9 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

ความพังพินาศของ Siri การเมืองภายใน Apple ที่ทำให้เทคโนโลยีที่มาก่อนกาลนิ่งสนิท

ย้อนกลับไปตอนที่ Siri เปิดตัวครั้งแรก ต้องบอกว่าในตอนนั้นโลกเราตื่นเต้นกันสุดๆ ฟีลแบบนี่มันอนาคตชัดๆ
ตอนนั้นมันถือเป็นผู้ช่วยคำสั่งเสียงที่ล้ำหน้าคู่แข่งไปไกลมาก แถมยังมีบริษัทเทคโนโลยีที่รวยที่สุดในโลกหนุนหลังอยู่…
แต่เชื่อมั๊ยครับว่า พอเวลาผ่านไปเป็นสิบปี ไอ้ผู้ช่วยที่เคยฉลาดล้ำ กลับทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการตั้งเวลาต้มมาม่า
เอาจริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคร้ายหรือเป็นความบังเอิญ แต่มันคือผลลัพธ์จากการตัดสินใจที่พังพินาศในระดับองค์กร…
หลังจากการจากไปของ Steve Jobs ทุกอย่างใน Apple ก็พลิกกลับตาลปัตรแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
สมัยก่อนเวลามีโปรเจกต์อะไร Steve Jobs จะเป็นคนทุบโต๊ะฟันธงในห้องประชุมทุกวันจันทร์แบบเด็ดขาดสุดๆ…
แต่พอยุคหลัง งานไหนที่เกี่ยวทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ต้องส่งไปกองรวมกันที่ห้อง CEO ซึ่งมันทำให้กระบวนการทำงานอืดอาดล่าช้ากว่าเดิมเป็นอย่างมาก
ความโชคร้ายเริ่มขึ้นตอนที่โปรเจกต์นี้ตกไปอยู่ในมือของ Scott Forstall ซึ่งเฮียแกมีชื่อเสียงกระฉ่อนในแง่ลบพอตัว…
คนในบริษัทหลายคนไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขา ถึงขนาดมีข่าวเมาท์ว่า Jony Ive จะไม่ยอมเข้าประชุมด้วยถ้าไม่มี Tim Cook นั่งคุมอยู่ตรงนั้น
ตอนนั้น Scott Forstall ก็กำลังหัวหมุนกับการปั้น Maps ออกมาให้ทันเปิดตัว ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นความหายนะ…
พอคิวงานล้นมือ เขาก็เลยโยนเผือกร้อนอย่าง Siri ไปให้ Richard Williamson ซึ่งเป็นคนเก่าคนแก่ของบริษัทดูแลแทน
และนี่แหละคือจุดเริ่มต้นของความพังพินาศแบบคอมโบเซ็ตที่ไม่มีใครคาดคิด…
Richard Williamson ดันไปเคาะกติกาว่าระบบจะได้รับการอัปเดตแค่ปีละครั้งพร้อมกับตอนปล่อย iOS เวอร์ชันใหม่เท่านั้น
คนทั้งทีมคัดค้านกันหัวชนฝา แต่เสียงของพวกเขาก็ไร้ความหมาย ไม่มีใครเปลี่ยนใจบอสได้เลย…
ความย้อนแย้งมันเริ่มตลกขึ้นเรื่อยๆ ตอนโฆษณาในทีวีตัวโปรแกรมทำงานได้แบบโคตรเพอร์เฟกต์ ถามอะไรตอบได้หมด
แต่นักพัฒนาซอฟต์แวร์อย่าง Paul Cafasis ลองของด้วยการพูดประโยคเดียวกับในโฆษณาเป๊ะๆ ปรากฏว่าระบบเอ๋อแดก…
เขาถึงขั้นเอาเสียงจากโฆษณามากรอกใส่ไมโครโฟนตรงๆ เพื่อให้สำเนียงเป๊ะที่สุด แต่มันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
ผลกรรมก็ตามมาติดๆ บริษัทโดนฟ้องร้องแบบกลุ่มข้อหาโฆษณาเกินจริง…
ในโฆษณาชุดต่อมาที่ให้ John Malkovich มานั่งถามสภาพอากาศ คำตอบที่ได้กลับมาก็มีแค่คำสั้นๆ ทื่อๆ แข็งกระด้างสุดๆ
จุดเปลี่ยนมาถึงตอนที่ Maps เปิดตัวแล้วเละเทะ Scott Forstall เลยโดนเด้งออกไปตามระเบียบ…
และผ่านไปแค่เดือนเดียว Richard Williamson หัวหน้าทีมก็กระเด็นตกเก้าอี้ตามไปอีกคน
ใครๆ ก็คิดว่า Craig Federighi ที่เข้ามารับช่วงต่อฝั่งซอฟต์แวร์น่าจะดึงโปรเจกต์ลูกรักนี้ไปดูแล แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น…
โปรเจกต์ดันถูกเตะโด่งไปอยู่กับ Eddy Cue หัวหน้าฝ่ายบริการอินเทอร์เน็ตยาวนานถึง 5 ปีเต็ม
ซึ่ง Eddy Cue ก็ไม่ได้สนใจจะปั้นมันเลย แถมตัวของ Eddy Cue เองก็มีแอบงีบหลับในห้องประชุมของทีม Siri ด้วยซ้ำไป…
1
ถึงขนาดมีการไปดึงตัวผู้เชี่ยวชาญจาก MIT ที่เคยทำงานกับ Amazon มาช่วยแก้ปัญหา แต่ก็เกิดสงครามแย่งชิงอำนาจภายในอีก
โปรเจกต์นี้เลยกลายเป็นลูกเมียน้อยที่ถูกโยนข้ามทีมไปมา ทั้งที่สมัยก่อน Steve Jobs ลงมาคลุกคลีพูดคุยกับ Dag Kittlaus (ผู้ก่อตั้ง Siri) ทุกอาทิตย์…
หลายคนคงตั้งคำถามว่า บริษัทระดับแสนล้านมีคนเก่งเต็มไปหมด ทำไมแค่ทำให้มันฉลาดขึ้นถึงทำไม่ได้
คำตอบมันซ่อนอยู่ในโครงสร้างเทคโนโลยีเก่าที่ถูกสร้างมาก่อนยุค Deep Learning จะบูมขึ้นมาซะอีก…
มันเป็นระบบที่เรียนรู้ด้วยตัวเองไม่ได้เลย ต่อให้มีคนใช้เยอะแค่ไหน มันก็โง่เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ถ้าอยากให้มันจองร้านอาหารได้ วิศวกรก็ต้องมานั่งเขียนโค้ดป้อนข้อมูลร้านอาหารเข้าไปเองด้วยมือ…
John Burkey อดีตวิศวกรที่เข้ามาช่วยกู้ชีพโปรเจกต์ เปรียบเทียบระบบนี้ว่าเหมือนก้อนหิมะยักษ์ที่ใหญ่เทอะทะ
มันคือฐานข้อมูลคำศัพท์มหาศาลใน 20 ภาษา แค่จะเพิ่มประโยคเดียวต้องรื้อฐานข้อมูลทำใหม่หมด…
กระบวนการบ้าบอพวกนี้กินเวลาถึง 6 สัปดาห์ และถ้าเป็นฟีเจอร์ใหม่เอี่ยมอาจต้องรอกันเกือบปีเต็ม
คำตอบทั้งหมดถูกเขียนขึ้นด้วยนักเขียนแค่ประมาณ 20 คนเท่านั้นเอง ลองคิดดูสิครับว่ามันจะครอบคลุมได้ยังไง…
แล้ววิธีที่บริษัทตรวจสอบความฉลาด คือการจ้างพนักงานมานั่งให้คะแนนคำตอบวันละหลายพันรอบ
แต่ที่พีคคือ รายงานพวกนี้แทบไม่มีใครอ่าน เพราะในทีมก็มีระบบประเมินของตัวเองอยู่แล้ว เรียกได้ว่าเละเทะสุดๆ…
พอลองหันไปดูคู่แข่งอย่าง Amazon Alexa จะเห็นเลยว่าวิธีคิดมันต่างกันแบบคนละโลก
Amazon สร้างแค่แกนหลัก แล้วเปิดให้นักพัฒนาข้างนอกเข้ามาสร้างสกิลใหม่ๆ ได้แบบอิสระ…
ร้านพิซซ่ามาสอนให้สั่งอาหาร ธนาคารมาสอนให้เช็คยอดเงิน ทุกอย่างอัปเดตตรงจากเซิร์ฟเวอร์ไม่ต้องรอเป็นปี
Alexa เลยมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ จากหลักร้อยสกิล กลายเป็น 25,000 สกิลอย่างรวดเร็วในช่วงปลายปี 2017…
ตัดภาพมาที่ฝั่งตรงข้าม Apple เพิ่งจะยอมเปิดระบบ SiriKit ให้นักพัฒนาภายนอกใช้ แถมล็อกเป้าไว้แค่ 9 หมวดหมู่เท่านั้น
1
ความพังอีกเรื่องคือวัฒนธรรมองค์กรสุดโต่ง สมัยก่อนบริษัทสั่งห้ามพนักงานตีพิมพ์งานวิจัยด้าน AI เด็ดขาด…
กฎคือถ้าไม่ทำออกมาขายก็จงปิดปากเงียบไว้ แต่ในวงการนี้ผลงานวิจัยมันคือชื่อเสียงและหน้าตาของคนทำงาน
หัวกะทิเก่งๆ เลยเมินหน้าหนี ฝั่ง Google ตีพิมพ์เปเปอร์ไปกว่า 200 ฉบับ แต่ค่ายผลไม้เพิ่งคลอดมาแค่ฉบับเดียวตอนสิ้นปี…
1
ระหว่างที่กำลังหลงทาง โลกเทคโนโลยีข้างนอกเขาก้าวข้ามขีดจำกัดกันไปไกลลิบแล้ว
ปี 2012 นักวิจัยจาก University of Toronto ทำงานวิจัยช็อกโลกเรื่อง Deep Neural Network ซึ่งมันเรียนรู้รูปภาพเป็นล้านรูปได้ด้วยตัวเอง…
มันสอนตัวเองจนรู้จักหน้าตาของเสือดาวหรือเห็ด แล้วไปลงแข่งเวทีระดับโลกจนชนะขาดลอย
ระบบใหม่นี้ทำให้อัตราความผิดพลาดลดฮวบเหมือนข้ามเวลาไปสิบปี และ Google ก็จมูกไวรีบกว้านซื้อตัวนักวิจัยกลุ่มนี้ไปทันที…
ผู้บริหารบางคนเห็นสัญญาณเตือนภัยนี้ พยายามดันระบบอัจฉริยะเข้ามาใส่ใน iOS สุดชีวิต
แต่ Craig Federighi ไม่ค่อยอินด้วย คำเตือนพวกนี้เลยถูกปัดตกไปอย่างน่าเสียดาย…
Ricky หัวหน้าฝ่ายฮาร์ดแวร์ถึงกับเตือนว่านี่คือภัยคุกคามระดับล้างเผ่าพันธุ์บริษัทได้เลยทีเดียว แต่ก็ไม่มีใครฟัง
ความย้อนแย้งขั้นสุดคือตอนที่ Google ควักเงินซื้อ DeepMind สุดยอดบริษัทเทคโนโลยีแห่งยุคไปเสริมทัพ…
แต่ Apple กลับเลือกควักเงินไปซื้อบริษัทหูฟังอย่าง Beats ซึ่งไม่ค่อยจะเข้ากับธุรกิจหลักเลยซักนิด
จนกระทั่งปี 2018 ถึงเริ่มรู้ตัว เลยไปฉกตัว John Giannandrea แม่ทัพด้านเทคโนโลยี Search มาจาก Google…
Giannandrea ช็อกมากที่เห็นว่าบริษัทไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคนใช้โปรแกรมนี้กี่คน เพราะไม่มีเครื่องมือวัดผลอะไรเลย
Giannandrea เลยจัดการรื้อระบบ ตัดฟีเจอร์ขยะทิ้ง และทำให้ระบบดึงข้อมูลจากเว็บมาตอบคำถามได้…
กว่าจะปล่อยฟีเจอร์นี้ได้ก็ต้องเถียงกับทีมดีไซน์ที่ต้องการความเพอร์เฟกต์ 100% ในขณะที่วิศวกรบอกแค่ 80% ก็หรูแล้ว
แต่เรื่องพังๆ ก็ยังโผล่มาให้เห็น เพราะมีเด็ก 13 ขวบพูดว่าจะไปกราดยิงที่โรงเรียน…
แทนที่มันจะเตือนหรือห้าม ระบบดันโชว์รายชื่อโรงเรียนใกล้เคียงขึ้นมาให้ซะงั้น จนเด็กคนนั้นโดนตำรวจรวบตัว
เหตุการณ์นี้ทำเอา Tim Cook โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ต้องสั่งแก้โค้ดฝังลงไปในระบบแบบเร่งด่วน…
ถึงจุดนี้เลยเคาะแผนรื้อสร้างใหม่หมดตั้งแต่ศูนย์ โปรเจกต์นี้ตั้งชื่อโค้ดเนมว่า Blackbird
มันคือเวอร์ชันที่เบา เร็ว และทำงานบนเครื่องได้โดยตรง แถมให้นักพัฒนาเข้ามาสร้างแอปได้ง่ายขึ้น…
แต่เชื่อมั๊ยครับว่าโปรเจกต์โคตรเจ๋งนี้ดันถูกฆ่าทิ้งกลางอากาศ เพราะทีมบริหารชุดเก่าไม่ยอมอ่อนข้อให้
1
พวกเขาเข็นโปรเจกต์ Siri X ออกมาสู้ ซึ่งก็แค่เอาเทคโนโลยีเก่าไปยัดลงเครื่องให้มันทำงานไวขึ้นเท่านั้นเอง…
1
แล้วด้วยพลังแห่งการเมืองในบริษัท ทีมฝั่งเก่าดันชนะเฉย โปรเจกต์ของใหม่เลยโดนฝังกลบไปตลอดกาล
1
ความไร้สาระพุ่งถึงขีดสุด เมื่อวิศวกรชื่อ Robbie Walker ใช้เวลาถึง 2 ปี นั่งงมกับการลบคำว่า Hey ออกจากประโยคเรียกใช้งาน…
พอปล่อยออกมาจริงในปี 2023 ดันกลายเป็นว่าระบบถูกเรียกใช้งานมั่วซั่วบ่อยกว่าเดิมซะอีก
John Gruber นักวิจารณ์ชื่อดังถึงกับด่าว่า Apple มัวแต่ไปตัดแต่งกิ่งไม้โง่ๆ โดยไม่ดูเลยว่าป่าทั้งป่ามันเน่าเฟะแค่ไหนแล้ว…
แล้ววันพิพากษาก็มาถึง วันที่โลกได้รู้จักกับ ChatGPT ซึ่งมันสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล
แต่ Giannandrea กลับบอกในห้องประชุมว่าสิ่งสุดท้ายที่คนต้องการคือแชทบอทอีกตัว
กว่าจะตาสว่างก็ปาเข้าไปปี 2023 พอ Federighi ได้ลองเล่นของใหม่ ผู้บริหารก็หน้าซีดกันเป็นแถบ
เพราะกลายเป็นว่าของตัวเองกลายเป็นวัตถุโบราณที่ล้าหลังสุดๆ ในงาน WWDC ปีนั้นไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเอ่ยคำว่า AI ด้วยซ้ำ
ปัญหาใหญ่สุดคือเรื่องเงิน อุปกรณ์ในศูนย์ข้อมูลก็เก่าสนิมเขรอะอายุตั้ง 5 ปี
Tim Cook อนุมัติงบซื้อชิปเพิ่ม แต่ Luca Maestri หัวหน้าฝ่ายการเงินดันหั่นงบทิ้งเกินครึ่งแบบหน้าตาเฉย…
ทั้งที่ปีเดียวกันบริษัทควักเงินมหาศาลเอาไปกว้านซื้อหุ้นตัวเองคืนตั้ง 77,000 ล้านดอลลาร์
พอปี 2024 เริ่มแพนิกหนัก สั่งเชือดโปรเจกต์รถยนต์ไร้คนขับที่เผาเงินทิ้งไปแล้วนับหมื่นล้านดอลลาร์ แล้วโยกวิศวกรหลายร้อยคนมาปั่นโปรเจกต์ AI แบบหามรุ่งหามค่ำ เพราะกลัวว่าจะซ้ำรอยแบบ Nokia
1
สุดท้ายก็ต้องบากหน้าไปเจรจาขอใช้โมเดลจากคู่แข่งอย่าง Google หรือ OpenAI เพื่อเอาตัวรอด
ก่อนงานใหญ่ปี 2024 นักรีวิวลองเทสคำสั่ง 25 อย่าง ปรากฏว่าสอบตกกระจาย สั่งเปิดฮอตสปอตยังแทบไม่รอด…
ทั้งหมดนี้คือผลของการเมือง อีโก้ และวิสัยทัศน์ที่หลงทางมาตลอดสิบกว่าปีของ Apple
1
จนถึงวันที่ต้องเปิดตัว “Apple Intelligence” มันคือไพ่ตายใบสุดท้ายที่จะชี้ชะตาองค์กร…
ว่ายักษ์ใหญ่รายนี้จะกลับมาผงาดครองใจคนทั้งโลก หรือจะถูกคู่แข่งทิ้งห่างจนกลายเป็นแค่ตำนานหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์เทคโนโลยี
References : [theinformation,bloomberg,theverge,wsj,wired]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/the-downfall-of-siri/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา