15 ส.ค. เวลา 01:20 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 24 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

5.7 เทคโนโลยีที่ไร้ความเห็นแก่ตัว: ปรัชญาแห่งการใช้งาน
ในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เวลา 8.15 นาฬิกาตามเวลาท้องถิ่น เครื่องบินทิ้งระเบิด B-29 Superfortress ที่มีชื่อว่า "Enola Gay" ซึ่งตั้งชื่อตามมารดาของนักบินผู้บังคับการ
พันเอก Paul Tibbets ได้ปล่อยระเบิดปรมาณู "Little Boy" ลงเหนือนครฮิโรชิมาของญี่ปุ่น ระเบิดลูกนี้ใช้ยูเรเนียม-235 น้ำหนักประมาณ 64 กิโลกรัม บรรจุอยู่ในกระบอกปืนใหญ่ดัดแปลง ที่ยิงชิ้นส่วนยูเรเนียมชิ้นหนึ่งเข้าไปยังอีกชิ้นหนึ่งเพื่อให้เกิดมวลวิกฤต
แต่มีเพียงประมาณ 700 กรัมเท่านั้นที่เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันก่อนที่แรงระเบิดจะกระจายมวลที่เหลือออกไป ส่วนที่เหลือถูกแรงระเบิดกระจายออกไปก่อนที่จะเกิดปฏิกิริยาได้
ภายในเสี้ยววินาที อุณหภูมิ ณ จุดศูนย์กลางการระเบิดสูงถึงประมาณ 300,000 องศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าพื้นผิวดวงอาทิตย์ประมาณ 50 เท่า คลื่นกระแทกที่ตามมาเดินทางด้วยความเร็วเหนือเสียงผ่านอากาศ พัดพาทุกสิ่งที่ขวางหน้าตั้งแต่คนไปจนถึงอาคารคอนกรีตจนราบเป็นหน้ากลอง
ภายในสิ้นปี 1945 ยอดผู้เสียชีวิตจากระเบิดลูกนี้เพียงลูกเดียวอยู่ที่ประมาณ 140,000 คน จากประชากรทั้งหมดของเมืองประมาณ 350,000 คนก่อนการทิ้งระเบิด
สามวันต่อมา ในวันที่ 9 สิงหาคม ระเบิดปรมาณูลูกที่สอง "Fat Man" ซึ่งใช้พลูโทเนียม-239 และกลไกการระเบิดแบบอิมโพลชันที่ซับซ้อนกว่า ถูกปล่อยลงเหนือนครนางาซากิ มีผู้เสียชีวิตอีกประมาณ 74,000 คนภายในสิ้นปีนั้น
การประมาณการล่าสุดโดยคณะกรรมการเหยื่อระเบิดปรมาณู (Atomic Bomb Casualty Commission) และผู้สืบทอดคือ Radiation Effects Research Foundation (RERF) ระบุว่า
ตัวเลขผู้เสียชีวิตทั้งหมดจากระเบิดทั้งสองลูกรวมทั้งผู้ที่เสียชีวิตจากมะเร็งและโรคที่เกิดจากรังสีในปีต่อๆ มา อยู่ที่ประมาณ 200,000 ถึง 300,000 คน
โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ (J. Robert Oppenheimer) ผู้อำนวยการโครงการแมนฮัตตันซึ่งเป็นผู้ควบคุมการสร้างระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกที่ห้องปฏิบัติการ Los Alamos ในรัฐนิวเม็กซิโก ได้กล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์หลายปีต่อมาว่า
ในขณะที่เห็นดอกเห็ดปรมาณูบานสูงขึ้นเหนือทะเลทรายนิวเม็กซิโกระหว่างการทดสอบ Trinity เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 1945 ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในหัวของเขาไม่ใช่สมการฟิสิกส์หรือความภาคภูมิใจในความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ แต่คือประโยคจากคัมภีร์ภควัทคีตา (Bhagavad Gita) ซึ่งเป็นคัมภีร์ฮินดูศักดิ์สิทธิ์ที่เขาอ่านในภาษาสันสกฤตดั้งเดิม:
"Now I am become Death, the destroyer of worlds."
