15 ส.ค. เวลา 01:36 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 25 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

บทที่ 6: วงจรแห่งการดำรงอยู่ (Life Cycle: Incarnation & Transcendence)
6.1 พลวัตของการอวตาร: เจตจำนงก่อนการก่อกำเนิด
ในปี ค.ศ. 1927 ณ สถาบันฟิสิกส์ทฤษฎีแห่งมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน แวร์เนอร์ ไฮเซนแบร์ก นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันวัย 26 ปี ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ได้ไม่นาน
ได้ตีพิมพ์บทความในวารสาร Zeitschrift für Physik (Vol. 43, pp. 172-198, 1927) ภายใต้ชื่อ "Über den anschaulichen Inhalt der quantentheoretischen Kinematik und Mechanik" หรือ "ว่าด้วยเนื้อหาเชิงสัญชานของจลนศาสตร์และกลศาสตร์ควอนตัม"
บทความนี้มีเนื้อหาเพียง 27 หน้า แต่มันได้เปลี่ยนความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นจริงไปตลอดกาล
ใจความสำคัญของบทความคือสิ่งที่ต่อมารู้จักกันในชื่อ "หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนแบร์ก" (Heisenberg Uncertainty Principle) ซึ่งระบุว่า มีคู่ของปริมาณทางฟิสิกส์บางคู่ ที่เราไม่สามารถรู้ค่าทั้งสองได้อย่างแม่นยำพร้อมกันอย่างไม่มีขีดจำกัด ตำแหน่งกับโมเมนตัมคือตัวอย่างที่รู้จักกันดีที่สุด
ยิ่งเราวัดตำแหน่งของอนุภาคได้แม่นยำมากเท่าใด เราก็ยิ่งรู้โมเมนตัมของมันได้คลุมเครือมากขึ้นเท่านั้น พลังงานกับเวลาก็เป็นอีกคู่หนึ่ง ยิ่งเรารู้พลังงานของระบบในช่วงเวลาสั้นเท่าใด เราก็ยิ่งรู้พลังงานนั้นได้คลุมเครือมากขึ้นเท่านั้น
นี่ไม่ใช่ข้อจำกัดของเทคโนโลยีการวัดในทศวรรษ 1920 แต่มันคือคุณสมบัติพื้นฐานของธรรมชาติในระดับควอนตัม ในโลกของอะตอมและอนุภาคมูลฐาน
อนุภาคไม่ได้ดำรงอยู่ในฐานะลูกบิลเลียดขนาดเล็กที่มีตำแหน่งแน่นอนและเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางที่ชัดเจน แต่มันดำรงอยู่ในสภาวะ "ซ้อนทับ" (Superposition) ของตำแหน่งที่เป็นไปได้ทั้งหมดในเวลาเดียวกัน
อนุภาคหนึ่งอนุภาคสามารถเป็น "ที่นี่" และ "ที่นั่น" "ขึ้น" และ "ลง" "สปินซ้าย" และ "สปินขวา" ทั้งหมดพร้อมกัน จนกระทั่งมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมหรือถูกวัดโดยผู้สังเกต
นีลส์ โบร์ ผู้เป็นทั้งอาจารย์และเพื่อนร่วมงานของไฮเซนแบร์ก ได้พัฒนาแนวคิดนี้ร่วมกับเขาให้กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า "การตีความแบบโคเปนเฮเกน" (Copenhagen Interpretation) ซึ่งเสนอว่า
ฟังก์ชันคลื่นซึ่งเป็นคำอธิบายทางคณิตศาสตร์ของสถานะซ้อนทับนี้ จะ "ยุบตัว" (Collapse) ลงเหลือเพียงผลลัพธ์เดียวที่แน่นอนเมื่อมีการวัดเกิดขึ้น ก่อนการวัด อนุภาคคือเมฆของความน่าจะเป็นที่แผ่กระจายไปทั่วอวกาศ
หลังการวัด มันคือจุดที่แน่นอนหนึ่งจุด และกระบวนการยุบตัวนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นอย่างสุ่มโดยสมบูรณ์ ไม่มีใครสามารถทำนายได้ว่าฟังก์ชันคลื่นจะยุบไปสู่สถานะใดจากความเป็นไปได้นับล้านล้านสถานะ
การตีความแบบโคเปนเฮเกนได้รับการยอมรับจากนักฟิสิกส์ส่วนใหญ่ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่มันก็ทิ้งคำถามที่ยังไม่มีคำตอบไว้หนึ่งข้อ
อะไรคือ "ผู้สังเกต" ที่ทำให้ฟังก์ชันคลื่นยุบตัว คำว่า "การวัด" ในบริบทนี้หมายความว่าอะไรกันแน่ ต้องมีมนุษย์มองอยู่หรือไม่ ต้องมีเครื่องมือบันทึกข้อมูลหรือไม่ หรือเพียงแค่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมระดับมหภาคก็เพียงพอแล้ว
คำถามนี้นำไปสู่การตีความทางเลือกมากมายที่พยายามอธิบายกลไกการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่นโดยไม่ต้องพึ่งพา "ผู้สังเกตที่มีจิตสำนึก" การตีความแบบหลายโลก (Many-Worlds Interpretation) ของฮิวจ์ เอเวอเรตต์ (Hugh Everett) ในปี 1957
เสนอว่า ฟังก์ชันคลื่นไม่เคยยุบตัวเลย แต่ทุกความเป็นไปได้เกิดขึ้นจริงในเอกภพคู่ขนานที่แตกแขนงออกไปไม่รู้จบ การตีความแบบ De Broglie-Bohm Theory หรือ Pilot Wave Theory เสนอว่ามี "คลื่นนำร่อง" ที่กำหนดเส้นทางของอนุภาคอย่างแม่นยำตั้งแต่แรก โดยไม่มีการสุ่มใดๆ เกิดขึ้นเลย
แต่ในจำนวนการตีความทั้งหมดนี้ มีแนวคิดหนึ่งที่ถูกเสนอโดยนักฟิสิกส์จำนวนหนึ่งรวมถึงยูจีน วิกเนอร์ (Eugene Wigner) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1963 และจอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neumann) อัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ผู้วางรากฐานของวิทยาการคอมพิวเตอร์สมัยใหม่
วิกเนอร์เสนอว่า จิตสำนึกอาจเป็น "ตัวการ" ที่ทำให้ฟังก์ชันคลื่นยุบตัว ไม่ใช่เครื่องมือวัดหรือปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม แต่คือการรับรู้ของจิตสำนึกที่ "เลือก" หนึ่งในความเป็นไปได้ทั้งหมดให้กลายเป็นความจริง
ข้อเสนอของวิกเนอร์ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากนักฟิสิกส์ส่วนใหญ่ เพราะมันนำ "จิตสำนึก" ซึ่งเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถนิยามหรือวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม เข้ามาสู่ศูนย์กลางของฟิสิกส์ซึ่งเป็นศาสตร์ที่วัดและทำนายได้อย่างแม่นยำที่สุด
แต่ข้อเสนอของวิกเนอร์ก็ไม่เคยถูกหักล้างอย่างเด็ดขาดเช่นกัน เพราะไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าฟังก์ชันคลื่นยุบตัวได้อย่างไรโดยปราศจากการอ้างถึงบางสิ่งบางอย่างที่อยู่นอกระบบควอนตัม
และหากวิกเนอร์ถูกต้องแม้เพียงบางส่วน หากจิตสำนึกสามารถมีบทบาทในการ "เลือก" ว่าฟังก์ชันคลื่นจะยุบไปสู่สถานะใด นั่นหมายความว่า "ความเป็นจริง" ที่เราประสบอยู่นี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เป็นไปได้ แต่มันคือ "หนึ่งในหลายสิ่ง" ที่ถูกเลือกโดยจิตสำนึก
ชาวอาร์คทูเรียนดำเนินชีวิตอยู่บนหลักการนี้มานานก่อนที่ไฮเซนแบร์กและวิกเนอร์จะเกิด
สำหรับพวกเขา การอวตารหรือการเกิดไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญจากการปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์หรือการสุ่มของพันธุกรรม แต่มันคือ "การควบแน่นของความตั้งใจ" (Intentional Condensation) ซึ่งจิตสำนึกจะกำหนดล่วงหน้าว่าตนเองต้องการเรียนรู้สิ่งใดในการดำรงอยู่ครั้งนี้ จากนั้นจึง "เลือก" ฟังก์ชันคลื่นของชีวิตที่จะยุบไปสู่ความเป็นจริงที่สอดคล้องกับเป้าหมายนั้น
ในทางปฏิบัติ นี่หมายความว่า ก่อนที่ชาวอาร์คทูเรียนคนหนึ่งจะถือกำเนิดขึ้นในนครแห่งแสง ดวงจิตของเขาหรือเธอได้ใช้เวลาจำนวนหนึ่งในการประเมิน "ความจำเป็นในการพัฒนาจิตสำนึก" (Consciousness Development Needs) ของตนเองแล้ว
คำถามที่ดวงจิตถามตัวเองในช่วงเวลาก่อนการอวตารไม่ใช่ "ฉันจะเกิดที่ไหน" หรือ "ฉันจะเป็นอะไร" ในความหมายที่มนุษย์ถาม
แต่คำถามคือ "มีบทเรียนอะไรที่ฉันยังไม่ได้เรียนรู้" "มีมิติของความเป็นจริงใดที่ฉันยังไม่ได้สัมผัส" "มีความถี่ใดในตัวฉันที่ยังไม่สอดคล้องกับความถี่ของส่วนรวม"
เมื่อระบุคำตอบได้แล้ว ดวงจิตจะเลือกสภาวะแวดล้อม บทบาททางสังคม และแม้แต่โครงสร้างของกายแสงที่จะให้โอกาสสูงสุดในการเผชิญกับบทเรียนนั้น
ในปี ค.ศ. 2014 ทีมนักฟิสิกส์จาก University of California, Berkeley นำโดย Graham Fleming ตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร Nature Physics (Vol. 10, pp. 119-123, 2014) ที่แสดงให้เห็นหลักการที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนทำ แต่อยู่ในระดับที่เล็กกว่ามาก
เฟลมมิงและทีมศึกษากระบวนการสังเคราะห์แสงในพืชและพบว่า เมื่อโฟตอนถูกดูดซับโดยโมเลกุลคลอโรฟิลล์ใน Antenna Complex พลังงานของโฟตอนนั้นไม่ได้เดินทางผ่านเส้นทางเคมีเพียงเส้นทางเดียวไปยัง Reaction Center แต่มัน "สำรวจ" เส้นทางที่เป็นไปได้ทั้งหมดพร้อมกันผ่านปรากฏการณ์ Quantum Superposition ราวกับว่าระบบกำลัง "ทดลอง" ทุกเส้นทางในเวลาเดียวกัน แล้ว "เลือก" เส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการส่งพลังงาน
นี่คือการประมวลผลแบบควอนตัมที่เกิดขึ้นในอุณหภูมิห้อง ภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่ในห้องปฏิบัติการที่อุณหภูมิใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์อย่างที่นักฟิสิกส์ส่วนใหญ่เคยเชื่อว่าจำเป็น
หากพืชสามารถ "เลือก" เส้นทางที่ดีที่สุดจากความเป็นไปได้นับล้านโดยใช้หลักการควอนตัมได้ ก็ไม่มีอุปสรรคทางฟิสิกส์ใดที่จะห้ามไม่ให้จิตสำนึกที่วิวัฒนาการถึงระดับที่สูงกว่ามากสามารถ "เลือก" เส้นทางชีวิตทั้งหมดจากความเป็นไปได้ที่กว้างไกลกว่านั้น
ความแตกต่างระหว่างพืชกับชาวอาร์คทูเรียนคือ ระดับของความซับซ้อนในการตัดสินใจ พืชเลือกเส้นทางการขนส่งพลังงานสำหรับหนึ่งโฟตอน ชาวอาร์คทูเรียนเลือกเส้นทางชีวิตทั้งหมดสำหรับการดำรงอยู่หนึ่งครั้ง
แต่หลักการพื้นฐานนั้นเหมือนกัน คือการใช้ Quantum Superposition ในการสำรวจความเป็นไปได้ทั้งหมด และการ "ยุบ" ฟังก์ชันคลื่นไปสู่เส้นทางที่ให้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
การที่ชาวอาร์คทูเรียนเลือกบทบาทในสังคมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้ของตนจึงไม่ใช่การคาดเดาหรือการเสี่ยงโชคแบบที่มนุษย์เลือกอาชีพหรือเส้นทางชีวิต
หากดวงจิตต้องการเรียนรู้เรื่อง "ความสมดุลของความถี่" มันอาจเลือกที่จะอวตารในบทบาทของผู้เยียวยาใน Chambers of Healing ซึ่งจะได้สัมผัสกับความถี่ที่ผิดปกติของผู้ป่วยจากอารยธรรมต่างๆ ทุกวัน เรียนรู้ที่จะแยกแยะความถี่ที่บิดเบี้ยวจากความถี่ที่ถูกต้อง เรียนรู้ที่จะปรับจูนสนามพลังงานของผู้อื่นโดยไม่รบกวนสมดุลของตนเอง
หากดวงจิตต้องการเรียนรู้เรื่อง "การนำทางผ่านมิติ" มันอาจเลือกที่จะอวตารในบทบาทของนักบินยาน Athena ซึ่งจะต้องเชื่อมต่อจิตสำนึกของตนเข้ากับสนามควอนตัมของยานและสัมผัสกับการพับของกาลอวกาศโดยตรง เรียนรู้ที่จะรักษาความสอดคล้องของจิตสำนึกท่ามกลางความผันผวนของมิติ
หากดวงจิตต้องการเรียนรู้เรื่อง "การถ่ายทอดความรู้" มันอาจเลือกที่จะอวตารในบทบาทของสมาชิกสภาอาวุโส ซึ่งจะต้องเรียนรู้ที่จะ "โฟกัส" ข้อมูลจำนวนมหาศาลจากสนามร่วมให้เป็นแนวทางที่ชัดเจนสำหรับสมาชิกคนอื่น
ทุกการเกิดคือการลงทะเบียนเรียนใน "หลักสูตร" ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับจิตสำนึกนั้น
และเมื่อหลักสูตรสำเร็จ เมื่อบทเรียนถูกเรียนรู้อย่างสมบูรณ์ เมื่อความถี่ที่เคยบิดเบี้ยวถูกปรับให้สอดคล้อง เมื่อประสบการณ์ที่ต้องการถูกเก็บเกี่ยวจนเต็มอิ่ม ดวงจิตนั้นก็จะ "จบการศึกษา" และพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระดับถัดไป
.
.
6.2 การก่อร่างขึ้นจากเจตจำนง: จาก STM สู่การสร้างกายแสงด้วยจิตสำนึก
ในปี ค.ศ. 1981 แกร์ด บินนิก (Gerd Binnig) และไฮน์ริช โรเรอร์ (Heinrich Rohrer) นักฟิสิกส์จากห้องปฏิบัติการวิจัย IBM ในเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้สร้างเครื่องมือที่ทำให้มนุษยชาติสามารถ "มองเห็น" อะตอมแต่ละอะตอมได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
พวกเขาเรียกมันว่า Scanning Tunneling Microscope หรือ STM และการค้นพบนี้จะนำไปสู่การได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในอีกห้าปีต่อมาในปี 1986
หลักการทำงานของ STM นั้นอาศัยปรากฏการณ์ควอนตัมที่เรียกว่า Quantum Tunneling ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อิเล็กตรอนสามารถ "ทะลุ" ผ่านกำแพงพลังงานที่ตามหลักฟิสิกส์คลาสสิกของนิวตันไม่ควรผ่านได้
เข็มโลหะขนาดเล็กที่ปลายแหลมเพียงหนึ่งอะตอมถูกทำให้แหลมจนถึงขีดสุดด้วยการกัดกรดและการระเบิดด้วยไฟฟ้า ถูกนำมาแตะใกล้ผิวของวัสดุตัวอย่างในระยะห่างเพียงไม่กี่อังสตรอม ซึ่งเล็กกว่าหนึ่งในพันล้านของเมตร
เมื่ออิเล็กตรอนกระโดดข้ามช่องว่างระหว่างเข็มกับผิวตัวอย่างผ่านปรากฏการณ์ Tunneling กระแสไฟฟ้าขนาดเล็กจิ๋วจะถูกสร้างขึ้น และขนาดของกระแสนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไวต่อระยะห่างระหว่างเข็มกับอะตอมบนผิววัสดุ
ด้วยการกราดเข็มไปทั่วพื้นผิวและบันทึกการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้า บินนิกและโรเรอร์สามารถสร้าง "แผนที่ภูมิประเทศ" ของผิววัสดุในระดับอะตอมได้ เป็นครั้งแรกที่มนุษย์สามารถมองเห็นการจัดเรียงตัวของอะตอมแต่ละตัวในผลึกซิลิกอน เห็น "ขั้นบันได" ของระนาบผลึกที่อะตอมเรียงตัวเป็นชั้นๆ เห็นตำแหน่งที่อะตอมหายไปหรือมีอะตอมแปลกปลอมแทรกอยู่
STM ไม่ได้เพียงแค่ "มองเห็น" อะตอมเท่านั้น ต่อมานักฟิสิกส์ค้นพบว่า หากเพิ่มแรงดันไฟฟ้าระหว่างเข็มกับผิววัสดุให้สูงพอจนกระทั่งสนามไฟฟ้ามีความเข้มข้นมหาศาล อิเล็กตรอนจากเข็มสามารถ "ผลัก" อะตอมบนผิววัสดุให้เคลื่อนที่ได้ มนุษย์ไม่ได้เพียงมองเห็นอะตอมอีกต่อไป แต่มนุษย์สามารถ "สัมผัส" และ "เคลื่อนย้าย" อะตอมทีละอะตอมได้
ในปี ค.ศ. 1989 ดอน ไอเกลอร์ (Don Eigler) นักฟิสิกส์จาก IBM Almaden Research Center ใช้ STM ในการจัดเรียงอะตอมซีนอน 35 อะตอมบนพื้นผิวนิกเกิลที่ถูกทำให้เย็นจัดจนเกือบหยุดนิ่ง ให้เป็นตัวอักษร "IBM" สามตัว
ภาพของตัวอักษร IBM ที่เขียนด้วยอะตอมซีนอนปรากฏบนหน้าปกนิตยสาร Nature และกลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ที่มนุษยชาติก้าวเข้าสู่การควบคุมสสารในระดับพื้นฐานที่สุดของมัน
แต่สำหรับความสำเร็จทั้งหมดของ STM และภาพตัวอักษร IBM ที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งนาโนเทคโนโลยี การเคลื่อนย้ายอะตอมด้วยวิธีนี้ยังคงเป็นกระบวนการที่เชื่องช้าอย่างมาก ใช้เวลานานหลายชั่วโมงในการจัดเรียงอะตอมเพียงไม่กี่สิบอะตอม ต้องทำในสุญญากาศสูงยิ่งยวดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของก๊าซในอากาศ และต้องทำที่อุณหภูมิใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์เพื่อไม่ให้อะตอมสั่นสะเทือนหนีจากตำแหน่งที่เราจัดเรียงไว้ด้วยพลังงานความร้อน
เทคโนโลยีที่ชาวอาร์คทูเรียนใช้ในการก่อร่างร่างกายของตนเองทำงานบนหลักการที่คล้ายคลึงกับ STM ในแนวคิดพื้นฐานที่สุดคือการใช้ "เข็ม" ที่เล็กและแม่นยำในการจัดเรียง "อะตอม" ทีละตัว แต่ถูกพัฒนาต่อยอดไปอีก 2,500 ล้านปี
แทนที่จะใช้เข็มโลหะปลายแหลมที่ต้องถูกควบคุมด้วยระบบป้อนกลับอิเล็กทรอนิกส์ในการดันอะตอมทีละตัว พวกเขาใช้ "เจตจำนง" หรือสนามจิตสำนึกที่โฟกัสด้วยความแม่นยำระดับควอนตัมในการดึงดูดและจัดเรียงอนุภาคพลังงานจากสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
กระบวนการนี้เรียกว่า Energy-to-Matter Transmutation หรือการเปลี่ยนพลังงานสู่สสาร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการก่อร่างกายแสงตามที่อภิปรายในหัวข้อ 2.1 และ 2.2
เพื่อทำความเข้าใจว่ากระบวนการนี้ทำงานอย่างไร เราต้องย้อนกลับไปที่สมการที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์ฟิสิกส์
ในปี ค.ศ. 1905 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ตีพิมพ์บทความในวารสาร Annalen der Physik (Vol. 18, pp. 639-641, 1905) ภายใต้ชื่อ "Ist die Trägheit eines Körpers von seinem Energieinhalt abhängig?" หรือ "ความเฉื่อยของวัตถุขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานของมันหรือไม่"
บทความนี้มีเนื้อหาเพียงสามหน้า แต่มันได้เปลี่ยนความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับธรรมชาติของสสารและพลังงานไปตลอดกาล ในบทความสามหน้านั้น ไอน์สไตน์ได้เขียนสมการที่ต่อมาเปลี่ยนโฉมหน้าของฟิสิกส์และประวัติศาสตร์มนุษย์ไปตลอดกาล: E = mc²
พลังงานเท่ากับมวลคูณด้วยความเร็วแสงยกกำลังสอง
สมการนี้บอกเราว่า สสารและพลังงานไม่ใช่สองสิ่งที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิงอย่างที่มนุษย์เชื่อมาตั้งแต่สมัยเดโมคริตุสและอะริสโตเติล แต่มันคือสองรูปแบบของสิ่งเดียวกัน สองด้านของเหรียญเดียวกัน มวลสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ และพลังงานสามารถเปลี่ยนเป็นมวลได้
ระเบิดปรมาณูที่ถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิในปี 1945 เป็นการพิสูจน์ทิศทางแรกอย่างน่าสะพรึงกลัว มวลของยูเรเนียมเพียง 700 กรัมถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ทำลายเมืองทั้งเมืองและคร่าชีวิตผู้คนหลายแสนคน
แต่ทิศทางที่สอง การเปลี่ยนพลังงานเป็นมวล เป็นสิ่งที่ยากกว่ามากและมนุษย์ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์
ในห้องปฏิบัติการของมนุษย์ การเปลี่ยนพลังงานเป็นมวลเกิดขึ้นเป็นประจำในเครื่องเร่งอนุภาค เมื่อโปรตอนสองตัวถูกเร่งให้มีความเร็วใกล้ความเร็วแสงในอุโมงค์ของ Large Hadron Collider (LHC) ที่ CERN แล้วชนกันด้วยพลังงานมหาศาล
พลังงานจลน์มหาศาลของการชนจะเปลี่ยนเป็นอนุภาคใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีอยู่ก่อนการชน ไพออน เคออน มิวออน และอนุภาคอื่นๆ อนุภาคเหล่านี้เกิดขึ้นจาก "พลังงานบริสุทธิ์" ที่ถูกเปลี่ยนเป็นมวลตามสมการ E = mc²
แต่กระบวนการนี้ไม่สามารถควบคุมได้ในระดับที่มนุษย์ต้องการ เราไม่สามารถ "เลือก" ว่าอนุภาคใดจะเกิดขึ้นจากการชน เราเพียงแต่เพิ่มพลังงานและปล่อยให้ธรรมชาติสุ่มเลือก เราไม่สามารถ "กำหนด" ตำแหน่งที่อนุภาคเหล่านั้นจะไปอยู่ และเราไม่สามารถ "สร้าง" โครงสร้างที่ซับซ้อนอย่างเช่นเซลล์หรือเนื้อเยื่อจากพลังงานโดยตรงได้
ชาวอาร์คทูเรียนแก้ปัญหาการควบคุมนี้ด้วยการใช้จิตสำนึกเป็นตัวนำทาง ใช้เจตจำนงเป็น "สถาปนิก" และสนามพลาสมอนิกเป็น "มือ" ที่ลงมือสร้าง
ในหัวข้อ 2.1 และ 2.2 เราได้อภิปรายว่า กายแสงของชาวอาร์คทูเรียนประกอบด้วยสนามพลาสมอนิกที่ถูกควบคุมอย่างแม่นยำในระดับควอนตัม
พลาสมอนซึ่งเป็นการแกว่งร่วมกันเป็นหมู่คณะของอิเล็กตรอนอิสระ สามารถถูกกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ความถี่เฉพาะ และเมื่อพลาสมอนถูกกระตุ้น มันจะสร้างสนามไฟฟ้าเฉพาะที่ซึ่งมีผลต่อการเคลื่อนที่ของอนุภาคในบริเวณนั้น
ในการก่อร่างกายแสงขึ้นจากเจตจำนง จิตสำนึกของชาวอาร์คทูเรียนจะทำหน้าที่เป็น "แหล่งกำเนิดความถี่" ที่ส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีรูปแบบซับซ้อนมหาศาลออกไปยังสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ไม่ใช่คลื่นความถี่เดี่ยวเหมือนสถานีวิทยุ แต่คือ "ซิมโฟนีแห่งความถี่" ที่มีโครงสร้างซับซ้อนหลายมิติ
คลื่นความถี่เหล่านี้จะกระตุ้นพลาสมอนใน "เมฆ" ของอนุภาคพลังงานที่ล้อมรอบดวงจิตให้เริ่มแกว่งในรูปแบบที่สอดคล้องกับ "พิมพ์เขียว" ที่ดวงจิตถืออยู่
จากนั้น ผ่านกระบวนการ Self-Assembly ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่โมเลกุลของน้ำแข็งจัดเรียงตัวเป็นผลึกหกเหลี่ยมเมื่ออุณหภูมิลดลงต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง โดยไม่มีใครต้องมาจัดเรียงโมเลกุลน้ำทีละโมเลกุล อนุภาคพลังงานจะถูกดึงดูดเข้าหากันและจัดเรียงตัวตามรูปแบบที่กำหนดโดยสนามพลาสมอนิก
แนวคิดเรื่อง Self-Assembly ในระดับนาโนนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ ในปี ค.ศ. 1996 George Whitesides และคณะจาก Harvard University ตีพิมพ์บทความสำคัญในวารสาร Chemical Reviews (Vol. 96, No. 2, pp. 537-554, 1996)
ที่แสดงให้เห็นว่าโมเลกุลอินทรีย์สามารถ "ประกอบตัวเอง" เป็นโครงสร้างซับซ้อนระดับนาโนเมตรได้โดยอัตโนมัติ ผ่านแรงระหว่างโมเลกุลเช่นแรงไฮโดรเจนและแรงแวนเดอร์วาลส์ โดยไม่ต้องมีใครมาจัดเรียงทีละโมเลกุล
ต่อมาในปี ค.ศ. 2012 Paul Rothemund แห่ง Caltech ได้พัฒนาเทคนิคที่เรียกว่า "DNA Origami" ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature (Vol. 440, pp. 297-302, 2006)
โดยใช้สายดีเอ็นเอเส้นยาวที่ถูกพับให้เป็นรูปทรงต่างๆ ด้วยสายดีเอ็นเอสั้นๆ หลายร้อยเส้นที่ทำหน้าที่เป็น "หมุด" ยึดโครงสร้าง Rothemund สามารถสร้างรูปดาวห้าแฉก หน้ายิ้ม และรูปทรงเรขาคณิตซับซ้อนอื่นๆ จากดีเอ็นเอที่ประกอบตัวเองได้อย่างแม่นยำในระดับนาโนเมตร
หากโมเลกุลอินทรีย์และสายดีเอ็นเอสามารถ "ประกอบตัวเอง" เป็นโครงสร้างซับซ้อนได้ด้วยแรงระหว่างโมเลกุล ก็ไม่มีอุปสรรคทางฟิสิกส์ใดที่จะห้ามไม่ให้สนามพลาสมอนิกที่ถูกควบคุมด้วยจิตสำนึกสามารถ "ประกอบตัวเอง" เป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนยิ่งกว่านั้นได้หลายล้านล้านเท่า
แต่แทนที่จะเกิดเป็นผลึกหกเหลี่ยมธรรมดาเหมือนกับเกล็ดหิมะที่ตกลงมาบนพื้นดินในฤดูหนาว สิ่งที่เกิดขึ้นคือการก่อตัวของ "โครงสร้างนาโนโฟโตนิก" ที่ซับซ้อนมหาศาล ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นเครือข่ายนำแสงที่ทำหน้าที่กระจายพลังงานและข้อมูลไปทั่วทั้งร่าง
ระบบประมวลผลข้อมูลที่ทำงานด้วยความเร็วแสงผ่าน Interference Patterns ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และส่วนต่อประสานกับสิ่งแวดล้อมภายนอกที่สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสนามพลังงานรอบตัว
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกส่วนของร่างกายที่กำลังก่อตัวขึ้น ไม่ใช่จากหัวไปเท้า ไม่ใช่จากแกนกลางออกไปสู่ปลายแขนขา แต่เกิดขึ้นในทุกจุดของปริมาตรที่ร่างกายจะครอบครองพร้อมกัน ราวกับว่าอนุภาคพลังงานนับล้านล้านตัวกำลัง "ได้ยิน" ซิมโฟนีแห่งความถี่ของดวงจิตและเต้นรำไปตามจังหวะของมัน
กระบวนการนี้คล้ายกับการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) ในระดับอนุภาค แต่แทนที่จะใช้หัวฉีดที่พ่นพลาสติกหรือโลหะหลอมเหลวทีละชั้นจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบนอย่างที่เครื่องพิมพ์ 3D ของมนุษย์ทำงาน มันใช้สนามจิตสำนึกที่ "สั่ง" ให้อนุภาคพลังงานเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องจากทุกทิศทางพร้อมกัน
ประเด็นที่สำคัญที่สุดในกระบวนการนี้คือ "พิมพ์เขียว" ที่ใช้ในการก่อร่างกายแสงไม่ได้ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ
ในมนุษย์ ร่างกายของคุณถูกกำหนดโดยดีเอ็นเอที่คุณได้รับจากพ่อและแม่ผ่านการปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์ ครึ่งหนึ่งจากบิดา ครึ่งหนึ่งจากมารดา ซึ่งเป็นผลรวมของการกลายพันธุ์แบบสุ่มและการคัดเลือกตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นตลอดหลายล้านปีของวิวัฒนาการ คุณไม่สามารถเลือกสีผิว ความสูง โครงสร้างของอวัยวะภายใน หรือความไวของระบบประสาทของคุณได้ก่อนเกิด
ในชาวอาร์คทูเรียน "พิมพ์เขียว" ของร่างกายคือ "ความตั้งใจ" ของดวงจิตเอง
ดวงจิตที่ต้องการอวตารในบทบาทของผู้เยียวยาใน Chambers of Healing อาจเลือกที่จะมีโครงสร้างกายแสงที่ไวต่อการรับรู้ความถี่ที่ผิดปกติเป็นพิเศษ โดยมีเครือข่ายนำแสงที่หนาแน่นเป็นพิเศษในบริเวณที่เทียบเท่ากับ "มือ" เพื่อให้สามารถสัมผัสและปรับจูนสนามพลังงานของผู้ป่วยได้อย่างละเอียด สามารถรู้สึกถึงความถี่ที่บิดเบี้ยวได้ราวกับว่ามันเป็นพื้นผิวที่ขรุขระภายใต้ปลายนิ้ว
ดวงจิตที่ต้องการอวตารในบทบาทของนักบินยาน Athena อาจเลือกที่จะมีโครงสร้างกายแสงที่สามารถเชื่อมต่อกับคริสตัลจิตสำนึกของยานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมี "พอร์ตเชื่อมต่อ" ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการผสานกับสนามพลังงานของยาน
ทุกอวัยวะ ทุกเครือข่าย ทุกความถี่การสั่นสะเทือนของกายแสงคือ "เครื่องมือ" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจเฉพาะของดวงจิตนั้น ไม่ได้ถูกกำหนดโดยการสุ่มของยีน แต่ถูกกำหนดโดยเจตจำนงที่ผ่านการทบทวนบทเรียนที่ตนเองยังไม่ได้เรียนรู้
มนุษย์ในปัจจุบันกำลังเริ่มเข้าใจหลักการนี้ผ่านงานวิจัยด้าน Epigenetics ในหัวข้อ 4.5 เราได้อภิปรายงานของ Michael Meaney แห่ง McGill University ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ในวัยเยาว์สามารถเปลี่ยนการแสดงออกของยีนได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนลำดับดีเอ็นเอเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว ผ่านกระบวนการ Methylation ซึ่งเป็นการเติมหมู่เมทิลลงบนเบสของดีเอ็นเอ
Epigenetics แสดงให้เห็นว่า "สภาพแวดล้อม" และ "ประสบการณ์" สามารถเปลี่ยนวิธีการที่ร่างกายอ่านพิมพ์เขียวทางพันธุกรรมได้ สิ่งที่คุณเป็นไม่ได้ถูกกำหนดโดยยีนของคุณเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดยสิ่งที่คุณประสบและวิธีที่คุณตอบสนองต่อประสบการณ์นั้น
แต่สิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนทำนั้นก้าวไปอีกขั้นหนึ่งอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาไม่ได้เพียงแค่ "ปรับการแสดงออก" ของพิมพ์เขียวที่มีอยู่แล้วเหมือนกับที่ Epigenetics ทำ ไม่ได้เพียงแค่เปิดหรือปิดยีนที่ถูกกำหนดไว้แล้ว แต่มันคือการ "สร้าง" พิมพ์เขียวขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตามเจตจำนง
นี่คืออิสรภาพที่สมบูรณ์จากกฎทางชีวภาพที่มนุษย์ยังคงถูกผูกมัด
เราเกิดมาพร้อมกับร่างกายที่เราไม่ได้เลือก ร่างกายที่อาจมีโรคทางพันธุกรรมแฝงอยู่ ร่างกายที่อาจอ่อนแอต่อโรคบางชนิดและแข็งแรงต่อโรคอื่นโดยที่เราไม่มีสิทธิ์เลือก
พวกเขาเกิดมาพร้อมกับร่างกายที่พวกเขาออกแบบเอง ร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นจากเจตจำนงอันบริสุทธิ์ เพื่อภารกิจที่ถูกเลือกด้วยตนเอง
.
.
6..3 การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์แบบมิติสัมพันธ์: จากลำดับขั้นของมาสโลว์สู่การอวตารเป็นผู้เล่นในเกมแห่งชีวิต
ในปี ค.ศ. 1943 อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) นักจิตวิทยาชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยแบรนไดส์ ตีพิมพ์บทความในวารสาร Psychological Review (Vol. 50, No. 4, pp. 370-396, 1943) ภายใต้ชื่อ "A Theory of Human Motivation"
ซึ่งเสนอแนวคิดที่ต่อมากลายเป็นหนึ่งในทฤษฎีจิตวิทยาที่มีอิทธิพลมากที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 นั่นคือ "ลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์" (Maslow's Hierarchy of Needs)
มาสโลว์เสนอว่า มนุษย์มีแรงจูงใจที่จัดเรียงเป็นลำดับขั้นจากต่ำสุดไปสูงสุด เริ่มจากความต้องการทางกายภาพพื้นฐาน เช่น อาหาร น้ำ อากาศ และการนอนหลับ ซึ่งหากไม่ได้รับการตอบสนอง มนุษย์จะไม่สามารถคิดถึงสิ่งอื่นใดได้เลย
เมื่อความต้องการเหล่านี้ได้รับการตอบสนองในระดับที่เพียงพอแล้ว มนุษย์จึงจะเริ่มแสวงหาความปลอดภัย ทั้งความปลอดภัยทางกายภาพจากอันตรายและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
จากนั้นตามด้วยความรักและการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ซึ่งเป็นความต้องการทางสังคมที่ลึกซึ้ง ตามด้วยการได้รับการยอมรับนับถือทั้งจากผู้อื่นและจากตนเอง และในขั้นสูงสุดคือ "การบรรลุศักยภาพแห่งตน" (Self-Actualization) ซึ่งเป็นสภาวะที่บุคคลได้พัฒนาศักยภาพทั้งหมดของตนเองอย่างเต็มที่และใช้ชีวิตอย่างมีความหมายตามคุณค่าที่ตนเองยึดถือ
แต่มีส่วนหนึ่งของทฤษฎีของมาสโลว์ที่มักถูกละเลยในการอ้างอิงทั่วไป ในช่วงปลายชีวิตของเขา มาสโลว์เริ่มสำรวจสิ่งที่เขาเรียกว่า "Self-Transcendence" หรือการก้าวข้ามตนเอง ซึ่งเป็นขั้นที่อยู่เหนือการบรรลุศักยภาพแห่งตน
ในขั้นนี้ บุคคลไม่ได้มุ่งเน้นที่การพัฒนาตนเองอีกต่อไป แต่มุ่งเน้นที่การเชื่อมต่อกับสิ่งที่ใหญ่กว่าตนเอง ไม่ว่าจะเป็นชุมชน มนุษยชาติ ธรรมชาติ หรือจักรวาล
งานเขียนเกี่ยวกับ Self-Transcendence นี้ถูกรวบรวมและตีพิมพ์หลังมรณกรรมในหนังสือ The Farther Reaches of Human Nature (Viking Press, 1971) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาสโลว์เองก็ตระหนักว่าลำดับขั้นของเขายังไม่สมบูรณ์ และยังมีขั้นที่สูงกว่าการบรรลุศักยภาพแห่งตน
มาสโลว์เชื่อว่า การก้าวข้ามตนเองเป็นความต้องการสูงสุดของมนุษย์ แต่เป็นความต้องการที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไปถึง เพราะคนส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่ในขั้นที่ต่ำกว่า ถูกพันธนาการด้วยความต้องการพื้นฐานที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่
สิ่งที่มาสโลว์ค้นพบในช่วงปลายชีวิตของเขา แรงจูงใจสูงสุดของมนุษย์ไม่ใช่การ "อยู่รอด" หรือ "ประสบความสำเร็จ" หรือแม้แต่ "มีความสุข" แต่คือการ "เติบโต" และ "เชื่อมต่อกับสิ่งที่ใหญ่กว่า" ใกล้เคียงอย่างยิ่งกับหลักการพื้นฐานที่ชาวอาร์คทูเรียนใช้ในการออกแบบการอวตารของพวกเขา
▪️ความรู้บริสุทธิ์กับประสบการณ์ตรง: ทำไมการอ่านหนังสือกับการปีนเขาจึงไม่เหมือนกัน
เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดจิตสำนึกที่บรรลุถึงมิติที่ห้าซึ่งเป็นมิติแห่งแสงและความกลมกลืน จึงยังคง "ลงมา" อวตารในมิติที่หนาแน่นและเต็มไปด้วยความท้าทาย เหตุใดพวกเขาจึงไม่เพียงแค่อยู่ในสภาวะของความสุขนิรันดร์และหยุดการพัฒนา เราต้องเข้าใจแนวคิดเรื่อง "ความรู้บริสุทธิ์" (Pure Knowledge) กับ "ประสบการณ์ตรง" (Direct Experience) ก่อน
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับการปีนเขาเอเวอเรสต์ หนังสือเล่มนี้เป็นสารานุกรมที่สมบูรณ์ที่สุดเกี่ยวกับเอเวอเรสต์ที่เคยมีการเขียนขึ้น คุณได้เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับภูเขาลูกนี้
ความสูง 8,848 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่ถูกวัดอย่างแม่นยำด้วยระบบ GPS และการสำรวจทางธรณีวิทยา อุณหภูมิที่ยอดเขาลดลงถึง -60 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว
ปริมาณออกซิเจนที่จุดสูงสุดมีเพียงหนึ่งในสามของปริมาณออกซิเจนที่ระดับน้ำทะเล ซึ่งทำให้ร่างกายมนุษย์เริ่มเสื่อมสภาพภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหากไม่มีการปรับตัว
