครามระหว่างมหาอำนาจกับมหาอำนาจ แต่เป็นสงครามที่ประเทศโลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจ
การแข่งขันทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ได้ดำเนินไปอย่างเข้มข้น จนนำไปสู่การกำเนิดรถถังหลัก M48 แพทตันซึ่งเป็นรถถังหลักของสหรัฐอเมริกาที่กองทัพบกทั่วโลกนิยมใช้ต่อกรกับภัยคุกคามจากรถถังและยานเกราะของประเทศฝ่ายตรงข้ามที่ผลิตโดยสหภาพโซเวียต
แบบจำลองรถถังหลัก M48 แพตตัน
มันไม่ได้เป็นเพียงเหล็กกล้าที่จอดให้ใครมาลูบหรือคลำขณะจอดตั้งแสดงในงานวันเด็ก มันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องมือในการทำรัฐประหาร มันถูกหล่อหลอมขึ้นมาเพื่อการรบบนภาคพื้นดิน อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจทางทหารของกองทัพบกโลกเสรี เพราะฉะนั้น M48 แพตตันคือรถถังหลักรุ่นแรกของสหรัฐ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกระดูกสันหลังให้กับกองทัพพันธมิตรทั่วโลกมานานหลายทศวรรษ
รถถัง M48 Patton เกิดขึ้นจากภาวะวิกฤตทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นต่อไปเป็นสงครามเย็น เมื่อสงครามเกาหลีปะทุขึ้น กองทัพบกสหรัฐฯตระหนักดี ว่า รถถัง M47 Patton ที่มีประจำการอยู่นั้นเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวและความต้องการรถถังรุ่นใหม่ที่สามารถต่อกรกับภัยคุกคามทางบกช่วงสงครามเย็นอย่างยานเกราะหรือรถถังของโซเวียตได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
การนำโครงการ T48 ออกมาดีกว่าให้เป็นแค่ความนึกความคิด จึงเป็นทางเลือกเดียวเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายนี้ ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โครงการ พัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากของสหรัฐอเมริกาได้ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อสงครามเกาหลีอุบัติขึ้นกองทัพสหรัฐเห็นว่าการนำรถถังรุ่นเก่า อย่าง M26 Pershing และ M46 Patton กลับเข้าสู่สมรภูมิอีกครั้ง ดูจะไม่เข้าท่า ก็ต้องหารถถังใหม่มาช่วยที
สุดท้ายก็หนีไม่พ้นโครงการเดิมที่รออยู่ T48 ได้ถูกสร้างขึ้นให้เป็นรถถังที่เหนือกว่า M47 ในทุกมิติ โดยได้รับ Inspiration เรื่องของเกราะจากรถถังหลักรุ่น T43 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เกราะทรงโค้งมนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันกระสุน
ข้อกำหนดที่ตายตัวของโครงการนี้ได้แก่พลประจำรถ 4 นาย และปืนใหญ่หลักขนาด 90 มม.ที่มีอานุภาพสูง
แต่มีน้ำหนักเบา ด้วยแรงกดดันจากสงครามเย็น กองทัพบกสหรัฐฯจึงได้ตัดสินใจอย่างเร่งรีบให้เริ่มการผลิตรถถัง T48 จำนวนมากในปีค.ศ.1952 ก่อนที่การทดสอบและประเมินผลจะเสร็จสมบูรณ์ด้วยเป้าหมายการผลิตสูงถึง 9,000 คันภายใน 3 ปี ซึ่งเป็นภารกิจระดับชาติที่ต้องระดมกำลังจากผู้ผลิตยักษ์ใหญ่จำนวนมาก
M48 กองทัพบกไทยมีชัยเหนือรถถัง T-55 กัมพูชา เพราะฝีมือที่ผ่านการฝึกของทหารม้าไทย
การตัดสินใจที่ให้ความสำคัญกับการส่งมอบอย่างรวดเร็วเเทนที่จะทำการทดสอบอย่างถี่ถ้วน นำไปสู่ข้อบกพร่องทางเทคนิคมากมายในล็อตการผลิตแรกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการค้นพบว่ารถถังจำนวน 120 คันแรกมีเกราะที่ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน เหมือนกับโครงเหล็กที่ใช้ตอนก่อสร้างอาคาร หากไม่ผ่านก็ไม่มีความปลอดภัยในการก่อสร้างตึกรามบ้านช่องจนสำเร็จ ทำให้รถถังล็อตนี้ถูกตั้งชื่อรหัสว่า M48 และถูกจำกัดให้ใช้เฉพาะในการฝึกซ้อมเท่านั้นไม่สามารถส่งเข้าสู่สมรภูมิจริงเพื่อรบกับรถถังฝ่ายตรงข้ามได้
แม้จะเริ่มต้นอย่างกับรถยนต์ติดโคลนและเต็มไปด้วยปัญหาแต่การออกแบบพื้นฐานของ M48 ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ยอดเยี่ยม ซึ่งจะถูกขัดเกลาและพัฒนาอย่างต่อเนื่องผ่านการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมจนกลาย เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มยานเกราะที่ประสบความสำเร็จที่สุด
การออกแบบและเทคโนโลยีของ M48 Patton ได้รับการการันตีแล้วว่า ต่อให้เป็นเพียงการปรับปรุงรถถังรุ่นเก่า รถถังแบบดังกล่าวมีเทคโนโลยีในหลายๆด้าน ซึ่งต่อมา
ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับรถถังค่ายอเมริกันในยุคต่อมา นับจากนี้ท่านจะได้เห็นว่าองค์ประกอบสำคัญแต่ละส่วน งานเชิงวิศวกรรมของรถถังแบบนี้มีความโดด เด่นอย่างไร
จุดเด่นที่สำคัญสุดในการออกแบบของ M48 คือการใช้ตัวถังและป้อมปืนทรงโค้งมนชิ้นเดียว ซึ่งเป็นการฉีกขนบจากการออกแบบเกราะแบบแผ่นเรียบเชื่อมประกอบของรถถังยุค WWII อย่างสิ้นเชิง การออกแบบนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันกระสุนได้อย่างมาก
เนื่องจากมุมโค้งของเกราะจะทำให้พลังงานของกระสุน
ที่กระทบแฉลบออกไปด้านข้าง โดยเกราะหน้าตัวรถถังแบบดังกล่าวมีความหนาถึง 110 มม.และเกราะหน้าป้อมปืนหนาถึง 178 มม.
นอกจากกองทัพบกไทยจะมี M48A5 ซึ่งเป็นอาวุธสัญชาติอเมรืกันแล้ว บนท้องฟ้าก็ยังมีเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่กองทัพอากาศไทยจัดซื้อจากสหรัฐอเมริกาเช่นกัน โดยนำเข้าประจำการในปีค.ศ.1988 (พ.ศ.2531)
มีการพัฒนาจากจากปืนใหญ่ 90 มม.สู่ปืนใหญ่ 105 มม. โดยปืนแบบนี้มีการนำมาใช้ในรุ่น M48A ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่มีประจำการในกองทัพบกไทย อาวุธรองมีปืนกลร่วม แกน M240G ขนาด 7.62 มม ติดตั้งขนานไปกับปืนใหญ่หลักและปืนกลต่อสู้อากาศยาน M60D สำหรับผู้บังคับการรถซึ่งมีความแตกต่างจากปืน M60 ของทหารราบตรงที่มีระบบลั่นไกลคล้ายกับปืนกล M2 Browning ระบบเสริมของ M48A มีการติดตั้งเครื่องยิงลูกระเบิดควันทั้งหมด 12 ท่อยิง ติดตั้งอยู่ข้างป้อมปืนฝั่งละ 6 ท่อ สำหรับใช้ในการสร้างม่านควัน
การประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างพลประจำรถคือกุญแจสู่ความสำเร็จในการรบของหน่วยทหารม้ารถถัง ดังที่มีคำกล่าวว่า "เราไม่สามารถรบได้ด้วยตัวคนเดียว เราต้องรบกันเป็นทีม" ระบบควบคุมการยิงของ M48 มีกล้องหาระยะแบบสเตอร์ริโอสโคป ระบบที่ใช้หลักการมองเห็นแบบ 2 ตาเพื่อหาระยะเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ซึ่งทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์คำนวณวิถีกระสุนเชิงกล เทคโนโลยีนี้ถือว่าล้ำหน้าอย่างมากในยุคนั้น
ทำให้พลยิงสามารถคำนวณระยะเป้าหมาย
และปรับมุมยิงได้อย่างแม่นยำ เพิ่มโอกาสในการยิงถูกเป้าหมายในระยะไกลได้อย่างมีนัยยะสำคัญ
เครื่องยนต์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ M48 วิ่งต่อไปได้ M48 รุ่นแรก A1 และ A2 ใช้เครื่องยนต์เบนซิน
ซึ่งมีข้อเสียร้ายแรงคืออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่สูงมาก ทำให้มีระยะปฏิบัติการสั้นเพียงประมาณ 110 กม.
และมีความเสี่ยงสูงที่จะติดไฟเมื่อถูกยิง ส่วนรุ่นปรับปรุง M48A3 และ A5 เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ดีเซล
ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทำให้มีระยะปฏิบัติการ
เพิ่มขึ้นถึง 460 กม.มีความน่าเชื่อถือสูงขึ้น และลดความเสี่ยงจากการติดไฟได้เป็นอย่างดี
M48A5 ยุครัฐประหารพ.ศ.2534
รถถัง M48 มีรุ่นใดบ้าง แล้วแต่ละรุ่นมีสมรรถนะอย่างไร เพราะหลายท่านอาจคุ้นเคยกับ M48A5 รุ่นกองทัพบกไทย จึงอาจไม่ทราบว่า M48 รุ่นก่อนมีอะไรที่จ๊าบบ้าง วิวัฒนาการของ M48 Patton Start จากรุ่นที่ประสบปัญหาทางเทคนิคมากมายจากการเร่งผลิตคือ M48A1
M48A1 เป็นรุ่นที่ได้รับการแก้ไขข้อบกพร่องที่สำคัญ โดยมีการปรับปรุงที่เห็นได้ชัดคือการติดตั้งป้อมปืนสำหรับผู้บังคับการรถ ซึ่งช่วยให้ผู้บังคับการรถ
สามารถใช้อาวุธได้ภายใต้เกราะกำบัง และมีการขยายช่องทางเข้าออกของพลขับให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัย
M48A2 มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อนโดยเปลี่ยนไปใช้เครื่อง ยนต์เบนซินแบบหัวฉีด ซึ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะและลดอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลงเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีการออกแบบฝาครอบห้องเครื่องยนต์ใหม่เพื่อช่วยในการระบายความร้อนให้ดีขึ้น
M48A3 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ M48 โดยเป็นการแก้ไขจุดอ่อนของรุ่นก่อนหน้า
โดยเฉพาะเครื่องยนต์เบนซินที่สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
และมีความเสี่ยงสูง เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนมาใช้
เครื่องยนต์ดีเซลในรุ่นนี้ จึงแก้ไขปัญหาเรื่องระยะปฏิบัติการที่สั้น และตัดความน่าเชื่อถือที่ต่ำไปอย่างสิ้นเชิง
ทำให้ M48A3 กลายเป็นรถถังที่มีความสมดุลอย่างยิ่งทั้งในด้านพิสัยปฏิบัติการ ความทนทาน และอำนาจการยิงจนกลายเป็นรุ่นมาตรฐานที่ถูกใช้งานอย่างกว้างขวางที่สุดในสงครามเวียดนาม
M48A5 เป็นการปรับปรุงเพื่อยืดอายุการใช้งานของ
รถถัง M48 ที่มีอยู่เดิมให้ทันสมัยโดยเฉพาะในหน่วยกำลังสำรอง การอัปเกรดที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนปืนใหญ่เป็นขนาด 105 มม และ ปรับปรุงเครื่องยนต์พร้อมกับระบบต่างๆ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกับรถถัง M60A1 เพื่อให้มีอำนาจการยิงทัดเทียมกับรถถังรุ่นใหม่
M48A5 กองทัพบกไทย
สำหรับ M48A5 คือรุ่นที่กองทัพบกไทยได้รับ
เข้าประจำการในปีค.ศ.1978 (พ.ศ.2521) และยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของยุทธยานยนต์
ที่สามารถอัปเกรดให้ทันสมัยอยู่เสมอจากวิวัฒนาการที่มีมายาวนานในยุคสงครามเย็น
พ.ศ.2568 (ค.ศ.2025) กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มยิงก่อน โดยใช้รถยิงหลายลำกล้องจรวด BM-21 ซึ่งเป็นอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง ยิงเข้ามาตกในพื้นที่ปั๊มน้ำมัน โรงเรียน โรงพยาบาลและบ้านเรือนราษฎรในฝั่งไทย
นำมาซึ่งความสูญเสียของประชาชนตามแนวชายแดน ในขณะที่มีการโจมตีด้วย BM-21 ประชาชนไทยหลายแสนคนอพยพออกจากพื้นที่ชายแดนมาอยู่ศูนย์พักพิงที่ทางภาครัฐจัดให้
นอกจากนี้ชาวบ้านตามแนวชายแดนจะได้รับผลกระทบแล้วทหารไทยส่วนใหญ่ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในสนามรบ มักเกิดจากสะเก็ดระเบิดของจรวด BM-21 และปืนใหญ่ มากกว่าการถูกยิงด้วยปืนเล็ก เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ยากที่จะควบคุมด้วยกองทัพบก กองทัพอากาศไทยจึงส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 จาก ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช และฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี เข้าร่วมการปฏิบัติการ
นายกรัฐมนตรีขณะลงพื้นที่ปราสาทคนา
ในการรบภาคพื้นดินบริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ รถถัง M48A5 Patton ของกองทัพบกไทยได้สร้างวีรกรรมสำคัญในการปะทะกับรถถัง T-55 ของกองทัพกัมพูชา ความได้เปรียบของทหารม้าไทยคือใช้ยุทธวิธี Hull Down โดยการจอดรถถังอยู่หลังเนินสูงและพรางตัวอย่างมิดชิด โผล่มาเพียงป้อมปืนเพื่อหาเป้าหมาย
ประกอบกับ M48A5 ของไทยผ่านการอัปเกรดระบบควบคุมการยิงแบบดิจิทัล มีเครื่องวัดระยะด้วยเลเซอร์ และกล้องตรวจจับความร้อน ทำให้สามารถเห็นก่อน ยิงก่อนและยิงได้อย่างแม่นยำแม้ในระยะไกลถึง 2 กิโลเมตร
ด้วยความที่รถถังหลัก M48A5 ของกองทัพบกไทยติดตั้งปืนใหญ่ขนาด 105 มม. แบบลำกล้องมีเกลียว ซึ่งมีอำนาจการยิงเหนือกว่าปืนขนาด 100 มม. ของรถถัง T-55 ของกัมพูชาที่ส่วนใหญ่ยังเป็นรุ่นเก่าและไม่ได้รับการปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกัยการประสานงานอย่างดีส่งผลให้ชัยชนะครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ความสำเร็จนี้เกิดจากความเชี่ยวชาญของพลประจำรถถังไทยที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี และยึดหลักการรบเป็นทีมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดึงขีดความสามารถของรถถังออกมาใช้
นอกจากวีรกรรมของรถถัง M48A5 แล้วทหารหลักและทหารพรานในพื้นที่ได้ลุยต่อในสมรภูมิชายแดน ที่แรกทหารไทยต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแห่งความเสียสละนั่นคือสมรภูมิปราสาทตาควาย ในอดีตเมื่อหลายพันปีล่วงมาแล้วปราสาทตาควายในอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์เคยเป็นโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ทว่าที่นี่ได้กลายเป็นสมรภูมินองเลือดท่ามกลางไฟสงครามครั้งใหม่เนื่องจากทหารกัมพูชาแฝงตัวเข้ามาใช้ตัวปราสาทเป็นบังเกอร์และตั้งฐานที่มั่นทางทหาร
ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักสากลในการใช้โบราณสถานเพื่อการสู้รบ ดังนั้นเมื่อเทียบกับกองทัพไทยแล้ว จะพบว่ากองทัพไทยรู้จักว่าที่ใดควรสถาปนาเป็นที่ตั้งทางทหาร ที่ใดไม่ควรสถาปนาเป็นที่ตั้งทางทหาร เรื่องนี้ทหารไทยเรารู้ดี
พลโท วีระยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2
เมื่อมีการดัดแปลงพื้นที่ให้เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของฝ่ายกัมพูชา ข้าศึกได้วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เช่น PMN-2 ไว้รอบตัวปราสาทอย่างหนาแน่น ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียอวัยวะจากการเหยียบระเบิดขณะเข้าเคลียร์พื้น จนนำไปสู่การใช้ทหารราบ หน่วยรบพิเศษ และทหารพรานเข้ายึดพื้นที่
ควันดำๆบนเนินอันเป็นที่ตั้งของปราสาทตาควายมองเห็นได้ไกลหมู่บ้านที่ประชาชนเคยอยู่มาก่อน แต่กลับกลายเป็นหมู่บ้านร้างเพราะสงครามได้ปะทุขึ้น และแล้วในวันที่ 15 ธันวาคมพ.ศ.2568 ทหารไทยสามารถบุกยึดปราสาทตาควายคืนมาได้สำเร็จ และทำการปักธงชาติไทยเหนือตัวปราสาทเพื่อประกาศเอกราชเหนือพื้นที่ดังกล่าว
เมื่อยึดปราสาทตาควายเนิน 350 เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่อยู่ใกล้กับปราสาทตาควาย มีลักษณะเป็น "จุดสูงข่ม" ซึ่งทหารฝ่ายใดที่ครอบครองพื้นที่นี้จะสามารถตรวจการณ์และควบคุมความเคลื่อนไหวรอบปราสาทได้ทั้งหมด การต่อสู้อันเด็ดเดี่ยวของทหารไทยนั้นต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายกัมพูชาที่ขุดคูเรตและสร้างบังเกอร์คอนกรีตเสริมเหล็กอย่างแน่นหนา
แต่ทว่าเรากลับต้องสูญเสียสองยอดมนุษย์คือ จ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน (จ่าเริง) และ พลทหาร ภาณุพัฒน์ เสาร์สา (พลทหารวุ้น) ก็ได้สละชีพบนเนิน 350 เพื่อยิงคุ้มกันให้เพื่อนร่วมรบ พร้อมกองทัพอากาศไทยได้ส่ง F-16 เข้าสนับสนุนด้วยระเบิดนำวิถีเพื่อตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงและทำลายฐานที่มั่นข้าศึกไปจนกว่าสามารถยึดพื้นที่คืนกลับมา
จนกระทั่งในวันที่ 20 ธันวาคมปีเดียวกัน กองทัพบกไทยได้ร้องขอการสนับสนุนทางอากาศจากเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยมาทิ้งระเบิดใส่ถนนเพื่อปิดการส่งกำลังบำรุงและยิงปืนใหญ่ตัดเส้นทางขึ้นมาเติมกำลังพลจนในที่สุดจึงสามารถยึดเนิน 350 ได้เบ็ดเสร็จ
พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกขณะลงพื้นที่เนิน 350
พื้นที่ต่อมาคือที่ช่องระยีในอำเภอกาบเชิง เป็นอีกหนึ่งจุดที่มีการรุกล้ำพื้นที่ลึกเข้ามาถึง 500 เมตร โดยกัมพูชาใช้วิธีตีเนียนให้ชาวบ้านเข้ามาปลูกมะม่วงและทุเรียนเป็นสวนบังหน้าฐานทหารมานานกว่า 10 ปี
ในยามเย็นของวันหนึ่งทหารไทยได้เดินลาดตระเวนเข้ามาด้วยกำลังที่ไม่ใหญ่มากนักในพื้นที่สวนแห่งนี้ "พี่ นี่มันสวนมะม่วงชัดๆ" พลทหารนายหนึ่งของฝั่งไทยพูด "พวกเอ็งระวังไว้ นี่มันไม่ใช่สวนชาวบ้าน มันอาจเป็นฐานที่มั่นทางทหารก็ได้" นายทหารยศจ่าสิบเอกฝั่งไทยเตือนให้ระมัดระวัง "พี่ว่าเราไม่ควรจะประมาท ถ้าประมาทเราตาย!" เสียงจ่าพูดจบไม่ทันไรก็มีเสียงหนึ่งแทรกเข้ามา
"แฟ้ดดดด!" "แฟ้ดดดด!" "แฟ้ดดดด!" "ตู้มๆๆๆๆๆๆ!" เสียงจรวด BM-21 ของกัมพูชา
ในขณะที่ทหารไทยกำลังทำหน้าที่อย่างสมเกียรติพื้นที่นี้ถูกถล่มด้วยจรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชากว่า 100 ลูก แต่ทหารไทยได้เปิดปฏิบัติการสวนกลับด้วยกำลังทหารและใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มฐานทหารที่ซ่อนอยู่ในสวนมะม่วงจนฝุ่นตลบ
"ปังงงงงงงงงงง!" เสียงปืน M16 ดังสะเทือนป่าทำให้ทหารไทยมีขวัญกำลังใจขึ้นมา สไนเปอร์พรางตัวเข้ากับพื้นที่สวนเเล้วยิงออกไป "ปังงงงงงงง!" ส่วนทหารปืนใหญ่ไทยก็ได้เตรียมการยิงตอบโต้ตามคำสั่งหน่วยเหนือ "เตรียมยิง!" ทหารไทยนายหนึ่งสั่งจากนั้นลูกน้องขานตามแล้วยิงออกไปเสียงดัง "ตู้มมมมมมมม!"
