Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ZVERSE — เจนนี้ว่าไง
•
ติดตาม
15 ส.ค. เวลา 02:31 • บันเทิง
SQUISHY STORY EP.2 — จากตู้คีบญี่ปุ่น สู่ของเล่นที่คนอยากสะสม
ใน EP.1 เรารู้กันไปแล้วว่า…
สกุชชี่สมัยใหม่มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับการพัฒนาโฟมโพลียูรีเทนในญี่ปุ่น และหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการนำวัสดุนี้มาทำเป็นของเล่นที่มีรูปร่างเหมือนอาหาร ทั้งยังนุ่ม มีกลิ่น และคืนรูปช้า
แต่คำถามต่อมาคือ…
ถ้าสกุชชี่เป็นเพียงของเล่นที่เอาไว้บีบ แล้วทำไมมันถึงกลายเป็นของที่คนอยากสะสม?
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในสถานที่ที่หลายคนอาจคุ้นเคยดี
“ตู้เกมคีบ”
---
🎮 จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้อยู่บนชั้นวางสินค้า
ถ้าใครเคยเดินห้างหรือศูนย์เกมในญี่ปุ่น อาจคุ้นกับตู้เกมคีบ หรือที่เรียกว่า UFO Catcher / Crane Game
ผู้เล่นใส่เงิน → ควบคุมแขนคีบ → พยายามหยิบของรางวัลออกมา
และหนึ่งในสินค้าที่ถูกนำมาใช้เป็นของรางวัลก็คือ…
สกุชชี่
เหตุผลนั้นค่อนข้างเข้าใจง่าย
สกุชชี่มีรูปร่างหลากหลาย
สีสันสะดุดตา
น้ำหนักไม่มาก
และที่สำคัญคือสามารถทำเป็นของรางวัลชิ้นใหญ่ได้
จากของเล่นที่อยู่ในโรงงาน
มันจึงมีโอกาสไปอยู่ในมือของคนทั่วไปผ่านเกมตู้
---
🍞 ทำไม “อาหาร” ถึงเหมาะกับตู้คีบ?
ลองจินตนาการว่าคุณเดินผ่านตู้คีบ
ด้านในมีตุ๊กตาเต็มไปหมด
แต่มีขนมปังชิ้นหนึ่งวางอยู่
มันดูเหมือนขนมปังจริง ๆ
แต่ขนาดใหญ่กว่าปกติ
และถ้ามองใกล้ ๆ จะเห็นว่ามันเป็นของเล่นนุ่ม ๆ
นี่คือความน่าสนใจของสกุชชี่
เพราะมันสามารถทำให้ของธรรมดาอย่าง
ขนมปัง → กลายเป็นของเล่น
เค้ก → กลายเป็นของสะสม
ผลไม้ → กลายเป็นของที่อยากเอามาบีบ
และเมื่อของเหล่านี้ถูกทำให้มีหน้าตาน่ารักขึ้น มันก็ยิ่งดึงดูดความสนใจ
---
🧸 จาก “ของรางวัล” กลายเป็น “ของที่อยากได้”
ตรงนี้เป็นจุดสำคัญมาก
เพราะตู้คีบไม่ได้ทำหน้าที่แค่ขายสินค้า
มันทำให้เกิดความรู้สึกว่า
«“ฉันต้องเอาชิ้นนี้ให้ได้”»
ผู้เล่นอาจไม่ได้คิดว่าจะซื้อสกุชชี่ตั้งแต่แรก
แต่เมื่อเห็นมันอยู่ในตู้คีบ กลับเกิดความรู้สึกอยากลองเล่น
และเมื่อคีบได้…
สกุชชี่ชิ้นนั้นก็มีเรื่องราวขึ้นมาทันที
มันไม่ใช่แค่ “ของเล่นราคาเท่านี้”
แต่กลายเป็น
“ชิ้นที่ฉันคีบได้เอง”
ประสบการณ์แบบนี้มีส่วนช่วยให้ของเล่นธรรมดากลายเป็นสิ่งที่คนรู้สึกผูกพันมากขึ้น
---
🍑 แล้วสกุชชี่เริ่มมี “คาแรกเตอร์”