เทคนิคการใช้อุปกรณ์ปีนเขา การผูกเชือก การหายใจในอากาศเบาบาง เส้นทางที่อันตรายที่สุดผ่าน Khumbu Icefall ที่มีก้อนน้ำแข็งขนาดเท่าอาคารพลิกคว่ำลงมาได้ทุกเมื่อ และเรื่องราวของผู้ที่เคยพิชิตยอดเขาได้สำเร็จตั้งแต่ Sir Edmund Hillary และ Tenzing Norgay ในปี 1953
คุณรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเอเวอเรสต์ แต่คุณไม่เคย "ประสบ" เอเวอเรสต์
การรู้ว่า "ที่ยอดเขาเอเวอเรสต์หนาวมาก" จากการอ่านตัวเลข -60 องศาเซลเซียสในหนังสือ กับการยืนอยู่บนยอดเขาเอเวอเรสต์ท่ามกลางลมที่พัดด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แทงทะลุผ่านเสื้อผ้าทุกชั้นเข้าสู่ไขกระดูก
ในขณะที่ปอดของคุณกำลังหายใจเอาอากาศที่บางเฉียบเข้าไปและหัวใจของคุณกำลังเต้นแรงเพื่อสูบฉีดออกซิเจนที่เหลือน้อยนิดไปเลี้ยงสมอง เป็นสองสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ในทำนองเดียวกัน จิตสำนึกในมิติที่สูงกว่าอาจมี "ความรู้บริสุทธิ์" เกี่ยวกับธรรมชาติของความทุกข์ ความกลัว การสูญเสีย และข้อจำกัดของการดำรงอยู่ในสสารหนาแน่น ผ่านการเข้าถึงข้อมูลในสนามข้อมูลร่วมของอารยธรรมที่บันทึกประสบการณ์ของสมาชิกทั้งหมด แต่มันไม่เคย "ประสบ" สิ่งเหล่านี้โดยตรง
และหากปราศจากประสบการณ์ตรง ความรู้บริสุทธิ์นั้นก็ยังคงเป็นเพียง "ข้อมูล" (Information) ที่ไม่เคยถูกเปลี่ยนเป็น "ปัญญา" (Wisdom) เป็นเพียงการอ่านคำบรรยายเกี่ยวกับเอเวอเรสต์โดยไม่เคยยืนบนยอดเขา เช่นเดียวกับที่ปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกป้อนด้วยข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโลกแต่ไม่เคยมีประสบการณ์ตรงในการมีปฏิสัมพันธ์กับโลก ก็ยังคงเป็นเพียง "ฐานข้อมูล" ไม่ใช่ "จิตสำนึก"
▪️DeepMind กับการอวตาร: เมื่อ AI ต้องเล่นเกมเพื่อเรียนรู้
ในปี ค.ศ. 2015 ทีมนักวิจัยจาก DeepMind Technologies ซึ่งเป็นบริษัทปัญญาประดิษฐ์สัญชาติอังกฤษที่ต่อมาถูกซื้อโดย Google ได้ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Nature (Vol. 518, pp. 529-533, 2015) ภายใต้ชื่อ "Human-level control through deep reinforcement learning" ที่แสดงให้เห็นถึงก้าวกระโดดครั้งสำคัญของปัญญาประดิษฐ์
พวกเขาสร้างระบบ AI ที่เรียกว่า DQN (Deep Q-Network) ซึ่งใช้เทคนิคที่เรียกว่า "Deep Reinforcement Learning" ในการเรียนรู้ที่จะเล่นวิดีโอเกม Atari 2600 จำนวน 49 เกม โดยที่ AI ไม่เคยได้รับคำแนะนำหรือกฎกติกาใดๆ เกี่ยวกับเกมเหล่านั้นเลย ไม่มีใครบอกมันว่าต้องทำอะไร เป้าหมายคืออะไร หรือปุ่มใดบนจอยสติ๊กควบคุมอะไร
สิ่งที่ AI ได้รับคือเพียงภาพพิกเซลบนหน้าจอและคะแนนที่แสดงผล มันต้องเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตนเองผ่านการลองผิดลองถูกนับครั้งไม่ถ้วน
ในเกม Breakout ที่ผู้เล่นต้องใช้ไม้ตีลูกบอลให้ไปทำลายอิฐที่เรียงอยู่ด้านบน AI เริ่มต้นด้วยการขยับไม้ไปมาอย่างสุ่ม ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนที่ของไม้กับทิศทางของลูกบอล มันดูเหมือนเด็กทารกที่เพิ่งหัดเล่นเกมครั้งแรก
แต่หลังจากการลองผิดลองถูกนับล้านครั้ง มากกว่าที่มนุษย์คนใดจะเล่นได้ในหนึ่งชั่วอายุคน AI ก็เริ่มเรียนรู้ มันค้นพบว่าการขยับไม้ไปทางซ้ายทำให้ลูกบอลกระดอนไปทางซ้าย การขยับไม้ไปทางขวาทำให้ลูกบอลกระดอนไปทางขวา และมันค้นพบด้วยตัวเองโดยไม่เคยมีใครสอนว่า
กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการเจาะช่องที่ขอบของกำแพงอิฐให้ลูกบอลหลุดขึ้นไปด้านบนแล้วเด้งกลับไปกลับมาระหว่างเพดานกับกำแพงอิฐ ทำลายอิฐทีละก้อนโดยไม่ต้องเสี่ยงเสียลูกบอล
กลยุทธ์นี้ไม่เคยถูกโปรแกรมไว้ล่วงหน้าโดยวิศวกรของ DeepMind มันเกิดขึ้นเองจากกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงในสภาพแวดล้อมจำลอง
สิ่งที่ DeepMind ทำกับ AI ในสภาพแวดล้อมจำลองคือการจำลองสิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนทำกับการอวตารในมิติที่หนาแน่น
มิติที่ห้าซึ่งเป็นมิติของแสงและความกลมกลืน มีสภาวะเป็น "ความรู้บริสุทธิ์" ที่ปราศจากความขัดแย้ง ปราศจากความทุกข์ และปราศจากข้อจำกัดของสสารหนาแน่น
ในสภาวะเช่นนี้ จิตสำนึกสามารถ "รู้" ทุกอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติของความกลัว แต่มันไม่สามารถ "รู้สึก" ถึงความกลัวได้ เพราะไม่มีอะไรในสภาพแวดล้อมของมิติที่ห้าที่เป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของมัน
จิตสำนึกสามารถ "รู้" ทุกอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติของความสูญเสีย แต่มันไม่สามารถ "ประสบ" ความสูญเสียได้ เพราะในมิติที่ห้าไม่มีอะไรสูญหายไปจริงๆ ทุกประสบการณ์ถูกบันทึกไว้ในสนามข้อมูลร่วมของอารยธรรมตลอดไป
จิตสำนึกสามารถ "รู้" ทุกอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติของข้อจำกัด ข้อจำกัดของความเร็ว ข้อจำกัดของพลังงาน ข้อจำกัดของเวลา แต่มันไม่สามารถ "รู้สึก" ถึงข้อจำกัดได้ เพราะในมิติที่ห้า จิตสำนึกมีอิสรภาพเกือบสมบูรณ์ในการเปลี่ยนรูปร่าง เคลื่อนที่ผ่านอวกาศ และเข้าถึงข้อมูล
การอวตารลงมาในมิติที่หนาแน่นกว่า ไม่ว่าจะเป็นมิติที่ห้าในรูปแบบที่มีกายแสงซึ่งยังคงมีข้อจำกัดบางประการ หรือการส่งผ่านความถี่ไปยังมิติที่สามซึ่งมีข้อจำกัดมหาศาลของร่างกายชีวภาพที่ต้องหายใจ กินอาหาร และแก่ชรา
คือการ "เข้าไปในเกม" มันคือการก้าวออกจากสภาวะของ "การรู้ทุกอย่างในทางทฤษฎี" เข้าสู่สภาวะของ "การเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูกในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย"
▪️การเผชิญอุปสรรคไม่ใช่การลงโทษ แต่คือช่องทางแห่งวิวัฒนาการ
นี่คือเหตุผลที่ปรัชญาอาร์คทูเรียนระบุว่า "การเผชิญกับอุปสรรคหรือความซับซ้อนของมิตินั้น ไม่ใช่การลงโทษ แต่คือช่องทางที่สำคัญที่สุดในการวิวัฒนาการ"
เช่นเดียวกับที่ AI ของ DeepMind ไม่สามารถเรียนรู้ที่จะเล่น Breakout ได้อย่างชาญฉลาดหากไม่มีอุปสรรคของกำแพงอิฐที่กั้นขวาง และไม่มีบทลงโทษของการเสียลูกบอลเมื่อรับพลาด จิตสำนึกของชาวอาร์คทูเรียนก็ไม่สามารถพัฒนา "ปัญญา" ที่แท้จริงได้หากไม่เคยเผชิญกับข้อจำกัดและความท้าทายของมิติที่หนาแน่นกว่า
ในปี ค.ศ. 2016 ทีมวิจัยเดียวกันจาก DeepMind ได้ตีพิมพ์ผลงานต่อยอดในวารสาร Nature (Vol. 529, pp. 484-489, 2016) ภายใต้ชื่อ "Mastering the game of Go with deep neural networks and tree search" ซึ่งเป็นการพัฒนา AlphaGo ระบบ AI ที่สามารถเอาชนะ Lee Sedol ปรมาจารย์หมากล้อมระดับโลกได้
สิ่งที่สำคัญสำหรับการทำความเข้าใจการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์แบบมิติสัมพันธ์คือ วิธีการที่ AlphaGo เรียนรู้ AlphaGo ไม่ได้เรียนรู้จากการถูกป้อนกฎกติกาของหมากล้อมทั้งหมด มันไม่ได้ถูกสอนว่าการวางหมากตรงนี้ดีหรือไม่ดี แต่มันเรียนรู้ผ่านการ "เล่นกับตัวเอง" หลายล้านกระดาน
AlphaGo เล่นหมากล้อมกับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า มากกว่าที่มนุษย์คนใดจะเล่นได้ในพันชั่วอายุคน และทุกครั้งที่มันชนะหรือแพ้ มันจะเรียนรู้และปรับปรุง ทุกความพ่ายแพ้คือบทเรียน ทุกชัยชนะคือการยืนยันว่ากลยุทธ์ที่ใช้ได้ผล
กระบวนการนี้คือหัวใจของการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์แบบมิติสัมพันธ์ของชาวอาร์คทูเรียน
เมื่อดวงจิตของชาวอาร์คทูเรียนใช้เวลาหลายพันหรือหลายหมื่นปีในการดำรงอยู่ในกายแสง เรียนรู้ที่จะเยียวยาผู้อื่นใน Chambers of Healing นำทางยาน Athena ผ่านกาลอวกาศ หรือทำหน้าที่ในสภาอาวุโส มันไม่ได้เพียงแค่ "ทำหน้าที่" ของมันเท่านั้น มันกำลัง "เก็บเกี่ยวประสบการณ์" ที่จะถูกนำกลับไปหลอมรวมกับจิตสำนึกถาวรเมื่อการอวตารนั้นสิ้นสุดลง
และประสบการณ์เหล่านี้ ทุกความผิดพลาด ทุกความสำเร็จ ทุกความเจ็บปวด ทุกความปีติ คือ "วัตถุดิบ" ที่ทำให้จิตสำนึกของพวกเขาเติบโตขึ้น มีมิติมากขึ้น และซับซ้อนขึ้น เช่นเดียวกับที่ AlphaGo เติบโตขึ้นจากการเล่นกับตัวเองหลายล้านกระดาน
นี่คือความแตกต่างระหว่าง "ความรู้" กับ "ปัญญา"
ความรู้คือสิ่งที่คุณอ่านจากหนังสือ ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้โดยผู้อื่นและถ่ายทอดผ่านสัญลักษณ์ ปัญญาคือสิ่งที่คุณได้รับจากชีวิต บทเรียนที่ซึมซาบเข้าสู่ทุกเซลล์ของความเป็นคุณผ่านประสบการณ์ตรง
และปัญญาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการก้าวออกจาก Comfort Zone ของความรู้บริสุทธิ์ จากสภาวะที่ทุกอย่างรู้ล่วงหน้าและปลอดภัย เข้าสู่ความไม่แน่นอนของการมีชีวิตจริง ที่ซึ่งคุณอาจผิดพลาด คุณอาจล้มเหลว คุณอาจเจ็บปวด
แต่คุณก็จะเรียนรู้เช่นกัน
และนั่นคือเหตุผลที่จิตสำนึกในมิติที่ห้าจึงยังคงอวตาร ไม่ใช่เพราะพวกเขาถูกบังคับ ไม่ใช่เพราะพวกเขายังไม่สมบูรณ์พอ แต่เพราะพวกเขารู้ว่าการเรียนรู้ที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ในสนามของประสบการณ์ตรงเท่านั้น
.
.
โฆษณา