ตอนที่ 30 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)
7.3 นัยสำคัญต่อความยั่งยืนของเผ่าพันธุ์มนุษย์
ในปี 2019 ทีมนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จาก University of Rochester นำโดย ศาสตราจารย์ อดัม แฟรงก์ (Adam Frank) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ฟิสิกส์ดาราศาสตร์พลังงานสูง และการค้นหาอารยธรรมนอกโลก ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักคิดชั้นนำของวงการแอสโตรไบโอโลจี
ได้ตีพิมพ์บทความทางวิชาการที่เงียบงันแต่ทรงพลังในวารสาร International Journal of Astrobiology ภายใต้ชื่อที่เต็มไปด้วยนัยยะว่า "The Anthropocene Generalized: Evolution of Exo-Civilizations and Their Planetary Feedbacks"
(The question of whether we have seen other civilizations in the galaxy may not be the right question. The right question is: can most civilizations make it through this transition? And if not, that may be the reason we see no one.)
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพกำลังดำเนินไปในอัตราที่เร็วกว่าการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทั้งห้าครั้งในประวัติศาสตร์โลก (The Big Five Mass Extinctions) ยกเว้นเพียงการสูญพันธุ์ครั้งที่หกที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่าเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์โดยตรง
รายงานของ Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services (IPBES) ซึ่งเทียบเท่ากับ IPCC แต่สำหรับความหลากหลายทางชีวภาพ ตีพิมพ์ในปี 2019
การสะสมของอาวุธนิวเคลียร์ยังคงมีมากพอที่จะทำลายอารยธรรมมนุษย์ทั้งหมดหลายครั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า (Overkill Capacity) แม้จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมดในโลกจะลดลงจากจุดสูงสุดในสงครามเย็นช่วงกลางทศวรรษ 1980 ที่มีมากกว่า 60,000 หัวรบ เหลือประมาณ 12,500 หัวรบในปัจจุบันตามข้อมูลของ Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI)
รายงาน World Happiness Report ซึ่งตีพิมพ์โดย Sustainable Development Solutions Network ขององค์การสหประชาชาติเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2012 ภายใต้การนำของ เจฟฟรีย์ แซคส์ (Jeffrey Sachs) นักเศรษฐศาสตร์การพัฒนาชื่อดังจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย
ใช้ข้อมูลจากการสำรวจของ Gallup World Poll ซึ่งครอบคลุมประชากรตัวอย่างในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก เพื่อวัดระดับความสุขและความพึงพอใจในชีวิตของประชากรโลกด้วยวิธีการทางสถิติที่เข้มงวด
รายงานแสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอตลอดทศวรรษที่ผ่านมาว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสุขมากที่สุดไม่ใช่ GDP ต่อหัว หรือขนาดของกองทัพ หรือปริมาณทรัพยากรธรรมชาติที่ครอบครอง
หากแต่คือความแข็งแกร่งของเครือข่ายทางสังคม (Social Support Networks) ระดับของความไว้วางใจระหว่างบุคคลในสังคม (Interpersonal Trust)
ความรู้สึกว่ามีอิสระในการตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง (Perceived Freedom to Make Life Choices) และความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่แสดงออกผ่านการบริจาคและการช่วยเหลือผู้อื่น (Generosity)
การสำรวจของ Pew Research Center ในปี 2020 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของประชากรใน 14 ประเทศทั่วโลกที่มีระบบการเมืองและระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างหลากหลาย
พบว่าคนรุ่นใหม่ Gen Z (เกิดระหว่างปี 1997-2012) และ Millennials (เกิดระหว่างปี 1981-1996) ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเท่าเทียมทางเชื้อชาติและเพศ สิทธิของกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+ Rights) และการเข้าถึงบริการการรักษาสุขภาพจิต มากกว่าการสะสมความมั่งคั่งส่วนบุคคลหรือการมีอำนาจทางทหารที่เข้มแข็ง
เบื้องหลังของทั้งหมดนี้คือ กฎแห่งเจตจำนงเสรี (The Law of Free Will) ซึ่งชาวอาร์คทูเรียนและอารยธรรมขั้นสูงอื่นๆ ในสมาพันธ์กาแล็กซียึดถืออย่างเคร่งครัดในฐานะหลักการพื้นฐานที่ไม่สามารถต่อรองได้ในการปฏิสัมพันธ์กับอารยธรรมที่กำลังพัฒนาใด ๆ