นี่ไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง นี่คือเสียงแห่งการทวงคืนดินแดนต่างหากจากฝีมือทหารไทย จนกระทั่งวันที่ 29 ธันวาคม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 ได้ทำพิธีเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาที่ช่องระยี เพื่อสถาปนาพื้นที่ความมั่นคงให้กลับมาเป็นของคนไทยอีกครั้ง
รถถังหลัก M48A5
ในสงครามครั้งนี้ที่จังหวัดสุรินทร์มีสมรภูมิสำคัญที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้คือการทวงคืนปราสาทคนาหรือปราสาทหนองคนา ซึ่งตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานเก่าแก่ที่ไทยค้นพบมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2544 แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่กองทัพกัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามาสร้างฐานที่มั่นและบังเกอร์อย่างหนาแน่น
"ตู้มมมมมมมมมม!" เสียงระเบิดจากการเก็บกู้ก่อนทหารไทยจะบุกปราสาทคนา "ไปเร็ว! วิ่ง!" ทหารผู้หมวดหนุ่มอนาคตไกลนายหนึ่งพึ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าได้ไม่กี่ปีออกคำสั่งให้ทหารทุกนายพุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ
"ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!" "วี้ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!" "บึ้มมมมมมมมม!" ทั้งเสียงปืนและเสียงระเบิดจากทหารทั้ง 2 ฝ่าย ต่างยิงกันจนไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มยิง "ยิงต่อไป อย่าหยุด! อย่าหยุด!'' ผู้หมวดนายนี้สั่งไปยิงไป จนในที่สุดมีลูกระเบิดที่ทหารกัมพูชาขว้างมา จึงกระโดดหลบเข้าหาที่กำบัง "ตู้มมมมมมมมมมมมม!" เสียงระเบิดดังกึกก้องจนหูเขาอื้อ เเต่เขายังมีแรงลุกขึ้นจับปืนประจำกายแล้วสู้ต่อไปจนกว่าสงครามจะจบ
ในขณะที่การปะทะ ณ ปราสาทคนา กำลังดุเดือดเครื่องบินขับไล่ F-16 สังกัดฝูงบิน 103 ทั้ง 4 เครื่องได้ทำการบินจากกองบิน 1 โคราชปฏิบัติภารกิจชี้ชะตาว่าใครคือเจ้าของอธิปไตยตัวจริง แม้นักบินจะไม่ได้บินลงมาต่ำถึงยอดไม้แถวๆปราสาทคนา แต่นักบิน F-16 ได้ควบคุมกำลังรบทางอากาศแห่งยุคสงครามเย็นที่ฟูมฟักถนุถนอมบำรุงรักษาอย่างดีมาตั้งแต่ในอดีตอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 40 ปีบินมาทิ้งไข่จริงใส่เป้าหมายโดยที่ทหารกัมพูชาไม่รู้ตัว
และแล้วระเบิดใต้ปีกก็ถูกปลดลงมาจากฟ้าใต้ปีกของ F-16 พุ่งตรงเข้ามาโดยที่ไม่มีร่มกางออกที่บั้นท้ายของระเบิด ทหารกัมพูชาที่ยิงปะทะกับทหารไทยต่างต้องหยุดยิงทั้งๆที่สงครามยังดำเนินต่อไป ขณะนี้ระเบิดได้พุ่งแหวกอากาศผ่านยอดไม้แล้วส่งให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงจนทำให้ทหารกัมพูชาตัวลอยสูงเกือบถึงยอดไม้เพราะแรงระเบิดได้
"ฟ้าวววววววววววววว!" "บู้มมมมมมมมมมมมม!"
"ตู้มมมมมมมมมมมมมมม!"
เสียงระเบิดจาก F-16 ขณะโจมตีทหารกัมพูชาที่ปราสาทคนา
เครื่องบินขับไล่ F-16 ใช้เทคโนโลยีระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง พุ่งเป้าไปที่การทำลายค่ายทหาร คลังสรรพาวุธ และทำลายถนนเพื่อไม่ให้ไปถึงปราสาทคนาจนทหารกัมพูชาเริ่มหมดเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับทหารไทยแล้วหนีออกจากพื้นที่ตรงนี้ ในที่สุดทหารไทยก็ปักธงชาติที่ปราสาทคนาเป็นอันว่าดินแดนนี้คือดินแดนไทย 100%
RTAF F-16MLU
