Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ZVERSE — เจนนี้ว่าไง
•
ติดตาม
15 ส.ค. เวลา 02:30 • บันเทิง
SQUISHY STORY EP.1 — ก่อนจะมีสกุชชี่ที่เราเห็นทุกวันนี้ มันเริ่มต้นจากไหน?
ถ้าพูดถึง “สกุชชี่” หลายคนน่าจะนึกถึงขนมปังนุ่ม ๆ โดนัท เค้ก หรือผลไม้ที่พอบีบแล้วค่อย ๆ เด้งกลับมา
บางชิ้นมีกลิ่นหอมเหมือนของกินจริง
บางชิ้นนุ่มจนแทบไม่อยากปล่อยมือ
และบางชิ้น…หน้าตาเหมือนขนมจนต้องมองซ้ำว่า “กินได้จริงหรือเปล่า?”
แต่เคยสงสัยไหมว่า ของเล่นที่มีหน้าที่หลักแค่ “บีบ” เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
เรื่องราวของสกุชชี่ไม่ได้เริ่มจากการเป็นของสะสมสุดน่ารักอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
และญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญมากในการทำให้มันกลายเป็น “สกุชชี่” แบบที่เรารู้จักกันทุกวันนี้
---
จุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่ขนมปัง
ข้อมูลจาก Web Japan ระบุว่า สกุชชี่ในยุคแรก ๆ มีต้นกำเนิดจากนอกประเทศญี่ปุ่น และวัสดุที่ใช้คือ โพลียูรีเทน (Polyurethane) โดยในช่วงแรกมักถูกทำเป็นรูปสัตว์และมีลักษณะค่อนข้างแข็ง
แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นทศวรรษ 2000 สิ่งต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนไป
ญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาของเล่นประเภทนี้ให้มีลักษณะ นุ่มขึ้น สีสวยขึ้น มีกลิ่นหอม และทำเป็นรูปอาหาร เช่น ขนมปัง เค้ก และผัก
จากของเล่นที่ดูธรรมดา จึงเริ่มกลายเป็นของที่ทั้ง “น่ารัก น่ากิน และน่าเอามาบีบเล่น” ในเวลาเดียวกัน
---
แล้วอะไรทำให้มันแตกต่างจากฟองน้ำธรรมดา?
นี่คือเสน่ห์สำคัญที่สุดของสกุชชี่
ลองนึกภาพฟองน้ำล้างจานทั่วไป
เราบีบ → มันยุบ
เราปล่อย → มันคืนรูปแทบจะทันที
แต่สกุชชี่กลับไม่เป็นแบบนั้น
เราบีบมันลงไป…
แล้วมันค่อย ๆ คืนรูปอย่างช้า ๆ
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Slow Rise” หรือการคืนรูปอย่างช้า ๆ
สกุชชี่จำนวนมากทำจากโฟมโพลียูรีเทนที่มีคุณสมบัติค่อนข้างนุ่มและคืนรูปช้า จึงเกิดสัมผัสที่แตกต่างจากฟองน้ำทั่วไป
และนั่นเองที่ทำให้หลายคนสามารถนั่งบีบมันซ้ำ ๆ ได้โดยไม่รู้ตัว
---
จุดเปลี่ยนสำคัญ: เมื่ออาหารกลายเป็นของเล่น
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้สกุชชี่โดดเด่นคือ “ความเหมือนจริง”
ขนมปังที่ดูเหมือนเพิ่งออกจากเตา
ลูกพีชที่มีผิวสัมผัสสมจริง
กล้วยที่ดูเหมือนของจริง
เค้กที่เหมือนจะกินได้
แต่พอเอานิ้วกดลงไป…
มันกลับยุบตัวอย่างนุ่มนิ่ม
ความขัดแย้งระหว่าง “หน้าตาเหมือนอาหารจริง” กับ “สัมผัสที่นุ่มผิดธรรมชาติ” กลายเป็นเสน่ห์ของสกุชชี่
ยิ่งไปกว่านั้น บางรุ่นยังเพิ่มกลิ่นเข้าไปด้วย ทำให้ประสบการณ์ไม่ได้มีแค่การมองและสัมผัส แต่ยังรวมถึงกลิ่นด้วย
Web Japan อธิบายว่าสกุชชี่จำนวนมากถูกทำให้มีรูปลักษณ์ สี และกลิ่นที่ชวนให้นึกถึงอาหารจริง ก่อนจะพัฒนาไปสู่สินค้าที่มีความนุ่มและคืนรูปช้ามากขึ้น
---
ปี 2002 — อีกหนึ่งปีสำคัญของประวัติศาสตร์สกุชชี่
ถ้าพูดถึง “จุดเริ่มต้นของสกุชชี่สมัยใหม่” ปี 2002 เป็นปีที่น่าสนใจมาก
จากบทสัมภาษณ์ของ Daily Portal Z กับบริษัท BLOOM ผู้ผลิตสกุชชี่รายสำคัญของญี่ปุ่น บริษัทระบุว่าเริ่มผลิตของเล่นจากโพลียูรีเทนในปี 2002