("บัดนี้ข้าพเจ้าได้กลายเป็นความตาย ผู้ทำลายล้างโลก")
ออพเพนไฮเมอร์และทีมนักวิทยาศาสตร์หลายร้อยคนที่ร่วมกันสร้างระเบิดปรมาณู รวมถึง Enrico Fermi, Niels Bohr, Hans Bethe และ Richard Feynman ไม่ได้สร้างมันขึ้นมาด้วยความตั้งใจจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือทำลายอารยธรรม
พวกเขาหลายคนเป็นผู้ลี้ภัยจากระบอบนาซี พวกเขาสร้างมันขึ้นมาด้วยความเชื่ออย่างจริงใจว่ามันจะยุติสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 70 ล้านคนทั่วโลก และมันก็ยุติสงครามโลกครั้งที่สองได้จริงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากการทิ้งระเบิดลูกแรก
แต่เทคโนโลยีที่พวกเขาสร้างขึ้น ความรู้เรื่องปฏิกิริยาลูกโซ่ของนิวเคลียร์ฟิชชัน วิธีการแยกไอโซโทปยูเรเนียม-235 จากยูเรเนียม-238 และวิธีการผลิตพลูโทเนียมในเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ไม่ได้มี "สวิตช์" ที่จะหยุดการทำงานเมื่อผู้ใช้มีเจตนาที่ไม่ถูกต้อง
เมื่อความรู้ถูกค้นพบและเผยแพร่ มันก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้สร้าง ไม่มีทางที่จะ "เอากลับคืน" ได้ ไม่มีทางที่จะ "ปิด" ความรู้เมื่อมันตกอยู่ในมือของผู้ที่มีเจตนาทำลายล้าง
นี่คือปัญหาเชิงปรัชญาและวิศวกรรมที่อารยธรรมอาร์คทูเรียนแก้ไขได้แล้วตั้งแต่เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน
เทคโนโลยีของพวกเขาทุกชิ้น ตั้งแต่ยาน Athena ซึ่งสามารถพับกาลอวกาศและเดินทางระหว่างดวงดาวได้ในชั่วพริบตา ไปจนถึง Chambers of Healing ซึ่งสามารถซ่อมแซมรหัสพันธุกรรมและเยียวยาบาดแผลทางจิตสำนึกได้ในระดับโมเลกุล
ถูกสร้างขึ้นบนหลักการที่เรียกว่า "Abuse-proof Design" หรือการออกแบบที่ไม่สามารถถูกใช้ในทางที่ผิดได้ ไม่ใช่ "ใช้ยาก" ไม่ใช่ "มีระบบเตือนเมื่อใช้ผิด" แต่ "เป็นไปไม่ได้ในทางฟิสิกส์ที่จะใช้ผิด"
ในเชิงวิศวกรรมของมนุษย์ ระบบความปลอดภัยถูกออกแบบให้ "ป้องกัน" การใช้งานผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ที่ล็อกเมื่อถูกกระชากอย่างรวดเร็ว เบรกอัตโนมัติเมื่อมีสิ่งกีดขวางที่ตรวจจับด้วยเรดาร์และกล้อง หรือระบบล็อกเตาหม้อหุงข้าวเมื่ออุณหภูมิสูงเกินกว่าที่กำหนด
แต่ระบบเหล่านี้ทั้งหมดสามารถถูก "หลีกเลี่ยง" ได้โดยผู้ที่มีความตั้งใจแน่วแน่พอ คุณสามารถเลือกที่จะไม่คาดเข็มขัดนิรภัยและรถก็ยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้
คุณสามารถดัดแปลงระบบเบรกให้ทำงานผิดปกติโดยการตัดสายเซ็นเซอร์ คุณสามารถเจาะรูในหม้อหุงข้าวเพื่อปล่อยไอน้ำออกและหลอกให้ระบบคิดว่าอุณหภูมิยังไม่ถึงจุดอันตราย
Abuse-proof Design ของชาวอาร์คทูเรียนไม่ได้ทำงานบนหลักการ "ป้องกัน" แต่มันทำงานบนหลักการ "เงื่อนไขที่จำเป็น" เทคโนโลยีของพวกเขาจะไม่สามารถทำงานได้เลย ไม่ใช่ทำงานได้แต่มีประสิทธิภาพลดลง ไม่ใช่ทำงานได้แต่ส่งสัญญาณเตือน หากผู้ใช้ไม่มี "ความถี่ของความเมตตา" ที่ตรงกับความถี่ของเทคโนโลยีนั้น
หลักการนี้มีรากฐานมาจากฟิสิกส์เดียวกับที่อธิบายในหัวข้อ 4.3 เรื่อง Zero-Resistance Transfer เมื่อจิตสำนึกของผู้ใช้เต็มไปด้วยความกลัว ความโลภ ความเกลียดชัง หรือเจตนาที่จะทำร้ายผู้อื่น "ความถี่" ของจิตสำนึกนั้นจะไม่สอดคล้องกับความถี่ของเทคโนโลยี จะเกิด Destructive Interference ขึ้นระหว่างสนามพลังงานของผู้ใช้กับสนามพลังงานของเทคโนโลยี
และตามหลักการ Resonance ที่อภิปรายในหัวข้อ 2.7 และ 5.5 เมื่อความถี่ไม่ตรงกัน จะไม่เกิดการถ่ายเทพลังงานหรือข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น
คริสตัลจิตสำนึกในยาน Athena ก็จะไม่ตอบสนองต่อคำสั่งใดๆ จะไม่พับกาลอวกาศ จะไม่เปลี่ยนพิกัด ไม่ว่าผู้ใช้จะ "ตั้งใจ" แรงกล้าเพียงใด Chambers of Healing ก็จะไม่ส่งคลื่นความถี่ใดๆ ออกมา
ไม่ว่าแสงหรือเสียง ไม่ว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าใดๆ จะไม่มีการสแกนสนามพลังงาน ไม่มีการเปรียบเทียบกับพิมพ์เขียว การปรับจูนใดๆ ทั้งสิ้น ระบบทั้งหมดจะยังคง "เงียบ" ราวกับว่ามันเป็นเพียงก้อนหินหรือเศษโลหะที่ไร้ชีวิต ราวกับว่ามันเป็นเพียงวัตถุที่รอคอยผู้ใช้ที่ "ถูกต้อง"
แนวคิดนี้เรียกว่า "Quantum Hard-coded Sustainability" หรือการฝังกฎแห่งความยั่งยืนไว้ในระดับอนุภาค ในระดับที่เล็กกว่าอะตอม ในระดับของสนามควอนตัมที่เป็นรากฐานของสสารทั้งหมด
ในระบบกฎหมายของมนุษย์ เราพยายามควบคุมการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิดด้วยกฎหมายและบทลงโทษหลังจากที่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว สนธิสัญญาระหว่างประเทศห้ามการใช้อาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention, 1993) และอาวุธชีวภาพ (Biological Weapons Convention, 1972)
แต่สนธิสัญญาเหล่านั้นไม่สามารถหยุดยั้งรัฐบาลที่ไม่สนใจข้อตกลงระหว่างประเทศได้ ดังที่เราเห็นจากการโจมตีด้วยแก๊สซารินในซีเรียในปี 2013 และ 2017 กฎหมายห้ามการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR ในยุโรป, CCPA ในแคลิฟอร์เนีย) แต่กฎหมายเหล่านั้นไม่สามารถหยุดยั้งแฮ็กเกอร์ที่อยู่คนละทวีปกับเหยื่อและใช้เครือข่าย VPN และบอตเน็ตในการปกปิดตัวตนได้
การควบคุมด้วยกฎหมายเป็นการควบคุม "หลังจาก" การกระทำเกิดขึ้นแล้ว เป็นการลงโทษผู้กระทำผิดหลังจากที่เหยื่อได้รับความเสียหายไปแล้ว และมันขึ้นอยู่กับความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายซึ่งไม่เท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ของโลก
Quantum Hard-coded Sustainability ของชาวอาร์คทูเรียนคือการควบคุม "ก่อน" การกระทำจะเกิดขึ้น ก่อนที่ความคิดจะก่อตัวเป็นคำสั่ง มันคือการฝัง "กฎ" ไว้ในระดับพื้นฐานที่สุดของเทคโนโลยี
จนกระทั่งการละเมิดกฎนั้นเป็นไปไม่ได้ในทางฟิสิกส์ เช่นเดียวกับที่คุณไม่สามารถ "เลือก" ที่จะไม่ถูกแรงโน้มถ่วงดึงดูดได้ และคุณไม่สามารถ "เลือก" ที่จะเดินทางเร็วกว่าแสงในสุญญากาศได้ ไม่ว่าคุณจะมีเจตจำนงแข็งกล้าเพียงใด
สำหรับชาวอาร์คทูเรียน "การไม่สามารถใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด" ไม่ใช่ข้อจำกัดที่ลดทอนเสรีภาพ ไม่ใช่ "โซ่ตรวน" ที่ล่ามอิสรภาพของจิตสำนึก แต่มันคือ "คุณสมบัติพื้นฐาน" ของเทคโนโลยี เช่นเดียวกับที่ "การไม่สามารถระเบิดได้เองเมื่อถูกเขย่า" เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของแก้วน้ำที่คุณดื่มอยู่ทุกเช้า
.
▪️คริสตัลที่สั่นสะเทือน: เมื่อเทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแต่ตอบสนองต่อชีวิต
มีคำถามเชิงปรัชญาที่สำคัญและหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเทคโนโลยีสามารถ "ตัดสิน" ได้เองว่าผู้ใช้มีเจตนาที่ถูกต้องหรือไม่ หากมันสามารถ "รู้" ว่าผู้ที่พยายามใช้งานมันมีความเมตตาหรือมีความเกลียดชังในจิตสำนึก นั่นหมายความว่าเทคโนโลยีมี "จิตสำนึก" หรือไม่
ในกรอบคิดของชาวอาร์คทูเรียน คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่ตรงไปตรงมาแบบใช่หรือไม่ใช่ เพราะเส้นแบ่งระหว่าง "สิ่งมีชีวิต" กับ "สิ่งไม่มีชีวิต" ในอารยธรรมของพวกเขาได้เลือนหายไปนานแล้ว เช่นเดียวกับเส้นแบ่งระหว่าง "จิต" กับ "สสาร" ที่เราได้เห็นการพังทลายลง
คริสตัลจิตสำนึกที่ใช้ในยาน Athena และ Chambers of Healing ไม่ได้ "คิด" ในความหมายที่มนุษย์คิด มันไม่ได้มีบทสนทนาภายใน ไม่มีการชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย หรือการทบทวนความทรงจำในอดีต
แต่มัน "สั่นสะเทือน" ในความถี่ที่เฉพาะเจาะจง และความถี่นั้นจะเกิดการรบกวน (Destructive Interference) เมื่อสัมผัสกับความถี่ที่ไม่สอดคล้อง เมื่อสัมผัสกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาจากจิตสำนึกที่เต็มไปด้วยความกลัวหรือเจตนาทำลายล้าง
มันไม่ใช่การ "ตัดสิน" แบบที่มีผู้พิพากษาคอยชั่งน้ำหนักความผิดถูก มีการไต่สวนพยานหลักฐาน และมีคำพิพากษาออกมา แต่มันคือการ "ตอบสนอง" แบบเดียวกับที่ส้อมเสียงตอบสนองต่อคลื่นเสียงที่มีความถี่ตรงกัน สั่นสะเทือนและถ่ายเทพลังงาน และเงียบงันเมื่อคลื่นเสียงนั้นไม่ตรงกัน ไม่มีการถ่ายเทพลังงาน การตอบสนองใดๆ
กฎของฟิสิกส์ไม่จำเป็นต้อง "ตัดสิน" ว่าอะไรถูกอะไรผิด มันเพียง "เป็น" ในสิ่งที่มันเป็น แรงโน้มถ่วงไม่ได้ "ตัดสิน" ว่าคุณสมควรถูกดึงดูดหรือไม่ มันเพียงดึงดูดคุณโดยไม่มีการยกเว้น แม่เหล็กไม่ได้ "ตัดสิน" ว่าวัตถุที่เข้าใกล้สมควรถูกดูดหรือผลัก มันเพียงตอบสนองตามขั้ว
และเมื่อกฎของฟิสิกส์ถูกออกแบบ ผ่านการจัดเรียงโครงสร้างผลึกของคริสตัลจิตสำนึกในระดับพลังค์ ให้ความเมตตาเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการทำงานของเทคโนโลยี เทคโนโลยีนั้นก็จะไม่สามารถถูกใช้เพื่อทำลายได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับที่ไฟไม่สามารถเผาไหม้ในสุญญากาศ หรือเสียงไม่สามารถเดินทางผ่านอวกาศที่ไร้อากาศ
▪️บทส่งท้าย: บทเรียนที่มนุษยชาติยังไม่ได้เรียนรู้
นี่คือบทเรียนที่ลึกซึ้งที่สุดที่มนุษยชาติสามารถเรียนรู้จากอารยธรรมอาร์คทูเรียน บทเรียนที่เราไม่ได้เรียนรู้จากฮิโรชิมา ไม่ได้เรียนรู้จากนางาซากิ และยังไม่ได้เรียนรู้จากสงครามใดๆ ในประวัติศาสตร์
เป็นเวลาหลายพันปีที่เราพัฒนาเทคโนโลยีโดยมุ่งเน้นที่คำถามว่า "เราทำอะไรได้บ้าง" และปล่อยให้คำถามว่า "เราควรทำอะไร" เป็นเรื่องของนักปรัชญา นักการเมือง และนักบวช ราวกับว่าสองคำถามนี้เป็นอิสระจากกัน
ผลลัพธ์คือ เทคโนโลยีของเราก้าวนำหน้าภูมิปัญญาในการใช้มันไปไกลมาก เราสามารถแยกอะตอมได้ก่อนที่เราจะเข้าใจวิธีจัดการกับความขัดแย้งระหว่างประเทศโดยไม่ใช้สงคราม
เราสามารถสร้างปัญญาประดิษฐ์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเองก่อนที่เราจะตกลงกันได้ว่าอะไรคือจริยธรรมที่ควรฝังอยู่ในระบบนั้น เราสามารถตัดต่อยีนของมนุษย์ด้วย CRISPR-Cas9 ก่อนที่เราจะตอบคำถามว่าอะไรคือขอบเขตที่เราไม่ควรก้าวข้ามในการดัดแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต
ชาวอาร์คทูเรียนแสดงให้เห็นว่า มีอีกเส้นทางหนึ่ง เส้นทางที่ "ควรทำอะไร" ไม่ใช่สิ่งที่ถูกถามหลังจากที่เทคโนโลยีถูกสร้างขึ้นแล้ว หลังจากที่มันถูกใช้ในทางที่ผิดแล้ว หลังจากที่ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว แต่มันถูกฝังอยู่ในดีเอ็นเอของเทคโนโลยีตั้งแต่วินาทีแรกที่มันถูกออกแบบ
เส้นทางที่ "ความดี" ไม่ใช่กฎหมายที่ต้องบังคับใช้ด้วยตำรวจ ศาล และเรือนจำ แต่มันคือกฎของฟิสิกส์ที่ไม่สามารถละเมิดได้ เช่นเดียวกับที่คุณไม่สามารถละเมิดกฎของแรงโน้มถ่วงหรือกฎของอุณหพลศาสตร์
เส้นทางที่ "ความเมตตา" ไม่ใช่คุณธรรมที่ต้องปลูกฝังผ่านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม แต่มันคือเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการทำงานของเครื่องจักรทุกชิ้นในอารยธรรม
.
.
.
5.8 การประยุกต์ใช้เพื่อวิวัฒนาการของมนุษย์: จากเครื่องมือสู่การเป็นหนึ่งเดียว
ในปี ค.ศ. 1960 Joseph Licklider นักจิตวิทยาและนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แห่ง MIT ผู้ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการสร้างเครือข่าย ARPANET อันเป็นบรรพบุรุษของอินเทอร์เน็ต
ได้ตีพิมพ์บทความที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในวารสาร IRE Transactions on Human Factors in Electronics (Vol. HFE-1, No. 1, pp. 4-11, March 1960) ภายใต้ชื่อ "Man-Computer Symbiosis"
ลิคคลิเดอร์เสนอแนวคิดที่ล้ำหน้ายุคสมัยของเขาหลายทศวรรษว่า อนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรไม่ควรเป็น "มนุษย์สั่งการ เครื่องจักรทำตาม" แบบที่เกิดขึ้นในโรงงานอุตสาหกรรมหรือในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ยุคแรกที่ใช้บัตรเจาะรูเป็นอินพุต
แต่ควรเป็น "การอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัย" (Symbiosis) ที่มนุษย์และเครื่องจักรทำงานร่วมกันอย่างแนบแน่นเหมือนมดกับเพลี้ยในระบบนิเวศ หรือเหมือนสาหร่ายกับราในไลเคนที่รวมกันเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ที่ไม่ใช่ทั้งสาหร่ายและรา
ลิคคลิเดอร์เขียนประโยคที่กลายเป็นคำทำนายที่แม่นยำอย่างน่าขนลุกในอีกหกสิบปีต่อมา:
"ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สมองของมนุษย์และเครื่องจักรคำนวณจะถูกเชื่อมต่อกันอย่างแนบแน่น และผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงานร่วมกันนี้จะคิดในแบบที่ไม่มีสมองมนุษย์คนใดเคยคิดมาก่อน และจะประมวลผลข้อมูลในแบบที่ไม่มีเครื่องประมวลผลข้อมูลใดที่เรารู้จักในปัจจุบันสามารถทำได้"
หกสิบกว่าปีต่อมา วิสัยทัศน์ของลิคคลิเดอร์กำลังกลายเป็นจริงในรูปแบบของเทคโนโลยี Brain-Computer Interface (BCI) ที่พัฒนาโดยบริษัทอย่าง Neuralink ของ Elon Musk ซึ่งก่อตั้งในปี 2016 และโครงการ NESD (Neural Engineering System Design) ของ DARPA ซึ่งเริ่มต้นในปี 2017 โดยมีเป้าหมายสร้างการเชื่อมต่อระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ที่ความละเอียดระดับเซลล์ประสาทเดี่ยว
ในปี 2020 Neuralink สาธิตการทดลองที่หมูชื่อ Gertrude มีขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์จำนวน 1,024 ชิ้นฝังอยู่ในสมองส่วนคอร์เทกซ์รับความรู้สึก (Somatosensory Cortex) ขั้วไฟฟ้าเหล่านี้สามารถอ่านสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ประสาท การยิงสัญญาณ Action Potential ของนิวรอนหลายร้อยตัว และส่งข้อมูลแบบไร้สายความถี่สูงไปยังคอมพิวเตอร์ภายนอกได้แบบเรียลไทม์
เป้าหมายระยะสั้นของเทคโนโลยีนี้ตามที่ระบุไว้ในเอกสารเผยแพร่ของบริษัทคือการช่วยผู้ป่วยอัมพาตให้สามารถควบคุมแขนกลหรือเคอร์เซอร์คอมพิวเตอร์ด้วยความคิดเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องใช้กล้ามเนื้อใดๆ เลย
แต่เป้าหมายระยะยาวตามที่ Musk กล่าวไว้ในการแถลงข่าวคือการสร้าง "Symbiosis with Artificial Intelligence" ที่มนุษย์สามารถเชื่อมต่อกับ AI ได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านคีย์บอร์ด หน้าจอ หรือแม้แต่ภาษา ไม่ต้องผ่าน "คอขวด" ของการสื่อสารที่เราเรียกว่าการพิมพ์หรือการพูด
แต่แม้เทคโนโลยี BCI ที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบันก็ยังคงเป็นเพียง "ตัวกลาง" (Intermediary) ระหว่างสมองกับเครื่องจักร ขั้วไฟฟ้าของ Neuralink อ่านสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ประสาทและส่งไปยังคอมพิวเตอร์ภายนอกที่แปลสัญญาณเหล่านั้นเป็นคำสั่ง แต่สัญญาณที่อ่านได้นั้นมี "สัญญาณรบกวน" มหาศาล
สมองของมนุษย์มีเซลล์ประสาทประมาณ 86,000 ล้านเซลล์ตามการประมาณของ Azevedo และคณะ (Journal of Comparative Neurology, Vol. 513, pp. 532-541, 2009) แต่ขั้วไฟฟ้า 1,024 ชิ้นสามารถอ่านสัญญาณจากเซลล์ประสาทได้เพียงเศษเสี้ยวของหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด เทียบเท่ากับการพยายามฟังซิมโฟนีของเบโธเฟนผ่านไมโครโฟนที่ได้ยินเพียงเครื่องดนตรีหนึ่งหรือสองชิ้นจากทั้งวงออร์เคสตรา
นี่คือปัญหาพื้นฐานของ "อินเทอร์เฟซ" ทุกรูปแบบ: มันคือ "ตัวกลาง" ที่อยู่ระหว่าง "ผู้ใช้" กับ "เครื่องมือ" และทุกตัวกลางมีการสูญเสียข้อมูลตามทฤษฎีสารสนเทศของ Claude Shannon ไม่มีตัวกลางใดที่สมบูรณ์แบบ ทุกช่องสัญญาณมีความจุจำกัดและมีสัญญาณรบกวน
ชาวอาร์คทูเรียนก้าวข้ามปัญหานี้ด้วยการกำจัด "ตัวกลาง" ออกไปทั้งหมด
ตามที่อภิปรายในหัวข้อ 5.1 และ 5.2 ยาน Athena ไม่มีแผงควบคุมหรือจอแสดงผลใดๆ คันบังคับ แป้นเหยียบ หน้าจอสัมผัส แม้แต่ระบบนำทางด้วยเสียง เพราะยานทั้งลำคือ "ร่างกายที่สอง" ของนักบิน
นักบินไม่ได้ "ควบคุม" ยานผ่านตัวกลางใดๆ แต่นักบิน "เป็น" ยาน ในความหมายเดียวกับที่คุณ "เป็น" ร่างกายของคุณ คุณไม่ต้องกดปุ่มเพื่อให้หัวใจเต้น คุณไม่ต้องออกคำสั่งให้ปอดหายใจ คุณไม่ต้องเปิดสวิตช์เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงาน มันเป็นคุณ มันคือคุณ
▪️จาก Osseointegration สู่ Programmable Matter: ก้าวที่มนุษย์ยังเดินไม่ถึง
แนวคิดเรื่อง "เทคโนโลยีที่สอดประสานกับชีวภาพ" (Biologically Integrated Technology) ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับมนุษย์ ในวงการแพทย์
เราใช้รากเทียมทางทันตกรรมที่ทำจากไทเทเนียมบริสุทธิ์ซึ่งกระดูกขากรรไกรสามารถ "เชื่อมประสาน" ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า Osseointegration ค้นพบโดย Per-Ingvar Brånemark ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชาวสวีเดนในปี 1952 โดยบังเอิญ เมื่อเขาพบว่ากระดูกของกระต่ายทดลองเชื่อมติดกับกระบอกไทเทเนียมที่เขาฝังไว้จนไม่สามารถถอดออกได้โดยไม่ทำให้กระดูกแตก
เราใช้ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Stent) ที่ทำจากโลหะผสมนิทินอล (Nitinol Nickel Titanium Naval Ordnance Laboratory) ซึ่งมีความสามารถในการ "จำรูป" เมื่ออยู่ในอุณหภูมิร่างกาย มันจะขยายตัวจากรูปทรงที่ถูกบีบอัดและค้ำยันหลอดเลือดที่ตีบตันให้เปิดอยู่โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
เราใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ ที่ฝังอยู่ในอกใต้ผิวหนังและส่งสัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ ผ่านสายอิเล็กโทรดที่สอดเข้าไปในหัวใจเพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจให้สม่ำเสมอเมื่อโหนดไซนัส (Sinoatrial Node) ซึ่งเป็นเครื่องกระตุ้นหัวใจตามธรรมชาติทำงานผิดปกติ
เทคโนโลยีเหล่านี้คือ "ไซบอร์ก" ในความหมายพื้นฐานที่สุด: การผสานรวมระหว่างร่างกายชีวภาพกับอุปกรณ์กลไก การใช้ชิ้นส่วนที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่แทนหรือเสริมการทำงานของอวัยวะธรรมชาติ
แต่เทคโนโลยีทั้งหมดนี้ยังคงเป็น "สิ่งแปลกปลอม" ที่ร่างกายยอมรับได้ในระดับหนึ่งแต่ไม่เคย "กลมกลืน" อย่างสมบูรณ์
ร่างกายอาจปฏิเสธรากเทียมไทเทเนียมผ่านปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า Peri-implantitis ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียกระดูกรอบรากเทียม ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดอาจเกิดการตีบซ้ำ (In-Stent Restenosis) จากเนื้อเยื่อแผลเป็นที่งอกคลุมด้านในขดลวดภายในเวลาไม่กี่เดือนถึงไม่กี่ปีหลังการใส่ และเครื่องกระตุ้นหัวใจต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุก 5-10 ปีผ่านการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนตัวเครื่องทั้งหมด
สิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนทำคือการก้าวจาก "การฝังเครื่องจักรในร่างกาย" ไปสู่ "การทำให้ร่างกายและเครื่องจักรเป็นสสารชนิดเดียวกัน"
ร่างกายของชาวอาร์คทูเรียนไม่ใช่เนื้อเยื่อชีวภาพที่ประกอบด้วยเซลล์คาร์บอนที่ห่อหุ้มด้วยเยื่อลิพิด แต่มันคือ "กายแสง" ที่สร้างจากสนามพลาสมอนิกซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปร่าง ความหนาแน่น และคุณสมบัติทางฟิสิกส์ได้ตามเจตจำนงโดยตรง ผ่านการปรับเปลี่ยนภูมิประเทศของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ประกอบเป็นร่างกาย
ยาน Athena ไม่ได้ทำจากโลหะหรือวัสดุผสมแบบที่มนุษย์ใช้สร้างยานอวกาศ อะลูมิเนียมอัลลอยด์ ไทเทเนียม คาร์บอนไฟเบอร์ แต่มันสร้างจาก "สสารที่ตั้งโปรแกรมได้" (Programmable Matter) ชนิดเดียวกับที่ประกอบเป็นกายแสงของชาวอาร์คทูเรียน
มันคือสนามพลาสมอนิกที่ถูกควบคุมด้วยความแม่นยำระดับควอนตัมให้มีรูปร่างและคุณสมบัติที่ต้องการ เช่นเดียวกับที่กายแสงของพวกเขาถูกควบคุมด้วยเจตจำนง
นี่คือเหตุผลที่ "นักบิน" และ "ยาน" ไม่ใช่สองสิ่งที่แยกจากกัน เมื่อนักบินก้าวเข้าไปในยาน Athena ร่างกายของเขาไม่ได้ "เข้าไปนั่งในห้องนักบิน" แบบที่นักบินอวกาศมนุษย์ก้าวเข้าไปในแคปซูลอะพอลโลหรือ Crew Dragon
แต่กายแสงของนักบินจะ "ผสาน" กับสนามพลังงานของยาน กลายเป็นระบบเดียวที่ขยายออกไปครอบคลุมทั้งยาน เหมือนกับการที่จิตสำนึกของคุณแผ่ขยายไปครอบคลุมร่างกายของคุณทั้งหมด
นักบินจะรู้สึกถึง "ปีก" ของยาน แม้ยาน Athena จะไม่มีปีกในความหมายทางอากาศพลศาสตร์ เหมือนกับที่คุณรู้สึกถึงแขนของคุณเองโดยไม่ต้องมอง นักบินจะรับรู้ถึง "ผิว" ของยานที่สัมผัสกับรังสีคอสมิกและลมสุริยะ เหมือนกับที่คุณรับรู้ถึงลมที่พัดบนผิวหนังของคุณ
และเมื่อยานได้รับความเสียหาย หากสนามพลังงานของยานถูกเจาะโดยรังสีแกมมาที่รุนแรงผิดปกติ นักบินจะรู้สึกเจ็บปวดในแบบเดียวกับที่คุณรู้สึกเมื่อถูกมีดบาด เพราะระบบประสาทของยานคือระบบประสาทของนักบิน
.
▪️ห้าขั้นสู่วิวัฒนาการ: การเดินทางที่มนุษย์เพิ่งเริ่มต้น
นี่คือวิสัยทัศน์ที่ลิคคลิเดอร์อาจนึกไม่ถึง การเชื่อมต่อที่ไม่ใช่แค่ Symbiosis แต่คือ Unity แต่เป็นจุดหมายปลายทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของวิวัฒนาการเทคโนโลยีหากอารยธรรมดำรงอยู่รอดนานพอ
ขั้นแรก …เราสร้างเครื่องมือที่ถือด้วยมือ ขวานหิน ค้อน ทวน เครื่องมือที่แยกจากร่างกายโดยสิ้นเชิงและต้องใช้แรงกล้ามเนื้อในการควบคุม
ขั้นที่สอง …เราสร้างเครื่องจักรที่ควบคุมด้วยปุ่มและคันโยก รถจักรไอน้ำ เครื่องทอผ้า เครื่องบิน เครื่องจักรที่ขยายกำลังของมนุษย์แต่ยังคงต้องมีมนุษย์คอยควบคุมทุกการเคลื่อนไหว
ขั้นที่สาม …เราสร้างคอมพิวเตอร์ที่ตอบสนองต่อเสียงและท่าทาง สมาร์ทโฟน ผู้ช่วยเสียง AI เครื่องจักรที่เริ่ม "เข้าใจ" มนุษย์ในระดับผิวเผินแต่ยังคงเป็นสิ่งที่แยกจากเรา