หลังสงครามจบลงพื้นที่แห่งนี้ได้ถูกบรรจุเข้าในโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนจากสมรภูมิรบให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานความงดงามของธรรมชาติเข้ากับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน
แผนการพัฒนานี้ครอบคลุมถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานภายใต้นโยบายน้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์ ของกองทัพบกไทยที่มีพลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้นำ เพื่ออำนวยความสะดวกทั้งแก่กำลังพลและนักท่องเที่ยวในอนาคต
ในขณะเดียวกันพี่เติ่ง พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังคงลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยและกำชับให้ทหารในพื้นที่ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังหลงเหลือเพื่อให้พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
หากไม่มีเอฟ-16 ทหารภาคพื้นอาจไม่มีทางรอดในสมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชา
ข้อมูลจำเพาะรถถังหลัก M48A5 Patton กองทัพบกไทย
ออกแบบโดย: Chrysler Defense Engineering
ปีที่ออกแบบ : ค.ศ.1950
บริษัทผู้ผลิต : Chrysler, Fisher Body, Ford Motor Company, American Locomotive Company
พัฒนามาจาก :M47 Patton
รุ่นพัฒนาต่อ : M60
มวล : 49.6 ตันสั้น ( 44.3 ตันยาว ; 45.0 ตัน )
ความยาว9.3  เมตร (30  ฟุต 6  นิ้ว)
ความกว้าง3.65  เมตร (12  ฟุต 0  นิ้ว)
ความสูง3.1  เมตร (10  ฟุต 2  นิ้ว)
กำลังพล : 4 นาย
ผู้บังคับการรถ
พลปืน
พลบรรจุกระสุน
พลขับ
เกราะ
ความลาดช่วงบน :110  มม. (4.3  นิ้ว) ที่มุม 60°
ระยะการมองเห็น : 220  มม. (8.7  นิ้ว)
ด้านหน้าป้อมปืน : 178  มม. (7.0  นิ้ว) ที่ 0°
อาวุธหลัก : M48A5 ปืนใหญ่105 มม. M68/T254E2
อาวุธรอง : M48A5 ปืนกลขนาด .50 คาลิเบอร์ (12.7 มม.) บนป้อมปืนประจำตำแหน่งผู้บังคับการรถหรือ M219 (7.62 มม. เนโต)
เครื่องยนต์: เครื่องยนต์ดีเซล Continental AVDS-1790 V12 ระบายความร้อนด้วยอากาศเทอร์โบคู่
750  แรงม้า (560  กิโลวัตต์)
ระบบกันสะเทือน: ระบบกันสะเทือนแบบทอร์ชั่นบาร์
ระยะห่างจากพื้น16  นิ้ว (0.41  เมตร)
ความจุเชื้อเพลิง: 300 แกลลอนสหรัฐ (1,100 ลิตร )
ระยะปฏิบัติการ : 499  กม. (310  ไมล์)
ความเร็วสูงสุด: 30  ไมล์ต่อชั่วโมง (48  กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
สถานะ : อยู่ในประจำการ
ผู้บัญชาการทหารบกและคณะขณะตรวจเยี่ยมชายแดนไทย-กัมพูชา
การต่อสู้เพื่อปกป้องจังหวัดสุรินทร์ ด้วยสามารถของรถถัง M48A5 ร่วมกับทหารราบ หน่วยรบพิเศษ ทหารพรานและเครื่องบินรบจากกองทัพอากาศทำให้คนไทยทั้งประเทศเห็นแล้วว่าที่ใดมีความสามัคคี ที่นั่นย่อมมีชัยชนะ ความสำเร็จจากการใช้กำลังทางทหารผลักดันฝ่ายตรงข้ามพ้นแผ่นดินไทยหาใช่เพียงนิยายที่ใครสร้างขึ้น แต่เป็นวีรกรรมที่เกิดขึ้นจริงจากข่าวที่ทุกท่านได้เห็นในช่วงการปะทะ แล้วกลายมาเป็นบทความถ่ายทอดสู่ท่านผู้อ่านทุกท่านในวันนี้ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Thairath TV
Thai Weapon Channel
พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี
กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force
K H Sim
Eric Snitil
Ryan Imeson Photography
Mario Garrido
Thai Army
Penguin Pictures By BENNY NG
ไทยโพสต์
นิตยสารสมรภูมิ
PePaStudio
Thai Press
Gemini AI
เรียบเรียงโดย : นักรบชายแดน
โฆษณา