แนวคิดในตอนนั้นคือการนำวัสดุโพลียูรีเทนที่เคยถูกใช้ในรูปแบบอื่น มาพัฒนาให้ นุ่มขึ้นและมีกลิ่นหอมขึ้น จนกลายเป็นของเล่นรูปแบบใหม่ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
หนึ่งในสินค้าที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความนิยมคือ กล้วย ที่ถูกทำขึ้นเพื่อเป็นสินค้าสำหรับตู้เกมคีบ
หลังจากนั้น “ลูกพีช” ก็กลายเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยม
ที่น่าสนใจคือ ในช่วงแรกคนไม่ได้จำมันในฐานะ “สกุชชี่” เสมอไป
พวกเขาจำมันในฐานะ “กล้วย” หรือ “ลูกพีช” ที่น่ารักและน่าเล่น
---
จากของรางวัลในตู้คีบ สู่ของสะสม
อีกเหตุผลที่ทำให้สกุชชี่แพร่หลายคือ ตู้เกมคีบ
ในญี่ปุ่น สกุชชี่รูปอาหารถูกนำไปใช้เป็นของรางวัลในเกมตู้คีบ รวมถึงทำเป็นสายห้อยและของตกแต่ง
เมื่อคนเริ่มรู้จักมากขึ้น สกุชชี่ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ของรางวัลในเกมอีกต่อไป
มันเริ่มถูกผลิตออกมาขายเป็นสินค้าของเล่นและของสะสมโดยตรง
จากนั้นผู้ผลิตก็ยิ่งพัฒนารายละเอียดให้มากขึ้น ทั้งความนุ่ม กลิ่น สี รูปทรง และบรรจุภัณฑ์
จาก “ของเล่นที่บีบได้”
จึงค่อย ๆ กลายเป็น
“ของที่อยากสะสม”
---
แล้วทำไมต้องเป็นอาหาร?
นี่อาจเป็นหนึ่งในคำถามที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องสกุชชี่
เพราะอาหารเป็นสิ่งที่มนุษย์คุ้นเคยอยู่แล้ว
เราเห็นขนมปัง → เรารู้ว่ามันควรมีลักษณะอย่างไร
เราเห็นเค้ก → เรานึกถึงความนุ่ม
เราเห็นผลไม้ → เราจำสีและรูปร่างของมันได้
เมื่อเอาสิ่งเหล่านี้มาทำเป็นของเล่น แล้วเพิ่มคุณสมบัติที่ของจริงไม่มี เช่น บีบได้ ยุบได้ และคืนรูปช้า
มันจึงสร้างความรู้สึกแปลกใหม่ขึ้นมา
“เหมือนของจริง…แต่จับแล้วไม่เหมือนของจริงเลย”
และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สกุชชี่มีเสน่ห์จนคนอยากหยิบขึ้นมาบีบซ้ำ ๆ
---
จาก “ของเล่น” กลายเป็น “วัฒนธรรม”
สิ่งที่น่าสนใจคือ สกุชชี่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ของเล่น
เมื่อมันเริ่มมีรูปแบบมากขึ้น มีร้านเฉพาะทาง มีสินค้ารุ่นต่าง ๆ และมีการสะสม สกุชชี่ก็เริ่มมีวัฒนธรรมของตัวเอง
มีคนตามหารุ่นที่ชอบ
มีคนสะสมแบบหายาก
มีคนชอบกลิ่น
มีคนชอบความ Slow Rise
และมีคนที่ไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นของเล่นหรือไม่ด้วยซ้ำ
พวกเขาซื้อเพียงเพราะ…
“มันบีบแล้วฟิน”
---
และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราว
จากโฟมโพลียูรีเทนธรรมดา
→ กลายเป็นของเล่นรูปอาหาร
→ กลายเป็นของรางวัลในตู้คีบ
→ กลายเป็นสินค้าที่ขายแยก
→ กลายเป็นของสะสม
→ และในที่สุดก็กลายเป็นสิ่งที่หลายคนเรียกรวม ๆ ว่า “สกุชชี่”
แต่เรื่องราวยังไม่จบแค่นี้
เพราะคำถามต่อไปคือ…
“แล้วอะไรทำให้สกุชชี่จากของเล่นธรรมดา กลายเป็นของฮิตไปทั่วโลก?”
ใน SQUISHY STORY EP.2 เราจะย้อนกลับไปดูว่า
ก่อนที่สกุชชี่จะกลายเป็นของสะสมยอดฮิต มันเคยผ่านยุคของตู้เกมคีบและของเล่นญี่ปุ่นมาได้อย่างไร
แล้วเราจะได้เห็นว่า…
บางครั้งของเล่นที่ดูเหมือน “ไม่มีอะไร”
อาจซ่อนเบื้องหลังทางธุรกิจและวัฒนธรรมที่น่าสนใจกว่าที่คิด
#SquishyStory #Squishy #สกุชชี่ #ของเล่นญี่ปุ่น #ของสะสม #ประวัติสกุชชี่ #ของเล่น #ญี่ปุ่น #SlowRise
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
เจนนี้ว่าไง — SQUISHY STORY🤏🏻
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย