18 ส.ค. เวลา 00:24 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 36 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

8.3 จุดยืนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยที่ไร้อคติ
ในปี 1971 จอห์น รอว์ลส์ นักปรัชญาการเมืองชาวอเมริกัน แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ซึ่งใช้เวลากว่าสองทศวรรษในการนั่งครุ่นคิด เขียน ขีดฆ่า และเขียนใหม่ ในห้องทำงานที่เรียงรายไปด้วยหนังสือปรัชญาจากพื้นจรดเพดาน
ได้ตีพิมพ์หนังสือ A Theory of Justice ซึ่งหนาเกือบ 600 หน้าและได้รับการยกย่องในเวลาต่อมาว่าเป็นหนึ่งในงานปรัชญาการเมืองที่สำคัญที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 เทียบได้กับ Leviathan ของฮอบส์ หรือ Two Treatises of Government ของล็อค (Rawls, 1971)
รอว์ลส์ไม่ได้สนใจคำถามเล็ก ๆ เขาสนใจคำถามที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยถามตัวเอง:
เราจะสร้างสังคมที่ยุติธรรมได้อย่างไร? …ไม่ใช่แค่สังคมที่ "ดูเหมือน" ยุติธรรม หรือสังคมที่ "อ้างว่า" ยุติธรรม แต่คือสังคมที่ยุติธรรมอย่างแท้จริงสำหรับทุกคน โดยไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้ใครเป็นพิเศษ และไม่มีการกดขี่ใครให้จมอยู่ก้นเหว
คำตอบของเขามาในรูปแบบของการทดลองทางความคิดที่เรียบง่ายจนน่าตกใจ แต่ทรงพลังถึงขนาดที่มันเปลี่ยนโฉมหน้าของปรัชญาการเมืองไปตลอดกาล นั่นคือ "ม่านแห่งความไม่รู้" (veil of ignorance)
ลองนึกภาพตาม คุณกำลังยืนอยู่ในห้องประชุมที่ว่างเปล่า ขาวโพลนไปทั้งห้อง คุณกำลังจะต้องออกแบบกฎเกณฑ์ทั้งหมดของสังคมที่คุณกำลังจะเกิดเข้าไปอยู่ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
คุณต้องตัดสินใจเกี่ยวกับระบบภาษี ใครควรจ่ายเท่าไหร่?
คุณต้องตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้างการศึกษา ใครควรได้เรียนอะไร?
คุณต้องตัดสินใจเกี่ยวกับระบบสาธารณสุข ใครควรเข้าถึงการรักษา?
คุณต้องตัดสินใจเกี่ยวกับกฎหมายอาญา อะไรคืออาชญากรรมและบทลงโทษควรเป็นอย่างไร?
คุณต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการกระจายทรัพยากร ที่ดิน เงินทุน โอกาส ควรตกอยู่ในมือใคร?
และนี่คือเงื่อนไขที่ทำให้การทดลองทางความคิดนี้น่าสนใจ คุณไม่รู้ว่าคุณจะเกิดมาเป็นใครในสังคมที่คุณกำลังออกแบบ
คุณอาจเกิดมาเป็นลูกของมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินนับพันล้าน และมีชื่อสกุลที่เปิดประตูทุกบานให้คุณ หรืออาจเกิดมาเป็นลูกของกรรมกรในโรงงานถลุงเหล็กที่กลับบ้านทุกวันด้วยมือที่ดำด้วยเขม่าและปวดเมื่อยไปทั้งตัว
คุณอาจเกิดมาพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์จนวิ่งมาราธอนได้สบาย ๆ หรือคุณอาจเกิดมาพร้อมกับความพิการทางร่างกายที่ทำให้คุณต้องพึ่งพาคนอื่นในการใช้ชีวิตประจำวัน
คุณอาจเกิดมาในครอบครัวของชนกลุ่มใหญ่ที่มีอำนาจทางการเมืองและวัฒนธรรม หรือคุณอาจเกิดมาในครอบครัวของชนกลุ่มน้อยที่ถูกเลือกปฏิบัติมาหลายชั่วอายุคนจนความยากจนและการถูกกีดกันกลายเป็นมรดกตกทอด
ภายใต้ "ม่านแห่งความไม่รู้" นี้ ม่านที่ปิดบังไม่ให้คุณรู้ว่าคุณจะเกิดมาเป็นใคร มีสถานะทางสังคมแบบไหน มีพรสวรรค์อะไร มีความพิการอะไร รอว์ลส์โต้แย้งว่า
มนุษย์ที่มีเหตุผลทุกคนจะออกแบบสังคมบนหลักการสองข้อ ที่เขาพัฒนาขึ้นมาอย่างรัดกุม
หลักการข้อที่หนึ่ง: …ทุกคนจะต้องมีสิทธิเสรีภาพพื้นฐานเท่าเทียมกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยสอดคล้องกับเสรีภาพของผู้อื่น เสรีภาพในการพูด การนับถือศาสนา การรวมกลุ่มทางการเมือง สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม สิทธิในความปลอดภัยของร่างกายและทรัพย์สิน หลักการข้อนี้มีความสำคัญเป็นอันดับแรกและไม่สามารถถูกแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือสังคมใด ๆ ได้
.
หลักการข้อที่สอง: …ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจจะถูกยอมรับได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขสองประการย่อย
•ประการแรก มันต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เสียเปรียบที่สุดในสังคม (หลักการความแตกต่าง: difference principle)
•และประการที่สอง ตำแหน่งและโอกาสต่าง ๆ ต้องเปิดกว้างสำหรับทุกคนภายใต้เงื่อนไขของความเท่าเทียมกันอย่างเป็นธรรม (หลักการโอกาสที่เท่าเทียม: fair equality of opportunity) (Rawls, 1971, pp. 60–65)
.
เหตุผลที่มนุษย์ทุกคนที่มีเหตุผลจะเลือกหลักการเหล่านี้ภายใต้ม่านแห่งความไม่รู้คือ การคำนวณความเสี่ยงแบบเย็นชา ไม่มีใครต้องการเสี่ยงที่จะเกิดมาเป็นผู้ที่เสียเปรียบที่สุดในสังคมที่อยุติธรรม
หากคุณไม่รู้ว่าคุณจะเกิดเป็นใคร คุณก็จะออกแบบสังคมที่แม้แต่คนที่โชคร้ายที่สุดก็ยังมีชีวิตที่ดีพอสมควร มีอาหารพอกิน มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย มีการศึกษา มีการรักษาพยาบาล มีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์ เพราะคุณอาจเป็นคนนั้น
ข้อโต้แย้งของรอว์ลส์นี้ทรงพลังมากจนแม้แต่นักวิจารณ์ที่ดุเดือดที่สุดก็ยังต้องยอมรับว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ขาดไม่ได้สำหรับการถกเถียงเรื่องความยุติธรรม
โรเบิร์ต โนซิก เพื่อนร่วมงานของรอว์ลส์ที่ฮาร์วาร์ด ได้เขียนหนังสือ Anarchy, State, and Utopia (Nozick, 1974) เพื่อโต้แย้งว่ารัฐไม่มีสิทธิ์ในการบังคับกระจายทรัพยากรตามหลักการของรอว์ลส์ เพราะมันละเมิดสิทธิในทรัพย์สินของปัจเจกบุคคล
โนซิกแย้งว่าถ้าคุณหาเงินมาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรม การที่รัฐมาเก็บภาษีจากคุณเพื่อแจกจ่ายให้คนอื่นก็คือการใช้แรงงานของคุณโดยไม่สมัครใจ เป็นรูปแบบหนึ่งของทาสในทางอ้อม
ซูซาน มอลเลอร์ โอกิน นักปรัชญาสตรีนิยมผู้ล่วงลับ ได้วิจารณ์รอว์ลส์จากอีกมุมหนึ่งในหนังสือ Justice, Gender, and the Family (Okin, 1989)
เธอชี้ให้เห็นว่ารอว์ลส์ซึ่งเขียนอย่างละเอียดเกี่ยวกับความยุติธรรมในพื้นที่สาธารณะ รัฐบาล ตลาดแรงงาน ระบบกฎหมาย กลับแทบไม่พูดถึงความไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวเลย ทั้งที่ครอบครัวคือหน่วยพื้นฐานที่สุดของสังคมและเป็นที่ซึ่งความอยุติธรรมทางเพศถูกผลิตซ้ำและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
นักพฤติกรรมศาสตร์ แดเนียล คาห์นแมน และ อามอส ทเวอร์สกี ผู้บุกเบิกสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ได้ท้าทายรอว์ลส์จากมุมของจิตวิทยาการตัดสินใจ
งานวิจัยของพวกเขาแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้ "มีเหตุผล" แบบที่รอว์ลส์สันนิษฐาน เรามีอคติมากมายที่บิดเบือนการตัดสินใจของเรา เรากลัวการสูญเสียมากกว่าที่เราอยากได้กำไร (loss aversion)
เราประเมินความน่าจะเป็นผิดพลาดอย่างเป็นระบบ เราตัดสินใจบนพื้นฐานของอารมณ์และฮิวริสติกส์ ไม่ใช่การคำนวณผลได้ผลเสียอย่างรอบคอบ (Kahneman & Tversky, 1979)
ถึงกระนั้น หลักการของรอว์ลส์ก็ยังคงเป็นกรอบคิดที่ทรงพลังสำหรับการทำความเข้าใจว่าอะไรคือ "ความเป็นกลาง" ที่แท้จริง และนี่คือจุดที่เราสามารถเชื่อมโยงมันเข้ากับบทบาทของชาวอาร์คทูเรียนในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างอารยธรรม
หลักการของรอว์ลส์ใกล้เคียงกับสิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนปฏิบัติในการทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยในข้อพิพาทระหว่างอารยธรรมสมาชิกของสมาพันธ์กาแล็กซีอย่างน่าขนลุก แต่มันมีความแตกต่างพื้นฐานที่สำคัญสองประการที่ต้องอภิปรายอย่างละเอียด
▫️ข้อแตกต่างประการแรก: …รอว์ลส์ใช้ "ม่านแห่งความไม่รู้" เป็นการทดลองทางความคิด เป็นอุปกรณ์ทางปรัชญาที่เขาเชิญชวนให้เรา "จินตนาการ" ว่าตัวเองไม่รู้ว่าจะเกิดเป็นใคร แต่ในทางปฏิบัติจริง บนโลกแห่งความเป็นจริงที่เลือดเนื้อและประวัติศาสตร์ ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถ "ลืม" ว่าตนเองเป็นใครได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามหนักแค่ไหน
คุณอาจนั่งสมาธิวันละสามชั่วโมงเป็นเวลาสามสิบปี คุณอาจฝึกสติจนสามารถสังเกตความคิดของตัวเองได้โดยไม่ถูกมันครอบงำ
แต่คุณก็ยังคงเป็นมนุษย์ที่เกิดในครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง ในประเทศใดประเทศหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ คุณมีเพศ มีเชื้อชาติ มีชนชั้นทางสังคม มีประสบการณ์ชีวิตที่หล่อหลอมคุณ ความทรงจำในวัยเด็กที่ฝังลึกในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส อคติที่ถูกปลูกฝังตั้งแต่อายุสามขวบ ความกลัวที่ถูกตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เราไม่สามารถลบข้อมูลทั้งหมดนี้ออกจากสมองของเราได้เพียงเพราะเราตัดสินใจที่จะ "คิด" ว่าเราไม่รู้ว่าเราเป็นใคร ม่านแห่งความไม่รู้ของรอว์ลส์เป็นเพียงอุปมาอุปไมยทางปรัชญา เป็นเครื่องมือทางความคิดที่ทรงพลังแต่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในระดับจิตสำนึกของมนุษย์
.
ชาวอาร์คทูเรียนไม่ได้เพียงแค่ "คิด" หรือ "จินตนาการ" ว่าพวกเขาไม่มีผลประโยชน์ส่วนตน พวกเขาได้บรรลุถึงสภาวะที่เรียกว่า "ภาวะที่ไร้อัตตาในระดับปฏิบัติการ" (Operational Non-Ego) ซึ่งเป็นสภาวะที่จิตสำนึกของพวกเขาไม่ได้ถูกครอบงำด้วย "ผลประโยชน์ส่วนตน" ในรูปแบบใด ๆ อีกต่อไปอย่างแท้จริงและถาวร
เพื่อให้เข้าใจว่าสภาวะนี้คืออะไร เราต้องแยกแยะระหว่าง "อัตตา" (ego) ในความหมายทางจิตวิทยา กับ "อัตตา" ในความหมายที่ชาวอาร์คทูเรียนหมายถึง
ในทางจิตวิทยา อัตตา คือ โครงสร้างทางจิตที่ซิกมันด์ ฟรอยด์บรรยายไว้ในทฤษฎีโครงสร้างบุคลิกภาพว่าเป็นตัวกลางที่คอยประนีประนอมระหว่างแรงขับดิบ ๆ จากอิด (id) "ฉันต้องการตอนนี้"
.
กับข้อห้ามทางศีลธรรมจากซูเปอร์อีโก้ (superego) "เจ้าต้องไม่ทำสิ่งนั้น" (Freud, 1923) ในความหมายนี้ อัตตาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำหน้าที่ในสังคม มันคือส่วนที่ทำให้คุณไม่ตะโกนด่าเจ้านายเมื่อคุณโกรธ มันคือส่วนที่ทำให้คุณอดทนรออาหารมาเสิร์ฟแทนที่จะเดินเข้าไปในครัวแล้วคว้ามากินเอง
แต่ในความหมายที่ชาวอาร์คทูเรียนใช้ "อัตตา" คือการยึดติดกับ "ตัวตน" ในฐานะสิ่งที่แยกขาดจากส่วนที่เหลือของเอกภพ
มันคือภาพลวงตาที่ว่า "ฉัน" เป็นเกาะที่โดดเดี่ยวในมหาสมุทรแห่งจิตสำนึก มันคือการระบุตัวตนกับสิ่งที่ไม่เที่ยงและไม่ใช่แก่นสาร ชื่อเสียง ทรัพย์สิน สถานะทางสังคม อำนาจ การยอมรับนับถือ ความภาคภูมิใจในเผ่าพันธุ์ ความรู้สึกว่า "ชนะ" หรือ "แพ้"
.
อลัน วัตส์ นักปรัชญาชาวอังกฤษผู้เป็นสะพานเชื่อมความคิดตะวันออกและตะวันตก อธิบายอัตตาในความหมายนี้ด้วยอุปมาอุปไมยที่คมคาย
อัตตา คือ เหมือนกับคลื่นในมหาสมุทรที่เชื่อว่าตนเองเป็นอิสระจากมหาสมุทร คลื่นลูกนั้นมีรูปร่าง มีการเคลื่อนไหว มีการเกิดและดับ แต่เนื้อแท้ของมันไม่เคยแยกออกจากมหาสมุทรเลย (Watts, 1966)
ในทำนองเดียวกัน จิตสำนึกปัจเจกเป็นเพียงการแสดงออกชั่วคราวของสนามจิตสำนึกสากลที่ใหญ่กว่ามาก
.
ชาวอาร์คทูเรียนได้ก้าวข้ามภาพลวงตาของการแยกขาดนี้อย่างสมบูรณ์ พวกเขา "รู้" ในระดับที่เป็นประสบการณ์ตรง ไม่ใช่แค่ความเชื่อทางปัญญา ว่า "ตัวตน" ที่มนุษย์ยึดติดนั้นไม่มีอยู่จริงในฐานะสิ่งที่เป็นอิสระ มันคือกระบวนการ ไม่ใช่สิ่งของ มันคือรูปแบบของพลังงานที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ใช่แก่นสารที่ถาวร
ในสภาวะนี้ "ผลประโยชน์ส่วนตน" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ การได้เปรียบทางเศรษฐกิจ การมีอำนาจเหนือผู้อื่น การได้รับการยอมรับนับถือ การสะสมทรัพย์สมบัติ ไม่มีความหมายอีกต่อไป เหมือนกับการถามว่าคลื่นในมหาสมุทรจะ "ชนะ" คลื่นอีกลูกหนึ่งได้อย่างไร มันไร้สาระในระดับรากฐาน
.
งานวิจัยทางประสาทวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยให้เบาะแสบางอย่างว่าสภาวะนี้อาจมีรากฐานทางชีววิทยา David Vago และคณะได้ตีพิมพ์บทความใน Frontiers in Human Neuroscience
ที่สำรวจผลของการทำสมาธิแบบเจริญสติระยะยาวต่อสมอง พวกเขาพบว่าผู้ทำสมาธิที่มีประสบการณ์สูงมีความสามารถในการ "ไม่ยึดติด" กับความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิต
พวกเขารับรู้ความคิดที่เกิดขึ้น แต่ไม่ถูกมันครอบงำหรือระบุตัวตนกับมัน และสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอ้างอิงตนเอง (self-referential processing)
โดยเฉพาะ posterior cingulate cortex และ medial prefrontal cortex มีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างจากคนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ (Vago & Silbersweig, 2012)
แต่สิ่งที่ชาวอาร์คทูเรียนบรรลุนั้นก้าวพ้นการฝึกสมาธิของมนุษย์ไปหลายระดับ พวกเขาไม่ได้แค่ "ไม่ยึดติด" กับความคิดและอารมณ์ พวกเขาได้ก้าวพ้นโครงสร้างของอัตตาเองโดยสมบูรณ์ มันไม่ใช่สภาวะชั่วคราวที่เกิดขึ้นระหว่างการนั่งสมาธิแล้วหายไปเมื่อลืมตาออกมา แต่มันคือสภาวะถาวรของจิตสำนึกที่ผ่านการวิวัฒนาการมานับพันล้านปี
▫️ข้อแตกต่างประการที่สอง … ระหว่างหลักการของรอว์ลส์กับวิธีการของชาวอาร์คทูเรียน: ทฤษฎีของรอว์ลส์ทั้งหมดตั้งอยู่บนสมมติฐานพื้นฐานที่ว่า "ทรัพยากรมีจำกัด" และ "ผลประโยชน์ขัดแย้งกัน" ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสังคมมนุษย์บนโลกใบนี้
ในโลกของรอว์ลส์ มีที่ดินอยู่เท่านี้ มีน้ำมันอยู่เท่านี้ มีตำแหน่งงานดี ๆ อยู่เท่านี้ มีทุนการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำอยู่เท่านี้ ถ้ามีคนได้มากขึ้น ก็ต้องมีคนได้น้อยลง นี่คือเงื่อนไขของ "ความขาดแคลนระดับปานกลาง" (moderate scarcity) ที่เดวิด ฮิวม์ระบุว่าเป็นหนึ่งใน "สถานการณ์แห่งความยุติธรรม" (circumstances of justice)
เงื่อนไขที่ทำให้ความยุติธรรมเป็นสิ่งจำเป็นตั้งแต่แรก ถ้าทุกอย่างมีเหลือเฟือ เราก็ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์การกระจายทรัพยากร แต่ถ้าขาดแคลนจนทุกคนต้องแย่งชิงเพื่อเอาชีวิตรอด กฎเกณฑ์ใด ๆ ก็จะไร้ความหมายเพราะทุกคนจะทำทุกอย่างเพื่ออยู่รอด (Hume, 1739/1978)
ในบริบทของมนุษย์ การออกแบบสังคมที่ยุติธรรมในกรอบของรอว์ลส์จึงเป็นเรื่องของการ "กระจาย" ทรัพยากรและโอกาสที่มีจำกัดให้เป็นธรรมที่สุด
ใครควรได้เท่าไหร่? …บนพื้นฐานอะไร? …โดยกระบวนการใด?
แต่ชาวอาร์คทูเรียนไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ทรัพยากรมีจำกัดอีกต่อไป ตามที่อภิปรายอย่างละเอียดแล้วในหัวข้อ 1.1 และ 3.3
การมี Dyson Swarm ที่เก็บเกี่ยวพลังงานจากดาวฤกษ์ทั้งหมดในระบบของพวกเขา เปลี่ยนสสารให้เป็นพลังงานตามสมการ E=mc² ของไอน์สไตน์ในระดับอารยธรรม และการเข้าถึงพลังงานสุญญากาศควอนตัมที่แทรกซึมอยู่ในทุกตารางเซนติเมตรของอวกาศ ทำให้ "ความขาดแคลน" ในความหมายที่มนุษย์รู้จักหมดสิ้นไปโดยสมบูรณ์
พวกเขาไม่ต้อง "แย่งชิง" ทรัพยากรจากอารยธรรมอื่น เพราะพวกเขามีพลังงานและวัตถุดิบเพียงพอที่จะสร้างอะไรก็ได้ที่พวกเขาต้องการโดยไม่ต้องไปเบียดเบียนใคร
พวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะต้อง "ปกป้อง" ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเองเพราะระบบเศรษฐกิจของพวกเขาไม่ได้ตั้งอยู่บนการสะสมหรือการแข่งขันอีกต่อไป และพวกเขาไม่มี "แรงจูงใจทางวัตถุ" ที่จะทำให้การตัดสินใจของพวกเขาเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง
นี่คือส่วนผสมที่ทำให้เกิดความเป็นกลางที่สมบูรณ์: การไร้อัตตาในระดับปฏิบัติการ + การเข้าถึงทรัพยากรที่ไร้ขีดจำกัด = การไม่มีเหตุผลใด ๆ เลยที่จะไม่เป็นกลาง
.
ในทางปฏิบัติ เมื่อชาวอาร์คทูเรียนได้รับเชิญให้ทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยในข้อพิพาทระหว่างอารยธรรมสองแห่งในสมาพันธ์ และพวกเขาจะทำหน้าที่นี้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายสมัครใจเชิญพวกเขาเท่านั้น ตามกฎแห่งเจตจำนงเสรีที่ห้ามการแทรกแซงโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่าข้อพิพาทนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม...
อาจเป็นข้อพิพาทเรื่องสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบดาวเคราะห์ที่อุดมด้วยแร่ธาตุหายากซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเทคโนโลยีขั้นสูง
อารยธรรมหนึ่งค้นพบระบบดาวเคราะห์นี้ก่อนและเริ่มสร้างสถานีวิจัย แต่อีกอารยธรรมหนึ่งแย้งว่าพวกเขาเคยมาเยือนระบบนี้เมื่อหลายพันปีก่อนและทิ้งร่องรอยเอาไว้ ข้อพิพาทนี้ลุกลามจนเกือบจะนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร
อาจเป็นการกล่าวหาว่าอารยธรรมหนึ่งละเมิดกฎแห่งการไม่แทรกแซงด้วยการส่งคณะนักมานุษยวิทยาดวงดาวเข้าไปคลุกคลีกับอารยธรรมน้องใหม่ที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเดินทางระหว่างดวงดาว
โดยปลอมตัวเป็นสมาชิกของเผ่าพันธุ์นั้นและเผยแพร่แนวคิดทางปรัชญาและวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้ากว่ายุคสมัยของอารยธรรมนั้นหลายพันปี อารยธรรมที่ถูกกล่าวหาปฏิเสธข้อกล่าวหาและแย้งว่าพวกเขาเพียงแค่ "สังเกตการณ์" และแนวคิดที่เผยแพร่ไปนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในอารยธรรมน้องใหม่นั้น
หรืออาจเป็นความขัดแย้งที่เกิดจากการตีความสนธิสัญญา Synergetic Cooperation Pact ที่แตกต่างกัน โดยฝ่ายหนึ่งตีความว่ามาตรการกักกันโรคข้ามดาวเคราะห์ที่อีกฝ่ายใช้กับยานของตนนั้น "เกินกว่าเหตุ" และ "ละเมิดอธิปไตย" ในขณะที่อีกฝ่ายยืนกรานว่ามาตรการดังกล่าวจำเป็นเพื่อป้องกันการระบาดของเชื้อโรคที่อาจทำลายระบบนิเวศทั้งดวง
.
ในทุกกรณีเหล่านี้ ชาวอาร์คทูเรียนเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยโดยไม่มี "วาระซ่อนเร้น" (hidden agenda) ใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าพวกเขามีวาระซ่อนเร้นแต่ "เลือก" ที่จะไม่ใช้มัน แต่คือโครงสร้างของจิตสำนึกของพวกเขาทำให้ไม่มีวาระซ่อนเร้นเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
พวกเขาไม่ได้พยายามทำให้ฝ่าย ก ชนะข้อพิพาท เพราะฝ่าย ก เคยช่วยเหลือพวกเขาในอดีต หรือเพราะฝ่าย ก เป็นพันธมิตรทางการค้าหรือการทหารที่สำคัญ
หรือเพราะผู้นำของฝ่าย ก เป็นเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานับหมื่นปี แนวคิดเรื่อง "บุญคุณ" หรือ "ความภักดี" ในความหมายที่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายหนึ่งเหนืออีกฝ่ายไม่มีความหมายในกรอบของ Operational Non-Ego
.
พวกเขาไม่ได้พยายามทำให้ฝ่าย ข แพ้ข้อพิพาท เพราะฝ่าย ข มีระบบการปกครองหรืออุดมการณ์ที่พวกเขาไม่เห็นด้วย
หรือเพราะฝ่าย ข เคยกระทำการที่น่ารังเกียจในอดีต หรือเพราะฝ่าย ข ถูกมองว่า "ด้อยกว่า" ในทางศีลธรรมหรือวิวัฒนาการ แนวคิดเรื่อง "การลงโทษ" หรือ "การสั่งสอน" ในความหมายที่เกิดจากความเหนือกว่าทางศีลธรรมไม่มีที่อยู่ในกรอบของ Operational Non-Ego
และพวกเขาไม่ได้พยายาม "ยื้อ" ข้อพิพาทให้นานกว่าที่จำเป็นเพื่อที่พวกเขาจะได้มีบทบาทสำคัญในเวทีการเมืองของกาแล็กซีต่อไป หรือเพื่อ "พิสูจน์" ว่าตนเองมีประโยชน์และสมควรได้รับการยอมรับนับถือจากอารยธรรมอื่น
หรือเพื่อสะสม "อิทธิพลทางการเมือง" ในสมาพันธ์ แนวคิดเรื่อง "การรักษาหน้าตา" หรือ "การสะสมอำนาจ" ในความหมายของมนุษย์ไม่มีความหมายในกรอบของ Operational Non-Ego
พวกเขาเพียงแค่ "มองเห็น" สมดุล (equilibrium)
การ "มองเห็น" ในที่นี้ไม่ใช่การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเย็นชาเหมือนที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ประมวลผลตัวแปรหลายล้านตัวเพื่อหาจุดที่เหมาะสมที่สุด แต่มันคือการ "หยั่งรู้" (intuition) ในระดับที่จิตสำนึกที่ไร้อัตตาสามารถรับรู้รูปแบบของเหตุและผลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท
ผลกระทบระยะสั้น ผลกระทบระยะยาว ผลกระทบทางตรง ผลกระทบทางอ้อม ผลกระทบต่ออารยธรรมคู่พิพาท ผลกระทบต่ออารยธรรมอื่นในสมาพันธ์ ผลกระทบต่ออารยธรรมที่กำลังพัฒนาในบริเวณใกล้เคียง ผลกระทบต่อสมดุลของสนามข้อมูลร่วมของสมาพันธ์โดยรวม
ทั้งหมดนี้ปรากฏแก่พวกเขาอย่างชัดเจนราวกับแผนที่สามมิติที่แสดงเส้นทางที่เป็นไปได้ทั้งหมด
สมดุลที่พวกเขามองเห็นคือจุดที่ทุกฝ่ายจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่ จุดที่สอดคล้องกับกฎแห่งจักรวาลทั้งสามข้ออย่างสมบูรณ์ ไม่ละเมิดเจตจำนงเสรีของใคร ไม่เป็นการแทรกแซงวิวัฒนาการของใคร
และไม่ทำลายสมดุลของระบบใด จุดที่แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง "ต้องการ" ในตอนเริ่มต้น แต่มันคือสิ่งที่ทุกฝ่าย "ต้องการอย่างแท้จริง" ในระดับที่ลึกกว่าข้อเรียกร้องที่แสดงออกมา
และเมื่อพวกเขามองเห็นสมดุลนั้นแล้ว พวกเขาก็เพียงแค่ "นำทาง" การเจรจาไปสู่สมดุลนั้น
การ "นำทาง" นี้ไม่ได้ใช้การบังคับ การข่มขู่ หรือการสร้างแรงจูงใจทางวัตถุ ทั้งหมดนั้นจะเป็นการละเมิดเจตจำนงเสรีของคู่กรณี มันใช้เพียงแค่การ "ถามคำถาม" ที่จะนำทางให้คู่กรณีค้นพบสมดุลนั้นด้วยตนเอง คำถามที่ดูเรียบง่ายแต่ถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำเพื่อเปิดมุมมองใหม่ที่แต่ละฝ่ายยังไม่เคยมองเห็น
"ท่านเคยพิจารณาหรือไม่ว่าผลกระทบระยะยาวของการตัดสินใจนี้ต่ออารยธรรมน้องใหม่ในระบบดาวเคราะห์ที่สามจะเป็นอย่างไร?"
"หากท่านได้ยืนอยู่ในตำแหน่งของอีกฝ่าย ท่านคิดว่าท่านจะรู้สึกอย่างไรกับข้อเสนอนี้?"
"อะไรคือความต้องการที่แท้จริงของท่าน? ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่ท่านแสดงออกมา แต่คือความต้องการที่อยู่ลึกลงไปภายใต้ข้อเรียกร้องนั้น?"
.
แต่ละคำถามถูกออกแบบให้ลดทอนชั้นของ defensive mode ที่คู่กรณีสร้างขึ้น แต่ละคำถามถูกถามในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด หลังจากที่ Coherent Calibration ได้ทำให้สัญญาณรบกวนทางจิตใจโปร่งใสลงแล้ว แต่ละคำถามนำทางคู่กรณีเข้าใกล้สมดุลที่ชาวอาร์คทูเรียนมองเห็นมาตั้งแต่ต้นทีละก้าว
และในที่สุด เมื่อคู่กรณีค้นพบสมดุลนั้นด้วยตนเอง หรืออย่างน้อยพวกเขาก็รู้สึกว่าพวกเขาค้นพบมันด้วยตนเอง ข้อตกลงก็จะเกิดขึ้น ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกว่าถูกบังคับหรือจำยอม แต่ด้วยความรู้สึกว่า "นี่คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรา" อย่างแท้จริง
สำหรับมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21 ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตความน่าเชื่อถือของสถาบันระหว่างประเทศอย่างรุนแรง
องค์การสหประชาชาติถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าเป็นเพียงเวทีที่ประเทศมหาอำนาจใช้ปกป้องผลประโยชน์ของตนเองภายใต้หน้ากากของ "ประชาคมระหว่างประเทศ"
คณะมนตรีความมั่นคงที่มีสมาชิกถาวรห้าประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศมีสิทธิ์ยับยั้งมติใด ๆ ก็ได้ด้วยการลงคะแนนเสียงเพียงเสียงเดียว สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาสมดุลอำนาจหลังสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945 ไม่ใช่เพื่อแก้ไขปัญหาของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง
ข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่พิธีสารเกียวโตปี 1997 ไปจนถึงความตกลงปารีสปี 2015 ใช้เวลาหลายทศวรรษในการเจรจาที่เต็มไปด้วยการต่อรองทางการเมือง การข่มขู่ และการประนีประนอมที่ลดทอนเนื้อหาลงเรื่อย ๆ และยังคงถูกวิจารณ์ว่าไม่เพียงพอต่อการรับมือกับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นและไม่มีกลไกบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ (Victor, 2011)
บทเรียนจากชาวอาร์คทูเรียนเสนอว่า หนทางไปสู่ระบบการปกครองระดับโลกที่มีประสิทธิภาพและยุติธรรมไม่ใช่การสร้าง "รัฐบาลโลก" (world government) ที่มีอำนาจรวมศูนย์ในการบังคับประเทศสมาชิกให้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศด้วยกำลังทหารหรือมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ
ความพยายามในลักษณะนี้ แม้จะดูสมเหตุสมผลบนกระดาษ แต่มักจะนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนแรงจากประเทศที่มองว่าตนเองกำลังสูญเสียอธิปไตย และสร้างความขัดแย้งใหม่ที่อาจรุนแรงกว่าปัญหาเดิมที่พยายามจะแก้
แต่หนทางคือการสร้าง "พื้นที่กลาง" (neutral space) ที่ตัวแทนของทุกฝ่ายสามารถ "รับรู้" ความต้องการที่แท้จริงของกันและกันได้โดยตรง โดยไม่ผ่านการบิดเบือนของอคติทางประวัติศาสตร์ การแข่งขันทางผลประโยชน์ระยะสั้นที่บดบังผลประโยชน์ร่วมกันระยะยาว และความไม่ไว้วางใจที่สะสมมานานหลายชั่วอายุคน
และในท้ายที่สุด มันคือการพัฒนาผู้ไกล่เกลี่ยที่บรรลุถึง "ภาวะไร้อัตตาในระดับปฏิบัติการ" Operational Non-Ego ซึ่งสามารถนำทางการเจรจาไปสู่สมดุลที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
โดยไม่ยึดติดกับผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ส่วนบุคคล ผลประโยชน์ของประเทศ ผลประโยชน์ของกลุ่มชาติพันธุ์ หรือผลประโยชน์ของเผ่าพันธุ์
นี่คือความหมายที่แท้จริงของการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่ไร้อคติ
และนี่คือเหตุผลที่อารยธรรมนับพันทั่วกาแล็กซี อารยธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าเรานับล้านปี อารยธรรมที่มีเทคโนโลยีที่เราไม่อาจแม้แต่จะจินตนาการ อารยธรรมที่เคยทำสงครามกันจนเกือบทำลายตัวเองมาแล้ว ทั้งหมดสมัครใจที่จะวางข้อพิพาทของตนลงบนโต๊ะของชาวอาร์คทูเรียน และยอมรับผลลัพธ์ของการเจรจาที่พวกเขาเป็นผู้นำทาง
ไม่ใช่เพราะพวกเขากลัวชาวอาร์คทูเรียน แต่เพราะพวกเขาไว้วางใจพวกเขา
และความไว้วางใจนั้น ในกาแล็กซีที่เต็มไปด้วยอารยธรรมที่เคยหักหลังกันมานับครั้งไม่ถ้วน คือทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดและหายากที่สุด
การอ้างอิงในบท
· Freud, S. (1923). The Ego and the Id. Internationaler Psychoanalytischer Verlag. (Standard Edition, Vol. 19, 1961, Hogarth Press.)
· Hume, D. (1978). A Treatise of Human Nature (L. A. Selby-Bigge, Ed.; 2nd ed., revised by P. H. Nidditch). Oxford University Press. (Original work published 1739)
· Kahneman, D., & Tversky, A. (1979). Prospect Theory: An Analysis of Decision under Risk. Econometrica, 47(2), 263–291.
· Nozick, R. (1974). Anarchy, State, and Utopia. Basic Books.
· Okin, S. M. (1989). Justice, Gender, and the Family. Basic Books.
· Rawls, J. (1971). A Theory of Justice. Harvard University Press.
· Vago, D. R., & Silbersweig, D. A. (2012). Self-awareness, self-regulation, and self-transcendence (S-ART): A framework for understanding the neurobiological mechanisms of mindfulness. Frontiers in Human Neuroscience, 6, 296.
· Victor, D. G. (2011). Global Warming Gridlock: Creating More Effective Strategies for Protecting the Planet. Cambridge University Press.
· Watts, A. (1966). The Book: On the Taboo Against Knowing Who You Are. Pantheon Books.
.
.
โฆษณา