หายนะจากการปล่อยวางแบบขาดสติของชาวพุทธบางคนที่ไม่ตั้งสติ

ในมุมมองพุทธศาสนา หากเราเห็นว่าภาครัฐกำลังเอื้อประโยชน์ให้ทุนเทาต่างชาติเข้ามาลงทุนดาต้าเซนเต้อร์ โดยจะมีการถางป่าอุทยานแห่งชาติวังโตนดจันทบุรีทิ้งไปแล้วขุดอ่างเก็บน้ำกว้างเกือบถึง15000ไร่ เพื่อมารองรับการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำของโครงการระบบดาต้าเซนเต้อร์เอื้อทุนต่างชาติ
ซึ่งจะทำให้ประเทศได้รับภัยพิบัติจากการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติไปในปริมาณมหาศาล รวมทั้งสูญสิ้นแหล่งโอโซนสำคัญของไทยไปเยอะมาก ในสถานการณ์นี้เราจำเป็นต้องปล่อยวางตามหลักพุทธ? หรือ ออกไปเรียกร้องในฐานะประชาชนให้ภาครัฐหยุดจัดสรรโครงการนี้ซะ? เราในฐานะประชาชนไทยและพุทธศาสนิกชนไทย เราควรทำอย่างไรดี คงมีหลายท่านที่ยังไม่แน่ใจในหลักปฏิบัตินี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อยใช่ไหมครับ
ในสถานการณ์นี้ พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้ "ปล่อยวางแบบเพิกเฉย" (อัญญานุเบกษา) หรือนิ่งดูดายต่อความเสียหายของส่วนรวม แต่สอนให้ปฏิบัติด้วย "ปัญญา" และ "ความรับผิดชอบต่อโลก" (โลกัตถจริยา)
ในฐานะพุทธศาสนิกชนและพลเมืองไทย คุณสามารถ—และควรอย่างยิ่งที่จะ—ออกไปแสดงจุดยืน เรียกร้อง หรือคัดค้านโครงการดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ โดยมีหลักการทางพุทธศาสนารองรับอย่างชัดเจน ดังนี้ครับ
## 1. การปล่อยวางที่ถูกต้อง ไม่ใช่การนิ่งดูดาย
* อุเบกขาที่แท้จริง: ในทางพุทธ "อุเบกขา" (การปล่อยวาง) จะใช้ก็ต่อเมื่อเราได้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามที่หวัง จึงวางใจเพื่อไม่ให้ทุกข์ใจ ไม่ใช่การปล่อยวางตั้งแต่วันแรกที่เห็นความอยุติธรรมเกิดขึ้น
* ความหลงขลาด (อัญญานุเบกษา): การเห็นป่าถูกทำลายแล้วบอกว่า "ปล่อยให้อันตรธานไปตามกรรม" ทางพุทธจัดว่าเป็นความหลง (โมหะ) และเป็นอุเบกขาที่ไร้ปัญญา ไม่ใช่หลักธรรมที่แท้จริง
## 2. พระพุทธเจ้าทรงเป็นแบบอย่างในการปกป้องประโยชน์ส่วนรวม
* โลกัตถจริยา: คือการบำเพ็ญประโยชน์แก่โลก พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกในอดีตเคยทำหน้าที่ "ห้ามทัพ" หรือเจรจากับผู้มีอำนาจเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ครั้งที่พระพุทธองค์ทรงเสด็จไปห้ามพระญาติสองฝ่ายที่กำลังจะเปิดศึกสงครามแย่งชิงน้ำในแม่น้ำโรหิณี
* การเตือนสติผู้ปกครอง: ในทางพุทธมีหลัก "ราชธรรม" หรือ "ทศพิธราชธรรม" ซึ่งประชาชนมีสิทธิ์ที่จะทวงถามและเตือนสติภาครัฐหากผู้ปกครองขาด "อวิโรธนะ" (ความไม่คลาดธรรม) และ "อวิหิงสา" (การไม่เบียดเบียน)
## 3. ป่าไม้และความสมดุลคือหัวใจของพุทธศาสนา
* พระพุทธศาสนาผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในป่า ทรงมีพระวินัยห้ามพระภิกษุตัดไม้หรือทำลายของเขียว (ภูตคาม)
* การปกป้องป่าอุทยานแห่งชาติวังโตนดซึ่งเป็นแหล่งโอโซนและระบบนิเวศ จึงถือเป็นการรักษา "สัปปายะ" (สิ่งแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อชีวิต) และเป็นการแสดงความกตัญญูต่อแผ่นดิน
## แนวทางการปฏิบัติตนในฐานะ "พลเมืองและพุทธศาสนิกชน"
หากคุณตัดสินใจที่จะเคลื่อนไหวเรียกร้อง พุทธศาสนาแนะแนวทางในการต่อสู้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและไม่สร้างกรรมชั่วเพิ่ม ดังนี้ครับ:
* ต่อสู้ด้วย "สัจจะ" และ "ปัญญา" (ข้อมูลความจริง): รวบรวมข้อมูล ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตัวเลขความเสียหายที่เกือบถึง 15,000 ไร่ และการเอื้อประโยชน์ทุนเทา นำความจริงนี้มาเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ
* ใช้สันติวิธี (อหิงสา): การเรียกร้อง คัดค้าน ร้องเรียนตามกฎหมาย หรือการประท้วงอย่างสงบ เป็นสิ่งที่ทำได้และควรทำ โดยพยายามรักษาจิตไม่ให้ขับเคลื่อนด้วยความโกรธแค้น (โทสะ) แต่ขับเคลื่อนด้วย "มหากรุณา" คือความรักในผืนป่าและความเป็นห่วงอนาคตของประเทศ
* สร้างเครือข่ายภาคประชาชน: พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับ "กัลยาณมิตร" การรวมกลุ่มกับผู้ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน (NGOs, นักอนุรักษ์, ชุมชนท้องถิ่น) จะช่วยเพิ่มพลังในการเจรจาต่อรองกับภาครัฐได้มากกว่าการสู้เพียงลำพัง
สรุปคือ: การนิ่งเฉยยอมปล่อยให้ป่าและน้ำถูกทำลายเพื่อทุนที่มิชอบ ไม่ใช่ทางของพุทธชน แต่ "การลุกขึ้นมาปกป้องแผ่นดินและสิ่งแวดล้อมด้วยปัญญาและความสงบ" ต่างหาก คือการปฏิบัติธรรมและการทำหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนที่แท้จริงครับ
โฆษณา