เมื่อผู้ผลิตเห็นว่าคนสนใจสกุชชี่มากขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือ…
การทำให้มันมีเอกลักษณ์มากขึ้น
จากเดิมที่มีเพียงรูปอาหารธรรมดา
ก็เริ่มมีการออกแบบรายละเอียด
หน้าตา
สี
กลิ่น
ขนาด
พื้นผิว
และความนุ่ม
สกุชชี่หนึ่งชิ้นจึงไม่ได้แตกต่างกันแค่รูปร่าง
แต่ยังแตกต่างกันที่ “ความรู้สึกตอนบีบ”
บางชิ้นนุ่มมาก
บางชิ้นคืนรูปช้ามาก
บางชิ้นมีกลิ่นแรง
บางชิ้นมีกลิ่นอ่อน
และบางชิ้น…
บีบแล้วแทบไม่อยากปล่อย
นี่คือจุดที่คำว่า Slow Rise เริ่มกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่ชอบสกุชชี่
---
👃🍓 ไม่ใช่แค่บีบ แต่ต้อง “หอม” ด้วย
อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สกุชชี่แตกต่างจากของเล่นทั่วไปคือ
กลิ่น
ลองนึกภาพสกุชชี่รูปสตรอว์เบอร์รี
ถ้ามันดูเหมือนสตรอว์เบอร์รีอยู่แล้ว
แล้วพอบีบยังมีกลิ่นสตรอว์เบอร์รีออกมาอีก
ประสบการณ์ก็ยิ่งสมจริงขึ้น
นี่ทำให้สกุชชี่กลายเป็นของเล่นที่กระตุ้นหลายประสาทสัมผัสพร้อมกัน
👀 มองเห็นรูปร่าง
✋ สัมผัสความนุ่ม
👃 ได้กลิ่น
และเมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน…
มันจึงกลายเป็นของเล่นที่ “เล่นด้วยความรู้สึก” มากกว่าของเล่นที่มีวิธีเล่นตายตัว
---
💗 จากของเล่น กลายเป็นของสะสม
เมื่อมีสกุชชี่หลายรูปแบบขึ้นเรื่อย ๆ ก็เกิดพฤติกรรมหนึ่งตามมา
การสะสม
เพราะถ้ามีสกุชชี่รูปขนมปังแล้ว
ก็อยากได้โดนัท
พอมีโดนัท
ก็อยากได้เค้ก
พอมีเค้ก
ก็อยากได้ผลไม้
และเมื่อมีหลายรุ่นเข้า…
ก็เริ่มเกิดคำถามว่า
“รุ่นนี้หายากไหม?”
นี่เป็นจุดที่สกุชชี่เริ่มเข้าใกล้โลกของ “ของสะสม”
เพราะมูลค่าของของบางชิ้นไม่ได้อยู่ที่วัสดุเพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่
ความหายาก + ความนิยม + รุ่น + สภาพ + ความต้องการของนักสะสม
---
🔎 แล้ว “ของหายาก” เริ่มมีความหมายเมื่อไหร่?
เมื่อสินค้าบางรุ่นหยุดผลิต หรือไม่ได้วางขายทั่วไปอีกต่อไป
ของที่เคยเป็นของเล่นธรรมดา
ก็สามารถกลายเป็นของที่หาได้ยากขึ้น
และนี่คือสิ่งที่ทำให้ตลาดมือสองน่าสนใจ
เพราะสกุชชี่บางชิ้นที่เคยซื้อในราคาธรรมดา
หลายปีผ่านไป…
กลับกลายเป็นของที่คนตามหา
โดยเฉพาะสินค้าที่
- เลิกผลิตแล้ว
- ผลิตจำนวนจำกัด
- เป็นรุ่นเก่า
- เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง
- สภาพดี
- กลิ่นและเนื้อยังสมบูรณ์
- มีแพ็กเกจเดิม
แต่ต้องระวังอย่างหนึ่ง…
ของเก่าไม่ได้แปลว่าราคาแพงเสมอไป
ตลาดของสะสมขึ้นอยู่กับความต้องการของคนซื้อจริง ๆ
---
🌏 แล้วจากญี่ปุ่น…มันไปทั่วโลกได้อย่างไร?
คำตอบสำคัญอีกอย่างคือ…
อินเทอร์เน็ต
เมื่อเข้าสู่ยุค YouTube และโซเชียลมีเดีย สกุชชี่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่เดินเข้าร้านของเล่นหรือตู้เกมในญี่ปุ่นอีกต่อไป
วิดีโอประเภท
Unboxing
Squishy Collection
Squishy Review
และโดยเฉพาะ…
Squishy ASMR
ทำให้คนทั่วโลกได้เห็นว่า
“แค่บีบของเล่นก็ทำเป็นคอนเทนต์ได้”
และนี่คือจุดที่สกุชชี่เริ่มเปลี่ยนจาก
ของเล่น
ไปสู่
คอนเทนต์
---
📱 เมื่อ “การบีบ” กลายเป็นคอนเทนต์
ลองคิดดูว่าทำไมคลิปสกุชชี่ถึงดูเพลิน
เพราะมันมีจังหวะซ้ำ ๆ ที่สมองคาดเดาได้
บีบ…
ปล่อย…
รอ…
มันค่อย ๆ กลับคืนรูป
บีบอีกครั้ง…
รวมกับเสียงสัมผัสและภาพระยะใกล้
จึงทำให้สกุชชี่เข้ากับคอนเทนต์แนว ASMR ได้ดี
และเมื่อคนเริ่มดูมากขึ้น
ก็ยิ่งมีคนอยากลองซื้อ
เมื่อมีคนซื้อ
ก็มีคนรีวิว
เมื่อมีคนรีวิว
ก็มีคนสะสม
และวงจรก็ขยายออกไปเรื่อย ๆ
---
🧩 จากของเล่นหนึ่งชิ้น สู่โลกใบใหญ่
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของสกุชชี่อาจไม่ใช่ความนุ่ม
แต่คือการที่มันสามารถเปลี่ยนตัวเองได้ตลอดเวลา
จากของเล่น
→ ของรางวัล
→ ของสะสม
→ ของหายาก
→ ของเล่นสำหรับ ASMR
→ สินค้าสำหรับนักสะสม
→ และในปัจจุบันยังกลายเป็นสินค้าที่มีทั้งแบรนด์ ร้านค้า และตลาดมือสอง
ของชิ้นเล็ก ๆ ที่เริ่มจากการ “บีบเล่น”
จึงกลายเป็นตลาดที่มีเรื่องราวมากกว่าที่เราคิด
---
แล้วเรื่องยังไม่จบ…
เพราะเมื่อสกุชชี่เริ่มได้รับความนิยม
ผู้ผลิตก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่
“ทำให้นุ่ม”
แต่เริ่มแข่งขันกันว่า…
ใครจะทำให้เหมือนจริงกว่า?
ใครจะหอมกว่า?
ใครจะ Slow Rise กว่า?
ใครจะทำแพ็กเกจสวยกว่า?
และใครจะสร้างสกุชชี่ที่ทำให้คนเห็นแล้วพูดว่า…
“อันนี้ต้องมี!”
นี่จึงนำเราไปสู่เรื่องราวใน SQUISHY STORY EP.3
“ยุคทองของสกุชชี่ — เมื่อญี่ปุ่นสร้างของเล่นธรรมดาให้กลายเป็นของสะสม”
เราจะไปดูกันว่า BLOOM และแบรนด์สกุชชี่อื่น ๆ เข้ามามีบทบาทอย่างไร และทำไมชื่อบางชื่อถึงกลายเป็นตำนานในหมู่นักสะสม
แล้วถ้าคุณเคยมีสกุชชี่ตอนเด็ก…
ชิ้นแรกของคุณคือรูปอะไร? 🍞🍓🍩
#SquishyStory #Squishy #สกุชชี่ #ของเล่นญี่ปุ่น #ของสะสม #SquishyCollection #SlowRise #ASMR #ตู้คีบ #ญี่ปุ่น
ของเล่น
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
เจนนี้ว่าไง — SQUISHY STORY🤏🏻
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย