7 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

ทำไมชาวจีน ‘มองบวก’ AI แต่อเมริกันกลับ ‘ระแวง’ สองมุมมอง ‘ต่างกันสุดขั้ว’ อะไรทำสองมหาอำนาจคิดต่าง

แม้ “จีน” และ “สหรัฐ” กำลังขับเคี่ยวเพื่อชิงความเป็นผู้นำโลก AI แต่สิ่งหนึ่งที่สองประเทศแตกต่างกันอย่างน่าประหลาดกลับไม่ใช่จำนวนโมเดล เงินลงทุน หรือชิปประมวลผล หากแต่เป็น “ความรู้สึกของประชาชน” ที่มีต่อเทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เสียงโห่ดังขึ้นกลางพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยแอริโซนา หลัง “เอริก ชมิดต์” อดีตซีอีโอ Google ขึ้นกล่าวถึง “ประโยชน์มหาศาล” ที่ปัญญาประดิษฐ์จะนำมาสู่โลก
ในอีกฟากหนึ่งของโลก ภาพกลับแตกต่างออกไป สื่อของรัฐบาลจีนกำลังนำเสนอเรื่องราวของนักเรียนที่กระตือรือร้นเรียนรู้และนำ AI มาใช้ในห้องเรียน ขณะที่หลายเมืองเดินหน้าผลักดันการศึกษา AI ตั้งแต่ระดับโรงเรียน
ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมหรือห้องเรียน แต่ปรากฏชัดในผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน
ข้อมูลจาก Stanford University’s AI Index พบว่า ชาวจีนถึง 84% รู้สึก “ตื่นเต้น” กับ AI ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาประเทศที่สำรวจ ขณะที่ชาวอเมริกันมีสัดส่วนเพียง 38%
อีกผลสำรวจหนึ่งพบช่องว่างในทิศทางเดียวกัน โดยชาวจีน 72% ระบุว่า เชื่อมั่นใน AI เทียบกับชาวอเมริกันเพียง 32%
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ทำไมคนจีนไม่กลัว AI” เพราะในความเป็นจริง คนจีนก็กังวลทั้งเรื่องการหลอกลวง Deepfake ความมั่นคงในการทำงาน และอนาคตของลูกหลาน เช่นเดียวกับคนในประเทศอื่น
ความแตกต่างที่แท้จริงอาจอยู่ที่คำถามอีกข้อหนึ่ง นั่นคือ ผู้คนเชื่อหรือไม่ว่า “ประโยชน์จาก AI จะตกมาถึงตัวเอง”
📌​สหรัฐได้ยินเรื่อง ‘AI แย่งงาน’ แต่จีนได้ยินเรื่อง ‘AI เพิ่มผลิตภาพ’
ในบทสนทนาเรื่อง AI ในสหรัฐ เต็มไปด้วยคำเตือนเกี่ยวกับอนาคตของแรงงาน โดยคาเรน ฮ่าว นักข่าวด้านเทคโนโลยี ถึงกับเปรียบความเชื่อของกลุ่มผู้สนับสนุน AI ในซิลิคอนวัลเลย์ว่า เกือบมีลักษณะ “กึ่งศาสนา” จากความเชื่อว่า เครื่องจักรจะก้าวข้ามความสามารถของมนุษย์และเข้ามาทำงานแทนคนจำนวนมาก
ดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic เคยเตือนว่า AI อาจทำให้ “งานออฟฟิศระดับเริ่มต้น” หายไปถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่อีลอน มัสก์ เคยคาดการณ์ถึงโลกในอนาคตที่อาจเดินไปถึงจุดที่ “ไม่จำเป็นต้องมีงาน” อีกต่อไป
เมื่อคำเตือนเช่นนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาหลัก จึงไม่น่าแปลกที่ชาวอเมริกันจำนวนมากจะมอง AI ผ่านคำถามว่า “งานของฉันจะหายไปหรือไม่?”
ขณะเดียวกัน จีนเองก็ไม่ได้ปราศจากความกังวลเรื่องนี้ การสำรวจในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย AI ของจีนโดย Carnegie Endowment for International Peace พบว่า “การจ้างงาน” ขยับจากความกังวลอันดับ 6 เมื่อต้นปี 2567 ขึ้นเป็นอันดับ 2 เมื่อต้นปี 2569
กระแสต่อต้าน Robotaxi ในอู่ฮั่นเป็นหนึ่งในสัญญาณ เมื่อคนขับแท็กซี่บางส่วนมองว่า รถไร้คนขับกำลังเข้ามา “แย่งชามข้าว” ของพวกเขา
อย่างไรก็ตาม ความกังวลยังไม่กลบการยอมรับ AI ของสังคมจีน ส่วนหนึ่งเพราะผลกระทบต่อแรงงานยังไม่กว้างเท่าสหรัฐ ซึ่งแรงงานอเมริกันเกือบ 80% อยู่ในภาคบริการ เทียบกับจีนที่อยู่ราว 46% ขณะที่ชาวจีนอีกประมาณ 1 ใน 5 ยังทำงานภาคเกษตร
นอกจากนี้ บริษัท AI จีนอย่าง Z ai, Moonshot และ DeepSeek แม้มุ่งพัฒนาไปสู่ AGI แต่เน้นสื่อสารว่า AI จะช่วย “เพิ่มผลิตภาพ” ยกระดับประสบการณ์ และลดงานน่าเบื่อของมนุษย์ มากกว่าภาพ AI เข้ามาแทนที่คน
ไคล์ ชาน จากสถาบัน Brookings Institution อธิบายความแตกต่างนี้อย่างน่าสนใจว่า จีนเป็นประเทศที่ “AI-pilled แต่ไม่ได้ AGI-pilled” กล่าวคือ สังคมจีนหลงใหลและพร้อมใช้ AI แต่ไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับภาพอนาคตที่ AGI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ทุกด้าน
โฆษณา