23 ส.ค. เวลา 07:35 • ธุรกิจ

AI ทำใจฝ่อ….

เมื่อวันก่อน รุ่นน้องทักมา ให้ช่วยอุดหนุนร้านหน่อย
เขาขายอาหารออนไลน์อยู่บ้าน
จริงๆ ก็คงปกติ ถ้าเขาไม่ได้ทำงานอย่างอื่นน่ะนะ
แต่บังเอิญรายนี้เป็นอินทิเรียดีไซเนอร์ฝีมือดี
ผ่านงานสาธารณะดังๆมาเยอะ ถนัดงานล็อบบี้โรงแรม
และคอนโดมิเนียมมาก
แถมมีฝีมือด้านการทำ 3D โมเดลที่ค่อนข้างดีอีกต่างหาก
ปั้นขายบนเว็บ รับปั้น มีคอร์สสอน เคยสร้างรายได้ให้เขา
เป็นกอบเป็นกำอยู่เหมือนกัน
แต่เป็นฟรีแลนซ์มาตลอด เต็มที่ก็เอาท์ซอร์ดระยะสั้น
ไม่เคยทำบริษัทจริงๆจังๆ สไตล์เด็กสมัยนี้ (อายุ 33)
ค่าตัวสูง ปกติงานเยอะ ผมเลยงงๆ ว่าทำไมอยู่ๆว่างมาขายอาหารออนไลน์ ผ่านแอพอยู่กับบ้านแบบนั้น
…ก็เลยชวนมาจิบคุยกันหน่อย เพราะบ้านไม่ไกลร้านนัก….
“ไม่ไหวกับเอไอว่ะพี่…..”
นี่คือคำตอบที่ผมได้จากเขา และดูเขาให้น้ำหนักเรื่องเอไอ
มากกว่าสภาพเศรษฐกิจเสียอีก
มันอาจจริง ที่ทุกอาชีพโดนเอไอเล่นงานหมด
แต่ผมอยากบอกว่า อินทิเรียดีไซเนอร์ คืออาชีพที่โดนหนัก
และน่าจะหนักมากที่สุดอาชีพนึงเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะพวกที่
รับออกแบบอย่างเดียว โดยไม่รับเหมาด้วยแบบรุ่นน้องผม
ผมถามว่างานไม่มีเหรอ เขาก็ว่ามีบ้างตามสภาพเศรษฐกิจ
แต่ปัญหาจริงๆ คือ มูลค่างานที่มันตกนี่ล่ะครับ
คือ เขาก็เข้าใจถูกแหละ ว่างานเยอะน้อยตามสภาพเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะพวกงานอาคารห้างร้านต่างๆ มันน้อยลงในช่วงนี้
ซึ่งอันนี้เป็นปกติสำหรับงานสายนี้ ทุกคนเข้าใจและไม่ใช่สาเหตุ
ที่ทำให้เขาท้อจนจิตตก
แต่ปัญหาหลักคือ พองานได้มา มูลค่ามันลดลงมาก
มากเกือบ 50% จากสมัยก่อน
ซึ่งอันนี้อินทิเรียจะโดนหนักกว่างานโครงสร้าง
ที่เป็นงานสถาปัตยกรรมควบคุมมาก เพราะงานโครงสร้าง
ต้องมีวิชาชีพควบคุมรับรอง งานจึงยังมีมูลค่ามากกว่า
ในงานอินทิเรียนั้น ถ้าแยกการคิดราคาออกมาเป็นส่วนๆ
มันจะมาจากสามส่วนหลักๆคือ ไอเดีย , การทำภาพนำเสนอ
และส่วนของการทำแบบก่อสร้าง (shop drawing)
ทีนี้ พอมันมีเอไอเข้ามา ส่วนที่หายไปอย่างแรก
คือการทำภาพนำเสนอ ที่จริงๆแล้วส่วนนี้
มีมูลค่าค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ประมาณ 30% ของค่าออกแบบ
เมื่อรวมกับมุมมองของเจ้าของงาน ที่ว่าคนออกแบบ
ใช้ไอเดียจากสมองน้อยลง เพราะมีเอไอเจนเนอเรตภาพ
นำมาให้ก่อน เขาก็ไปลดในส่วนของไอเดียลงไปด้วย
มูลค่างานที่ยังคงที่ จึงเหลือแต่ส่วนที่เป็นการถอดแบบ
จากภาพนำเสนอคอนเซ็ปท์ เป็น shop drawings เท่านั้น
ซึ่งตามปกติแล้วส่วนนี้จะน้อยที่สุดอยู่แล้ว
(บางคนไม่เขียนเองด้วยซ้ำ จ้างดราฟต์แมนเอา)
นี่คือเหตุผลว่าทำไมงานอินทิเรียถึงโดนหนักมากๆ
กับการมาถึงของเอไอเพราะส่วนหลักในงานมันหายไปนี่เอง
…แรกๆ สักสองปีก่อน มันมีแต่งานเล็กๆ ที่ใช้เอไอกัน
และเอไอก็ยังพลาดเยอะมาก ….
…แต่เดี๋ยวนี้ เอไอเก่งขึ้นมาก คนใช้ระดับคนทั่วไป
ก็เข้าใจการทำงานของเอไอมากขึ้น ดังนั้นเอไอจึงลามไป
ถึงงานโครงการขนาดใหญ่ มูลค่าสูงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว…
…โดนกันทั่วหน้าครับ และดูแนวโน้ม น่าจะหนักขึ้นด้วย
ในอีกปีสองปีนี้เท่านั้น….
แล้วงาน 3D โมเดลล่ะ ?
ผมถามเขาแบบนั้น ซึ่งก็โดนเอไออีกนั่นแหละ ที่ตีซะยับ
อันนี้อาจหนักกว่าด้วย เนื่องจากปัจจุบัน AI มีหลายตัว
ที่ใช้ทำ 3D โมเดลได้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
ตรงคือ เอาภาพสเก็ตช์อัพโหลดเข้าไปให้มันสร้างเลย
กับทางอ้อมคือ เอาภาพสเก็ทช์อัพโหลด ให้เอไอเขียนโค้ด
แล้วคัดลอกไปใส่ในโปรแกรมปั้นอีกที
ซึ่งมันง่ายมาก สำหรับลูกค้างานพวกนี้ ซึ่งส่วนมาก
ก็ทำงานสายนี้นั่นแหละ เพียงแต่บางทีขาดทักษะที่มากพอ
หรือไม่อยากเสียเวลาเท่านั้น พวกเขาใช้เอไอเหล่านี้ได้สบาย
เมื่อเป็นแบบนั้น งานรับปั้นโมเดลจึงแทบไม่มีเหลือเลย
ซึ่งของผมเองก็โดนเหมือนกัน โมเดลที่แปะเว็บไว้ขาย
ขายแทบไม่ได้เลยในช่วงหลังๆ
และแน่นอน เมื่อทักษะการปั้นจำเป็นน้อยลง
คนอยากเรียนก็น้อยลงไปด้วย
คอร์สสอน มันก็ขายไม่ได้ไปด้วยนั่นเอง
…สรุปเลยว่าคนสายงานนี้ พินาศสุดๆครับ….
เรื่องของรุ่นน้องผม มันบอกอะไรได้เยอะมาก
เกี่ยวกับการเข้ามามีบทบาทในงานของเอไอ
ซึ่งส่งผลกระทบกับทุกส่วนของธุรกิจ
จริงๆ มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในทุกสายงาน
แต่มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป
และมันเกิดขึ้นทั่วโลก ยิ่งในประเทศไฮเทคก็ยิ่งหนัก
ทั้งสหรัฐ จีน คนทำงานกำลังเจอปัญหานี้หนักมาก
ในสหรัฐ คนแห่ทิ้งมหาวิทยาลัย แล้วไปเรียนงานช่าง
เพื่อที่จะหนีจากงานนั่งโต๊ะ สู่การขายแรง ฝีมือ
ที่เอไอจะทำแทนไม่ได้
ในจีน แม้แต่ดาราก็ไม่รอด เพราะไม่มีใครจ้างไปเป็น
พรีเซ็นเตอร์งานโฆษณา และเล่นหนังมากเท่าสมัยก่อน
เนื่องจากเอไอ สามารถทำหน้าที่นี้ได้ตอบโจทย์ธุรกิจกว่า
และในจีนปัจจุบัน งานนั่งโต๊ะ ก็ถูกลดคนเป็นจำนวนมาก
เพราะธุรกิจมีความคุ้มค่ามากกว่าเมื่อใช้เอไอ
ที่สำคัญ ราคาค่าใช้งานเอไอจีนถูกมาก
ซึ่งนั่นยิ่งทำให้คนมีงานทำน้อยลง จนตัวเลขเด็กจบใหม่
ในจีนพุ่งขึ้นสูงมากกว่าเดิม ทำลายสถิติกันแทบทุกปี
ทั้งโลก กำลังเจอกับปัญหาแบบนี้
การพูดสวยหรูว่า เอไอไม่ได้มาแย่งงาน แต่มาช่วย
ผมมองว่ามันเป็นโฆษณาชวนเชื่อเสียมากกว่า
ไม่ว่าใครพูดก็ตาม
แล้วมนุษย์จะอยู่กันยังไงล่ะนี่ ?
เพราะของที่มันมีแล้ว จะให้ไปเลิกใช้ มันก็คงทำไม่ได้หรอก ….
แต่ที่ผมมองว่าเป็นสิ่งน่ากลัวที่สุดของเรื่องนี้
ก็คืออย่างที่จั่วหัวไป คือ ใจคนทำงานมันฝ่อครับ
ถ้ามันเป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆ มันก็ไม่เท่าไหร่
แต่ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันไม่ใช่ซะแล้ว
ทั่วโลก เด็กรุ่นใหม่เริ่มมีอาการท้อแท้ ไม่เอาอะไรกับชีวิต
ในประเทศใหญ่ๆ อย่างเกาหลีใต้ จีน มีเทรนด์ไม่ทำอะไร
ไม่เอาอะไรมากขึ้นทุกที
( ในจีนเรียกว่า ป่ายล่าน หมายถึงนอนราบ ส่วนของเกาหลี
ผมยังไม่มีคำเรียกบัญญัติขึ้นมา )
กับคนด้วยกัน การแข่งขันมันก็สูงมากอยู่แล้ว
นี่มาโดนเอไอเข้าไปอีก มันก็ยิ่งหนัก
และแน่นอน ว่ามันส่งผลกระทบกับการตัดสินใจมีลูก
ของคนรุ่นใหม่ๆ อย่างแน่นอน
เมื่ออัตราการเกิดลด สิ่งที่ตามมาก็คือขนาดเศรษฐกิจ
ของหลายประเทศก็น่าจะลดลงตามไปด้วย
และหากซ้ำด้วยมูลค่างานที่ลดลง อะไรมันจะเกิดขึ้นล่ะ ?
ถ้าลองคิดดูกันให้ดี มันมีเรื่องแปลกๆนะ
โดยเฉพาะในประเทศมหาอำนาจทุกที่
คือ พวกเขามักบ่นและกังวลถึงอัตราการเกิดที่ลดลง
และพยายามส่งเสริมให้คนมีลูกมากขึ้น
แต่ในอีกทาง มหาอำนาจเหล่านี้ ก็ไม่ได้พยายามควบคุมเอไอ
หรือแม้กระทั่ง ทำให้การใช้มันมีค่าใช้จ่ายใกล้เคียงจ้างคน
เพื่อสมดุลให้ได้ ระหว่างคนกับเอไอ
ตรงข้าม พวกเขากลับแข่งขันกันอย่างบ้าคลั่ง
จนแทบจะเรียกว่าไร้การควบคุมไปแล้ว
โดยเฉพาะสองชาติใหญ่ ทั้งจีนและสหรัฐนั่นแหละ
มันเพราะอะไร ?
เพราะเป็นไปไม่ได้ ที่ระดับสองชาตินี้ จะไม่รู้ผลที่ตามมา
ของการผลักดันเอไอ แบบที่ผมเขียนทั้งหมดนี้
เขารู้อยู่แล้ว แต่ก็ยังทำ และทำแบบไม่ควบคุมด้วย
จะว่าเพื่อแข่งกันทางยุทธศาสตร์ เลยยอมกันไม่ได้
มันก็อาจเป็นความจริงส่วนหนึ่ง
ถ้าเป็นแบบนั้น การจำกัดวงคนใช้ ก็น่าจะแก้ปัญหาได้
แต่พวกเขาก็ยังแจกของฟรีให้คนทั่วไปใช้
อันนี้บอกตรงๆนะ มันทำให้ผมมีทฤษฎีสมคบคิดในหัวเลย
ทั้งสองชาติน่าจะมองคล้ายกันอยู่อย่างนึง
เกี่ยวกับสภาวะประชากรศาสตร์ และเศรษฐกิจ
คือ ทั้งสองชาติกำลังมีปัญหาที่แก้ไม่ได้ทางเศรษฐกิจ
และมันไปต่อได้ยากแล้ว ในจุดที่พวกเขาเป็น
คนที่นัอยลง จะดีกว่าสำหรับพวกเขา
แน่นอน เขาบีบให้คนที่ยังอยู่หายไปไม่ได้
แต่ใช้สภาพสังคมบีบให้เพิ่มขึ้นน้อยลงได้ !
…หรือนี่กันแน่ ที่เป็นเป้าหมายที่พวกเขาเห็นตรงกัน ?….
…จีนมีคนมากเกินไป และเป็นสังคมนิยม ที่ต้องดูแลชาวบ้าน
ยิ่งมาก คนแก่เยอะ ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งมาก ลดได้มันดีกับเขา…
…ส่วนสหรัฐ สวัสดิการค่อนข้างมาก และค่าใช้จ่ายสูงตามค่าแรง มันก็ดีกว่าสำหรับสหรัฐเช่นกัน ถ้าจะมีคนน้อยลง….
…ลองคิดดูสิครับ มันไม่ใช่เป็นไปไม่ได้นะ….
ผมเป็นคนที่ผ่านช่วงการทำงานจากอนาล็อกมาเป็นดิจิตอล
มาตลอดทางของการทำงาน
มากกว่าคนเจนก่อนหน้า
และมากกว่าเด็กที่เกิดมาก็ยุคดิจิตอลแล้ว
ผมกล้าพูด ว่าไม่เคยมียุคไหนเปลี่ยนโลก ตลาดแรงงาน
และธุรกิจเท่ายุคเอไอ ซึ่งเพิ่งผ่านมาไม่ถึง 10 ปีเลย
สมัยก่อน เปลี่ยนจากการใช้มือทำ ไปเป็นใช้เครื่องมือ
อย่างคอมพิวเตอร์ ที่ทันสมัยมาทุ่นแรง
การเปลี่ยนจากอนาล็อกมาเป็นดิจิตอล
มันแค่ทุ่นแรง ทุ่นเวลา
แต่มันก็เป็นเพียงเครื่องมือ มันคิดเอง สร้างอะไรเองไม่ได้
แต่กับเอไอนั้นต่างกันสิ้นเชิง มันคิดเอง สร้างเองได้
…มันเหมือนกับการที่มีสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่ที่ฉลาดเท่าๆเรา
เกิดขึ้นมาทีเดียวเป็นจำนวนมากอีกเผ่าพันธุ์หนึ่งก็ว่าได้….
1
…ซึ่งผลของมันในอีกไม่นาน จะรุนแรงกว่านี้อีกหลายเท่า…
…เตรียมตัวรับมือกันให้ดีเถอะครับ….
โฆษณา