17 ส.ค. เวลา 11:41 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 35 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

8.2 กระบวนการทูตที่ขับเคลื่อนด้วยความถี่
ในปี 1970 มาร์แชล โรเซนเบิร์ก นักจิตวิทยาคลินิกชาวอเมริกัน ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน และเคยทำงานภายใต้การดูแลของคาร์ล โรเจอร์ส หนึ่งในนักจิตวิทยามนุษยนิยมที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20
ได้พัฒนาแนวทางที่เรียกว่า "การสื่อสารอย่างไม่ใช้ความรุนแรง" หรือ Nonviolent Communication (Rosenberg, 2003) ขึ้นมาจากประสบการณ์ตรงในการทำงานกับชุมชนที่แตกแยก จากความรุนแรงและการเหยียดผิวในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1960
ต้องเข้าใจก่อนว่าคาร์ล โรเจอร์ส อาจารย์ของโรเซนเบิร์ก คือผู้เสนอ "การบำบัดแบบยึดบุคคลเป็นศูนย์กลาง" (Person-Centered Therapy) ซึ่งปฏิวัติวงการจิตวิทยาด้วยแนวคิดที่ว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการเติบโตและเยียวยาตนเอง หากได้รับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมซึ่งประกอบด้วยสามองค์ประกอบ
การยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข (unconditional positive regard) การเข้าใจอย่างร่วมรู้สึก (empathic understanding) และความจริงแท้ (genuineness) (Rogers, 1957) โรเจอร์สเชื่อว่าคนไข้ไม่ได้ต้องการใครมาวินิจฉัยหรือสั่งสอน แต่ต้องการใครสักคนที่รับฟังอย่างแท้จริงโดยไม่ตัดสิน
โรเซนเบิร์กรับเอาแก่นของแนวคิดนี้มาและขยายมันออกจากห้องบำบัดไปสู่สนามของความขัดแย้งทางสังคม เขาสังเกตเห็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในความขัดแย้งทุกระดับ ตั้งแต่การทะเลาะระหว่างสามีภรรยาในครัวเรือนที่ดูเหมือนจะไม่มีทางจบ ไปจนถึงสงครามกลางเมืองที่คร่าชีวิตผู้คนนับแสน
นั่นคือความขัดแย้งส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจาก "ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันอย่างแท้จริง" ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่หากฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายจะต้องเสียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การแย่งชิงแหล่งน้ำมันหรือพื้นที่เพาะปลูกที่มีจำกัด
แต่ความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจาก "การสื่อสารที่บกพร่อง" อย่างรุนแรง แต่ละฝ่ายไม่สามารถแสดง "ความรู้สึก" และ "ความต้องการ" ที่แท้จริงของตนเองออกมาได้ และไม่สามารถ "รับฟัง" ความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้
เพราะทั้งสองฝ่ายถูกปกคลุมด้วยชั้นของอคติ ที่เกิดจากประสบการณ์ในอดีตอันเจ็บปวด ความกลัวต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึงและอาจเลวร้ายกว่าปัจจุบัน การตัดสินผู้อื่นผ่านเลนส์ของ "ถูก" และ "ผิด" แบบสัมบูรณ์ที่ไม่มีพื้นที่สีเทา และการปกป้องตนเองจากการถูกโจมตีทางวาจาหรือการถูกปฏิเสธในฐานะมนุษย์
งานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยสนับสนุนข้อสังเกตของโรเซนเบิร์กอย่างน่าทึ่ง Matthew Lieberman แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาหลายชิ้นที่ใช้การสแกนสมองด้วย fMRI
แสดงให้เห็นว่าเมื่อมนุษย์รู้สึกว่าตนเองถูกปฏิเสธทางสังคม สมองส่วนเดียวกันกับที่ตอบสนองต่อความเจ็บปวดทางกายภาพ โดยเฉพาะ dorsal anterior cingulate cortex และ anterior insula จะถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง (Eisenberger, Lieberman, & Williams, 2003)
นี่หมายความว่าในระดับชีววิทยา สมองของมนุษย์ประมวลผล "คำพูดที่ทำร้ายจิตใจ" ไม่ต่างจาก "หมัดที่ต่อยเข้าที่ท้อง" เลย
โรเซนเบิร์กเสนอวิธีการสื่อสารที่ประกอบด้วยสี่ขั้นตอนที่ดูเรียบง่ายแต่ในทางปฏิบัติทำได้ยากอย่างยิ่งยวด
•การสังเกตโดยไม่ประเมินตัดสิน (observation without evaluation)
•การระบุและแสดงความรู้สึกของตนเองอย่างตรงไปตรงมา (identifying and expressing feelings)
•การเชื่อมโยงความรู้สึกนั้นกับความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง (connecting feelings to unmet needs)
•และการร้องขออย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่เรียกร้องหรือข่มขู่ (making concrete requests without demanding) (Rosenberg, 2003)
จุดพลิกผันใน NVC คือเมื่อทั้งสองฝ่ายก้าวพ้น "ข้อเรียกร้อง" มาสู่ "ความต้องการ" ที่อยู่ลึกลงไปภายใต้เปลือกของความโกรธและการกล่าวโทษ โรเซนเบิร์กพบว่าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนนั้นไม่ได้แตกต่างกันเลย
ทุกคนต้องการความปลอดภัยทางกายภาพ ทุกคนต้องการการยอมรับนับถือในฐานะมนุษย์ ทุกคนต้องการอิสระในการกำหนดชีวิตของตนเอง และทุกคนต้องการมีส่วนร่วมในสิ่งที่มีความหมายต่อตน (Rosenberg, 2005)
เมื่อคู่ขัดแย้งมองเห็นความต้องการเหล่านี้ในกันและกัน อุปสรรคที่ดูเหมือนจะข้ามไม่ได้ก็เริ่มพังทลาย
โรเซนเบิร์กไม่เพียงแต่สอน NVC ในห้องเรียนหรือห้องบำบัดที่ปลอดภัยเท่านั้น เขานำมันไปใช้ในสนามรบจริง
เขาเดินทางไปยังรวันดาหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปี 1994 ที่คร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 800,000 คนภายในเวลาเพียง 100 วัน (Des Forges, 1999) เพื่อสอน NVC ให้กับทั้งผู้รอดชีวิตที่สูญเสียครอบครัวทั้งตระกูล และผู้ก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่กำลังรอการพิจารณาคดีในเรือนจำที่แออัด
เขาเดินเข้าไปในเขตสงครามระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มกบฏในโคลอมเบีย ในเซียร์ราลีโอน ในไอร์แลนด์เหนือ และในตะวันออกกลาง
บันทึกของเขาเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ดูราวกับปาฏิหาริย์ ศัตรูที่เคยต้องการฆ่ากันและกัน มานั่งร่วมวงสนทนาและร้องไห้ด้วยกันเมื่อได้ยินความเจ็บปวดที่แท้จริงของอีกฝ่ายผ่านกระบวนการ NVC