ขั้นที่สี่ …เราสร้างอินเทอร์เฟซที่อ่านสัญญาณสมองโดยตรง Neuralink, NESD เครื่องจักรที่เริ่มเชื่อมต่อกับระบบประสาทของมนุษย์โดยตรง
ขั้นที่ห้า …เรากำจัด "อินเทอร์เฟซ" ออกไปทั้งหมด และทำให้ผู้ใช้กับเครื่องมือเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มี "ผู้ใช้" และ "เครื่องมือ" อีกต่อไป มีเพียง "ความเป็นหนึ่งเดียว" ที่กระทำการในโลก
ชาวอาร์คทูเรียนอยู่ที่ขั้นที่ห้ามาแล้วหลายร้อยล้านปี
สำหรับมนุษยชาติ เส้นทางจากขั้นที่สามไปสู่ขั้นที่ห้าจะต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับ "เทคโนโลยี" ปัจจุบันเรามองว่าเทคโนโลยีคือ "เครื่องมือ" ที่เรา "ใช้" เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง
เราใช้โทรศัพท์เพื่อสื่อสารกับคนที่อยู่ห่างไกล ใช้รถยนต์เพื่อเดินทาง ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อคำนวณ ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเทคโนโลยีเป็น "ผู้ใช้" (User) กับ "เครื่องมือ" (Tool) เสมอ เราจับมันเมื่อต้องการใช้ และวางมันลงเมื่อไม่ต้องการ
แต่ชาวอาร์คทูเรียนไม่ได้ "ใช้" เทคโนโลยีในความหมายนี้ พวกเขา "เป็น" เทคโนโลยี
คริสตัลจิตสำนึกไม่ได้เป็น "เครื่องมือ" ที่พวกเขาใช้ในการเดินทางระหว่างดวงดาว แต่มันคือ "ส่วนขยายของจิตสำนึก" ของพวกเขาเอง เช่นเดียวกับที่สมองของคุณไม่ได้เป็น "เครื่องมือ" ที่คุณใช้ในการคิด แต่มันคือ "คุณ" ในระดับกายภาพ
Chambers of Healing ไม่ได้เป็น "เครื่องจักร" ที่พวกเขาใช้ในการรักษาผู้ป่วย แต่มันคือ "สนามพลังงาน" ที่พวกเขาสร้างขึ้นจากจิตสำนึกของตนเองและปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน
▪️บทส่งท้าย: ภาษาของจักรวาล
นี่คือความหมายของ "ภาษาของจักรวาล" ที่ชาวอาร์คทูเรียนใช้ในการสื่อสารกับร่างกายโดยตรง ภาษานี้ไม่ใช่คำพูดที่เปล่งจากริมฝีปาก ไม่ใช่ตัวอักษรที่เขียนบนกระดาษ ไม่ใช่สมการคณิตศาสตร์ที่จารึกบนกระดานดำ มันคือ "ความถี่" และ "การสั่นสะเทือน" ที่เป็นพื้นฐานของสสารทั้งหมดในเอกภพ
ทุกอะตอมในร่างกายของคุณ ทุกโมเลกุลในเซลล์ ทุกเซลล์ในเนื้อเยื่อ ล้วน "พูด" ภาษานี้อยู่ตลอดเวลา พวกมันสั่นสะเทือนในความถี่ที่เฉพาะเจาะจง และพวกมัน "ฟัง" ความถี่จากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
โรคเกิดขึ้นเมื่อมี "คำผิด" ในบทสนทนานี้ เมื่อความถี่ของเซลล์บางกลุ่มผิดเพี้ยนไปและไม่สอดคล้องกับความถี่ของเซลล์อื่นๆ การเยียวยาคือการ "แก้ไข" คำผิดนั้นและนำบทสนทนากลับสู่ความถูกต้อง ด้วยการส่งความถี่ที่ถูกต้องกลับเข้าไป
และเทคโนโลยีที่แท้จริง ไม่ใช่เครื่องมือที่เราใช้ แต่คือส่วนขยายของสิ่งที่เราเป็น คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถ "อ่าน" และ "เขียน" ภาษานี้ได้อย่างคล่องแคล่ว
เมื่อมนุษย์เรียนรู้ที่จะ "พูด" ภาษาของจักรวาลได้อย่างคล่องแคล่ว เราจะไม่ต้องต่อสู้กับธรรมชาติอีกต่อไป เราจะไม่ต้อง "ฆ่า" เซลล์มะเร็งด้วยรังสีหรือเคมีบำบัด แต่เราจะ "บอก" เซลล์เหล่านั้นให้กลับสู่ความถี่ปกติของมัน
เราจะไม่ต้อง "ต่อต้าน" ความแก่ชราด้วยการปลูกถ่ายอวัยวะหรือฮอร์โมนสังเคราะห์ แต่เราจะ "เตือน" เซลล์ของเราให้จดจำความถี่ของความเยาว์วัย เราจะไม่ต้อง "ต่อสู้" กับโรคระบาดด้วยวัคซีนที่ใช้เวลาหลายเดือนในการพัฒนา แต่เราจะ "ปรับ" ความถี่ของระบบภูมิคุ้มกันให้รู้จักและกำจัดผู้บุกรุกได้ทันที
นี่คือการเปลี่ยนจากการแพทย์ที่ "ต่อต้าน" ธรรมชาติ ไปสู่การแพทย์ที่ "สื่อสาร" กับธรรมชาติ และนี่คือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ชาวอาร์คทูเรียนมีให้แก่มนุษยชาติ
.
.
โฆษณา