•
14 ก.ย. เวลา 06:45

The Matrix (1999) : ชีวิตที่เราเลือก หรือชีวิตที่ถูกออกแบบให้เราเลือก

ปี 1999 ภาพยนต์เรื่อง The Matrix พาคนดูไปเห็นภาพหลายอย่าง ณ เวลานั้นที่ดูเหมือนภาพจินตนาการจากโลกอนาคต อาทิ จอดำที่เต็มไปด้วยตัวอักษรคล้ายภาษาคอมพิวเตอร์ ตัวตนอีกด้านในโลกดิจิทัล รวมถึงฉากหลบกระสุนกลางอากาศที่ทำให้คนดูสงสัยว่าถ่ายกันอย่างไร
ผ่านมา 27 ปี ถึงเวลานี้ภาพเหล่านั้นกลับไม่ประหลาดเหมือนเดิมแล้ว เราใช้ชีวิตส่วนหนึ่งอยู่บนโลกดิจิทัล เราคุยกับ AI เราเห็นภาพที่สร้างขึ้นโดยไม่มีอยู่จริง และเราหลายคนมีชื่อหรือตัวตนบนโลกออนไลน์ที่คนจำนวนหนึ่งอาจรู้จักมากกว่าตัวจริงของเราเสียอีก
โลกไม่ได้กลายเป็น The Matrix แต่บางอย่างที่หนังเคยจินตนาการไว้ กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว รวมถึงเรื่องหนึ่งที่หนังวางไว้ตั้งแต่ต้นคือโลกหลายใบหลายมิติ พระเอกของเรื่องมีสองชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เริ่มเรื่อง
กลางวัน เขาคือ Thomas Anderson โปรแกรมเมอร์บริษัทแห่งหนึ่ง ไปทำงาน มีหัวหน้า และเคยถูกเรียกไปเตือนเรื่องมาทำงานสาย แต่กลางคืน เขาคือ Neo แฮกเกอร์ที่คนอีกกลุ่มหนึ่งรู้จักในโลกอีกใบ
Anderson กับ Neo ไม่ใช่สองบุคลิก แต่เป็นคนคนเดียวกันในพื้นที่ต่างกัน เราก็เป็นแบบนั้นอยู่ไม่น้อย เป็นคนหนึ่งเมื่ออยู่กับครอบครัว เป็นอีกแบบในที่ทำงาน และอาจมีบางด้านที่แสดงออกเฉพาะเมื่ออยู่กับคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ไม่มีด้านไหนจำเป็นต้องเป็นของปลอม
คนที่กำลังอ่านบทความนี้ก็รู้จักผมในชื่อ FA Talk บางคนเคยคอมเมนต์ เคยพูดคุยกัน ทั้งที่เราอาจไม่เคยเห็นหน้ากันเลย
ในโลกจริง เราอาจเคยเดินสวนกัน นั่งร้านกาแฟโต๊ะข้างกัน หรือขึ้นลิฟต์ตัวเดียวกัน โดยไม่รู้ว่าอีกคนคือคนที่เรา “รู้จัก” อยู่ในอีกโลกหนึ่ง
FA Talk กับตัวผมในชีวิตจริง ใครคือตัวจริง? ก็คนเดียวกัน เหมือน Anderson กับ Neo
แล้ว Matrix คืออะไร
สำหรับคนที่ไม่ได้ดูหนัง หรือดูมานานจนจำเรื่องไม่ได้ โลกที่มนุษย์ใน The Matrix ใช้ชีวิตอยู่นั้นไม่ใช่โลกจริง หลังสงครามระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร มนุษย์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และเครื่องจักรเป็นฝ่ายครองโลกแทน
ร่างกายของคนจำนวนมหาศาลถูกเลี้ยงไว้ในแคปซูล เชื่อมต่อกับเครื่องจักรและถูกใช้เป็นแหล่งพลังงาน ผ่านการทำให้สมองของคนที่จำศึลอยู่ในแคปซูลยังรับรู้ว่าตัวเองกำลังใช้ชีวิตตามปกติ ตื่นเช้า ไปทำงาน เดินตามถนน พบผู้คน มีความรัก มีความฝัน และแก่ลง
