20 ส.ค. เวลา 05:45 • สุขภาพ

ท้องผูกอย่าปล่อยเรื้อรัง เช็กอาการเตือน เสี่ยงลำไส้อุดตัน-มะเร็งลำไส้ใหญ่

ท้องผูกเป็นภาวะที่พบได้บ่อย ทั้งถ่ายน้อย อุจจาระแข็ง หรือถ่ายไม่สุด หากเรื้อรังหรือมีอาการเตือน เช่น น้ำหนักลด ถ่ายเป็นเลือด ท้องอืด อาเจียน ควรพบแพทย์ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคลำไส้ที่รุนแรง
แม้ภาวะท้องผูกจะไม่ทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายถึงชีวิต แต่หลายๆ คนก็ได้รับความทุกข์ทรมานจากภาวะการขับถ่ายที่ผิดปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งรู้สึกเครียด เบื่ออาหาร อึดอัดแน่นท้อง ขาดความกระปรี้กระเปร่า อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ริดสีดวงทวารหนัก เกิดแผลที่ทวารหนักหรือลำไส้ตรง รวมถึงอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้าย เช่น ลำไส้อุดตัน หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่อีกด้วย
ท้องผูก
ท้องผูก คือ ภาวะที่ขับถ่ายยาก ขับถ่ายน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ อาจต้องใช้เวลาเบ่งถ่ายเป็นเวลานาน ขับถ่ายได้ครั้งละไม่มาก อุจจาระมีลักษณะเป็นเม็ดแข็ง รู้สึกว่าถ่ายไม่สุด อึดอัดแน่นท้อง
ทั้งนี้ หากมีอาการท้องผูกนานมากกว่า 3 เดือน และเริ่มมีอาการหลังจากมีอาการท้องผูกครั้งแรกนานมากกว่า 6 เดือน แต่ละเลยไม่รับการรักษา อาจส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นอาการท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัญหาของระบบทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยมากกว่าร้อยละ 30 ของประชาชนทั่วไป และมักพบในผู้สูงอายุ รวมถึงพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 2 เท่า
อาการท้องผูก
  • อุจจาระเป็นก้อนแข็ง
  • รู้สึกว่าถ่ายอุจจาระไม่สุด
  • รู้สึกว่ามีสิ่งอุดกั้นบริเวณทวารหนัก
  • ต้องใช้ตัวช่วยเพื่อทำให้อุจจาระออกมา
  • ต้องใช้เวลาเบ่งนานมากกว่าปกติ
  • ต้องใช้แรงในเบ่งมากกว่าปกติ
สาเหตุของภาวะท้องผูก
ภาวะท้องผูกเกิดได้จากหลายสาเหตุ แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ
  • แบบปฐมภูมิ สาเหตุมาจากการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้ใหญ่และระบบขับถ่ายโดยตรง เกิดจากลำไส้ใหญ่มีการเคลื่อนไหวน้อยลง ทําให้อุจจาระเคลื่อนลงมาช้ากว่าปกติ ซึ่งพบได้น้อยมาก เพียงร้อยละ 5-6 เท่านั้น
  • แบบทุติยภูมิ มีสาเหตุจากปัจจัยอื่นๆ เช่น การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย ดื่มน้ำน้อย ไม่ออกกำลังกาย การใช้ยาหรืออาหารเสริมบางชนิด รวมถึงเกิดจากผลกระทบของโรคทางต่อมไร้ท่อและโรคทางระบบทางเดินอาหาร
การรักษาอาการท้องผูก
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ท้องผูกเป็นภาวะที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต สามารถรักษาเบื้องต้นได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีกากใย ดื่มน้ำมากขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน ไม่เล่นโทรศัทพ์ขณะนั่งขับถ่าย ตลอดจนการใช้ยาระบายอย่างเหมาะสม
การฝึกกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเบ่งถ่ายให้ทำงานถูกต้อง (Biofeedback Training) สอนให้ผู้ป่วยขับถ่ายอย่างถูกวิธีด้วยเครื่องมือที่แสดงการทำงานของกล้ามเนื้อที่ควบคุมการขับถ่าย ใช้ในกรณีพบผู้ป่วยท้องผูกเรื้อรังที่สงสัยว่ามีการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้ใหญ่ หรือมีสาเหตุจากภาวะการเบ่งถ่ายที่ผิดวิธี
โดยผู้ป่วยหลายคนที่ขมิบหรือไม่ยอมคลายหูรูดทวารหนักระหว่างการเบ่งถ่ายทำให้ไม่สามารถเบ่งอุจจาระออกมาได้ เกิดเป็นภาวะ Dyssynergia ซึ่งแพทย์จะวินิจฉัยด้วยเครื่องมือตรวจวัดการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนปลายของลำไส้ใหญ่และหูรูดทวารหนัก (Anorectal Manometry)
แต่หากภาวะท้องผูกเกิดพร้อมกับอาการเตือนอื่นๆ เช่น น้ำหนักลด ถ่ายเป็นเลือด ท้องผูกสลับท้องเสีย คลำได้ก้อน มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ รวมถึงเริ่มมีอาการท้องผูกตอนอายุมากกว่า 50 ปี ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย เนื่องจากอาจมีโอกาสพบโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
ลำไส้อุดตัน (Intestinal Obstruction)
ลำไส้อุดตัน คือ ภาวะที่การบีบตัวของลำไส้ถูกรบกวนหรือมีสิ่งอุดตัน ทำให้อาหารและของเหลวไม่สามารถเคลื่อนผ่านได้ตามปกติ ส่งผลให้มีอาการปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน โดยอาการมักบอกถึงตำแหน่งการอุดตันของลำไส้ ซึ่งอาจเกิดการอุดตันในลำไส้บางส่วนหรืออุดตันทั้งหมด ภาวะลำไส้อุดตัน ถ้าปล่อยไว้หรือไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่มีอาการรุนแรงหรือเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
อาการภาวะลำไส้อุดตัน
อาการของภาวะลำไส้อุดตัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของลำไส้ที่เกิดการอุดตัน แบ่งออกเป็น
  • ลำไส้เล็กอุดตัน
  • ท้องอืด แน่นท้อง ไม่สามารถผายลมได้
  • กดแล้วเจ็บบริเวณท้อง
  • ปวดท้องรุนแรงเป็นๆ หายๆ บริเวณสะดือหรือใต้ซี่โครง อาจพบชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติร่วมด้วย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ลำไส้ใหญ่อุดตัน
  • ท้องอืด แน่นท้อง
  • ปวดท้องรุนแรง
  • ท้องผูก
  • อุจจาระมีเลือดปน
สาเหตุของภาวะลำไส้อุดตัน
  • ลำไส้ตีบตัน (Mechanical Obstructions) เกิดจากมีสิ่งไปอุดตันทางเดินของลำไส้ ส่วนใหญ่เกิดจากพังผืดในลำไส้หลังจากการผ่าตัดภายในช่องท้อง รวมถึงเกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ เนื้องอกในลำไส้เล็ก นิ่วในถุงน้ำดี ไส้เลื่อน รวมถึงความผิดปกติของลำไส้ในทารกแรกเกิด นอกจากนี้อาจเกิดจากภาวะลำไส้อักเสบ เช่น โรคโครห์น (Crohn’s Disease)
  • ภาวะลำไส้อืด (Nonmechanical Obstructions) เกิดจากลำไส้ไม่สามารถบีบตัวและเคลื่อนไหวได้ตามปกติ ส่งผลต่อระบบขับถ่าย โดยมีสาเหตุมาจากการผ่าตัดในช่องท้องหรืออุ้งเชิงกราน การติดเชื้อ การใช้ยาบางชนิด รวมถึงความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและระบบประสาท เช่น โรคพาร์คินสัน (Parkinson’s Disease) โรคเบาหวาน เป็นต้น
การรักษาภาวะลำไส้อุดตัน
  • การรักษาลำไส้อุดตันบางส่วน กรณีที่อาหารและน้ำยังสามารถเคลื่อนผ่านลำไส้ได้บ้าง รักษาระยะแรกด้วยการรับประทานอาหารเหลว หากผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อยในระยะยาว แต่หากอาการไม่ดีขึ้น อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
  • การรักษาลำไส้อุดตันทั้งหมด กรณีอาหารและน้ำไม่สามารถเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้เลย จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เพื่อนำสิ่งอุดตันออกจากลำไส้ หรือผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เสียหายออก
  • การรักษาภาวะลำไส้อืด รักษาด้วยการให้อาหารทางสายยางเพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหาร หากอาการไม่ดีขึ้นอาจต้องใช้ยาช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ หรือผ่าตัดลำไส้ในส่วนที่เสียหายออก กรณีผู้ป่วยเกิดภาวะลำไส้ขยายตัว แพทย์จะรักษาด้วยการบีบไล่อุจจาระร่วมกับการส่องกล้อง
ภาวะท้องผูก และ ลำไส้อุดตัน มีอาการหลายอย่างคล้ายคลึงกัน
โดยเฉพาะอาการปวดท้องและไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้ตามปกติ แต่การรักษาอาการท้องผูกนั้นง่ายและไม่ซับซ้อนเท่าการรักษาภาวะลำไส้อุดตัน อีกทั้งอาการท้องผูกไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต ขณะที่ลำไส้อุดตันอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้หากไม่ทำการรักษาอย่างถูกต้อง
ไม่ว่าจะเป็นเพียงภาวะท้องผูกชั่วคราว ท้องผูกเรื้อรังหรือลำไส้อุดตัน ก็ไม่ควรปล่อยไว้เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อสุขภาพในด้านอื่นๆ ทั้งลำไส้ทะลุ ริดสีดวงทวาร ภาวะไตวาย หรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต หากการอุดตันไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือดไม่ให้ไปยังส่วนต่างๆ ของลำไส้ จนเนื้อเยื่อในลำไส้ตาย เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด การทำงานของอวัยวะภายในล้มเหลว
วิธีป้องกันอาการท้องผูก และ ลำไส้อุดตัน
ทั้งอาการท้องผูกและลำไส้อุดตันสามารถป้องกันได้ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิต
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ
  • รับประทานผักและผลไม้ที่มีกากใยไฟเบอร์สูง
  • งดการสูบบุหรี่
รวมถึงหมั่นสังเกตอาการของตัวเองอยู่ตลอด หากพบว่ามีภาวะท้องผูกร่วมกับมีอาการท้องอืด แน่นท้อง อาเจียน มีเลือดออกทางทวารหนัก ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง
นอกจากนี้แล้ว เนื่องจากโรคในระบบทางเดินอาหารนั้นมีอาการแสดงที่คล้ายคลึงกันมาก ดังนั้น หากท่านเป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป และมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์และรับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เพื่อคัดกรองและคัดแยกโรคร้ายออกไป นอกจากนั้นแล้วก็ควรตรวจปีละ 1 ครั้ง เป็นประจำทุกปีด้วยเช่นกัน
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/health/care/7980
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา