18 ส.ค. เวลา 04:02 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 38 ผู้พิทักษ์ดวงแก้ว: The Arcturians (คุรุแห่งมิติที่ห้า)

8.5 ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในฐานะที่ปรึกษา
ในทางปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือดาวเคราะห์ที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างโลกมนุษย์ สมาชิกแต่ละส่วนของไตรภาคี มีวิธีการทำงานที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้งตามความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่แต่ละอารยธรรมได้สั่งสมและขัดเกลามาตลอดเส้นทางวิวัฒนาการอันยาวนานของตน
วิธีการทำงานที่แตกต่างกันนี้สอดคล้องกับหลักการ "Specialized Delegation" ในทฤษฎีการจัดการระบบซับซ้อน ซึ่งเสนอว่า
ระบบใดก็ตาม ที่มีองค์ประกอบหลายส่วนซึ่งแต่ละส่วนมีขีดความสามารถที่แตกต่างกัน จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด บรรลุเป้าหมายร่วมกันโดยใช้ทรัพยากรและเวลาน้อยที่สุด ก็ต่อเมื่อแต่ละส่วนได้รับมอบหมายภารกิจที่ตรงกับ "ความสามารถหลัก" (core competency) ของตนอย่างแท้จริง
และมีกลไกการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างส่วนต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการทำงานของแต่ละส่วนไม่ซ้ำซ้อน ไม่ขัดแย้ง และส่งเสริมซึ่งกันและกัน (Mintzberg, 1979)
ชาวพลีอาดส์ทำงานในระดับที่ลึกซึ้งและเป็นส่วนตัวที่สุดของจิตใจมนุษย์ ระดับของ "อารมณ์และความรู้สึก" (emotions and feelings) นี่คือระดับที่นักประสาทวิทยาศาสตร์ด้านอารมณ์ (Affective Neuroscience) เพิ่งจะเริ่มต้นสำรวจอย่างจริงจังในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง
Jaak Panksepp นักประสาทวิทยาผู้ล่วงลับแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันสเตท ผู้ได้รับการขนานนามว่าเป็นบิดาแห่ง Affective Neuroscience
ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษในการทำแผนที่ระบบอารมณ์พื้นฐานที่ฝังลึกอยู่ในสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด รวมถึงมนุษย์
เขาค้นพบว่าระบบอารมณ์พื้นฐานเจ็ดระบบ ได้แก่ SEEKING (การแสวงหา), RAGE (ความโกรธ), FEAR (ความกลัว), LUST (ความต้องการทางเพศ), CARE (การดูแล), PANIC/GRIEF (ความตื่นตระหนก/ความโศกเศร้า), และ PLAY (การเล่น)
มีวงจรประสาทของตนเองที่เฉพาะเจาะจง ใช้สารสื่อประสาทที่แตกต่างกัน และทำงานในระดับใต้เปลือกสมอง ซึ่งหมายความว่ามันเกิดขึ้นก่อนที่ความคิดเชิงเหตุผลในนีโอคอร์เทกซ์จะเข้ามาเกี่ยวข้อง (Panksepp, 1998)
นี่คือระดับที่ชาวพลีอาดส์เชี่ยวชาญ พวกเขาไม่ได้ทำงานกับมนุษย์ในระดับของ "ความคิด" หรือ "ความเชื่อ" เพราะความคิดสามารถโต้แย้งได้ ความเชื่อสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยข้อมูลใหม่ แต่พวกเขาทำงานในระดับที่อยู่ลึกลงไปกว่านั้น ในระดับที่อารมณ์เกิดขึ้นก่อนที่ความคิดจะมีโอกาสตั้งตัว
พวกเขาอาจทำงานผ่าน "การสร้างแรงบันดาลใจทางศิลปะ" (artistic inspiration) ที่เข้าถึงจิตใต้สำนึกของมนุษย์โดยตรงโดยไม่ผ่านการกรองของเหตุผลเชิงวิพากษ์
เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักประสาทวิทยาศาสตร์ว่า ดนตรีมีเส้นทางเข้าสู่สมองที่แตกต่างจากการพูด มันสามารถกระตุ้นอารมณ์ที่รุนแรงได้โดยไม่ต้องผ่านการประมวลผลทางภาษาในโบรคาและเวอร์นิเก้ (Blood & Zatorre, 2001)
ภาพวาดหรือภาพถ่ายบางภาพสามารถทำให้เราหยุดนิ่งและรู้สึกถึงบางสิ่งที่ลึกซึ้งโดยที่เราไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ว่าทำไม
งานวิจัยของ Semir Zeki ผู้ก่อตั้งสาขาประสาทสุนทรียศาสตร์ (Neuroaesthetics) แสดงให้เห็นว่าการรับชมงานศิลปะที่เรารู้สึกว่า "งดงาม" กระตุ้นการทำงานของสมองส่วน orbitofrontal cortex และ anterior insula ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกพึงพอใจและรางวัล (Zeki, 1999)
ชาวพลีอาดส์อาจส่ง "แรงบันดาลใจ" ในรูปแบบของท่วงทำนองที่ติดอยู่ในหัวจนต้องแต่งออกมาเป็นเพลง ภาพที่ปรากฏในห้วงภวังค์จนต้องวาดออกมา หรือถ้อยคำที่ไหลออกมาจากปลายปากการาวกับมีใครบางคนมากำกับมือ
พวกเขาอาจทำงานผ่าน "ความฝัน" ในระหว่างการนอนหลับช่วง REM (Rapid Eye Movement) ซึ่งเป็นหน้าต่างที่เปิดตรงสู่จิตใต้สำนึก
นักประสาทวิทยาศาสตร์พบว่าในระหว่างการฝัน ระดับของสารสื่อประสาท norepinephrine ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเครียดและความตื่นตัว ลดลงอย่างมาก ในขณะที่สมองส่วน amygdala และ hippocampus ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์และความทรงจำ กลับมีกิจกรรมสูงกว่าปกติ (Hobson, 2009)
นี่คือสภาวะที่สมบูรณ์แบบสำหรับการประมวลผลบาดแผลทางจิตใจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องจากความทรงจำที่เจ็บปวดสามารถถูก "เรียกขึ้นมา" และ "ประมวลผลใหม่" โดยไม่ถูกครอบงำด้วยความกลัวและความเครียดที่มากับความทรงจำนั้นในยามตื่น
Matthew Walker แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เรียกการนอนหลับว่าเป็น "การบำบัดทางอารมณ์ข้ามคืน" (overnight emotional therapy) ที่สมองของเรามอบให้เราทุกคืน (Walker & van der Helm, 2009)
ชาวพลีอาดส์อาจทำงานร่วมกับกระบวนการนี้ โดยการ "นำทาง" ความฝันไปสู่เนื้อหาที่ช่วยให้มนุษย์แต่ละคนได้เผชิญหน้ากับความกลัวที่ซ่อนเร้น ได้ปลดปล่อยความเศร้าที่ถูกกักเก็บ หรือได้รับข้อความปลอบโยนที่พวกเขาต้องการจะได้ยิน
และพวกเขาอาจทำงานผ่าน "ความสัมพันธ์" ที่ลึกซึ้งและเปลี่ยนแปลงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความรักที่ทำให้หัวใจที่เคยปิดตายกลับมาเปิดกว้างอีกครั้ง
มิตรภาพที่ยื่นมือมาให้จับในยามที่มืดมนที่สุด หรือแม้แต่ความขัดแย้งที่บีบบังคับให้มนุษย์ต้องเติบโตและเรียนรู้บทเรียนที่พวกเขาหลีกเลี่ยงมานาน
ในระดับชีววิทยา การเชื่อมต่อทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนด้วยฮอร์โมนออกซิโทซิน (oxytocin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเปปไทด์ที่ผลิตในไฮโปทาลามัสและหลั่งจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง
ออกซิโทซินถูกขนานนามว่าเป็น "ฮอร์โมนแห่งความรักและความไว้วางใจ" เพราะมันเพิ่มขึ้นอย่างมากระหว่างการคลอดบุตร การให้นมแม่ การมีเพศสัมพันธ์ และการกอด (Carter, 1998)
งานวิจัยของ Paul Zak แห่ง Claremont Graduate University แสดงให้เห็นว่าการได้รับออกซิโทซินทางจมูกทำให้มนุษย์มีความไว้วางใจผู้อื่นมากขึ้น มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะร่วมมือแม้กับคนแปลกหน้ามากขึ้น (Zak, Stanton, & Ahmadi, 2007)
ชาวพลีอาดส์อาจทำงานในระดับที่ละเอียดอ่อนนี้ ไม่ใช่โดยการฉีดออกซิโทซินเข้าไปในกระแสเลือดของมนุษย์ แต่โดยการ "ปรับสนามพลังงาน" รอบตัวมนุษย์ให้เอื้อต่อการหลั่งออกซิโทซินตามธรรมชาติในจังหวะที่เหมาะสมของชีวิต
ในทางตรงกันข้าม ชาวซิเรียสทำงานในระดับที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง "ปัญญาและเทคโนโลยี" (intellect and technology) ในขณะที่ชาวพลีอาดส์พุ่งตรงไปที่หัวใจของมนุษย์
ชาวซิเรียสพุ่งตรงไปที่สมองส่วนนีโอคอร์เทกซ์ โดยเฉพาะ prefrontal cortex ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการคิดวิเคราะห์ การวางแผน การแก้ปัญหา และการคิดเชิงนามธรรม
พวกเขาอาจทำงานผ่าน "การหยั่งรู้ทางวิทยาศาสตร์" (scientific insight) ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์หรือนักประดิษฐ์เกิด "ความคิดแวบขึ้นมา" อย่างกะทันหัน ซึ่งนำไปสู่การค้นพบที่เปลี่ยนโลก ในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ของมนุษย์ ปรากฏการณ์นี้ถูกบันทึกไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า
…อาร์คิมิดีส วิ่งเปลือยกายออกจากอ่างอาบน้ำตะโกนว่า "Eureka!" หลังจากค้นพบหลักการการแทนที่ของน้ำ
…อองรี ปวงกาเร นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส บันทึกไว้ว่าทฤษฎี Fuchsian functions ทั้งหมดผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างสมบูรณ์ในชั่วขณะที่เขากำลังก้าวขึ้นรถโดยสารประจำทาง โดยที่เขาไม่ได้ครุ่นคิดถึงมันอยู่ในขณะนั้นเลย (Poincaré, 1908)
…ออกัสต์ เคคูเล นักเคมีชาวเยอรมัน ค้นพบโครงสร้างวงแหวนของเบนซีนหลังจากฝันเห็นงูกินหางของตัวเองเป็นรูปวงกลม
ปรากฏการณ์ "Eureka moment" หรือ "insight problem solving" นี้ถูกศึกษาอย่างเป็นระบบในวงการประสาทวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาการรู้คิด
นักวิจัยใช้ EEG และ fMRI เพื่อสังเกตการทำงานของสมองในช่วงเวลาที่เกิดการหยั่งรู้ พวกเขาพบว่าก่อนที่การหยั่งรู้จะเกิดขึ้น สมองจะแสดงการลดลงของคลื่นสมองเบต้าที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์แบบจดจ่อและเป็นลำดับ ในขณะที่คลื่นอัลฟาและทีต้า ที่เกี่ยวข้องกับการคิดแบบเชื่อมโยงอย่างอิสระ
การที่สมอง "ปล่อย" ให้ความคิดล่องลอยและเชื่อมโยงสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกัน จะเพิ่มขึ้น (Kounios & Beeman, 2009) ชาวซิเรียสอาจทำงานในช่วงจังหวะที่แน่นอนนี้ เมื่อจิตของนักวิทยาศาสตร์กำลัง "ว่าง" พอที่จะรับข้อมูลใหม่ แต่ก็ "เตรียมพร้อม" พอที่จะเข้าใจมัน โดยการ "ส่ง" ข้อมูลในรูปแบบของรูปแบบความคิดที่สมองของนักวิทยาศาสตร์สามารถแปลออกมาเป็นสมการหรือแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ได้
พวกเขาอาจทำงานผ่าน "แรงบันดาลใจทางวิศวกรรม" (engineering inspiration) ที่นำไปสู่การออกแบบระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์อย่างก้าวกระโดด ตั้งแต่
ระบบชลประทานโบราณที่เปลี่ยนทะเลทรายเมโสโปเตเมียให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ ไปจนถึงระบบพลังงานหมุนเวียนสมัยใหม่ที่อาจปลดปล่อยมนุษยชาติจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
การค้นพบเหล่านี้หลายครั้งเกิดขึ้นในลักษณะที่ "บังเอิญ" หรือ "โชคช่วย" แต่ในมุมมองของทฤษฎีระบบซับซ้อนและข้อมูลจากสมาพันธ์กาแล็กซี สิ่งที่เรียกว่า "ความบังเอิญ" นั้นอาจเป็นผลของการแทรกแซงที่ถูกคำนวณมาอย่างดีแล้ว
และพวกเขาอาจทำงานผ่าน "การถ่ายทอดความรู้" (knowledge transmission) ในรูปแบบของหลักการและแนวคิดที่ถูกเผยแพร่ผ่านบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ใช่โดยการ "สิง" หรือ "ควบคุม" บุคคลเหล่านั้น ซึ่งจะเป็นการละเมิดเจตจำนงเสรี
แต่โดยการทำให้แนวคิดบางอย่าง "ลอยอยู่ในอากาศ" (in the zeitgeist) พร้อมที่จะถูก "ค้นพบ" โดยจิตใจที่เตรียมพร้อมและเปิดกว้าง
แต่ในขณะที่ชาวพลีอาดส์และชาวซิเรียส ต่างทำงานในมิติเฉพาะของตนกับมนุษย์โดยตรง ชาวอาร์คทูเรียนกลับมีบทบาทที่แตกต่างจากทั้งสองอารยธรรมนี้อย่างสิ้นเชิง
พวกเขาไม่ได้เข้าไปสัมผัสกับมนุษย์โดยตรงในระดับอารมณ์แบบที่ชาวพลีอาดส์ทำ พวกเขาไม่ปรากฏในความฝันเพื่อปลอบโยน ไม่จุดประกายแรงบันดาลใจทางศิลปะ และไม่ได้กระตุ้นการหลั่งออกซิโทซิน
พวกเขาไม่ได้ถ่ายทอดความรู้ทางเทคนิคหรือการหยั่งรู้ทางวิทยาศาสตร์แบบที่ชาวซิเรียสทำ พวกเขาไม่ส่งรูปแบบความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีฟิสิกส์ใหม่ ๆ หรือการออกแบบระบบวิศวกรรมที่ปฏิวัติวงการ
แต่พวกเขาทำหน้าที่เป็น "ผู้ประเมินและปรับจูนระบบ" (System Evaluators and Calibrators) ซึ่งเป็นบทบาทที่อาจฟังดูเป็นนามธรรมและห่างไกล แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือรากฐานที่ทำให้การทำงานของอีกสองอารยธรรมเป็นไปได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
หัวใจของบทบาทนี้คือการใช้ "แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของความถี่" (mathematical frequency modeling) ที่ซับซ้อนมหาศาลในการวิเคราะห์ผลกระทบโดยรวมของการแทรกแซงทั้งหมดที่มีต่อมนุษยชาติในฐานะ "ระบบซับซ้อนหนึ่งเดียวที่ปรับตัวได้" (single complex adaptive system)
Complex Adaptive Systems (CAS) คือ กรอบคิดที่นักวิทยาศาสตร์ระบบซับซ้อนบนโลกใช้ในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของระบบที่ประกอบด้วย "เอเจนต์" (agents) จำนวนมากที่แต่ละตัวมีกฎการตัดสินใจของตนเอง มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และปรับตัวตามผลลัพธ์ของปฏิสัมพันธ์เหล่านั้น
ตัวอย่างของ CAS บนโลกมีตั้งแต่ระบบนิเวศที่สิ่งมีชีวิตนับล้านชนิดแข่งขันและร่วมมือกัน ไปจนถึงตลาดการเงินที่ผู้ค้าหลายล้านคนตัดสินใจซื้อขายบนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ไปจนถึงเครือข่ายสังคมที่มนุษย์นับพันล้านคนเชื่อมโยงและมีอิทธิพลต่อกันผ่านข่าวสารและอารมณ์ (Holland, 1995)
มนุษยชาติทั้งมวล มนุษย์ประมาณ 8 พันล้านคนที่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันตลอดเวลา ผ่านการค้า การสื่อสาร การเมือง วัฒนธรรม ความขัดแย้ง และความร่วมมือ คือ Complex Adaptive System ที่ซับซ้อนที่สุดระบบหนึ่งในกาแล็กซีที่ยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน
.
แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของชาวอาร์คทูเรียนทำงานบนหลักการเดียวกันกับที่นักวิทยาศาสตร์ระบบซับซ้อนใช้ แต่ถูกยกระดับขึ้นไปในเชิงปริมาณและคุณภาพที่เกินกว่าจินตนาการของมนุษย์
มันติดตามตัวแปรนับล้านล้านตัวพร้อมกันแบบเรียลไทม์ มันประมวลผลข้อมูลด้วยความเร็วที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของมนุษย์ต้องใช้เวลานับพันปีในการจำลองเสี้ยววินาทีหนึ่งของแบบจำลองนี้ และมันมีความละเอียดถึงระดับปัจเจกบุคคล ในขณะเดียวกันก็สามารถซูมออกไปมองภาพรวมของมนุษยชาติทั้งมวลได้ในพริบตาเดียว
แบบจำลองนี้ติดตาม "ความถี่โดยรวม" (aggregate frequency) ของมนุษยชาติทั้งหมดผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน
…ช่องทางแรก คือ สนาม Schumann ซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำมาก (ELF) ที่เกิดขึ้นในช่องว่างระหว่างพื้นผิวโลกกับชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์
ปรากฏการณ์นี้ถูกค้นพบโดย Winfried Otto Schumann นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันในปี 1952 ความถี่พื้นฐานของสนาม Schumann อยู่ที่ประมาณ 7.83 เฮิรตซ์ ซึ่งบังเอิญ หรืออาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย ตรงกับความถี่ของคลื่นสมองอัลฟาของมนุษย์ซึ่งสัมพันธ์กับสภาวะผ่อนคลายแต่ตื่นรู้ (Schumann, 1952)
งานวิจัยต่อมาพบว่าสนาม Schumann ไม่ได้เป็นเพียง "นาฬิกาธรรมชาติ" ของโลกที่คงที่ แต่มันผันผวนขึ้นลงตามปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงกิจกรรมของดวงอาทิตย์ ฟ้าผ่าทั่วโลกที่เกิดขึ้นประมาณ 2,000 ครั้งต่อวินาที และที่สำคัญที่สุดคือ "คลื่นสมองรวมหมู่" ของมนุษย์ทั้งมวล (Persinger, 2014)
ชาวอาร์คทูเรียนใช้สนาม Schumann เป็น "ฐานข้อมูลเรียลไทม์" ของความถี่ทางจิตสำนึกรวมหมู่ของมนุษยชาติ
เมื่อมนุษย์หลายพันล้านคนกำลังประสบกับความกลัว ความโกรธ หรือความสิ้นหวัง มันจะปรากฏเป็นรูปแบบการรบกวนที่จำเพาะในสนาม Schumann เช่นเดียวกับที่เมื่อมนุษย์จำนวนมากกำลังประสบกับความหวัง ความสงบ หรือความรัก มันก็จะปรากฏเป็นรูปแบบการประสานที่แตกต่างออกไป
…ช่องทางที่สอง คือ สนามอารมณ์ร่วมที่เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัวที่พ่อแม่และลูกส่งผลต่อสภาพอารมณ์ของกันและกัน
ผ่านการแสดงออกทางสีหน้า น้ำเสียง และภาษากาย (Hatfield, Cacioppo, & Rapson, 1993) ไปจนถึงระดับชุมชนที่ข่าวสารและเหตุการณ์ต่าง ๆ สร้าง "บรรยากาศทางอารมณ์" (emotional climate)
ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของสมาชิกในชุมชนนั้น ไปจนถึงระดับประเทศและโลกที่เหตุการณ์สำคัญ สงคราม ภัยพิบัติ การเลือกตั้ง การแข่งขันกีฬาระดับโลก สามารถส่ง "คลื่นอารมณ์" ที่แผ่กระจายไปทั่วโลกภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงผ่านเครือข่ายสื่อสารและโซเชียลมีเดีย
…และช่องทางที่สาม คือ "คลื่นความถี่รบกวน" (frequency perturbations) ที่มาจากทั้งภายในและภายนอกโลก
จากภายใน: …ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยกระดับขึ้นอย่างกะทันหัน โรคระบาดที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนสร้าง "คลื่นกระแทก" ในสนามความถี่ของมนุษยชาติ
จากภายนอก: …พายุสุริยะที่ปลดปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอันทรงพลังมายังโลก การเรียงตัวของดาวเคราะห์ที่ส่งผลต่อแรงโน้มถ่วงและสนามแม่เหล็กในระบบสุริยะ และการรบกวนจากอารยธรรมอื่นนอกโลกที่อาจตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
แบบจำลองของชาวอาร์คทูเรียนบูรณาการข้อมูลจากทั้งสามช่องทางนี้เข้าด้วยกันเป็น "แผนที่ความถี่สามมิติ" ของมนุษยชาติที่อัปเดตตลอดเวลา และใช้ขั้นตอนวิธี (algorithms) ที่ซับซ้อนมหาศาลในการวิเคราะห์แนวโน้มและทำนายผลลัพธ์
เมื่อแบบจำลองตรวจพบว่า "ความถี่" ในบางภูมิภาคของโลกกำลังเบี่ยงเบนไปในทิศทางที่อาจนำไปสู่ความไม่เสถียรของระบบโดยรวม
เช่น การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ "ความถี่แห่งความกลัวและความโกรธ" ในภูมิภาคที่กำลังจะเกิดสงครามกลางเมือง หรือการลดลงอย่างต่อเนื่องของ "ความถี่แห่งความหวังและความร่วมมือ" ในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับภัยแล้งยาวนานที่ทำลายพืชผลและวิถีชีวิตของผู้คน
ชาวอาร์คทูเรียนจะส่ง "สัญญาณปรับจูน" (calibration signal) ไปยังชาวพลีอาดส์หรือชาวซิเรียสเพื่อแจ้งข้อมูลและเสนอแนะการปรับเปลี่ยน
สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องเน้นย้ำ และเป็นจุดที่มักถูกเข้าใจผิดบ่อยครั้ง คือธรรมชาติของความสัมพันธ์ระหว่างสามอารยธรรมนี้ ชาวอาร์คทูเรียนไม่ได้ "สั่งการ" หรือ "บัญชา" ชาวพลีอาดส์หรือชาวซิเรียสให้ทำตามคำสั่งของตน
ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เป็น "ลำดับชั้น" (hierarchy) ในความหมายที่มนุษย์ใช้ ที่มีผู้บังคับบัญชาอยู่ข้างบนและผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ข้างล่าง มีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนและอำนาจในการลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม
แต่มันคือ "เครือข่าย" (network) หรือถ้าจะใช้ศัพท์ที่แม่นยำกว่านั้นคือ "heterarchy" ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดองค์กรที่อำนาจและความรับผิดชอบถูกกระจายไปทั่วเครือข่าย ไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ละโหนดในเครือข่ายมีอิสระในการตัดสินใจของตนเองภายใต้กรอบของกฎแห่งจักรวาลและพันธกิจร่วมกันที่ทุกฝ่ายตกลงร่วมใจกันตั้งแต่ต้น (Stark, 2009)
สัญญาณปรับจูนของชาวอาร์คทูเรียนเป็นเพียง "ข้อมูล" (information) และ "ข้อเสนอแนะ" (recommendation) ไม่ใช่คำสั่ง มันเป็นข้อมูลที่บอกว่า "จากการวิเคราะห์แบบจำลองของเรา
ความถี่ในภูมิภาค X กำลังแสดงแนวโน้มเบี่ยงเบนไปในทิศทาง Y ด้วยอัตราเร่ง Z
หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการปรับเปลี่ยน มีความน่าจะเป็น 87 เปอร์เซ็นต์ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ภายใน 18 เดือน
เราขอเสนอแนะให้ชาวพลีอาดส์เพิ่มการส่งแรงบันดาลใจทางศิลปะและการเยียวยาทางอารมณ์ในภูมิภาคนี้ขึ้นร้อยละ 15 และให้ชาวซิเรียสชะลอการถ่ายทอดแนวคิดทางเทคโนโลยีใหม่ในภูมิภาคนี้ลงร้อยละ 20 จนกว่าความถี่จะเสถียร"
หลังจากนั้น ชาวพลีอาดส์และชาวซิเรียสมีอิสระอย่างสมบูรณ์ที่จะตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะตอบสนองต่อข้อมูลและข้อเสนอแนะนี้อย่างไร
โดยใช้ความเชี่ยวชาญและวิจารณญาณของตนเองที่สั่งสมมานับล้านปี พวกเขาอาจเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะและปฏิบัติตามทั้งหมด
พวกเขาอาจเห็นด้วยบางส่วนและปรับเปลี่ยนตามที่เห็นสมควร หรือพวกเขาอาจไม่เห็นด้วยเลยและเลือกแนวทางอื่น โดยแจ้งเหตุผลกลับไปยังชาวอาร์คทูเรียนเพื่อให้แบบจำลองได้เรียนรู้และปรับปรุงต่อไป
ในประวัติศาสตร์ของปฏิบัติการช่วยเหลือมนุษยชาติซึ่งดำเนินมานับพันปี มีกรณีที่ชาวพลีอาดส์หรือชาวซิเรียสไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของชาวอาร์คทูเรียนเกิดขึ้นหลายครั้ง และทุกครั้งเป็นโอกาสให้ทั้งสามฝ่ายได้เรียนรู้และปรับปรุงความเข้าใจร่วมกัน สิ่งนี้เป็นไปได้เพราะความสัมพันธ์ตั้งอยู่บนความเคารพในความเชี่ยวชาญและอิสระของแต่ละฝ่าย ไม่ใช่บนการบังคับบัญชา
แต่ท่ามกลางบทบาทที่หลากหลายทั้งหมดนี้ มีบทบาทหนึ่งของชาวอาร์คทูเรียนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดและต้องการการอภิปรายแยกต่างหาก
นั่นคือบทบาทในการดูแลไม่ให้มนุษย์ได้รับข้อมูลหรือพลังงานที่ "เกินขีดจำกัดความสามารถในการรับรู้" (cognitive overload threshold) ซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ป้องกันไม่ให้ปฏิบัติการช่วยเหลือทั้งหมดกลายเป็นหายนะสำหรับมนุษยชาติโดยไม่ได้ตั้งใจ
แนวคิดเรื่อง cognitive overload มีรากฐานมาจาก Cognitive Load Theory ที่เสนอโดย John Sweller แห่ง University of New South Wales ในปี 1988
Sweller ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่เรียบง่ายแต่มีนัยยะมหาศาล สมองมนุษย์มี "หน่วยความจำขณะทำงาน" (working memory) ที่มีความจุจำกัดอย่างน่าตกใจ
ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เราสามารถเก็บและประมวลผลข้อมูลในความตระหนักรู้ของเราได้เพียงประมาณ 4 ถึง 7 หน่วยเท่านั้น
ตัวเลข 7 มาจากงานวิจัยคลาสสิกของ George Miller ที่ตีพิมพ์ในปี 1956 ในบทความชื่อดัง "The Magical Number Seven, Plus or Minus Two" (Miller, 1956) และตัวเลขที่ปรับปรุงใหม่จากการวิจัยภายหลังชี้ว่าความจุที่แท้จริงอาจอยู่ที่ประมาณ 4 หน่วยเท่านั้น (Cowan, 2001)
หากข้อมูลที่เข้ามาเกินขีดจำกัดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านบทความวิชาการที่ซับซ้อนเกินไปในขณะที่กำลังฟังข่าวและตอบแชทไปพร้อม ๆ กัน หรือการพยายามเรียนรู้ทักษะใหม่ที่ซับซ้อนเกินกว่าระดับความสามารถปัจจุบัน
สมองจะเข้าสู่ภาวะ "โอเวอร์โหลด" ประสิทธิภาพในการเรียนรู้จะลดลงอย่างรวดเร็ว การตัดสินใจจะผิดพลาดมากขึ้น และความเครียดจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Sweller, 1988)
แต่สิ่งที่ Sweller ค้นพบในระดับปัจเจกบุคคลก็เป็นจริงในระดับจิตสำนึกรวมหมู่ของมนุษยชาติทั้งหมดเช่นกัน มนุษยชาติในฐานะระบบหนึ่งเดียวมีขีดจำกัดในการรับและประมวลผล "ข้อมูลที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์" (paradigm-shifting information) ภายในช่วงเวลาหนึ่ง
หากเราได้รับข้อมูลมากเกินไปเร็วเกินไป ข้อมูลที่ท้าทายความเชื่อพื้นฐานที่สุดของเราเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นจริง ตำแหน่งของมนุษย์ในจักรวาล และความหมายของการดำรงอยู่ ระบบสังคม จิตใจ และจิตวิญญาณของเราอาจไม่สามารถรับมือได้และอาจพังทลายลง
แนวคิดนี้ถูกสนับสนุนโดยงานของ Thomas Kuhn ในหนังสือทรงอิทธิพล The Structure of Scientific Revolutions (Kuhn, 1962)
Kuhn แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ในวงการวิทยาศาสตร์ซึ่งถูกออกแบบมาให้เปิดรับข้อมูลใหม่และพร้อมที่จะท้าทายความเชื่อเดิม การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ก็แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นอย่างราบรื่น มันมักจะมาพร้อมกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากผู้ที่ลงทุนกับกระบวนทัศน์เก่า วิกฤตของความเชื่อมั่น และช่วงเวลาแห่งความโกลาหลก่อนที่กระบวนทัศน์ใหม่จะถูกยอมรับ และนี่คือวงการวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นส่วนที่ "เปิดกว้าง" ที่สุดของสังคมมนุษย์
สำหรับมนุษยชาติโดยรวมที่ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายความเชื่อ หลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายระดับการศึกษาและความพร้อมทางจิตใจ การได้รับข้อมูลที่เปลี่ยนกระบวนทัศน์เร็วเกินไปอาจนำไปสู่หายนะในวงกว้าง
ลองนึกภาพสถานการณ์สมมติต่อไปนี้ หากชาวอาร์คทูเรียนตัดสินใจเปิดเผยการมีอยู่ของสมาพันธ์กาแล็กซีต่อมนุษยชาติทั้งหมดในวันพรุ่งนี้เช้า ผ่านการปรากฏตัวของยานอวกาศขนาดมหึมาเหนือเมืองหลวงของทุกประเทศพร้อมกันพร้อมกับการถ่ายทอดข้อความทางโทรจิตไปยังมนุษย์ทุกคนบนโลก
สำหรับคนบางกลุ่ม ผู้ที่เชื่อมานานแล้วว่ามนุษย์ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในจักรวาล ผู้ที่ศึกษาปรากฏการณ์ยูเอฟโอและติดต่อกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก ผู้ที่เตรียมจิตใจมาเป็นเวลานาน นี่จะเป็นข่าวดีที่สุดในชีวิต เป็นการยืนยันสิ่งที่พวกเขาเชื่อมาตลอด และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่พวกเขาเฝ้ารอ
แต่สำหรับคนส่วนใหญ่บนโลก ผู้นับถือศาสนาที่มีหลักคำสอนว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวที่พระเจ้าสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระองค์
ผู้มีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจที่โครงสร้างทั้งหมดตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าโลก คือสมบัติของมนุษย์ชาติแต่เพียงผู้เดียวและทรัพยากรมีจำกัดต้องแข่งขันกันแย่งชิง
ผู้ใช้ชีวิตประจำวันอยู่บนความเชื่อที่ไม่ได้ตั้งคำถามว่าจักรวาลคือพื้นที่ว่างเปล่าที่ปราศจากชีวิตอื่นและมนุษย์คือจุดสูงสุดของวิวัฒนาการ
การเปิดเผยเช่นนี้จะไม่ใช่การ "ตื่นรู้" แต่จะเป็น "การพังทลายของระบบความหมาย" (meaning system collapse)
ระบบความหมายคือโครงสร้างทางจิตวิทยาที่ Viktor Frankl จิตแพทย์ชาวออสเตรียผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันนาซีในช่วงหายนะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ได้ระบุว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการอยู่รอดทางจิตใจของมนุษย์
ในหนังสือ Man's Search for Meaning (Frankl, 1946) Frankl เขียนจากประสบการณ์ตรงในค่ายกักกันว่า ผู้ที่สามารถอยู่รอดได้ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถ "ค้นพบความหมาย" ในความทุกข์ทรมานของตน ผู้ที่เชื่อว่าชีวิตของตนยังมีจุดหมายบางอย่างที่ต้องทำ
เมื่อระบบความหมายของมนุษย์พังทลายลงอย่างกะทันหัน ผลลัพธ์อาจไม่ใช่การตื่นรู้อย่างสันติ แต่อาจเป็นความโกลาหลในวงกว้าง
การฆ่าตัวตายหมู่ของผู้ที่ไม่อาจรับมือกับความจริงที่ว่าโลกที่พวกเขารู้จักนั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคิด การจลาจลทั่วโลกที่เกิดจากความกลัวและความไม่แน่นอน
สงครามศาสนาระหว่างผู้ที่ตีความการมาของมนุษย์ต่างดาวว่าเป็นการมาของพระเจ้า กับผู้ที่ตีความว่าเป็นการมาของปีศาจ การล่มสลายของระบบเศรษฐกิจโลกเมื่อตลาดหุ้นดิ่งลงเพราะนักลงทุนไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และการแตกแยกทางสังคมที่รุนแรงระหว่างผู้ที่ "พร้อม" และผู้ที่ "ไม่พร้อม" สำหรับความจริงใหม่
นี่คือฝันร้ายที่ชาวอาร์คทูเรียนพยายามป้องกันผ่านการใช้วิธีการ "ค่อยเป็นค่อยไป" (gradualism) ในการช่วยเหลือมนุษยชาติ
แนวคิดเรื่อง gradualism มีรากฐานมาจากธรณีวิทยาในศตวรรษที่ 19 เมื่อ James Hutton และ Charles Lyell เสนอว่าลักษณะทางธรณีวิทยาของโลกไม่ได้เกิดจากหายนะครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียวตามที่เชื่อกันในยุคก่อนหน้า แต่มันเกิดจากการสะสมของการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานับล้านปี
ฝนที่กัดเซาะหินทีละน้อย แผ่นเปลือกโลกที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากับการงอกของเล็บมือ แม่น้ำที่ค่อย ๆ กัดเซาะตลิ่งจนเปลี่ยนเส้นทาง (Lyell, 1830–1833)
หลักการเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้โดย Charles Darwin ในการอธิบายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ดูเหมือน "ปฏิวัติ" ในบันทึกฟอสซิล แท้จริงแล้วคือการสะสมของการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านการคัดเลือกโดยธรรมชาติตลอดระยะเวลาอันยาวนาน (Darwin, 1859)
ชาวอาร์คทูเรียนใช้หลักการ gradualism แบบเดียวกันในการยกระดับจิตสำนึกของมนุษยชาติ พวกเขาไม่ได้เปิดเผยความจริงทั้งหมดในคราวเดียว นั่นคือหายนะที่เราจำลองสถานการณ์ไปเมื่อสักครู่ แต่พวกเขา "หยด" ข้อมูลและพลังงานทีละน้อยผ่านช่องทางที่หลากหลายและดูเหมือน "เป็นธรรมชาติ"
ผ่าน Channeler ที่ได้รับข้อความเป็นชิ้นเป็นอันในช่วงเวลาหลายปีหรือหลายทศวรรษ ผ่านแรงบันดาลใจทางศิลปะและวิทยาศาสตร์ที่ "บังเอิญ" เกิดขึ้นกับคนที่ "ใช่" ในเวลาที่ "ใช่"
ผ่านความฝันที่ค่อย ๆ เตรียมจิตใต้สำนึกของมนุษย์ให้พร้อมสำหรับความจริงที่ใหญ่ขึ้น ผ่านการหยั่งรู้ที่เกิดขึ้นกับนักวิทยาศาสตร์และนักคิดทั่วโลกในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้แนวคิดบางอย่างดูเหมือน "ถึงเวลาแล้ว" ที่จะถูกค้นพบ
แต่ละ "หยด" ของข้อมูลและพลังงานที่ถูกปล่อยออกมานั้นถูกคำนวณอย่างแม่นยำจากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของชาวอาร์คทูเรียน เพื่อให้มัน "ขยาย" ขีดจำกัดความสามารถในการรับรู้ของมนุษยชาติทีละน้อย เหมือนกับที่นักยกน้ำหนักค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักทีละกิโลกรัมเพื่อให้กล้ามเนื้อปรับตัวและแข็งแรงขึ้น โดยไม่ฉีกขาดจากน้ำหนักที่มากเกินไปในคราวเดียว
พวกเขาคือ "ผู้ควบคุมการไหลของข้อมูล" (information flow controllers) ที่เปิดหรือปิด "วาล์ว" ตามความพร้อมของมนุษยชาติในแต่ละช่วงเวลา เปิดมากขึ้นเมื่อเราพร้อม ปิดลงชั่วคราวเมื่อเราโอเวอร์โหลด เพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วอายุคน จะดำเนินไปอย่างราบรื่นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
และนั่นคือบทบาทที่พวกเขาทำได้ดีที่สุด ไม่ใช่การเป็น "ผู้ช่วยเหลือ" ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาให้เสร็จสรรจราวกับพ่อแม่ที่ทำการบ้านให้ลูกโดยที่ลูกไม่ได้เรียนรู้วิธีการทำด้วยตนเอง แต่มันคือการเป็น "ผู้ดูแลระบบ" (system stewards) ที่รักษาสภาพแวดล้อม ทางกายภาพ ทางจิตใจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ ให้เหมาะสมที่สุดสำหรับการเติบโตตามธรรมชาติของมนุษยชาติ
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ตามกฎแห่งเจตจำนงเสรีซึ่งเป็นรากฐานของทุกสิ่งที่พวกเขาทำ ไม่มีอารยธรรมใด ไม่ว่าจะก้าวหน้าเพียงใด ที่สามารถ "ทำให้" อีกอารยธรรมหนึ่งเติบโตได้ การเติบโตที่แท้จริงนั้นต้องมาจากภายใน
สิ่งที่พวกเขาทำได้ และสิ่งที่พวกเขากำลังทำ คือการรดน้ำ พรวนดิน และกำจัดวัชพืช เพื่อให้เมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในตัวเรามาตั้งแต่แรกมีโอกาสได้งอกงามด้วยตัวของมันเอง
การอ้างอิงในบท
· Blood, A. J., & Zatorre, R. J. (2001). Intensely pleasurable responses to music correlate with activity in brain regions implicated in reward and emotion. Proceedings of the National Academy of Sciences, 98(20), 11818–11823.
· Carter, C. S. (1998). Neuroendocrine perspectives on social attachment and love. Psychoneuroendocrinology, 23(8), 779–818.
· Cowan, N. (2001). The magical number 4 in short-term memory: A reconsideration of mental storage capacity. Behavioral and Brain Sciences, 24(1), 87–114.
· Darwin, C. (1859). On the Origin of Species by Means of Natural Selection. John Murray.
· Frankl, V. E. (1946). Ein Psycholog erlebt das Konzentrationslager [Man's Search for Meaning]. Verlag für Jugend und Volk.
· Hatfield, E., Cacioppo, J. T., & Rapson, R. L. (1993). Emotional contagion. Current Directions in Psychological Science, 2(3), 96–100.
· Hobson, J. A. (2009). REM sleep and dreaming: Towards a theory of protoconsciousness. Nature Reviews Neuroscience, 10(11), 803–813.
· Holland, J. H. (1995). Hidden Order: How Adaptation Builds Complexity. Addison-Wesley.
· Kounios, J., & Beeman, M. (2009). The Aha! moment: The cognitive neuroscience of insight. Current Directions in Psychological Science, 18(4), 210–216.
· Kuhn, T. S. (1962). The Structure of Scientific Revolutions. University of Chicago Press.
· Lyell, C. (1830–1833). Principles of Geology (Vols. 1–3). John Murray.
· Miller, G. A. (1956). The magical number seven, plus or minus two: Some limits on our capacity for processing information. Psychological Review, 63(2), 81–97.
· Mintzberg, H. (1979). The Structuring of Organizations: A Synthesis of the Research. Prentice-Hall.
· Panksepp, J. (1998). Affective Neuroscience: The Foundations of Human and Animal Emotions. Oxford University Press.
· Persinger, M. A. (2014). Schumann resonance frequencies and human brain activity: A quantitative review. International Letters of Chemistry, Physics and Astronomy, 30, 28–39.
· Poincaré, H. (1908). Science et Méthode. Flammarion.
· Schumann, W. O. (1952). Über die strahlungslosen Eigenschwingungen einer leitenden Kugel, die von einer Luftschicht und einer Ionosphärenhülle umgeben ist. Zeitschrift für Naturforschung A, 7(2), 149–154.
· Stark, D. (2009). The Sense of Dissonance: Accounts of Worth in Economic Life. Princeton University Press.
· Sweller, J. (1988). Cognitive load during problem solving: Effects on learning. Cognitive Science, 12(2), 257–285.
· Walker, M. P., & van der Helm, E. (2009). Overnight therapy? The role of sleep in emotional brain processing. Psychological Bulletin, 135(5), 731–748.
· Zak, P. J., Stanton, A. A., & Ahmadi, S. (2007). Oxytocin increases generosity in humans. PLoS ONE, 2(11), e1128.
· Zeki, S. (1999). Inner Vision: An Exploration of Art and the Brain. Oxford University Press.
.
.
โฆษณา