ทั้งหมดเกิดขึ้นใน Matrix หรือโลกเสมือนที่จำลองชีวิตมนุษย์ไว้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งในเรื่องถือเป็นช่วงรุ่งเรืองสูงสุดของอารยธรรมมนุษย์
ถ้าเราถูกขังอยู่ในห้องอย่างน้อยเรายังรู้ว่ามีโลกอยู่นอกห้องนั้น แต่สำหรับคนใน Matrix ไม่มีแม้แต่ความคิดว่ามี “ข้างนอก” เพราะตั้งแต่เกิด โลกที่เห็นก็คือโลกทั้งหมดที่รู้จัก
ก่อนรู้ความจริง Thomas Anderson ใช้ชีวิตของตัวเองหรือเปล่า? เขาทำงานเอง คิดเอง ตัดสินใจเอง มีสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ คงยากจะบอกว่านั่นไม่ใช่ชีวิตของเขา เพียงแต่ทุกการตัดสินใจเกิดขึ้น ภายในโลกที่เขาไม่รู้ว่ามีขอบเขต คำว่า “เลือกเอง” จึงเริ่มไม่ง่ายอย่างที่คิด
วันหนึ่ง Neo ได้รับทางเลือกเป็นยาเม็ด 2 เม็ด
Blue Pill — หยุดค้นหา กลับไปใช้ชีวิตเดิม และลืมเรื่องทั้งหมด
Red Pill — ไปต่อ แล้วดูด้วยตัวเองว่า Matrix คืออะไร
ถ้าไม่เคยดูหนังและยังไม่รู้ตอนจบ ลองหยุดอยู่ตรงนี้สักครู่ ถ้าเป็นเรา เราจะเลือกเม็ดไหน?
Blue Pill อย่างน้อยยังรู้ว่าจะได้อะไร พรุ่งนี้ก็ตื่น ไปทำงาน ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่คุ้นเคย โลกอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่ก็พอรู้ว่ามันเป็นอย่างไร
Red Pill แทบไม่มีข้อมูลให้ตัดสินใจ ไม่รู้ว่าจะไปไหน ไม่รู้ว่าจะเจออะไร และไม่มีใครบอกว่าความจริงที่รออยู่จะดีกว่าชีวิตเดิม
สำหรับคนส่วนใหญ่ การเลือก Blue Pill ก็สมเหตุสมผลไม่น้อย เพราะอย่างน้อยมันพากลับไปสู่ชีวิตที่รู้จัก Neo อาจต่างออกไปตรงที่เขามีความสงสัยอยู่ก่อนแล้ว กลางวัน Thomas Anderson ยังไปทำงานและใช้ชีวิตตามปกติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาใช้ชื่อ Neo ในโลกของแฮกเกอร์ และพยายามค้นหามานานว่า “Matrix” คืออะไร ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเบื้องหลังคำนี้มีอะไรอยู่ Neo จึงตัดสินใจเลือกสีแดง
เขาไม่ได้เลือกระหว่างโลกปลอมกับโลกจริง เพราะตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีโลกจริงอีกด้านหนึ่ง เขากำลังเลือกระหว่าง การกลับไปใช้ชีวิตที่รู้จัก กับ การตามความสงสัยของตัวเองไปจนกว่าจะรู้คำตอบ
ความต่างจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ใครกล้ากว่าใคร แต่อยู่ที่ Neo มีคำถามกับโลกที่ตัวเองอยู่มากพอที่จะยอมเสี่ยงไปหาคำตอบ
สำหรับคนที่ไม่มีคำถามแบบ Neo ชีวิตเดิมยังดำเนินไปตามปกติ การเลือกสิ่งที่รู้จัก แทนสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะพาไปไหน จึงอาจเป็นทางเลือกที่เป็นธรรมชาติกว่า
Neo เลือกสีแดง คนส่วนใหญ่อาจเลือกสีฟ้า และทั้งสองฝ่ายต่างเลือกจากสิ่งที่ตัวเองรู้ในเวลานั้นและชีวิตจริงก็มีทางเลือกแบบนี้อยู่ไม่น้อย
เราอาจอยู่กับงานที่มั่นคงต่อไป หรือออกไปทำสิ่งที่อยากทำโดยไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เราอาจใช้เงินและเวลาเพื่อชีวิตวันนี้ หรือยอมลดบางอย่างลง เพื่อเตรียมไว้สำหรับชีวิตหลังเกษียณที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร
บางคนวางแผนชีวิตไว้ไกล บางคนรู้สึกว่ายังไม่จำเป็น ไม่มีใครเห็นปลายทางจริง ๆ ของทางที่ตัวเองเลือก คนที่ใช้ชีวิตกับปัจจุบันมากกว่า อาจได้ประสบการณ์และความสุขที่คนซึ่งเตรียมอนาคตมากเกินไปพลาดไป
คนที่ยอมลดบางอย่างในวันนี้ อาจมีทางเลือกมากกว่าเมื่อวันที่รายได้ลดลง สุขภาพเปลี่ยน หรือไม่อยากทำงานอีกต่อไปมาถึง แต่ทั้งหมดนั้น เรารู้ได้จริงเมื่อชีวิตเดินไปถึงตรงนั้นแล้ว
ชีวิตจริง เราต้องเลือกก่อนเห็นคำตอบอยู่เสมอ
การวางแผนจึงมีความย้อนแย้งอยู่ในตัวเอง เราวางแผนเกษียณ ทั้งที่ไม่รู้ว่าตอนเกษียณเราจะเป็นอย่างไร
เราเก็บเงินให้คนคนหนึ่งที่อายุมากกว่าเราอีกสิบหรือยี่สิบปี ทั้งที่ยังไม่เคยพบเขา เราไม่รู้ว่าเขาจะมีสุขภาพแบบไหน อยากใช้ชีวิตอย่างไร หรือสิ่งที่วันนี้คิดว่าสำคัญ วันนั้นยังสำคัญอยู่หรือเปล่า
แต่ถ้าไม่เตรียมอะไรไว้เลย คนคนนั้นก็ต้องรับสิ่งที่การตัดสินใจของเราในวันนี้ทิ้งไว้ให้ การใช้ชีวิตวันนี้กับการเตรียมชีวิตวันหน้า จึงไม่ใช่เรื่องว่าอะไรถูกกว่าอะไร
มันคือการตัดสินใจว่าเราจะยอมแลกอะไรในวันนี้ เพื่อให้ตัวเราในอนาคตมีอะไรเหลือให้เลือก
ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้ Red Pill กับ Blue Pill น่าสนใจ ไม่ใช่เพราะเม็ดหนึ่งถูก อีกเม็ดหนึ่งผิด แต่เพราะทุกครั้งที่เลือก เรากำลังยอมเสียบางอย่างที่อยู่อีกด้านหนึ่งไปพร้อมกัน
ชีวิตจริงไม่มีสีบอกว่าเม็ดไหนคืออะไร แล้วความคิดที่ใช้เลือกมาจากไหน
และในหนังเอง Neo มียาสองเม็ดวางอยู่ตรงหน้า แต่ในชีวิตจริงตัวเลือกไม่ได้เพิ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเราในวันที่ต้องตัดสินใจ เราเกิดและเติบโตขึ้นในโลกที่มีอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะรู้จักตัวเองดีพอ เราก็รู้จักคำว่าเรียนดี งานดี ความมั่นคง ความสำเร็จ ครอบครัว ฐานะ หรือชีวิตที่ดี จากคนและสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เมื่อโตขึ้นเราเลือกเองมากขึ้น แต่ความคิดที่ใช้เลือกก็เติบโตมากับเราด้วย
ลองนึกถึงสิ่งที่เราเคยอยากได้มากเมื่อสิบหรือยี่สิบปีก่อน บางอย่างวันนี้อาจไม่สำคัญแล้ว ทั้งที่ตอนนั้นเราเคยแน่ใจว่ามันสำคัญมาก
โลกเปลี่ยน หรือเราเปลี่ยน? หรือทั้งสองอย่างเปลี่ยนไปพร้อมกัน?
เราอาจเป็นคนเลือกจริง ๆ แต่สิ่งที่ทำให้เราอยากเลือกสิ่งนั้น มาจากไหนในโลกที่ซ้อนกัน
ผ่านมา 27 ปี โลกที่เราอยู่กลับซับซ้อนกว่าโลกของ The Matrix ในอีกแบบหนึ่ง ในหนัง เส้นแบ่งยังชัด โลกหนึ่งคือ Matrix อีกโลกคือโลกจริง เมื่อ Neo ออกจาก Matrix เขารู้ว่าอะไรคือโลกจำลอง และอะไรคือความจริง
โลกของเราในวันนี้ไม่ได้แบ่งง่ายแบบนั้น เราใช้ชีวิตจริงผ่านโลกดิจิทัล ทำงานผ่านจอ รู้จักคนที่ไม่เคยพบหน้า ใช้เงินที่เห็นเป็นเพียงตัวเลข รับรู้โลกผ่านข้อมูลที่ถูกคัดเลือกมาให้เห็น และอยู่ในยุคที่ภาพ เสียง หรือข้อความตรงหน้า อาจไม่ได้เกิดขึ้นจริงอย่างที่เราเข้าใจ ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดในโลกดิจิทัลก็ย้อนกลับมาสร้างผลจริงต่อชีวิตเรา ทั้งงาน รายได้ ความสัมพันธ์ ชื่อเสียง หรือแม้แต่ความคิดที่เรามีต่อตัวเอง
โลกจริงกับโลกเสมือนจึงไม่ได้อยู่คนละด้านเหมือนใน The Matrix อีกต่อไป มันซ้อนทับกันอยู่ในชีวิตเดียวกัน Thomas Anderson กับ Neo ในปี 1999 ยังมีช่วงเวลาที่แยกจากกัน วันนี้เราอาจเป็น Anderson และ Neo พร้อมกันตั้งแต่ตื่นนอน และเราไม่มี Red Pill ที่พาออกไปยืนอยู่นอกทุกอย่าง แล้วหันกลับมามองชีวิตตัวเองจากข้างนอกได้เหมือน Neo
เรายังคงใช้ชีวิตอยู่ข้างใน เลือกเรื่องของวันนี้จากสิ่งที่รู้ในวันนี้ เลือกเรื่องของอนาคตทั้งที่ยังมองไม่เห็น และเลือกจากความคิดบางอย่างที่อยู่กับเรามานานจนแทบจำไม่ได้แล้วว่าเริ่มมาจากไหน
บางครั้งเราเลือกสิ่งที่คุ้นเคย
บางครั้งเราเลือกสิ่งที่ยังไม่รู้ว่าจะพาไปไหน
ไม่มีสีไหนบอกว่าทางไหนถูก และอาจไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่า ถ้าเลือกอีกทาง ชีวิตจะเป็นอย่างไร
ผ่านมา 27 ปี หลายอย่างที่เคยทำให้ The Matrix ดูเป็นหนังแห่งอนาคต กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว แต่คำถามของหนังกลับไม่ได้เก่าไปด้วย เพราะสุดท้าย เราอาจไม่มีโอกาสออกไปยืนอยู่นอก Matrix เพื่อเห็นทุกอย่างก่อนตัดสินใจ เราต้องเลือกทั้งที่ยังอยู่ข้างใน
ชีวิตที่กำลังใช้อยู่นี้
เป็นชีวิตที่เราเลือกเองจริง ๆ หรือเปล่า
โฆษณา