•
19 ส.ค. เวลา 06:30 • ความคิดเห็น

ความต่างของ "พื้นที่" และ "ถ้อยคำ": ถอดรหัสศาสตร์การสื่อสารและบทเรียนชีวิตจาก Steve Jobs

เวลาเราไถหน้าฟีดโซเชียลในปัจจุบัน คอนเทนต์ที่โตไวและคนแชร์เยอะมาก ๆ มักจะเป็นคลิปสั้นที่พูดจาขวานผ่าซาก ใช้คำพูดแรง ๆ หรือด้อยค่าสิ่งอื่นเพื่อให้ไอเดียตัวเองดูเด่น วิธีพูดแบบ “เน้นอารมณ์และสร้างความสะใจ” แบบนี้ ได้ผลดีมากในการสร้างกลุ่มแฟนคลับเฉพาะตัวในพื้นที่ส่วนตัว (Niche Market) แต่ในระยะยาว มันคือระเบิดเวลาเมื่อก้าวสู่สังคมวงกว้าง (Mass)
ถ้าอยากเห็นภาพนี้ชัด ๆ โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกเอง ปรากฏการณ์นี้ถูกถอดรหัสไว้ได้อย่างทรงพลังผ่านภาพยนตร์เรื่อง Steve Jobs (2015) ที่แบ่งการเล่าเรื่องออกเป็น 3 ช่วงเวลาหลังเวทีเปิดตัวสินค้า ซึ่งสะท้อนตัวตนและการเติบโตของจ็อบส์ได้อย่างน่าสนใจครับ
เจาะตัวตน 3 ช่วงชีวิตของ สตีฟ จ็อบส์ ในภาพยนตร์
ช่วงที่ 1 (ปี 1984 - เปิดตัว Macintosh): อัจฉริยะผู้เต็มไปด้วยอีโก้ในหนังเราจะเห็นจ็อบส์ในวัยหนุ่มที่มั่นใจล้นเกิน เขามองเกมธุรกิจและเทคโนโลยีขาด แต่ใช้ภาษากร้าวร้าว ด้อยค่าทีมงาน และทำลายความรู้สึกของทุกคนรอบตัวเพราะคิดว่าตัวเองเก่งที่สุด คำพูดที่เขาใช้เน้นสร้างความยอมรับในกลุ่มสาวกไอที (สถานะศาสดาในบ่อแคบ) แต่สร้างศัตรูในวงกว้าง จนในที่สุดเขาโดนบอร์ดบริหารไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
ช่วงที่ 2 (ปี 1988 - เปิดตัว NeXT Cube): วันที่พยายามพิสูจน์ตัวเอง แต่ยังติดหล่มเดิมช่วงที่เขาไปตั้งบริษัทใหม่ หนังแสดงให้เห็นภาพคนที่พยายามเอาชนะระบบเดิมด้วยความสะใจ เขายังคงใช้สไตล์การพูดที่ดุดัน บีบคั้น และมองโลกแบบขาว-ดำ แม้สินค้าจะดูเท่ในกลุ่มคนเฉพาะ แต่มันล้มเหลวในเชิงพาณิชย์ระดับมหภาค เพราะเขาไม่อาจโน้มน้าวคนนอกกลุ่มให้เชื่อตามได้
ช่วงที่ 3 (ปี 1998 - เปิดตัว iMac): วันที่เติบโตและเรียนรู้วุฒิภาวะนี่คือจุดพีคของเรื่อง จ็อบส์กลับมากอบกู้ Apple อีกครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ความเก่ง แต่คือ "วิธีสื่อสาร" เขาเลิกด่าทอ เลิกด้อยค่าสิ่งเก่า แต่เปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ “สร้างปัญญาและแรงบันดาลใจให้คิดตาม” เขาพูดด้วยความเข้าใจบริบทคนฟังและให้เกียรติเพื่อนมนุษย์มากขึ้น จนสังคมวงกว้างยอมรับให้เขาเป็น "ผู้นำทางความคิดระดับโลก" ที่แท้จริง
สะท้อนสู่สภาพสังคมปัจจุบัน: กับดักของคนเก่งบนโซเชียล
เมื่อนำบทเรียนชีวิตของจ็อบส์มาทาบกับสังคมออนไลน์ในตอนนี้ เราจะเห็น "สตีฟ จ็อบส์ ยุคแรก" เต็มหน้าฟีดไปหมด มีอินฟลูเอนเซอร์และนักธุรกิจจำนวนมากที่เก่งจริงในสาขาของตัวเอง (Circle of Competence) เช่น ทำธุรกิจเก่ง หรือหาเงินเก่ง
แต่พอเริ่มมีชื่อเสียง มีแสงสปอตไลท์ส่องถึง ก็เริ่มก้าวข้ามเส้นไปวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนอกขอบเขตความเชี่ยวชาญ เช่น นโยบายประเทศ หรือค่านิยมสังคมที่ร้ายไปกว่านั้นคือ แพลตฟอร์มโซเชียลในปัจจุบันถูกออกแบบมาให้ขยายเสียงที่รุนแรง สื่อมวลชนมักหยิบข้อความสั้น ๆ หรือคำพูดโควทพาดหัวที่เน้นความสะใจไปขยี้ต่อเพื่อเรียกยอดวิว (Clickbait) ในฐานะผู้บริโภคสื่อ
หากเราไม่เท่าทันเกมนี้ เราจะกลายเป็นเพียงหมากที่คอยส่งต่อความขัดแย้ง และตกเป็นเหยื่อของการปลุกเร้าอารมณ์โดยไม่รู้ตัว
คู่มือการรับมือเพื่อไม่ให้ตกเป็น "เหยื่อ" ของกับดักบนโลกออนไลน์
เพื่อประโยชน์ในการนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน เราสามารถแยกแนวทางปฏิบัติออกเป็นสองฝั่งเพื่อช่วยกันสร้างระบบนิเวศสื่อที่ดีขึ้นได้ดังนี้ครับ:
1. สำหรับคนอยากสื่อสารความเก่งที่มีอยู่ (ทำอย่างไรไม่ให้ติดกับดักอีโก้):
สื่อสารเฉพาะใน "วงกลมความรู้" ของตนเอง: ซื่อสัตย์ต่อความเชี่ยวชาญของตัวเอง เจาะลึกเฉพาะเรื่องที่รู้จริง มีข้อมูลหรือประสบการณ์ตรงรองรับ หากจำเป็นต้องพูดเรื่องนอกขอบเขต ให้พูดในฐานะ "ผู้ตั้งคำถามหรือร่วมเรียนรู้" ไม่ใช่ "ผู้หยั่งรู้ที่คอยตัดสิน"ใช้ภาษาที่ดุดันในสาระ แต่สุภาพในท่าที:
ความเฉียบคมไม่จำเป็นต้องเคลือบด้วยความก้าวร้าว คุณสามารถวิพากษ์วิจารณ์เพื่อก่อ (Constructive) หรือชี้ข้อบกพร่องตรง ๆ ได้ โดยหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่ลดทอนคุณค่าของระบบ ผู้อื่น หรือสังคม เพื่อให้เกียรติคนฟังและคุ้มครองความน่าเชื่อถือของตัวเองในระยะยาว
เพิ่ม "ความเข้าอกเข้าใจ" (Empathy) ลงในสาร: ตระหนักเสมอว่าผู้ฟังในวงกว้างมีต้นทุนชีวิต อายุ และข้อจำกัดที่ต่างกัน การลดมุมมองแบบขาว-ดำลง แล้วพยายามทำความเข้าใจบริบทที่หลากหลาย จะช่วยเปลี่ยนเราจากคนมั่นใจจนล้น (Arrogant) ให้กลายเป็นผู้นำทางความคิดที่มีวุฒิภาวะ
2. สำหรับคนอ่านและผู้บริโภคสื่อ (ทำอย่างไรไม่ให้ตกอยู่ในกับดักของคนพูด):
แยก "อารมณ์สะใจ" ออกจาก "สาระความรู้": ทุกครั้งที่เห็นคลิปหรือโควทพาดหัวที่รุนแรง ให้ตั้งสติและถามตัวเองก่อนว่า เรากำลังได้ "ปัญญาความรู้" ไปพัฒนาชีวิต หรือกำลังได้แค่ "ความสะใจชั่วคราว" ที่อัลกอริทึมส่งมาดักอารมณ์เรา
ตรวจสอบขอบเขตความรู้ของผู้พูด: ตั้งข้อสังเกตเสมอว่า คนที่เรากำลังฟังอยู่ เขาพูดในเรื่องที่เขาเชี่ยวชาญและประสบความสำเร็จจริง ๆ หรือเขากำลังพยายามทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญไปซะทุกเรื่องเพื่อเรียกยอดวิวและสร้างคอนเทนต์ดราม่า
มองหาผู้พูดที่ชวนคิดต่อ ไม่ใช่สั่งให้เชื่อ: เลือกสนับสนุนและให้ค่ากับอินฟลูเอนเซอร์ที่ใช้ข้อมูล เหตุผล และชวนมองภาพรวมเชิงโครงสร้างเพื่อส่งเสริมระบบคิด (Intellectual Growth) มากกว่าคนที่ใช้ภาษาด้อยค่าผู้นำ หรือลดทอนคุณค่าของสังคมเพื่อชูตัวเองให้ดูเด่น
บทเรียนจาก สตีฟ จ็อบส์ บอกเราชัดเจนครับว่า ความเก่งและเจตนาที่ดีอาจทำให้เราได้รับคำชมในกลุ่มเล็ก ๆ แต่วุฒิภาวะในการเลือกใช้ภาษาของผู้พูด และความเท่าทันในการเสพสื่อของคนดูต่างหาก ที่จะเป็นตัวตัดสินว่า สังคมวงกว้างจะยอมเปิดพื้นที่ให้เราเติบโตอย่างยั่งยืน หรือจะร่วมมือกันคัดกรองให้คำพูดฉาบฉวยเหล่านั้นเงียบหายไปในบ่อแคบ ๆ ตามกาลเวลา
โฆษณา