ตามรายงานของ Stockholm International Peace Research Institute (SIPRI) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยอิสระที่มีชื่อเสียงระดับโลก ในปี 2023 ค่าใช้จ่ายทางการทหารของโลกรวมกันสูงถึง 2.24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (SIPRI, 2024)
ทั้งที่ในความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่อาจโต้แย้งได้ มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ ไม่ว่าจะเกิดในกระท่อมในแอฟริกาใต้สะฮาราหรือตึกระฟ้าในแมนฮัตตัน มีพันธุกรรมที่เหมือนกันถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์ (National Human Genome Research Institute, 2022)
แต่คือ ego ในความหมายของ "ความรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่า" (sense of superiority) "ความต้องการที่จะชนะหรือครอบงำผู้อื่น" (the need to win or dominate) "ความยึดติดกับการได้รับการยอมรับว่าสำคัญที่สุด" (attachment to being recognized as the most important)
และพวกเขาละทิ้ง "ผลประโยชน์ของเผ่าพันธุ์" ในความหมายที่คับแคบและมองการณ์สั้น ผลประโยชน์ที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า "ถ้าพวกเขาได้ เราต้องเสีย" และ "ทรัพยากรมีจำกัด เราต้องแย่งชิง" และหันมายึดถือ "ผลประโยชน์ของระบบทั้งหมด" (the good of the whole system) แทน
ในปี 1987 Per Bak นักฟิสิกส์ชาวเดนมาร์กแห่ง Brookhaven National Laboratory ในรัฐนิวยอร์ก ผู้มีชื่อเสียงในหมู่นักฟิสิกส์ระบบซับซ้อนจากความสามารถในการมองเห็นรูปแบบที่ซ่อนอยู่ในปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนไร้ระเบียบ
ได้ร่วมกับ Chao Tang และ Kurt Wiesenfeld ตีพิมพ์บทความขนาดสั้นแต่ทรงพลังในวารสาร Physical Review Letters ภายใต้ชื่อ "Self-Organized Criticality: An Explanation of 1/f Noise" (Bak, Tang, & Wiesenfeld, 1987)
แอร์วิน ชเรอดิงเงอร์ นักฟิสิกส์ชาวออสเตรียผู้ได้รับรางวัลโนเบลและเป็นหนึ่งในบิดาผู้ก่อตั้งกลศาสตร์ควอนตัม ได้อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างงดงามในหนังสือขนาดสั้นแต่ทรงพลังเรื่อง What Is Life? (Schrödinger, 1944) ซึ่งเขียนขึ้นจากการบรรยายที่ Trinity College ในดับลิน
พวกเขาเพียงแค่ "เสนอ" แบบอย่างของความเป็นระเบียบ (a model of orderliness) ที่อารยธรรมอื่นสามารถสังเกตเห็น เรียนรู้ และนำไปปรับใช้ได้ด้วยตนเองตามความสมัครใจ
คำว่า Soft Power ถูกบัญญัติขึ้นโดย Joseph Nye นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในหนังสือ Bound to Lead: The Changing Nature of American Power (Nye, 1990)
และถูกขยายความต่อใน Soft Power: The Means to Success in World Politics (Nye, 2004)
Nye ให้คำนิยาม Soft Power ว่าเป็น "ความสามารถในการทำให้ผู้อื่นต้องการในสิ่งที่คุณต้องการ" (the ability to get others to want what you want) ผ่านการดึงดูดและการโน้มน้าวใจ มากกว่าการบังคับหรือการซื้อด้วยเงิน
Hard Power คือการใช้กำลังทหาร (sticks) และการให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (carrots) เพื่อบังคับหรือจูงใจให้ผู้อื่นทำตามความประสงค์ของคุณ มันคืออำนาจที่มาจากการข่มขู่และการให้สินบน
ชาวอาร์คทูเรียนไม่ได้ใช้ Hard Power เลย พวกเขาไม่มีกองทัพกาแล็กซีที่จะข่มขู่ใคร และพวกเขาไม่มีทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่ใช้เป็นสินบนเพราะพวกเขาอยู่ในสภาวะหลังความขาดแคลน (post-scarcity) ที่เงินตราและทรัพย์สินไม่มีความหมายอีกต่อไป
แต่พวกเขาใช้ Soft Power ในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด: พวกเขาเพียงแค่ "เป็น" ในสิ่งที่พวกเขาเป็น เป็นอารยธรรมที่บรรลุถึงความสมดุลภายในอย่างสมบูรณ์ เป็นจิตสำนึกที่ปราศจากอัตตาและการยึดติด เป็นแบบอย่างที่มีชีวิตของความเป็นไปได้ที่อารยธรรมอื่นสามารถมองเห็นและได้รับแรงบันดาลใจ
สัญญาณที่บ่งชี้ว่ามนุษยชาติกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนที่สำคัญนี้ จุดที่เด็กกำลังจะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ คือการเกิดขึ้นของสิ่งที่ Paul Ray และ Sherry Ruth Anderson เรียกว่า "Cultural Creatives" ซึ่งเราได้อภิปรายอย่างละเอียดในหัวข้อ 7.8 แล้ว แต่จะขยายความเพิ่มเติมในบริบทของการเปลี่ยนผ่านนี้
ในหนังสือ The Cultural Creatives: How 50 Million People Are Changing the World (Ray & Anderson, 2000) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2000 และถูกปรับปรุงในปี 2004
Ray และ Anderson รายงานการค้นพบที่น่าตกใจจากงานวิจัยทางสังคมวิทยาที่ใช้เวลาหลายปีและกลุ่มตัวอย่างหลายหมื่นคน
แต่ Ray และ Anderson ค้นพบว่ามีกลุ่มที่สามที่กำลังเกิดขึ้น Cultural Creatives ซึ่งไม่เข้ากับคำอธิบายของสองกลุ่มแรกเลย กลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทางระบบนิเวศมากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
เมื่อถึงวันที่มนุษยชาติก้าวข้ามธรณีประตูอย่างสมบูรณ์ วันที่ Cultural Creatives ไม่ใช่แค่กลุ่มย่อยในสังคมตะวันตกแต่กลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของมนุษยชาติ