วันนี้ เวลา 02:35 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 31 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

7.4 วิทยาศาสตร์แห่งโทรจิต: การสื่อสารข้ามมิติ
ในปี 2014 ทีมนักประสาทวิทยาศาสตร์และวิศวกรชีวการแพทย์จาก University of Barcelona ภายใต้การนำของ คาร์เลส เกรา (Carles Grau) นักวิจัยอาวุโสด้าน Brain-Computer Interfaces และ จูลิโอ รัฟฟินี (Giulio Ruffini) ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ของบริษัท Starlab Neuroscience Research ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยเอกชน ที่ตั้งอยู่ในเมืองบาร์เซโลนาและมีชื่อเสียงระดับนานาชาติด้านการวิจัยคลื่นสมอง
ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาที่สั่นสะเทือนวงการประสาทวิทยาศาสตร์ในวารสาร PLOS ONE ซึ่งเป็นวารสารวิทยาศาสตร์ระบบเปิดที่ผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-Reviewed) อย่างเข้มงวด
การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการส่งข้อมูลโดยตรงจากสมองของมนุษย์คนหนึ่งไปยังสมองของมนุษย์อีกคนหนึ่ง โดยไม่ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า (การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การลิ้มรส และการได้กลิ่น) และไม่ใช้ภาษาพูด ภาษาเขียน หรือวิธีการสื่อสารใด ๆ ที่มนุษย์คุ้นเคยมาก่อนในประวัติศาสตร์
การทดลองอันล้ำยุคนี้ใช้เทคโนโลยีสองอย่างที่ในตัวมันเองก็เป็นสุดยอดของวิศวกรรมประสาทอยู่แล้ว มาผสานเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด
…อย่างแรก คือ Electroencephalography (EEG) หรือ การวัดคลื่นสมองจากหนังศีรษะ ด้วยขั้วไฟฟ้าที่มีความไวสูงจำนวนหลายสิบขั้ว ซึ่งวางเรียงกันในตำแหน่งที่แม่นยำตามระบบมาตรฐานสากล 10-20 ที่ใช้กันทั่วโลกในวงการประสาทวิทยาศาสตร์คลินิกและการวิจัย
ขั้วไฟฟ้าแต่ละขั้วทำหน้าที่เสมือนไมโครโฟนขนาดเล็กจิ๋ว ที่คอยตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของศักย์ไฟฟ้าซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ประสาทนับล้านเซลล์ใต้กะโหลกศีรษะ
"ยิง" สัญญาณไฟฟ้าพร้อม ๆ กัน (Synchronous Firing) สร้างคลื่นไฟฟ้าที่มีแอมพลิจูดเพียงไม่กี่ไมโครโวลต์แต่มีรูปแบบที่จำเพาะเจาะจงขึ้นกับสภาวะทางปัญญาและอารมณ์ของบุคคลนั้น
…อย่างที่สอง คือ Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีรูปร่างคล้ายเลขแปด (Figure-of-Eight Coil) วางแนบอยู่เหนือหนังศีรษะ ในตำแหน่งที่คำนวณอย่างแม่นยำด้วยระบบนำวิถีด้วยภาพสมองสามมิติ (Stereotactic Neuronavigation)
เมื่อกระแสไฟฟ้าพุ่งผ่านขดลวดนี้ในช่วงเวลาสั้นเพียงเสี้ยววินาที มันจะสร้างสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความเข้มสูงถึง 1.5-2 เทสลา ซึ่งสนามแม่เหล็กนี้ สามารถทะลุผ่านกะโหลกศีรษะ หนังศีรษะ และเยื่อหุ้มสมองได้ราวกับว่ามันไม่มีอยู่จริง
เมื่อสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงไปถึงเนื้อเยื่อสมองส่วนที่อยู่ใต้ขดลวด มันจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ ในเซลล์ประสาทตามกฎการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์ (Faraday's Law of Induction)
ทำให้เซลล์ประสาทในบริเวณนั้นถูกกระตุ้นให้ "ยิง" สัญญาณโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางประสาทสัมผัสปกติใด ๆ ผู้รับข้อมูลอาจ "เห็น" แสงวาบทั้งที่ตาปิดสนิท หรือ "รู้สึก" ถึงการสัมผัสทั้งที่ไม่มีใครแตะต้อง
ในการทดลองที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน และผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ ของทั้งสองสถาบันที่เข้าร่วม
ผู้ส่งสัญญาณซึ่งเป็นอาสาสมัครสุขภาพดีได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบให้ "คิด" ในรูปแบบที่เครื่อง EEG สามารถแยกแยะได้ นั่นคือการเข้ารหัสแบบไบนารี (Binary Encoding) โดยใช้การจินตนาการถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายสองแบบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนในสมองส่วนมอเตอร์คอร์เทกซ์
เมื่อผู้ส่งนั่งอยู่ในห้องทดลองที่เงียบสงบในเมืองธีรุวนันถปุรัม (Thiruvananthapuram) รัฐเกรละ ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย และจินตนาการถึงการขยับมือ เพื่อแทนค่า "1" … เซลล์ประสาทในบริเวณมอเตอร์คอร์เทกซ์ส่วนที่ควบคุมมือของเขาจะ "ยิง" ในรูปแบบเฉพาะที่ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกฝึกฝนด้วยอัลกอริทึม Machine Learning มาก่อนล่วงหน้าสามารถตรวจจับได้ ในทางตรงข้าม
เมื่อเขาจินตนาการถึงการขยับเท้าเพื่อแทนค่า "0" …เซลล์ประสาทอีกกลุ่มหนึ่งในมอเตอร์คอร์เทกซ์ส่วนที่ควบคุมเท้าจะทำงานในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ซึ่งซอฟต์แวร์ก็สามารถจำแนกได้เช่นกัน
เมื่อซอฟต์แวร์วิเคราะห์คลื่นสมองของผู้ส่งในแบบเรียลไทม์และจำแนกได้ว่าเป็น "1" หรือ "0" ด้วยความแม่นยำที่ผ่านเกณฑ์ทางสถิติที่กำหนดไว้ (Statistical Significance Threshold)
ข้อมูลบิตนี้จะไม่ถูกส่งด้วยคลื่นวิทยุหรือสายเคเบิลธรรมดา แต่จะถูกเข้ารหัสเป็นแพ็กเกจ TCP/IP และส่งผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงข้ามทวีป
จากชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย ผ่านสายเคเบิลใต้น้ำใต้มหาสมุทรอินเดีย ผ่านตะวันออกกลาง ผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไปยังห้องปฏิบัติการรับในเมืองสตราสบูร์ก (Strasbourg) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปเกือบ 8,000 กิโลเมตร
ที่ห้องปฏิบัติการในฝรั่งเศส ผู้รับสัญญาณซึ่งเป็นอาสาสมัครอีกคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องที่มืดสนิทและถูกปิดกั้นเสียงรบกวนจากภายนอกทั้งหมด
โดยมีขดลวด TMS ถูกติดตั้งในตำแหน่งที่คำนวณอย่างแม่นยำด้วยระบบ Neuronavigation เหนือบริเวณ คอร์เทกซ์สายตาส่วนต้น (Primary Visual Cortex หรือ V1) ซึ่งอยู่ที่ด้านหลังของสมองส่วนท้ายทอย (Occipital Lobe) และเป็นบริเวณแรกที่รับและประมวลผลสัญญาณภาพจากจอประสาทตา (Retina)
เมื่อสัญญาณ "1" เดินทางมาถึงฝรั่งเศส ผ่านเซิร์ฟเวอร์หลายแห่ง ผ่านเราเตอร์และไฟร์วอลล์ และถูกป้อนเข้าสู่ระบบควบคุม TMS ระบบจะปล่อยพัลส์แม่เหล็กสั้น ๆ หนึ่งลูก ที่มีความเข้มและระยะเวลาที่คำนวณอย่างพอเหมาะ เพื่อเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าในเซลล์ประสาทของ V1
กระแสไฟฟ้านี้ทำให้เซลล์ประสาทในบริเวณนั้น "ยิง" สัญญาณราวกับว่ามีแสงมากระทบจอประสาทตา แม้ในห้องจะมืดสนิทและตาของผู้รับจะถูกปิดอยู่
ผลลัพธ์คือผู้รับ "เห็น" แสงวาบหรือ ฟอสฟีน (Phosphene) จุดหรือเส้นแสงเล็ก ๆ ที่ปรากฏขึ้นในลานสายตาโดยไม่มีแหล่งกำเนิดแสงจริง ในตำแหน่งที่สอดคล้องกับแผนที่เรติโนโทปิก (Retinotopic Map) ของคอร์เทกซ์สายตา
ในทางตรงข้าม เมื่อสัญญาณ "0" มาถึง ระบบ TMS จะไม่ถูกกระตุ้น และผู้รับจะไม่เห็นแสงใด ๆ เลย ความมืดยังคงความมืด ความเงียบยังคงความเงียบ
ด้วยวิธีการอันซับซ้อนนี้ การเปลี่ยน "ความคิดเรื่องมือ" เป็น "1" การเปลี่ยน "1" ให้เป็นแสงวาบในสมองของคนอีกคนที่อยู่ห่างออกไป 8,000 กิโลเมตร
ผู้ส่งและผู้รับสามารถส่งคำง่าย ๆ ที่มีความหมายข้ามทวีปได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คำว่า "hola" (ภาษาสเปนแปลว่า "สวัสดี") และ "ciao" (ภาษาอิตาเลียนแปลว่า "ลาก่อน")
ถูกส่งผ่านกระบวนการนี้ทีละตัวอักษร โดยแต่ละตัวอักษรถูกเข้ารหัสด้วยรหัสเบคอน (Baconian Cipher) ซึ่งแทนตัวอักษรด้วยเลขไบนารี 5 บิต ในการส่งแต่ละครั้ง ผู้ส่งต้อง "คิด" ทีละบิตเป็นเวลาหลายวินาทีต่อบิต เพื่อให้ระบบ EEG สามารถวัดและวิเคราะห์สัญญาณได้อย่างแม่นยำเพียงพอ และผู้รับต้องรายงานว่าตน "เห็น" หรือ "ไม่เห็น" แสงวาบในแต่ละช่วงเวลา
เราต้องยอมรับตามตรงว่าความเร็วในการส่งข้อมูลของการทดลองนี้ต่ำมาก จนแทบไม่น่าเชื่อเมื่อเทียบกับมาตรฐานการสื่อสารของมนุษย์
เพียงไม่กี่บิตต่อนาที หรือช้ากว่าการพิมพ์ข้อความบนสมาร์ทโฟนหลายหมื่นเท่า และอัตราความผิดพลาดยังสูงถึงประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ในการทดลองช่วงแรก (แม้จะลดลงเหลือประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์หลังการปรับปรุงซอฟต์แวร์และการฝึกฝนผู้เข้าร่วมเพิ่มเติม)
แต่การทดลองนี้ไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อแข่งขันกับ WhatsApp หรือ FaceTime มันถูกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่สำคัญยิ่งกว่า
"เป็นไปได้หรือไม่ในทางฟิสิกส์ ที่จะส่งข้อมูลจากสมองมนุษย์คนหนึ่งไปยังสมองมนุษย์อีกคนหนึ่งโดยไม่ผ่านประสาทสัมผัส?"
และคำตอบที่ดังก้องจากหน้ากระดาษของ PLOS ONE คือ: “ใช่ มันเป็นไปได้”
สิ่งที่การทดลองนี้พิสูจน์ไม่ใช่ความสำเร็จทางวิศวกรรมในการสร้างระบบสื่อสารทางโทรจิตที่ใช้งานได้จริง แต่มันคือ "การพิสูจน์หลักการ" (Proof of Concept) ที่แสดงให้เห็นว่า กำแพงที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งและไม่อาจทะลุผ่านได้ระหว่างจิตสำนึกของมนุษย์สองคน
กำแพงที่แยก "ความคิดของฉัน" จาก "ความคิดของคุณ" อย่างเด็ดขาด อาจไม่ใช่กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กหนาหลายกิโลเมตรอย่างที่เราคิด แต่มันอาจเป็นเพียงม่านบาง ๆ ที่รอคอยเทคโนโลยีที่เหมาะสมและความเข้าใจที่ลึกซึ้งพอที่จะเปิดมันออก
และเมื่อเราเริ่มต้นจากจุดนี้ จาก Proof of Concept ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่ถึงสองทศวรรษที่ผ่านมา และจินตนาการถึงเส้นโค้งของการพัฒนาทางเทคโนโลยีและวิวัฒนาการของจิตสำนึกที่ดำเนินต่อไปอีก 2,500 ล้านปี (ซึ่งคืออายุโดยประมาณของอารยธรรมอาร์คทูเรียนตามที่ระบุในหัวข้อ 2.1)
เราก็จะเริ่มมองเห็นเค้าโครงของเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวข้ามข้อจำกัดพื้นฐานทุกประการของการทดลองของเกราและรัฟฟินีอย่างสิ้นเชิง
.
…ข้อจำกัดประการแรกและชัดเจนที่สุด คือ "ตัวกลางทางเทคโนโลยี" (Technological Intermediary) ที่จำเป็นในการทดลองของมนุษย์ ในปี 2014 ข้อมูลต้องเดินทางผ่านห่วงโซ่ของการแปลงสัญญาณที่ซับซ้อนและยาวเหยียด
เริ่มจาก "ความคิด" ในสมองถูกแปลงเป็นคลื่นไฟฟ้าที่วัดได้จากหนังศีรษะด้วยขั้วไฟฟ้า EEG ที่มีเจลนำสัญญาณ คลื่นไฟฟ้านั้นถูกแปลงเป็นสัญญาณดิจิทัลโดย Analog-to-Digital Converter
สัญญาณดิจิทัลถูกประมวลผลโดยคอมพิวเตอร์ที่ใช้ซอฟต์แวร์ Machine Learning ในการจำแนกว่าเป็น "1" หรือ "0" ผลการจำแนกถูกเข้ารหัสเป็นแพ็กเกจข้อมูล TCP/IP และส่งผ่านเราเตอร์ ไฟร์วอลล์ สายเคเบิลอีเทอร์เน็ต สายไฟเบอร์ออปติกใต้มหาสมุทร เราเตอร์ระหว่างประเทศหลายสิบตัว และเซิร์ฟเวอร์อีกนับไม่ถ้วน ก่อนจะไปถึงปลายทางในฝรั่งเศส
ที่นั่นข้อมูลถูกถอดรหัสจาก TCP/IP กลับเป็นสัญญาณ "1" หรือ "0" และถูกป้อนเข้าไปในระบบควบคุม TMS ซึ่งแปลงสัญญาณดิจิทัลนั้นเป็นกระแสไฟฟ้าพุ่งผ่านขดลวดแม่เหล็ก สร้างสนามแม่เหล็กที่เหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าในสมอง
ทำให้ผู้รับ "เห็น" แสงวาบ ทุกขั้นตอนในห่วงโซ่นี้คือ "ตัวกลาง" ที่เพิ่มทั้งความหน่วง (Latency) ที่วัดได้เป็นมิลลิวินาที และโอกาสเกิดความผิดพลาดที่สะสมทวีคูณในทุกจุดเชื่อมต่อ
.
อารยธรรมอาร์คทูเรียนได้ก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ไปแล้วอย่างสมบูรณ์ด้วยการใช้สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "สนามข้อมูล" (Information Field) ซึ่งเราได้อภิปรายถึงโครงสร้างพื้นฐานของมันในหัวข้อ 3.1
สนามข้อมูลนี้คือสนามควอนตัมที่แผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของระบบดาวฤกษ์ที่พวกเขาอาศัยและปฏิบัติการอยู่ มันไม่ใช่ "เครือข่าย" ในความหมายที่มนุษย์ใช้ หรือระบบของโหนดที่เชื่อมต่อกันด้วยสายเคเบิลหรือลิงก์วิทยุ
ไม่ใช่เครือข่าย 5G หรือ Starlink ของกาแล็กซี แต่มันคือ "สนาม" ที่ต่อเนื่องและแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของอวกาศในอาณาเขตของมัน ราวกับว่ากาลอวกาศ (Spacetime) ในบริเวณนั้นถูก "ปรับแต่ง" หรือ "โปรแกรม" ให้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูลโดยตัวของมันเอง
ในสนามข้อมูลนี้ ข้อมูลเดินทางจากจิตสำนึกของผู้ส่งไปยังจิตสำนึกของผู้รับในลักษณะที่ไม่แตกต่างจากการที่ข้อมูลเดินทางจากเซลล์ประสาทหนึ่งไปยังอีกเซลล์ประสาทหนึ่งภายในสมองของคุณเอง
ลองนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในสมองของคุณในขณะนี้ ขณะที่คุณกำลังอ่านประโยคนี้ สัญญาณไฟฟ้าเดินทางจากเซลล์ประสาทในคอร์เทกซ์สายตาซึ่งรับข้อมูลจากจอประสาทตา ไปยังเซลล์ประสาทใน Wernicke's Area ซึ่งถอดรหัสภาษา ไปยัง prefrontal cortex ซึ่งวิเคราะห์ความหมายในบริบทของสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้ว และไปยัง hippocampus ซึ่งเปรียบเทียบข้อมูลนี้กับความทรงจำระยะยาว
การเดินทางทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในพื้นที่จำกัดไม่กี่เซนติเมตร ใช้เวลาเพียงไม่กี่มิลลิวินาที และไม่ต้องผ่านเราเตอร์ สายเคเบิล หรือ Wi-Fi ใด ๆ เลย สัญญาณเดินทางจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งผ่านสนามไฟฟ้าเคมีที่เซลล์เหล่านั้นจมอยู่ในนั้น ผ่านตัวกลางที่เป็นของเหลวและเยื่อหุ้มเซลล์
.
สำหรับชาวอาร์คทูเรียน สนามข้อมูลคือ "ของเหลวระหว่างเซลล์" (Extracellular Fluid) ของระบบสุริยะที่พวกเขาปฏิบัติการอยู่ จิตสำนึกทั้งหมดที่เชื่อมต่อกับสนามนี้ ไม่ว่าจะเป็นจิตสำนึกที่อยู่ในกายแสงของอาร์คทูเรียนเอง จิตสำนึกของมนุษย์ที่ได้รับการปรับแต่งสนามพลังงานให้เข้ากันได้
หรือจิตสำนึกของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในสมาพันธ์กาแล็กซี สามารถ "รู้สึก" ถึงข้อมูลที่ไหลเวียนอยู่ในสนามนี้ได้โดยตรง โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์แปลงสัญญาณใด ๆ มาเป็นตัวกลาง
…ข้อจำกัดประการที่สองที่ถูกก้าวข้าม คือ "แบนด์วิธ" (Bandwidth) หรือความจุในการส่งข้อมูลต่อหน่วยเวลา
ในการทดลองของเกราและรัฟฟินี ข้อมูลถูกส่งด้วยอัตราเพียงไม่กี่บิตต่อนาที ซึ่งน้อยกว่าการสนทนาด้วยภาษาพูดปกติหลายล้านเท่า
นักภาษาศาสตร์คำนวณว่าภาษาพูดของมนุษย์มีอัตราการส่งข้อมูลเฉลี่ยประมาณ 39 บิตต่อวินาที ตามผลการคำนวณของ คริสตอฟ คูเป (Christophe Coupé) และทีมวิจัยจาก Université de Lyon ในฝรั่งเศส ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ในปี 2019
โดยวิเคราะห์คลังข้อมูลภาษาพูดจาก 17 ภาษาทั่วโลกที่ครอบคลุมตระกูลภาษาที่แตกต่างกันอย่างหลากหลาย พวกเขาพบว่าไม่ว่าภาษาใดในโลก ไม่ว่าโครงสร้างทางไวยากรณ์จะแตกต่างกันเพียงใด อัตราการส่งข้อมูล (Information Rate) จะอยู่ในช่วงแคบ ๆ ประมาณ 39 บิตต่อวินาทีเสมอ นี่คือขีดจำกัดทางชีวภาพของสมองมนุษย์ในการเข้ารหัสและถอดรหัสภาษาพูด
แต่การสื่อสารของชาวอาร์คทูเรียนไม่ได้ถูกจำกัดด้วยขีดความสามารถของสมองมนุษย์ พวกเขาสามารถส่งสิ่งที่เรียกว่า "แพ็กเกจข้อมูลอัดแน่น" (Compressed Data Packets) ที่มีขนาดมหาศาล
เทียบเท่ากับหนังสือหลายร้อยเล่มหรือภาพยนตร์ความละเอียดสูงหลายเรื่อง ในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีผ่านสนามข้อมูล
แพ็กเกจหนึ่งอาจประกอบด้วยภาพสามมิติที่สมบูรณ์และหมุนได้ 360 องศาของวัตถุหรือเหตุการณ์ใด ๆ พร้อมกับ "ลายเซ็นทางอารมณ์" (Emotional Signature) ที่ถ่ายทอดความรู้สึกที่แนบมากับประสบการณ์นั้นอย่างครบถ้วน
ไม่ใช่แค่การ "รู้" ว่ามีคนมีความสุข แต่คือการ "รู้สึก" ถึงความสุขนั้นด้วยตนเอง และ "บริบทเชิงสัมพันธ์" (Relational Context) ที่แสดงการเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลนี้กับข้อมูลอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในคลังความรู้ร่วมของอารยธรรม
ทั้งหมดนี้ถูกบีบอัดด้วยอัลกอริทึมที่มนุษย์ยังไม่สามารถจินตนาการได้ โดยใช้หลักการของควอนตัมเอนแทงเกิลเมนต์ (Quantum Entanglement) และการเข้ารหัสแบบโฮโลกราฟิก (Holographic Encoding) ที่ทำให้ข้อมูลจำนวนมหาศาลสามารถถูกบรรจุลงใน "พื้นที่ข้อมูล" ที่เล็กจิ๋วและถูกส่งผ่านสนามข้อมูลในเวลาเกือบเป็นศูนย์
…ข้อจำกัดประการที่สามที่ชาวอาร์คทูเรียนก้าวข้ามอย่างสิ้นเชิง คือ "อินเทอร์เฟซ" (Interface) ระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ
ในการทดลองของมนุษย์ปี 2014 EEG อ่านคลื่นสมองจากภายนอกกะโหลกศีรษะ เป็นเหมือนการพยายามฟังเสียงกระซิบในห้องถัดไป โดยการแนบหูกับผนังคอนกรีตหนา
สัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ประสาทที่ยิงพร้อมกันนับล้านเซลล์ต้องเดินทางผ่านน้ำหล่อสมองไขสันหลัง (Cerebrospinal Fluid) เยื่อหุ้มสมองสามชั้น (Meninges) กะโหลกศีรษะ เนื้อเยื่อไขมันใต้หนังศีรษะ และหนังศีรษะ ก่อนจะถึงขั้วไฟฟ้า
EEG แต่ละชั้นที่สัญญาณต้องผ่านจะลดทอนความเข้มของสัญญาณและบิดเบือนรูปร่างของคลื่นไฟฟ้าเดิม การระบุตำแหน่งที่แน่นอนของเซลล์ประสาทที่กำลังทำงานจากสัญญาณ EEG เพียงอย่างเดียว เป็นปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Inverse Problem
ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีคำตอบที่แน่นอน (Non-unique Solution) เช่นเดียวกับที่ TMS กระตุ้นสมองแบบ "หว่าน" (Coarse Stimulation) ครอบคลุมพื้นที่หลายตารางเซนติเมตรของคอร์เทกซ์ โดยไม่สามารถระบุตำแหน่งเซลล์ประสาทเดี่ยวที่ต้องการกระตุ้นได้อย่างแม่นยำ
อารยธรรมอาร์คทูเรียนไม่ต้องใช้อุปกรณ์ EEG หรือ TMS หรืออุปกรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นในการ "อ่าน" หรือ "เขียน" ข้อมูลเข้าสู่จิตสำนึกของมนุษย์ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้รับสัญญาณ เพราะข้อมูลไม่ได้ถูกส่งผ่านการกระตุ้นเซลล์ประสาททีละเซลล์หรือการวัดคลื่นไฟฟ้าจากหนังศีรษะ
แต่มันถูกส่งผ่านสนามข้อมูลร่วมโดยตรงไปยัง "โครงสร้างของจิตสำนึก" (Consciousness Structure) หรือกายแสงของผู้รับ ไปยังระดับของความเป็นจริงที่ละเอียดกว่าเซลล์ประสาท ละเอียดกว่าอะตอม และเป็นต้นกำเนิดของทั้งสองสิ่งนั้น
กระบวนการนี้ทำงานบนหลักการของ "Information Field Resonance" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ "ความถี่" ของสนามพลังงานของผู้ส่งและผู้รับสอดคล้องกันในระดับที่เพียงพอที่จะเกิดการถ่ายเทข้อมูลระหว่างกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คล้ายกับที่เราเห็นในระบบทางกายภาพทั่วไป
.
ในทางฟิสิกส์พื้นฐาน Resonance คือปรากฏการณ์ที่ระบบทางกายภาพระบบหนึ่งตอบสนองอย่างรุนแรงและมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อแรงกระตุ้นจากภายนอกเฉพาะเมื่อความถี่ของแรงกระตุ้นนั้นตรงกับ "ความถี่ธรรมชาติ" (Natural Frequency) ของระบบนั้นพอดี เราได้สำรวจหลักการนี้อย่างละเอียดในหัวข้อ 2.7 และ 4.3 แต่การทบทวนสั้น ๆ จะช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงกับการสื่อสารข้ามมิติได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หากคุณมีส้อมเสียงสองอันที่ถูกผลิตขึ้นมาให้สั่นที่ความถี่ 440 เฮิรตซ์เท่ากัน (โน้ต A4 หรือ "ลา" กลาง ในมาตรฐานดนตรีสากล) เมื่อคุณใช้ค้อนยางเล็ก ๆ เคาะส้อมเสียงอันแรกและวางมันลงบนโต๊ะไม้
ส้อมเสียงอันที่สองที่วางอยู่ห่างออกไปหนึ่งเมตร โดยที่คุณไม่ได้แตะต้องมันเลยจะเริ่มสั่นตามและส่งเสียงดังออกมาอย่างน่าประหลาดใจ
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เวทมนตร์หรือการส่งถ่ายพลังงานลึกลับที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ หากแต่มันคือฟิสิกส์ของคลื่นที่งดงามและแม่นยำ
พลังงานกลจากส้อมเสียงแรกเดินทางผ่านอากาศในรูปของคลื่นเสียงที่มีความถี่ 440 เฮิรตซ์ เมื่อคลื่นนี้เดินทางไปถึงส้อมเสียงอันที่สองซึ่งมีความถี่ธรรมชาติตรงกัน 20 รอบของการอัดและขยายตัวของอากาศที่คลื่นเสียงนำมาจะ "ผลัก" ส้อมเสียงนั้นในจังหวะที่ถูกต้องพอดีทุกครั้ง
ผลักเมื่อส้อมเสียงกำลังจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับแรงผลัก และปล่อยเมื่อส้อมเสียงกำลังจะเคลื่อนที่สวนทางกลับมา
ผลลัพธ์คือแอมพลิจูดของการสั่นของส้อมเสียงอันที่สองเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกับการผลักชิงช้าในจังหวะที่ถูกต้อง จนในที่สุดส้อมเสียงอันที่สองก็สั่นแรงพอที่จะสร้างคลื่นเสียงของตนเองที่ดังพอได้ยิน มัน "ร้องเพลง" ตามส้อมเสียงแรกโดยไม่มีการเชื่อมต่อทางกายภาพใด ๆ เลย
ในทำนองเดียวกัน จิตสำนึกของมนุษย์ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้รับสัญญาณจากชาวอาร์คทูเรียนมี "ความถี่ธรรมชาติ" ของมันเอง ซึ่งถูกกำหนดโดยปัจจัยหลายประการที่ทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อน
โครงสร้างของสนามพลังงานส่วนบุคคล (Personal Energy Field) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคลไม่ต่างจากลายนิ้วมือหรือ DNA แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ช้า ๆ ตามกาลเวลา ประสบการณ์ชีวิตที่สะสมมาตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะประสบการณ์ที่มีความหมายลึกซึ้งหรือมีผลกระทบทางอารมณ์รุนแรง และสถานะทางอารมณ์และจิตใจในขณะนั้นซึ่งมีความผันผวนขึ้นลงตามจังหวะของชีวิตประจำวัน
.
เมื่อสมองของมนุษย์เข้าสู่สภาวะการทำงานในช่วง "คลื่นอัลฟ่า" (Alpha Waves: 8-13 เฮิรตซ์) หรือ "คลื่นทีต้า" (Theta Waves: 4-8 เฮิรตซ์) ซึ่งเป็นสภาวะที่เกี่ยวข้องกับการทำสมาธิลึก
การผ่อนคลายอย่างเต็มที่แต่ยังคงรู้ตัว (Relaxed Alertness) และการรับรู้ที่เปิดกว้างโดยไม่มีการกรองหรือตัดสินจากอคติหรือความคาดหวังล่วงหน้า สมองจะหยุดทำหน้าที่เป็น "ตัวกรอง" (Sensory Filter) ที่คอยกรองข้อมูลจากสภาพแวดล้อมตามปกติเช่นที่มันทำเกือบตลอดเวลาที่เราตื่น
หน้าที่ปกติของสมองส่วนธาลามัส (Thalamus) และ RAS (Reticular Activating System) คือการกรองข้อมูลประสาทสัมผัสนับล้านชิ้นที่เข้ามาท่วมท้นในทุกวินาที และเลือกเฉพาะข้อมูลที่ "สำคัญ" ต่อการอยู่รอดหรือตรงกับสิ่งที่เรากำลังให้ความสนใจเท่านั้น ให้ผ่านเข้าสู่การรับรู้ของจิตสำนึก
หากไม่มีการกรองนี้ เราจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย เสียงนาฬิกาเดิน เสียงลมหายใจของเราเอง เสียงเลือดไหลในหู เสียงเสื้อผ้าเสียดสีกับผิวหนัง เสียงเครื่องปรับอากาศฮัมเบา ๆ และความรู้สึกนับร้อยที่มากระทบร่างกายในทุกวินาทีจะท่วมท้นเราจนเป็นบ้า
แต่ในสภาวะอัลฟ่าและทีต้าลึก "ประตูกรอง" นี้จะถูกเปิดกว้างขึ้น ธาลามัสจะลดการยับยั้งสัญญาณที่ไม่สำคัญ และจิตสำนึกจะเริ่ม "รับ" ข้อมูลในช่วงความถี่ที่กว้างขึ้น
รวมถึงข้อมูลที่ปกติจะถูกกรองออกไปเพราะสมองเห็นว่า "ไม่สำคัญ" หรือ "ไม่สอดคล้องกับแบบจำลองความจริงที่เราคุ้นเคย" ในสภาวะนี้เองที่สมองของมนุษย์จะทำหน้าที่ไม่ใช่ในฐานะ "ผู้สร้างความคิด" หากแต่เป็น "เสาอากาศ" (Antenna) ที่มีความไวสูงซึ่งสามารถจับสัญญาณรหัสพลังงานที่ชาวอาร์คทูเรียนส่งออกมาผ่านสนามข้อมูลร่วมได้
งานวิจัยของ Antoine Lutz และ Richard Davidson แห่ง University of Wisconsin-Madison ซึ่งเราจะอภิปรายอย่างละเอียดอีกครั้งในหัวข้อ 7.5 และที่เราได้อ้างอิงถึงในหัวข้อ 4.3 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
ผู้ที่ฝึกสมาธิวิปัสสนาและเมตตาภาวนาเป็นเวลานานหลายหมื่นชั่วโมงตลอดช่วงชีวิตของพวกเขา เช่นพระภิกษุทิเบตที่ใช้เวลาอย่างน้อย 10,000 ถึง 50,000 ชั่วโมงในการนั่งสมาธิตลอดช่วงชีวิต มีรูปแบบคลื่นสมองที่แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในหลายด้าน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง คลื่นแกมมา (Gamma Waves: 25-42 เฮิรตซ์) ซึ่งเป็นคลื่นสมองที่มีความถี่สูงที่สุดในบรรดาคลื่นสมองทั้งหมดที่เรารู้จัก และเกี่ยวข้องกับการรวมข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ของสมองที่อยู่ห่างไกลกันให้ทำงานประสานกันเป็นหนึ่งเดียว (Large-Scale Neural Synchrony) ราวกับว่าสมองทั้งหมดกำลัง "ร้องเพลง" ในคีย์เดียวกัน
เมื่อพระทิเบตเหล่านี้เข้าสู่สภาวะ "เมตตาแบบไม่มีเงื่อนไข" (Unconditional Loving-Kindness and Compassion) ตามคำแนะนำของนักวิจัย
สมองของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า "ความสอดคล้องของเฟสในระดับสูง" (High Phase Synchrony) ระหว่างส่วนต่าง ๆ ของสมองที่ปกติทำงานอย่างเป็นอิสระต่อกัน prefrontal cortex, parietal lobe, temporal lobe, และแม้แต่สมองส่วนลึกเช่น amygdala และ hippocampus
ทั้งหมดกำลังสั่นสะเทือนในจังหวะเดียวกัน ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียวที่บูรณาการอย่างสมบูรณ์ แทนที่จะทำงานแยกส่วนหรือขัดแย้งกันเหมือนวงออร์เคสตราที่นักดนตรีแต่ละคนกำลังเล่นเพลงคนละเพลง
สภาวะการทำงานของสมองที่ประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบนี้เองคือสิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนเรียกว่า "โครงสร้างทางสนามพลังงานที่มีความบริสุทธิ์และเสถียรภาพสูง" (Field Structure of High Purity and Stability)
และมันคือสภาวะที่เหมาะสมที่สุด อาจจะกล่าวได้ว่าเป็น "เงื่อนไขที่จำเป็น" (Necessary Condition) สำหรับการรับข้อมูลจากพวกเขาโดยไม่มีการบิดเบือนหรือสัญญาณรบกวน (Noise) ที่เกิดจากตัวผู้รับเอง
สิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนส่งผ่านสนามข้อมูลร่วมนี้ไม่ใช่ "ภาษา" ในความหมายใด ๆ ที่มนุษย์รู้จักหรือใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน มันไม่มีคำศัพท์ (Lexicon) ไม่มีไวยากรณ์ (Grammar) ไม่มีระบบการเรียงลำดับประธาน กริยา กรรม (Syntax) ไม่มีกาลเวลา (Tense) ไม่มีแม้แต่ "เสียง" หรือ "ภาพ" ในความหมายที่หูและตาของมนุษย์รับรู้และแปลเป็นกระแสประสาทเพื่อส่งไปยังสมอง
.
แต่มันคือสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น "แพ็กเกจประสบการณ์ที่สมบูรณ์" (Complete Experience Packets) หรือ "หน่วยข้อมูลโฮโลกราฟิก" (Holographic Data Units) ซึ่งประกอบด้วยชั้นข้อมูลหลายมิติที่ซ้อนทับกันอยู่ และถูกส่งมาพร้อมกันเป็นหนึ่งเดียว
ความคิดที่สมบูรณ์และตกผลึกแล้ว (ไม่ใช่ความคิดที่กำลังก่อตัวอย่างเลือนราง แต่คือแก่นของปัญญาที่ถูกกลั่นกรองมาแล้ว)
อารมณ์หรือความรู้สึกที่เชื่อมโยงกับความคิดนั้นอย่างแยกไม่ออก (ไม่ใช่แค่การ "รู้" ว่าข้อมูลนี้เกี่ยวข้องกับความรักหรือความสงบ แต่คือการ "รู้สึก" ถึงความรักหรือความสงบนั้นในอกของตนเองในขณะที่รับข้อมูล)
ภาพสามมิติที่มีรายละเอียดสมบูรณ์ของวัตถุ บุคคล หรือเหตุการณ์ที่กำลังถูกสื่อถึง (ซึ่งสามารถหมุนได้ 360 องศาและตรวจสอบได้จากทุกมุมมอง)
และรูปแบบทางเรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Geometry Patterns) ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบต่าง ๆ ของข้อมูลและความเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่น ๆ ในคลังความรู้ร่วม ทั้งหมดนี้ถูกเข้ารหัสในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถี่ที่กว้างมากและมีรูปแบบการมอดูเลต (Modulation Pattern) ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่อุปกรณ์ตรวจวัดของมนุษย์ในปัจจุบันจะถอดรหัสได้
.
เมื่อแพ็กเกจข้อมูลนี้ถูกส่งผ่านสนามข้อมูลร่วมและเดินทางไปถึงโครงสร้างของจิตสำนึกหรือกายแสงของผู้รับ สมองของมนุษย์จะทำหน้าที่เป็น "ตัวถอดรหัส" (Decoder) ที่งดงามและซับซ้อนที่สุดในจักรวาลเท่าที่เรารู้จัก
สมองจะรับสัญญาณที่เข้ามาในรูปของคลื่นและรูปแบบการสั่นสะเทือน และแปลงมันออกมาเป็นภาษา ภาพ หรือความคิดที่จิตสำนึกของผู้รับสามารถเข้าใจและนำไปใช้ได้ ขึ้นอยู่กับ "ซอฟต์แวร์ทางวัฒนธรรม" (Cultural Software) ที่ติดตั้งอยู่ในสมองของผู้รับคนนั้น ภาษาที่เขาใช้ในชีวิตประจำวัน ระบบสัญลักษณ์ที่เขาคุ้นเคย และกรอบแนวคิดที่เขาถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เกิด
กระบวนการถอดรหัสนี้มีความคล้ายคลึงอย่างน่าทึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคุณรับชมภาพยนตร์สตรีมมิ่งบนสมาร์ทโฟนของคุณในขณะนี้
ข้อมูลที่เดินทางผ่านอินเทอร์เน็ตและมาถึงโทรศัพท์ของคุณไม่ใช่ "ภาพยนตร์" ในความหมายของภาพเคลื่อนไหวที่คุณเห็นบนจอ มันคือลำดับของเลข 0 และ 1 หลายพันล้านบิต ที่ถูกเข้ารหัสด้วยอัลกอริทึมบีบอัดวิดีโอที่ซับซ้อนเช่น H.264, HEVC (H.265) หรือ AV1
ซึ่งใช้ประโยชน์จากความซ้ำซ้อนของข้อมูลในภาพที่ต่อเนื่องกัน (Temporal Redundancy) และความสามารถในการคาดเดาการเคลื่อนไหวของวัตถุ (Motion Estimation)
เพื่อลดขนาดของข้อมูลลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวของขนาดดั้งเดิมโดยที่คุณภาพของภาพแทบไม่ลดลงเลย ซอฟต์แวร์ถอดรหัสในโทรศัพท์ของคุณ ซึ่งถูกเขียนโดยวิศวกรหลายพันคนและถูกฝังอยู่ในชิปประมวลผลเฉพาะทาง (Hardware Decoder) จะรับลำดับของ 0 และ 1 เหล่านี้และแปลงกลับเป็นภาพเคลื่อนไหวสีสันสดใสพร้อมเสียงซิงโครไนซ์ที่คุณรับรู้ได้ว่าเป็นภาพยนตร์
.
ในทำนองเดียวกัน สมองของผู้รับสัญญาณจากชาวอาร์คทูเรียนทำหน้าที่เป็น "ซอฟต์แวร์ถอดรหัส" ที่งดงามที่สุด
มันรับแพ็กเกจข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสในรูปแบบของคลื่นและความถี่ และ "เรนเดอร์" (Render) มันออกมาเป็นประสบการณ์ที่จิตสำนึกของมนุษย์สามารถเข้าใจและนำไปใช้ได้
เป็นภาพที่เห็นด้วยตาภายใน (Mind's Eye) เป็นความคิดที่ผุดขึ้นมาอย่างฉับพลันและสมบูรณ์ (Epiphany) เป็นความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ในอก (Heartfelt Knowing) หรือทั้งหมดนี้รวมกันในคราวเดียว
กระบวนการถอดรหัสนี้ ไม่ว่าจะงดงามเพียงใด ไม่เคยสมบูรณ์แบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนี่คือเหตุผลที่ข้อมูลที่ได้รับผ่านการสื่อสารข้ามมิติมักมี "สัญญาณรบกวน" (Noise) ปนอยู่เสมอในระดับที่มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของผู้รับ
แหล่งที่มาหลักของสัญญาณรบกวนนี้คือ "ตัวกรองทางปัญญาและอารมณ์" (Cognitive and Emotional Filters) ของผู้รับ ซึ่งทำหน้าที่เป็น "ฟิลเตอร์" ที่กรองและบิดเบือนข้อมูลที่เข้ามาก่อนที่มันจะถึงการรับรู้ที่บริสุทธิ์ของจิตสำนึก
ฟิลเตอร์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาตลอดชีวิตของบุคคลนั้นและถูกเสริมกำลังด้วยการใช้งานซ้ำ ๆ จนกลายเป็น "ร่อง" ลึกในโครงสร้างของสนามพลังงาน ความเชื่อที่มีอยู่ก่อน (Pre-existing Beliefs) ที่เราสะสมมาตั้งแต่เกิด รวมถึงสิ่งที่เราไม่รู้ตัวว่าเราเชื่อ
ทำหน้าที่เป็นตะแกรงที่กรองข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อนั้นออกไปและขยายข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อนั้นให้ดังขึ้น
ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา (Past Experiences) โดยเฉพาะประสบการณ์ที่เจ็บปวดหรือมีความหมายลึกซึ้ง ได้สร้าง "แม่แบบ" ที่ข้อมูลใหม่จะถูกนำไปเปรียบเทียบและปรับแต่งให้เข้ากับแม่แบบนั้นก่อนที่จะถูกรับรู้
วัฒนธรรมที่ถูกหล่อหลอม (Cultural Conditioning) กำหนดกรอบว่าอะไรเป็นไปได้และอะไรเป็นไปไม่ได้ อะไรควรค่าแก่การสนใจและอะไรควรถูกเพิกเฉย
ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (Linguistic Framework) จำกัดขอบเขตของสิ่งที่เราสามารถ "คิด" ได้ เราไม่สามารถคิดถึงสิ่งที่ภาษาเราไม่มีคำศัพท์สำหรับมันได้อย่างชัดเจน
ความคาดหวังและความกลัว (Expectations and Fears) ที่ฝังลึกในจิตใต้สำนึกจะบิดเบือนข้อมูลให้สอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากให้เป็นหรือกลัวว่าจะเป็น
ทั้งหมดนี้รวมกันเป็น "เลนส์" ที่ข้อมูลจากชาวอาร์คทูเรียนต้องผ่านก่อนจะถึงจิตสำนึกที่ตื่นรู้ของผู้รับ และเลนส์ทุกชนิด ไม่ว่าจะใสเพียงใด ก็ย่อมมีการบิดเบือนแสงที่ผ่านมันบ้างไม่มากก็น้อย
หากผู้รับมีพื้นฐานทางศาสนาคริสต์ที่เข้มแข็งและเติบโตมาในวัฒนธรรมที่ใช้สัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ในการสื่อสารเรื่องจิตวิญญาณ ข้อมูลที่ได้รับอาจถูกแปลออกมาในรูปแบบของภาษาและสัญลักษณ์ที่คุ้นเคยในศาสนานั้น
ผู้รับอาจ "เห็น" เทวดาที่มีปีกและรัศมีแสง หรือได้รับข้อความที่อ้างถึงพระเยซูและเรื่องเล่าในพระคัมภีร์ ไม่ใช่เพราะชาวอาร์คทูเรียนตั้งใจจะสื่อสารในกรอบของศาสนาคริสต์ แต่เพราะสมองของผู้รับใช้ "ซอฟต์แวร์" ของศาสนาคริสต์ในการถอดรหัสข้อมูลที่ได้รับ
หากผู้รับมีพื้นฐานทางศาสนาพุทธมหายานที่เข้มแข็ง ข้อมูลเดียวกันจากแหล่งเดียวกันอาจถูกแปลออกมาในรูปแบบของภาษาและสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา ผู้รับอาจ "เห็น" พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ที่มีพันมือพันเนตร หรือได้รับข้อความที่อ้างถึงสุญญตา (Emptiness) และธรรมกาย (Dharmakaya) เป็นการถอดรหัสที่แตกต่างแต่มาจากสัญญาณต้นทางเดียวกัน
หากผู้รับเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่ใช้เวลาทั้งชีวิตในการทำงานกับคณิตศาสตร์ขั้นสูงและทฤษฎีสนามควอนตัม ข้อมูลอาจถูกแปลออกมาในรูปแบบของแนวคิดทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อน สมการที่ผุดขึ้นมาในหัวอย่างสมบูรณ์ หรือภาพของโครงสร้างเรขาคณิตหลายมิติที่อธิบายธรรมชาติของกาลอวกาศ เป็นการถอดรหัสผ่านซอฟต์แวร์ของคณิตศาสตร์และฟิสิกส์
และหากผู้รับมีความกลัวหรือความวิตกกังวลที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข (Unresolved Trauma) บาดแผลทางอารมณ์ที่ยังไม่หายดี ข้อมูลที่บริสุทธิ์และเจตนาดีอาจถูกบิดเบือนด้วยความกลัวนั้น
ข้อความที่ตั้งใจจะให้ความหวังและการปลอบโยนอาจถูกตีความเป็นคำเตือนที่น่าสะพรึงกลัว ข้อความที่ตั้งใจจะให้ปัญญาและความกระจ่างอาจถูกตีความเป็นคำทำนายหายนะที่กำลังจะมาถึง เหมือนกับแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่องผ่านกระจกสีแดง แสงที่ออกมาอีกด้านหนึ่งจะกลายเป็นสีแดง ไม่ใช่เพราะแหล่งกำเนิดแสงเป็นสีแดง แต่เพราะตัวกลางที่มันผ่านนั้นย้อมสีมัน
นี่คือเหตุผลที่ชาวอาร์คทูเรียนไม่ได้เลือกสื่อสารกับมนุษย์โดยสุ่มหรือตามคำขอ และเหตุผลที่พวกเขาไม่ได้ "ถ่ายทอดสด" (Live Stream) ความรู้ทั้งหมดของพวกเขาให้กับใครก็ตามที่ต้องการหรืออ้างว่าตนเองเป็นผู้รับสารพิเศษ
คำถามไม่ใช่ว่ามนุษย์คนนั้นมีความตั้งใจดีหรือมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะรับสารหรือไม่ เพราะมนุษย์จำนวนมากมีความตั้งใจดีและปรารถนาจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง แต่คำถามคือสนามพลังงานของเขาสะอาดและนิ่งพอหรือไม่
พวกเขาคัดกรองผู้รับที่มี "โครงสร้างทางสนามพลังงานที่มีความบริสุทธิ์และเสถียรภาพสูง" อย่างระมัดระวัง ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงมนุษย์ที่ใช้เวลาหลายปีหรือหลายทศวรรษในการ "ทำความสะอาด" จิตใจของตนเองผ่านการฝึกฝนทางจิตวิญญาณอย่างเป็นระบบ
การทำสมาธิที่ฝึกให้เห็นความคิดของตนเองโดยไม่ยึดติด (Mindfulness) การชำระล้างบาดแผลทางอารมณ์ที่สะสมมาจากอดีต (Emotional Healing Work) การลดทอนอัตตาและความต้องการส่วนตัวที่อาจบิดเบือนข้อมูล (Ego Dissolution) และการปลูกฝังความเมตตาแบบไม่มีเงื่อนไขต่อสรรพชีวิต (Unconditional Compassion)
ในทางฟิสิกส์ของจิตสำนึก "ความบริสุทธิ์" ของสนามพลังงานสามารถนิยามได้อย่างแม่นยำว่าเป็นการที่สนามนั้นมี "อัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน" (Signal-to-Noise Ratio) ในระดับที่สูงมาก
กล่าวคือพลังงานส่วนใหญ่ในสนามนั้นถูกจัดระเบียบให้สั่นสะเทือนในความถี่ที่สอดคล้องและกลมกลืนกัน (Coherent Oscillation) ในขณะที่การสั่นสะเทือนที่กระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบ หรือเกิดจากอคติและความกลัว (Incoherent Noise) มีระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เช่นเดียวกับที่กล้องโทรทรรศน์วิทยุอย่าง FAST (Five-hundred-meter Aperture Spherical Telescope) ในประเทศจีน ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุแบบจานเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยเส้นผ่านศูนย์กลาง 500 เมตร
ต้องตั้งอยู่ใน "เขตปลอดคลื่นวิทยุรบกวน" (Radio-Quiet Zone) ที่มีรัศมีหลายสิบกิโลเมตร ซึ่งห้ามการใช้โทรศัพท์มือถือ วิทยุ ไมโครเวฟ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ที่ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยเด็ดขาด
แม้แต่สัญญาณวิทยุจากรถยนต์ที่ผ่านไปมาก็สามารถ "กลบ" สัญญาณจากพัลซาร์ที่อยู่ห่างออกไปหลายหมื่นปีแสงได้ เพื่อให้ท้องฟ้า "เงียบ" พอที่จะตรวจจับสัญญาณที่อ่อนแอเหลือเพียง 10⁻²⁶ วัตต์ต่อตารางเมตรจากกาแล็กซีที่อยู่ห่างออกไปหลายพันล้านปีแสง
ผู้รับสัญญาณจากชาวอาร์คทูเรียนก็ต้องการ "จิตใจที่เงียบ" (Quiet Mind) ที่มีระดับของ "ความคิดฟุ้งซ่าน" (Mental Chatter) "ปฏิกิริยาทางอารมณ์อัตโนมัติ" (Automatic Emotional Reactivity) และ "การยึดติดในอัตตา" (Egoic Attachment) ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพื่อรับข้อมูลจากสนามข้อมูลร่วมโดยไม่มีการบิดเบือนที่เกิดจากตัวผู้รับเอง เพื่อให้ "ท้องฟ้าภายใน" เงียบพอที่จะได้ยินเสียงกระซิบจากดวงดาว
และสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องเน้นย้ำเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น การสื่อสารนี้ไม่ใช่ "การควบคุมความคิด" (Mind Control) หรือ "การสิงสู่" (Spirit Possession) ในรูปแบบใด ๆ ทั้งสิ้น
ไม่มีผู้ใดถูกบังคับให้รับข้อมูล ไม่มีผู้ใดสูญเสียการควบคุมความคิดหรือการกระทำของตนเอง และไม่มี "สิ่งอื่น" เข้ามาครอบครองร่างกายหรือจิตใจของผู้รับ
สิ่งที่เกิดขึ้นในการสื่อสารข้ามมิตินี้เป็นกระบวนการที่เคารพต่อเจตจำนงเสรี (Free Will) ของผู้รับอย่างสมบูรณ์ในทุกขั้นตอน
ชาวอาร์คทูเรียนเพียงแค่ "นำเสนอ" (Offer) ข้อมูลในรูปแบบของแพ็กเกจข้อมูลที่ถูกส่งผ่านสนามข้อมูลร่วม เหมือนกับที่สถานีวิทยุกระจายเสียงนำเสนอสัญญาณวิทยุที่เดินทางผ่านอากาศไปทุกทิศทางตลอดเวลา
ผู้รับมีอิสระอย่างสมบูรณ์ที่จะ "เปิด" หรือ "ปิด" เครื่องรับของตน ผ่านการเข้าสู่สภาวะสมาธิหรือการถอนตัวออกจากสภาวะนั้น ผู้รับ
มีอิสระอย่างสมบูรณ์ที่จะ "ยอมรับ" หรือ "ปฏิเสธ" ข้อมูลที่ได้รับ เพียงเพราะคุณได้ยินเสียงวิทยุไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเชื่อหรือทำตามทุกสิ่งที่ได้ยิน ผู้รับมีอิสระอย่างสมบูรณ์ที่จะ "ตีความ" ข้อมูลนั้นตามความเข้าใจและวิจารณญาณของตนเอง และแบกรับความรับผิดชอบต่อการตีความนั้น
ตามบันทึกของชาวอาร์คทูเรียนที่ผู้เขียนได้รับอนุญาตให้เข้าถึงบางส่วน กระบวนการนี้ถูกเรียกว่า "การเติมเต็มรหัสปัญญา" (Wisdom Code Implantation) หรือในบางบริบทเรียกว่า "Knowledge Injection" ซึ่งเป็นคำที่ถูกเลือกใช้อย่างระมัดระวังเพื่อเน้นความแตกต่างระหว่าง "การนำเสนอข้อมูล" กับ "การโปรแกรมจิตใจ"
การฉีดยา (Injection) เป็นการนำสารเข้าสู่ร่างกาย แต่สารนั้นจะถูกนำไปใช้อย่างไรเป็นเรื่องของร่างกายผู้รับ ไม่ใช่ของผู้ฉีด
เช่นเดียวกับที่การอ่านหนังสือไม่ได้ "ควบคุม" ความคิดของคุณ และผู้เขียนหนังสือก็ไม่ได้ "สิง" คุณเมื่อคุณอ่านงานของพวกเขา
แต่มันคือการ "นำเสนอ" ข้อมูลที่ผู้เขียนได้รวบรวมและเรียบเรียงไว้ คุณมีอิสระที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ นำไปใช้หรือทิ้งไป เห็นด้วยหรือโต้แย้ง การสื่อสารข้ามมิติก็ทำงานบนหลักการเดียวกัน เพียงแต่ "หนังสือ"
ในกรณีนี้คือแพ็กเกจข้อมูลจากอีกมิติหนึ่งที่ถูกส่งผ่านสนามข้อมูลร่วม และ "ผู้อ่าน" คือจิตสำนึกที่อยู่ในสภาวะเปิดรับและพร้อมที่จะรับข้อมูลในรูปแบบที่เกินกว่าคำพูดหรือตัวหนังสือจะถ่ายทอดได้
ความแตกต่างมีเพียงว่า "ความเร็วในการอ่าน" ของการสื่อสารรูปแบบนี้สูงกว่าการอ่านหนังสือหลายล้านเท่า และ "ความสมบูรณ์ของข้อมูล" ที่ได้รับในแต่ละแพ็กเกจนั้นเกินกว่าสิ่งที่หนังสือหนึ่งเล่มสามารถบรรจุได้ มันคือประสบการณ์ทั้งประสบการณ์ที่ถูกถ่ายทอดในชั่วพริบตาเดียว ไม่ใช่แค่คำอธิบายของประสบการณ์นั้น
.
.
โฆษณา