เมื่อเส้นทางที่คิดว่าใช่ กลับมีประตูอีกบานเปิดรออยู่

หลังจากทำตัวเป็น เด็กร้อนวิชา และเป็น หมูไม่กลัวน้ำร้อน นอกจากคำชม แล้ว
ได้รับการปรับเงินเดือน 2 ครั้ง ครั้งละเกือบ 50% ภายใน 6 เดือน
แต่เรื่องตลกร้ายที่สุดในฐานะคนทำฝ่ายบุคคล คือ ทุกครั้งที่หัวหน้าเรียกไปแจ้ง จะกำชับเหมือนกันว่า
“เรื่องเงินเดือนเป็นความลับนะ อย่าบอกใคร”
ฉันก็ไม่ได้บอกใครค่ะ นอกจากคนในครอบครัว
แต่หลังจากนั้นไม่นาน บรรยากาศในฝ่ายก็เริ่มมาคุ
ฉันจึงได้รู้ว่า…
ความลับไม่มีในโลกจริง ๆ 😄
เมื่อรู้สึกว่างานที่ตัวเองวางระบบไว้สามารถเดินต่อได้ ฉันก็เริ่มอยากลองทำงานด้านฝึกอบรม
ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมยินดีต้อนรับ แต่ผู้จัดการฝ่ายบุคคลไม่อนุญาตให้ฉันย้าย เพราะมองว่าฉันควรเติบโตต่อในฝ่ายบุคคลมากกว่า
ฉันจึงคิดว่า
ถ้าการโอนย้ายงานในบริษัทมันยากนัก เราก็เปลี่ยนบริษัทจะง่ายกว่า
แล้วฉันก็เริ่มหางานใหม่
เมื่อมีคนบอกว่า ฉันไม่เหมาะกับงานฝ่ายบุคคล !!!
ฉันถูกบริษัทแห่งหนึ่งเรียกไปสัมภาษณ์ในตำแหน่งงานด้านฝึกอบรม
ฉันเริ่มมีความหวังค่ะ
แต่ความหวังก็ดับสูญลงหลังจากสัมภาษณ์ไปไม่ถึง 20 นาที 😄
ระหว่างการสัมภาษณ์ กรรมการขอให้ฉันนั่งรออยู่ในห้อง สักพักก็มีคนมาเชิญไปอีกห้องหนึ่ง ซึ่งมีกรรมการคนเดิมและผู้ชายอีกคนหนึ่งนั่งอยู่
เขานั่งมองฉันตั้งแต่ตอนเปิดประตู เดินเข้ามา จนถึงตอนนั่งลง ก่อนจะเริ่มถามเรื่องประวัติส่วนตัวและครอบครัว
เขาถามว่าฉันพูดภาษาจีนแต้จิ๋วได้ไหม
ฉันบอกว่าฟังได้ พูดได้ แต่เพี้ยน ๆ หน่อย
เขาก็ลองสัมภาษณ์ฉันเป็นภาษาแต้จิ๋วเลยค่ะ 😄
หลังจากนั้นเขาให้ฉันออกไปรอข้างนอก ก่อนจะเรียกกลับเข้าไปและเฉลอว่า เขาเป็นซินแสที่บริษัทจ้างมาดูโหงวเฮ้ง โดยเฉพาะคนที่จะทำงานด้านการตลาดและการเงิน
เขาบอกว่า จากบุคลิก ท่าทาง วิธีพูด และการตอบคำถาม เขามองว่าฉันเป็นคนมั่นใจ มีไหวพริบ และสามารถสร้างความสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าได้เร็ว
แล้วเขาก็บอกว่า
“คุณไม่เหมาะกับงานฝ่ายบุคคล”
เดี๋ยวก่อนนะคะ!
ฉันรีบบอกว่า
“แต่ฉันเรียนจบเอกการบริหารงานบุคคลมา และฉันก็มีผลงานมาแล้วนะคะ”
แล้วก็ย้ำอีกข้อ
“ที่สำคัญ ฉันไม่ได้จบ Marketing นะคะ”
เขาอธิบายว่า บุคลิกของฉันค่อนข้างมั่นใจและกล้าแสดงความคิดเห็น ซึ่งไม่ใช่บุคลิกที่เขามองว่าเหมาะกับงานฝ่ายบุคคลในยุคนั้น
ฉันก็เลยคิดในใจว่า…
อ๋อ…เขาชอบคนที่จ๋อง ๆ ไม่ค่อยสู้คนสินะ 😄
แน่นอนค่ะ ฉันไม่ได้พูดออกไป
แต่เรื่องที่ฉันคาดไม่ถึงคือ หลังจากนั้นไม่กี่วัน บริษัทโทรมา Offer ตำแหน่ง Marketing ให้ฉัน พร้อมเงินเดือนเพิ่มขึ้นอีก 20%
คราวนี้ฉันต้องกลับมาคิดจริงจังแล้วค่ะ
จริง ๆ ฉันมีความสนใจด้านนี้อยู่บ้าง ตอนเรียนปริญญาตรี วิชาเลือกเสรีที่ฉันเลือกส่วนใหญ่เป็นวิชาด้านบริหาร การจัดการ และการตลาด เรียนแล้วสนุกและทำคะแนนได้ดี
จากการทำงานมา ฉันเห็นว่าคนที่หาเงินให้บริษัทได้รับความสำคัญมากกว่าพวกที่ถูกเรียกว่า “ใช้เงินบริษัท”
ในเมื่อวันนี้มีโอกาสแล้ว
ฉันก็อยากลองเป็นคนกลุ่มนั้นดูบ้างค่ะ
และตอนนั้นฉันกำลังคิดเรื่องเรียนต่อปริญญาโทอยู่ด้วย จึงคิดว่า ก่อนจะตัดสินใจเรียนต่อ ฉันน่าจะลองออกไปทำงานอีกสายหนึ่งดูก่อน
อยากรู้อยากลองว่า
ถ้าไม่ได้ทำ งานด้านบุคคล แล้ว ฉันจะทำอะไรได้บ้าง?
ฉันจึงตัดสินใจรับ Offer นั้น
จากนั้นก็กลับไปยื่นใบลาออก แน่นอนค่ะ บริษัทก็มี Counter Offer เพื่อพยายามยื้อฉันไว้
แต่ครั้งนี้ฉันตัดสินใจแล้ว
เพราะสิ่งที่ฉันกำลังจะออกไปหา ไม่ใช่แค่เงินเดือนที่เพิ่มขึ้น
มันคือ โลกใบใหม่
กลัวไหม?
กลัวค่ะ
แต่ก็อยากลองสักตั้ง
เครดิตภาพ: Seattle Municipal Archives, via Wikimedia Commons — CC BY 2.0
โฆษณา