กระบวนการทูตที่ชาวอาร์คทูเรียนใช้ในเวทีสมาพันธ์กาแล็กซีทำงานบนหลักการที่คล้ายคลึงกับ NVC ในระดับแนวคิดพื้นฐานอย่างน่าประหลาดใจ แต่มันถูกยกระดับจาก "การสื่อสารด้วยคำพูด" ซึ่งยังคงมีข้อจำกัดมากมายของภาษา ไวยากรณ์ที่กำกวม คำศัพท์ที่ถูกนิยามด้วยประสบการณ์เฉพาะของแต่ละวัฒนธรรม น้ำเสียงที่อาจถูกตีความผิด ไปสู่ "การสื่อสารด้วยความถี่"
ซึ่งข้อมูลทั้งหมดถูกส่งโดยตรงจากสนามพลังงานของจิตสำนึกหนึ่งไปยังสนามพลังงานของอีกจิตสำนึกหนึ่ง โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางที่เป็นสัญลักษณ์หรือการแปลความหมายใด ๆ
เมื่อตัวแทนจากสองอารยธรรมที่มีความขัดแย้งกันมาพบกันในสภาของสมาพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทเรื่องเขตแดนในอวกาศระหว่างดวงดาวที่ซับซ้อน
การแย่งชิงสิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพยากรหายากในระบบดาวเคราะห์ที่ไม่มีเจ้าของและอาจมีอารยธรรมที่กำลังพัฒนาอาศัยอยู่
หรือความขัดแย้งที่เกิดจากการแทรกแซงวิวัฒนาการของอารยธรรมน้องใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นการละเมิดกฎแห่งการไม่แทรกแซงอย่างร้ายแรง ชาวอาร์คทูเรียนจะไม่เริ่มต้นกระบวนการด้วยการถามคำถามที่นักการทูตมนุษย์ถูกฝึกให้ถามเป็นสิ่งแรก
พวกเขาจะไม่ถามว่า "อะไรคือข้อพิพาทที่แน่ชัด" เพราะการถามเช่นนี้จะทำให้แต่ละฝ่ายเริ่มสร้างเรื่องเล่าที่ตนเองเป็นเหยื่อ
พวกเขาจะไม่ถามว่า "ใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน" เพราะนั่นจะเริ่มเกมการกล่าวโทษที่ไม่มีวันจบ
พวกเขาจะไม่ถามว่า "มีหลักฐานอะไรที่สนับสนุนข้อกล่าวหาของท่าน" เพราะแต่ละฝ่ายจะคัดเลือกเฉพาะหลักฐานที่เข้าข้างตนและมองไม่เห็นหลักฐานที่ขัดแย้ง
พวกเขาจะไม่ถามว่า "ท่านต้องการอะไรเป็นค่าชดเชย" เพราะนั่นจะทำให้แต่ละฝ่ายยึดติดกับข้อเรียกร้องและปิดกั้นความเป็นไปได้อื่น ๆ
การถามคำถามเหล่านี้ แม้จะดูสมเหตุสมผลในกรอบคิดของการทูตมนุษย์ แต่มันมีผลข้างเคียงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันกระตุ้นให้สมองของตัวแทนแต่ละฝ่ายเข้าสู่ "โหมดปกป้องตนเอง" (defensive mode) ทันที
เมื่อสมองอยู่ในโหมดนี้ อะมิกดะลา (amygdala) ซึ่งเป็นโครงสร้างรูปอัลมอนด์เล็ก ๆ ในสมองส่วนลิมบิก จะถูกกระตุ้นราวกับสัญญาณเตือนไฟไหม้ที่ดังสนั่น มันจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดคอร์ติซอลเข้าสู่กระแสเลือด
มันจะลดการทำงานของเพรฟรอนทัลคอร์เทกซ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการคิดเชิงเหตุผลและการควบคุมอารมณ์ และมันจะเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการตอบสนองแบบ "สู้หรือหนี" (fight-or-flight response) (LeDoux, 1998)
ในสภาวะนี้ สมองของมนุษย์ และสมองของสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ในกาแล็กซีที่มีวิวัฒนาการมาจากการเอาชีวิตรอดในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยภัยคุกคาม จะไม่สามารถรับฟังข้อมูลที่ซับซ้อนได้อีกต่อไป
มันจะกรองทุกอย่างผ่านเลนส์ของ "มิตรหรือศัตรู" มันจะตีความคำพูดที่เป็นกลางว่าเป็นการคุกคามซ่อนเร้น และมันจะยึดติดกับจุดยืนเดิมของตนอย่างเหนียวแน่นราวกับกำแพงคอนกรีต
โรเบิร์ต เจอร์วิส อธิบายปรากฏการณ์นี้ในบริบทของการเมืองระหว่างประเทศผ่านแนวคิด "perception and misperception" (Jervis, 1976) เขาชี้ให้เห็นว่าผู้นำประเทศมักไม่ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของ "ข้อเท็จจริง" อย่างที่พวกเขาเชื่อ
แต่พวกเขาตัดสินใจบนพื้นฐานของ "การรับรู้" ที่ถูกกรองผ่านความเชื่อ ความคาดหวัง และประสบการณ์ในอดีต และพวกเขามีแนวโน้มที่จะตีความพฤติกรรมของอีกฝ่ายในทางที่ยืนยันความเชื่อเดิมของตน (confirmation bias) และมองข้ามข้อมูลที่ขัดแย้ง (disconfirmation bias)
ชาวอาร์คทูเรียนซึ่งเข้าใจกลไกทางประสาทวิทยาของสมองในระดับที่ลึกซึ้งกว่ามนุษย์มาก พวกเขามองเห็นการทำงานของวงจรประสาทและการหลั่งสารสื่อประสาทได้ราวกับมองดูแผนภาพที่เปิดเผยหมด จะเริ่มต้นกระบวนการด้วยการสร้างสภาวะที่เรียกว่า "การจูนคลื่นร่วม" (Coherent Calibration) แทนการถามคำถามที่จะกระตุ้น defensive mode
ในทางเทคนิค Coherent Calibration คือ กระบวนการที่ชาวอาร์คทูเรียนซึ่งมีสนามพลังงานส่วนบุคคลที่มีความถี่สอดคล้องและสมดุลอย่างสูง ผลจากการฝึกฝนตนและการบรรลุถึงภาวะที่ปราศจากอัตตาในระดับปฏิบัติการ (ซึ่งอภิปรายอย่างละเอียดในหัวข้อ 8.3) ใช้สนามพลังงานของตนเองเป็น "ส้อมเสียงกลาง" (master tuning fork) ที่แผ่ความถี่กลางที่เสถียรและสม่ำเสมอออกไปในพื้นที่การเจรจาทั้งหมด
ส้อมเสียงเป็นอุปกรณ์ทางฟิสิกส์ที่เรียบง่ายที่สุดชิ้นหนึ่งของมนุษย์ มันคือแท่งโลหะรูปตัว U ที่ถูกออกแบบให้สั่นที่ความถี่จำเพาะหนึ่งเมื่อถูกเคาะ
โดยทั่วไปคือโน้ต A ที่ 440 เฮิรตซ์ เมื่อคุณนำส้อมเสียงที่กำลังสั่นไปวางใกล้กับส้อมเสียงอีกอันหนึ่งที่มีความถี่ธรรมชาติตรงกัน
ส้อมเสียงอันที่สองจะเริ่มสั่นตามโดยที่คุณไม่ได้แตะมันเลย ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า sympathetic resonance หรือการสั่นพ้องร่วม
มันเกิดขึ้นเพราะคลื่นเสียงจากส้อมอันแรกถ่ายทอดพลังงานผ่านอากาศไปยังส้อมอันที่สองเป็นจังหวะที่ตรงกับความถี่ธรรมชาติของมันพอดี แต่ละครั้งที่คลื่นความดันอากาศกระทบ ส้อมอันที่สองจะถูกผลักนิดหนึ่ง ถูกผลักอีกนิด และถูกผลักอีกนิด ในจังหวะที่เสริมแรงกันพอดี จนในที่สุดมันก็แกว่งด้วยแอมพลิจูดที่มากพอจะได้ยิน
Coherent Calibration ของชาวอาร์คทูเรียนทำงานบนหลักการเดียวกัน แต่ใช้สนามพลังงานทางจิตสำนึกแทนคลื่นเสียงในอากาศ และใช้สนามพลังของจิตสำนึกแทนส้อมโลหะ ชาวอาร์คทูเรียนจะ "แผ่" ความถี่ของจิตสำนึกที่สอดคล้องและสมดุลของตนออกไปในพื้นที่การเจรจา
ความถี่นี้จะทำหน้าที่เป็น "ความถี่อ้างอิง" (reference frequency) สำหรับจิตสำนึกทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่นั้น
ตัวแทนของอารยธรรมทั้งสองฝ่ายซึ่งมี "ความถี่ประจำเผ่าพันธุ์" (species-specific frequency) ที่แตกต่างกันเนื่องจากประวัติศาสตร์วิวัฒนาการที่แตกต่างกัน เหมือนกับที่เครื่องดนตรีต่างชนิดกันมีโทนเสียงเฉพาะตัวแม้จะเล่นโน้ตเดียวกัน
จะเริ่ม "ปรับจูน" สนามพลังงานของตนเองให้ตรงกับความถี่กลางนี้ผ่านกระบวนการ resonance coupling โดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับที่ส้อมเสียงอันที่สองเริ่มสั่นตามส้อมเสียงอันแรกเมื่อทั้งสองมีความถี่ธรรมชาติตรงกัน
เมื่อสนามพลังงานของทั้งสองฝ่ายถูกปรับให้สอดคล้องกับความถี่กลางนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปคือชั้นของ "สัญญาณรบกวนทางจิตใจ" (psychological noise) ที่เกิดจากความแตกต่างของเผ่าพันธุ์
ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งในอดีตระหว่างสองอารยธรรมที่อาจย้อนหลังไปหลายพันปี ความกลัวต่อการถูกครอบงำหรือถูกทำลายซึ่งฝังลึกในจิตใต้สำนึกของทุกเผ่าพันธุ์ที่ผ่านวิวัฒนาการมาจากการดิ้นรนเอาชีวิตรอด
และอคติที่ฝังรากลึกในจิตสำนึกรวมหมู่ของแต่ละเผ่าพันธุ์ จะถูก "ทำให้โปร่งใส" ลงชั่วคราว ราวกับหมอกหนาที่จู่ ๆ ก็จางหายไปเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเน้นย้ำอย่างหนักแน่นคือ ตัวแทนของทั้งสองฝ่ายจะไม่ถูก "สะกดจิต" (hypnotized) และจะไม่ถูก "ควบคุมจิตใจ" (mind-controlled) ในระหว่างกระบวนการนี้เลยแม้แต่น้อย
พวกเขายังคงมีความคิดของตนเองอย่างครบถ้วน ยังคงมีความทรงจำทั้งหมดของตนเอง ทั้งความทรงจำที่ดีและความทรงจำที่เจ็บปวด ยังคงมีบุคลิกภาพของตนเองที่หล่อหลอมมาจากประสบการณ์ชีวิต และยังคงมีเจตจำนงเสรีของตนเองอย่างสมบูรณ์ สิทธิพื้นฐานที่กฎแห่งเจตจำนงเสรีของสมาพันธ์รับประกันไว้อย่างแน่นหนา
พวกเขายังคงสามารถ "เลือก" ที่จะไม่ยอมรับข้อเสนอของอีกฝ่ายได้หากข้อเสนอนั้นไม่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริง ยังคงสามารถ "เลือก" ที่จะเดินออกจากการเจรจาได้หากรู้สึกว่ากระบวนการนั้นไม่นำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืน และยังคงสามารถ "เลือก" ที่จะรักษาจุดยืนของตนได้หากเชื่อมั่นว่าจุดยืนนั้นถูกต้อง
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงคือ พวกเขาจะสามารถ "รับรู้" ความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของอีกฝ่ายได้โดยตรง ผ่านประสบการณ์ตรง ไม่ใช่ผ่านการตีความคำพูดหรือการคาดเดาเจตนา โดยไม่ผ่านการกรองและการบิดเบือนของอคติ ความกลัว และการปกป้องตนเอง ที่เคยทำหน้าที่ราวกับกระจกที่แตกร้าวซึ่งบิดเบือนทุกสิ่งที่สะท้อนผ่านมัน
ในสภาวะนี้ ข้อมูลทั้งหมดที่ถูกส่งออกมาระหว่างการเจรจาจะมี "ความโปร่งใส" (transparency) ในระดับที่การทูตของมนุษย์ไม่สามารถบรรลุได้แม้ในอุดมคติสูงสุด
ตัวแทนของอารยธรรมหนึ่งไม่สามารถ "โกหก" เกี่ยวกับเจตนาที่แท้จริงของตนได้ ไม่สามารถ "ปกปิด" ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาที่มีอยู่ได้ และไม่สามารถ "บิดเบือน" ข้อเท็จจริงเพื่อให้ตนเองได้เปรียบในการเจรจาได้
ไม่ใช่เพราะมีใครคอยจับผิด หรือเพราะมีความกลัวต่อการลงโทษหากถูกจับได้ในภายหลัง แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายสามารถ "รู้สึก" ถึงเจตนาและข้อมูลนั้นได้โดยตรงผ่านสนามพลังงานที่เชื่อมโยงกันในขณะนั้น
การโกหกในสภาวะ Coherent Calibration จึงเป็นไปไม่ได้ในทางฟิสิกส์ของจิตสำนึก เช่นเดียวกับที่คุณไม่สามารถ "ซ่อน" อุณหภูมิร่างกายอันร้อนระอุจากกล้องถ่ายภาพความร้อนอินฟราเรดได้
ในทางกลับกัน ตัวแทนของอารยธรรมหนึ่งก็ไม่สามารถ "เข้าใจผิด" เจตนาหรือข้อมูลของอีกฝ่ายได้ เพราะข้อมูลที่ได้รับไม่ได้ถูกเข้ารหัสเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียนซึ่งมีความกำกวมในตัวเอง (คำว่า "รัก" ในภาษาหนึ่งอาจแปลได้ตรงกับอีกภาษาหนึ่ง แต่ประสบการณ์ของ "ความรัก" ที่ผู้พูดกำลังรู้สึกนั้นต่างหากที่สำคัญ)
แต่มันคือ "ประสบการณ์ตรง" ของเจตนาและข้อมูลนั้น ดิบ ไม่ผ่านการกรอง ไม่ผ่านการแปล และไม่ผ่านการตีความ การเข้าใจผิดในสภาวะนี้จึงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน
ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งที่สุดของกระบวนการนี้คือ การเจรจาที่ในระบบของมนุษย์อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี เวลาในการสร้าง "ความไว้เนื้อเชื่อใจ" ซึ่งเป็นสิ่งที่เปราะบางและถูกทำลายได้ง่ายดาย ด้วยการกระทำผิดเพียงครั้งเดียวราวกับแก้วที่แตกร้าว,
เวลาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ซับซ้อนผ่านการแปลภาษาหลายชั้น ซึ่งมีโอกาสคลาดเคลื่อนและบิดเบือนในทุกขั้นตอนราวกับเกมโทรศัพท์ที่ส่งต่อกันเป็นทอด ๆ,
และเวลาในการหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ผ่านการต่อรองที่ดุเดือด การข่มขู่โดยนัย และการประนีประนอมที่แท้จริงแล้วไม่มีใครพอใจอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงของเวลามาตรฐานกาแล็กซี
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ข้อสรุปที่ได้นั้นไม่ใช่ "การประนีประนอม" (compromise) ในความหมายที่แต่ละฝ่ายยอมเสียสละบางอย่างที่ตนเองต้องการอย่างยิ่งเพื่อให้ได้บางอย่างกลับมา
รูปแบบของการประนีประนอมที่มักทิ้งร่องรอยของความไม่พอใจที่สะสมและรอวันปะทุเป็นความขัดแย้งรอบใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม เหมือนไฟที่ถูกกลบด้วยทรายแต่ถ่านยังคุกรุ่นอยู่ข้างใต้
แต่มันคือ "การสังเคราะห์" (synthesis) ที่ค้นพบ "ทางออกที่สาม" (the third alternative) ซึ่งไม่ใช่ทางออกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
และไม่ใช่จุดกึ่งกลางระหว่างสองทางออกที่ต่างก็ไม่ตอบสนองความต้องการของใครเลย แต่มันคือทางออกใหม่ที่เกิดจากการรวมกันของข้อมูลและมุมมองทั้งหมดที่ถูกเปิดเผยในสภาวะโปร่งใส ทางออกที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของทุกฝ่ายอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องมีใครเสียสละสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อตน
งานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ให้หลักฐานสนับสนุนกลไกเบื้องหลังกระบวนการนี้บางส่วน แม้ว่ามนุษย์จะยังไม่สามารถบรรลุสภาวะ Coherent Calibration ได้อย่างสมบูรณ์โดยไม่ใช้เทคโนโลยีเสริม แต่กลไกทางประสาทวิทยาที่เกี่ยวข้องก็มีรากฐานอยู่แล้วในสมองของเรา
Daniel Batson แห่งมหาวิทยาลัยแคนซัส ผู้ทุ่มเทชีวิตการทำงานเกือบสี่สิบปีให้กับการศึกษา "ความเห็นอกเห็นใจ" (empathy) ในฐานะแรงจูงใจทางสังคม
ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาที่มีอิทธิพลสูงในปี 1997 ใน Journal of Personality and Social Psychology ซึ่งแสดงให้เห็นบางสิ่งที่น่าตกใจในความเรียบง่ายของมัน
เมื่อผู้เข้าร่วมการทดลองถูกกระตุ้นให้รู้สึก "เห็นอกเห็นใจ" ต่อสมาชิกของกลุ่มที่พวกเขาเคยมีอคติอย่างรุนแรง เช่น โดยการรับฟังเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของคนในกลุ่มนั้นอย่างตั้งใจ เรื่องราวที่เต็มไปด้วยความหวัง ความฝัน ความผิดหวัง และความเจ็บปวด ความรู้สึกเป็นปรปักษ์และอคติต่อกลุ่มนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่วัดผลได้
และผู้เข้าร่วมการทดลองมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มนั้นมากขึ้นอย่างชัดเจน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงความเชื่อพื้นฐานหรือค่านิยมทางการเมืองของตนเองเลยแม้แต่น้อย (Batson et al., 1997)
Jamil Zaki แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งทำงานอยู่ ณ จุดตัดระหว่างจิตวิทยาสังคมและประสาทวิทยาศาสตร์ ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาหลายชิ้นที่ใช้การสแกนสมองด้วย fMRI ซึ่งเปิดหน้าต่างให้เรามองเห็นการทำงานของสมองในขณะที่มนุษย์กำลังรู้สึกเห็นอกเห็นใจ
ในปี 2016 เขาได้ตีพิมพ์บทความสังเคราะห์ใน Trends in Cognitive Sciences ที่สรุปว่าการเห็นอกเห็นใจไม่ใช่ "พรสวรรค์" ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและเปลี่ยนแปลงไม่ได้
แต่มันคือ "ทักษะ" ที่สามารถฝึกฝนได้ เหมือนการเล่นเปียโนหรือการขว้างลูกเบสบอล (Zaki, 2016)
เมื่อผู้ถูกทดลองได้รับการฝึกฝนให้ "รับรู้" ความรู้สึกของผู้อื่นอย่างตั้งใจและมีสติ เทียบได้กับการทำสมาธิแบบเจริญสติแต่มีเป้าหมายไปที่การรับรู้จิตใจของผู้อื่น สมองส่วน anterior insula และ anterior cingulate cortex ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการรู้สึกถึงความทุกข์ของผู้อื่นและการประมวลผลอารมณ์ที่ซับซ้อน มีการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ในขณะเดียวกัน Zaki และเพื่อนร่วมงานพบว่าสมองส่วน default mode network (DMN) ซึ่งเป็นเครือข่ายของบริเวณสมองที่ทำงานประสานกันเมื่อมนุษย์กำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับตนเอง กำลังแยกแยะระหว่าง "ตนเอง" กับ "ผู้อื่น" และกำลังเลื่อนลอยไปในห้วงความคิดที่หมุนรอบตัวเอง มีการทำงานลดลงอย่างชัดเจนในระหว่างที่บุคคลอยู่ในสภาวะเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง (Zaki, 2016)
การค้นพบนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าที่เห็นบนพื้นผิว มันหมายความว่า "การเห็นอกเห็นใจ" ไม่ใช่เพียง "ความรู้สึกดี ๆ" ที่เป็นนามธรรมและจับต้องไม่ได้ที่กวีและนักปรัชญาพรรณนา
แต่มันคือกระบวนการทางประสาทวิทยาที่เป็นรูปธรรม วัดผลได้ในห้องปฏิบัติการด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือฝึกฝนได้
มันคือสภาวะที่สมองส่วนที่คอยแยก "เรา" ออกจาก "พวกเขา" เส้นแบ่งที่เป็นต้นตอของความขัดแย้งและสงครามทั้งหมดในประวัติศาสตร์มนุษย์ ลดการทำงานลง ในขณะที่สมองส่วนที่รับรู้ความทุกข์ของผู้อื่นเสมือนเป็นของตนเองมีกิจกรรมเพิ่มขึ้น
ชาวอาร์คทูเรียนเพียงแค่ใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่ก้าวหน้ากว่าการสแกน fMRI และการฝึกสมาธิของมนุษย์หลายระดับ ในการบรรลุสภาวะเดียวกันนี้ในระดับที่ลึกซึ้งกว่า ครอบคลุมกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่ามาก และแทนที่จะใช้มันในการบำบัดทางจิตวิทยาในคลินิกเงียบ ๆ หรือในการฝึกอบรมผู้บริหารองค์กร พวกเขาใช้มันในการป้องกันสงครามระหว่างดวงดาวที่อาจทำลายล้างอารยธรรมนับพันปีภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
.
.
การอ้างอิงในบท
· Batson, C. D., Polycarpou, M. P., Harmon-Jones, E., Imhoff, H. J., Mitchener, E. C., Bednar, L. L., … & Highberger, L. (1997). Empathy and attitudes: Can feeling for a member of a stigmatized group improve feelings toward the group? Journal of Personality and Social Psychology, 72(1), 105–118.
· Des Forges, A. (1999). Leave None to Tell the Story: Genocide in Rwanda. Human Rights Watch.
· Eisenberger, N. I., Lieberman, M. D., & Williams, K. D. (2003). Does rejection hurt? An fMRI study of social exclusion. Science, 302(5643), 290–292.
· Jervis, R. (1976). Perception and Misperception in International Politics. Princeton University Press.
· LeDoux, J. (1998). The Emotional Brain: The Mysterious Underpinnings of Emotional Life. Simon & Schuster.
· Rogers, C. R. (1957). The necessary and sufficient conditions of therapeutic personality change. Journal of Consulting Psychology, 21(2), 95–103.
· Rosenberg, M. B. (2003). Nonviolent Communication: A Language of Life (2nd ed.). PuddleDancer Press.
· Rosenberg, M. B. (2005). Speak Peace in a World of Conflict: What You Say Next Will Change Your World. PuddleDancer Press.
· Zaki, J. (2016). The anatomy of empathy: Vicarious experience and its neural bases. Trends in Cognitive Sciences, 20(2), 79–80.
.
.
โฆษณา