Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
JWanderlust
•
ติดตาม
21 ส.ค. เวลา 12:09 • ท่องเที่ยว
ศรีลังกา
สิกิริยา นครโบราณเหนือผาหินสิงโต
Chapter 95/1: Sigiriya, the Ancient City on Lion Rock
ทริปนี้เราจะพาไปเที่ยวสถานที่น่าสนใจหลายแห่ง เมืองน่ารักๆ หลายเมือง ในประเทศที่มีอะไรหลายอย่างคล้ายกับบ้านเรา ซึ่งบอกตามตรงว่า ก่อนออกเดินทางเราไม่เคยรู้เลยว่าที่นี่จะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายขนาดนี้ และประเทศที่เรากำลังพูดถึงก็คือ "ศรีลังกา" ค่ะ
ในทริปนี้เราจะเดินทางกัน 6 วัน 5 คืน ใช้รถยนต์เป็นพาหนะหลักบวกกับคนขับที่เป็นคนท้องถิ่นและทำหน้าที่เป็นไกด์ด้วย ซึ่งการมีคนขับรถให้เราว่าสะดวกกว่าการขับรถเที่ยวเองมาก เพราะในบางเส้นทางถนนแคบและคดเคี้ยวมาก ถ้าไม่ใช่คนพื้นที่คงต้องเหนื่อยและลุ้นกันพอสมควร
และเราก็โชคดีมากที่ได้คนขับรถดี สุภาพ ขับรถปลอดภัย คอยดูแลพวกเราเป็นอย่างดี มีน้ำดื่มเตรียมไว้บริการตลอดเวลา แถมชอบทำ surprise น่ารักๆ ให้พวกเราเสมอ ว่าแล้วก็ขอฝาก contact ของเค้าไว้ที่นี่เลยนะคะ เผื่อใครกำลังวางแผนไปเที่ยวศรีลังกาสามารถเรียกใช้บริการได้เลยค่ะ
คนขับชื่อคุณ DD ค่ะ ติดต่อได้ที่ช่องทางนี้เลย
https://www.facebook.com/share/1G4Z8oZK4o/?mibextid=wwXIfr
ม่ะ…เริ่มออกเดินทางกันเลยค่ะ
ทริปนี้มีเรื่องผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยเกิดขึ้น เป็นครั้งแรกที่เราไม่ได้เตรียมตัวให้ดีจนเกิดเป็นความเสียหายที่ต้องเสียตังค์เพิ่มอีกอักโข 😭
เรื่องมันเกิดจากเราไม่ได้เช็คเลยว่าการเดินทางเข้าศรีลังกาต้องใช้วีซ่า ทั้งๆ ที่เพื่อนเราเตรียมแผนการเดินทางมาล่วงหน้าหลายเดือน แล้วเค้าก็บอกว่าเช็คด้วยนะว่าต้องใช้วีซ่ารึป่าว ไม่รู้ตอนนั้นเอาความมั่นใจมาจากไหนไปตอบเค้าว่าไม่ต้องใช้หรอก แล้วก็ตามนั้นเลย
พอไปถึงสนามบิน จนท. เช็คอินถามว่า "ผู้โดยสารมีวีซ่ามั้ยคะ" เท่านั้นแหละ…หนาวเลย รีบขอวีซ่ากันที่หน้าเคาน์เตอร์เช็คอิน แต่ก็ไม่ทันอยู่ดีเพราะต้องใช้เวลา approve ประมาณ 3 ชั่วโมง เราก็เลยต้องซื้อตั๋วขาไปใหม่เป็น SriLankan Airlines ออกเวลา 07.45–09.35 วันรุ่งขึ้น ต้องเสียค่าโรงแรมที่ศรีลังกาฟรีไปหนึ่งคืน และต้องเสียค่าโรงแรมที่สนามบินอีกหนึ่งคืน บทเรียนครั้งนี้จะจำไปจนวันตาย พลาดด้วยเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยจริงๆ 😩
หลังจากผ่านค่ำคืนแห่งความโกลาหลวุ่นวายทั้งหลายแหล่ และการได้นอนไปประมาณ 3 ชม. เราก็มาถึงศรีลังกาแล้วค่ะ
ได้ขึ้นเครื่องซะที 😮💨
ป.ล. ที่เราตัดสินใจเปลี่ยนเป็นไฟลต์เช้าแทนที่จะจองไฟลต์ของการบินไทยเวลาเดิมในวันรุ่งขึ้น ก็เพื่อให้ยังสามารถเดินทางตามแผนที่จองไว้ทั้งหมดได้ค่ะ
ที่สนามบินนักท่องเที่ยวเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป (แอบฟังเค้าคุยกัน 😁) อากาศที่ศรีลังการ้อนพอๆ กับบ้านเราเลย ยืนรอรถนี่เหงื่อซึมเลยทีเดียว
จากสนามบินเราจะต้องนั่งรถกันยาวๆ ประมาณ 3.30 ชม. ไปยัง Sigiriya เมืองที่เป็นจุดหมายแรกของเราในทริปนี้ค่ะ ดีเลยพอมีเวลางีบบนรถได้หน่อย
ระหว่างทาง DD คนขับของเราพาแวะที่ร้านชากลางทาง ให้เราได้ยืดเส้นยืดสายและแวะดื่มชาซักหน่อย เลยได้เห็นวิธีชงชาของร้านนี้
เค้าใช้นาฬิกาทรายเป็นตัวจับเวลา น่ารักดี พอทรายตกลงหมดก็แปลว่าเริ่มดื่มได้ จำได้ว่าสั่งเป็นชาผลไม้ เพื่อนบอกว่าหอมดี (ส่วนเราเนื่องจากก่อนเดินทางก็มีอาการหวัดแล้วบวกกับเมื่อคืนแทบไม่ได้นอน อาการเลยยิ่งหนัก ตอนนี้ไม่ได้กลิ่นอะไรเลย 😢) จากนั้นเราก็ออกเดินทางต่อ
ถึงแล้วโรงแรมที่พักของเราในวันนี้ Aliya Resort & Spa โดยเราจะพักที่นี่ 2 คืนเพราะมีกิจกรรมต้องทำหลายอย่างเลย
Aliya Resort & Spa (อาลียา รีสอร์ท แอนด์ สปา)
Aliya Resort & Spa (อาลียา รีสอร์ท แอนด์ สปา) เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ใกล้กับป้อมปราการลอยฟ้า Sigiriya (สิกิริยา) มีจุดเด่นคือสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก "ช้าง" ซึ่งคำว่า Aliya ก็แปลว่าช้างในภาษาสิงหลนั่นเอง
เราจองห้องแบบ Wooden Chalet น่ารักมากๆ
ห้องนอนว่าใหญ่แล้ว
ห้องน้ำนี่ใหญ่เท่ากันเลย
เป็นบ้านไม้ทรงกระท่อมยกสูงสไตล์ศรีลังกาโบราณ ภายในตกแต่งด้วยไม้ทั้งหมด
ภาพตกแต่งให้ห้องก็ทำจากไม้
มีกิมมิคตรงหน้าต่างเค้าทำเป็นแบบราวไม้ให้ยกขึ้นยกลงเพื่อเปิดปิดหน้าต่าง เก๋มากๆ
จากนั้นแพลนของเราคือจะไปเดินขึ้น Sigiriya เลย แต่ความที่เราป่วยไปไม่ไหวเลยต้องส่งเพื่อนขึ้นไปแทน (เสียดายมากๆ 😭 เพราะที่นี่คือจุดหมายที่เราอยากไปสุดๆ ในทริปนี้เลย) ไปดูกันว่า Sigiriya ที่ส่งเพื่อนขึ้นไปแทน เราจะได้รูปอะไรมาเล่าให้ฟังกันบ้างค่ะ
Sigiriya (สิกิริยา) หรือที่รู้จักกันในชื่อ "พระราชวังลอยฟ้า" หรือ "หินสิงโต" (Lion Rock) เป็นป้อมปราการและพระราชวังโบราณที่สร้างขึ้นเมื่อราวศตวรรษที่ 5 ตั้งอยู่บนยอดหินแกรนิตที่มีความสูงถึง 180 เมตรจากพื้นดินโดยรอบ
Sigiriya ถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้ากัสสปะที่ 1 (Kashyapa I) แห่งราชวงศ์โมริยะ สาเหตุที่พระองค์ต้องการสร้างพระราชธานีแห่งนี้บนยอดหินเพราะพระองค์ต้องการป้องกันการถูกชิงราชบัลลังก์จากพระอนุชาต่างพระมารดาม็อกกัลลานะ (Moggallana) หลังจากที่พระองค์ทรงทำปิตุฆาตปลงพระชนม์พระเจ้าธาตุเสนผู้เป็นพระราชบิดา
แต่หลังจากพระเจ้ากัสสปะที่ 1 พ่ายแพ้สงครามและสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 495 สถานที่แห่งนี้ก็กลับมาใช้เป็นสำนักสงฆ์ในพุทธศาสนา และใช้งานต่อมาจนถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 ก่อนจะค่อยๆ ถูกทิ้งร้างและปกคลุมด้วยผืนป่า
จนในช่วงศตวรรษที่ 19 Sigiriya กลับมาได้รับความสนใจจากนักสำรวจชาวอังกฤษ และเริ่มมีการสำรวจทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบ และต่อมาองค์การยูเนสโก (UNESCO) ก็ได้ขึ้นทะเบียนให้ Sigiriya เป็นมรดกโลกในปี 1982 เนื่องจากเป็นตัวอย่างการสร้างผังเมืองและสถาปัตยกรรมโบราณที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
นอกจากนั้น ภายใน Sigiriya เรายังจะได้เห็นสวนน้ำ ระบบชลประทานโบราณ และภาพเขียนสีบนผนังหินของหญิงสาว ซึ่งมีข้อสันนิษฐานแตกต่างกันไปว่าอาจเป็นนางอัปสร พระราชินี นางในราชสำนัก หรือเทพธิดา ซึ่งภาพเหล่านี้ยังคงมีสีสันและความงดงามจนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของ Sigiriya
ส่วนที่มาของชื่อ "หินสิงโต" มาจากประตูทางขึ้นพระราชวังที่เดิมสร้างเป็นรูปสิงโตขนาดมหึมา ผู้ที่จะขึ้นไปด้านบนจะต้องเดินผ่านระหว่างอุ้งเท้าสิงโตและขึ้นบันไดที่ทอดผ่านตัวสิงโตขึ้นไป ซึ่งในปัจจุบันส่วนบนได้พังทลายไปแล้ว เหลือเพียงแค่อุ้งเท้าขนาดใหญ่ให้เห็น จึงเป็นที่มาของชื่อ "Sinhagiri" หรือ "หินสิงโต" นั่นเอง
ที่นี่เปิดให้ชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07:00-17:30 และเก็บค่าเข้าคนละ 35 USD แนะนำว่าให้ไปช่วงเช้าตรู่ประมาณ 07:00–08:00 เพื่อหลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อนจัดและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เนื่องจากต้องเดินขึ้นบันไดทั้งหมดประมาณ 1,200 ขั้น…เอาเรื่องเลย โชคดีที่ไม่ได้ไป ไม่งั้นไม่รอดแน่ หวัดกินงอมแงมขนาดนี้ 😷
จุดเริ่มต้นด้านล่างจะเป็นทางเดินยาวที่นำสายตาไปสู่ยอดเขาด้านบน ดูยิ่งใหญ่มาก
ก่อนจะขึ้นไปด้านบนเราจะได้เจอกับ Water Gardens หรือสวนโบราณที่ออกแบบไว้อย่างเป็นระบบ มีทั้งสระน้ำ น้ำพุ และระบบชลประทานใต้ดิน ซึ่งถือว่าก้าวหน้ามากเมื่อ 1,500 ปีก่อน
Water Gardens
ภายในบริเวณนี้ยังมี Miniature Water Garden ซึ่งเริ่มสร้างขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 5 และมีการปรับปรุงหรือสร้างเพิ่มเติมในช่วงหลังประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 10–13
จากสวนจะเริ่มเข้าสู่บริเวณก้อนหินขนาดใหญ่ ทางเดินจะคดเคี้ยวผ่านก้อนหินและเพิงถ้ำต่างๆ จุดอย่าง Image Cave, Cobra Hood Cave และถ้ำอื่นๆ
ระหว่างทาง เราจะได้เห็นรอยสกัดบนก้อนหินแบบนี้มากมาย
นี่คือร่องรอยของงานวิศวกรรมเมื่อราว 1,500 ปีก่อน เชื่อว่าใช้สำหรับยึดโครงบันไดไม้หรือทางขึ้น ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปส่วนที่ทำจากไม้ได้พังทลายไป เหลือไว้แค่รอยสกัดบนหินให้เราได้เห็นในปัจจุบัน
อันนี้คือ Image Cave เดิมเป็นถ้ำที่พระสงฆ์ใช้เป็นที่พัก ก่อนจะถูกดัดแปลงเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปในเวลาต่อมา
Image Cave
ภายในยังพบจารึกโบราณ ภาพเขียนบนผนัง และพระพุทธรูปหินปูนที่มีอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 7–8 แสดงให้เห็นว่า Sigiriya ไม่ได้มีเพียงพระราชวังและป้อมปราการ แต่ยังเคยเป็นพื้นที่ทางศาสนาที่สำคัญอีกด้วย
Image Cave
ทางเดินยังอีกยาวไกล…
เห็นทางแล้วได้แต่นึกว่า โชคดีนะที่ตัดสินใจนอนพักไม่มาปีนขึ้นเขาวันนี้ 🙏
มีป้ายบอกให้ระวังตัวต่อด้วย อย่าส่งเสียงดังกันนะจ๊ะ เดี๋ยวน้องมาและวิ่งไม่ทัน
รูปด้านล่างนี่คือแนวบันได้เก่าที่เคยให้นักท่องเที่ยวใช้
แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นบันไดเหล็กแบบนี้แล้ว รู้สึกชีวิตปลอดภัยขึ้นเลย
แถมเค้ายังแบ่งเป็นทางเดินขึ้นกับทางเดินลงอย่างเป็นระเบียบอีกด้วย
อันนี้คือ Cobra Hood Cave เป็นหินที่มีรูปร่างคล้ายกับงูเห่า และภายในยังมีร่องรอยภาพเขียนโบราณอยู่ด้วย
Cobra Hood Cave
Audience Hall หรือท้องพระโรงกลางแจ้งใน Boulder Garden
จุดเด่นของจุดนี้คือจะมีแท่นหินยาวประมาณ 5 เมตร ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ประทับ และมีที่นั่งระดับต่ำกว่ารอบๆ ทั้งหมดสกัดขึ้นจากหินธรรมชาติเดิม ไม่ได้ยกหินก้อนอื่นมาประกอบ
Audience Hall
อันนี้คือ Mirror Wall หรือกำแพงกระจก
Mirror Wall
เดิมมันเป็นผนังปูนที่ถูกขัดจนเรียบมันวาวราวกับกระจก ต่อมาเมื่อหลายร้อยปีก่อนผู้ที่เดินทางมาเยือน Sigiriya ได้จารึกบทกวีและข้อความต่างๆ ลงบนผนังเหล่านี้จนกลายเป็นหลักฐานทางภาษาและวรรณกรรมที่สำคัญของศรีลังกาในปัจจุบัน
และแล้วเราก็มาถึงบันไดช่วงสุดท้ายก่อนจะขึ้นไปยังพระราชวังบนยอดเขาแล้วค่ะ เห็น Lion's Paw หรืออุ้งเท้าสิงโตที่โดดเด่นเป็นสง่าน่าเกรงขามมาก
Lion's Paw
ด้านบนนี้เคยเป็นที่ตั้งของพระราชวัง แม้ตัวอาคารจะพังทลายไปเกือบหมดแล้ว แต่ยังคงเห็นฐานอาคาร แนวกำแพง และร่องรอยของสิ่งก่อสร้างต่างๆ กระจายอยู่ ทำให้พอจินตนาการได้ว่าเมื่อกว่า 1,500 ปีก่อน พระราชวังที่ตั้งอยู่บนยอดเขาแห่งนี้จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน
นี่คืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่สกัดลงไปในเนื้อหินโดยตรง สร้างขึ้นสำหรับเก็บน้ำฝนไว้ใช้บนพระราชวัง
เห็นแล้วก็ยิ่งทึ่งกับระบบจัดการน้ำของคนในสมัยนั้น เพราะนี่คือยอดเขาสูงเกือบ 200 เมตรจากพื้นด้านล่างค่ะ
วิวท้องฟ้าตอนพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน สวยมากเลยเนอะ
มีน้องๆ มานั่งชมวิวกับเราด้วยนะ
ลงจาก Sigiriya ก็มาทานอาหารเย็นที่โรงแรม ซึ่งเราจองเป็น Sri Lankan Dinner Set ไว้ เพราะอยากลองอาหารพื้นเมืองว่ารสชาติจะเป็นยังไง
เริ่มเสริฟด้วย Sri Lankan Broth เป็นซุปเปิดมื้ออาหาร รสชาติเค็มๆ เปรี้ยวๆ ต่อด้วยสลัด อาหารเรียกน้ำย่อย และก็ยังมี Soup อีกถ้วยที่รสชาติคล้ายข้าวต้มเลยแต่จะข้นกว่า
อาหารจานหลักจะมีข้าวที่มีให้เลือกหลายอย่าง ทั้งข้าวพื้นเมืองศรีลังกา แป้งข้าวเจ้านึ่งที่เรียกว่า String Hoppers, แป้ง Pittu ที่ทำจาก Finger Millet และที่เราชอบมากที่สุดคือ Hoppers ค่ะ เค้ามีทั้งแบบใส่ไข่และไม่ใส่ไข่นะ แต่เราชอบแบบธรรมดา ใช้กินแทนข้าวได้เลย
ที่เห็นนี่เป็น set สำหรับ 2 คนนะคะ เยอะมาก
ส่วนของกับข้าวก็จะมีแกงเป็นหลัก มีทั้งแกงปลาแห้งรสเปรี้ยว, แกงกะทิกุ้งกับใบมะรุม และแกงไก่สไตล์ Batticaloa นอกจากนั้นก็จะมีผักเครื่องเคียงต่าง และตบท้ายด้วยผลไม้และของหวาน
ซึ่งเอาจริงวันนั้นลิ้นเราแทบไม่รับรส และไม่ได้กลิ่นอะไรเลย เลยไม่รู้ความแตกต่างของอาหารแต่ละอย่างเท่าไหร่ แต่ที่รู้สึกได้ว่าอร่อยและชอบคือ Plain Hoppers ค่ะ
เช้าวันรุ่งขึ้นเราก็ตื่นแต่เช้าเพื่อจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดโขดหิน Pidurangala ค่ะ
Pidurangala (พิดูรังกาลา) คือโขดหินขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงข้ามกับ Sigiriya และเป็นจุดชมวิว 360 องศาที่สวยงามและโด่งดังของที่นี่
เราจะต้องนั่งรถจากโรงแรมประมาณ 30 นาทีเพื่อไปยัง Pidurangala Royal Cave Temple วัดโบราณซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินขึ้นเขา ระหว่างทางเราจะได้เห็นทั้งถ้ำโบราณและพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่ประดิษฐานอยู่บริเวณวัดด้วย
ก่อนจะขึ้นบันไดจะมีหินสลักแบบนี้ สวยดี
ต้องใช้เวลาเดินและปีนขึ้นไปประมาณ 45 นาทีกว่าจะถึงยอดเขา
ดีที่ตอนเช้าอากาศค่อนข้างเย็นทำให้เดินได้สบาย แต่สำหรับคนที่ยังป่วยอยู่อย่างเราก็เล่นเอาหอบอยู่เหมือนกัน 😷
ตรงนี้คือพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่มีความยาวประมาณ 12.5 เมตร ในช่วงทศวรรษ 1960 ส่วนพระเศียรและพระวรกายขององค์พระถูกทำลายโดยกลุ่มคนที่เข้ามาค้นหาสมบัติ ก่อนที่จะได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในภายหลัง
ทางช่วงแรกจะเป็นขั้นบันไดให้เดิน ช่วงต่อมาจะเริ่มเป็นแนวบันไดแบบหินธรรมชาติที่อาจจะลื่นหน่อย จนถึงช่วงท้ายก่อนถึงยอดเขาที่มีความท้าทายมาก เพราะจะมีทั้งการลอดผ่านซอกหินและปีนป่ายก้อนหินใหญ่ เนื่องจากมันเป็นจุดคอขวดก็เลยทำให้การจราจรติดขัดเล็กน้อย เพราะต้องค่อยๆ ผ่านไปทีละคน แต่ก็รอไม่นานค่ะ
ขึ้นมาถึงยอดเขาแล้ว วิวพานอรามาสวยมากๆ ได้เห็น Sigiriya ใกล้ๆ ด้วย
สวยมากจนเรานั่งอยู่บนนี้กันเกือบชั่วโมง
หลังจากชมพระอาทิตย์ขึ้นกันจนแดดเริ่มร้อนก็เริ่มทยอยเดินลงกัน
และเช่นเคยมีรถติดตรงคอขวดเล็กน้อย หลังจากกลับลงมาถึงด้านล่าง เราก็กลับที่พักเพื่อไปทานอาหารเช้าและนอนพักกันต่อนิดหน่อย
บ่ายวันนั้นเราจองซาฟารีทัวร์ไว้ ซึ่งซาฟารีทัวร์ของที่นี่จะเป็นการนั่งรถจี๊ป 4WD ส่วนตัวออกไปเที่ยวใน Kaudulla National Park (อุทยานแห่งชาติเคาดุลลา) ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของฝูงช้างป่าจำนวนมากรวมถึงสัตว์ป่าอื่นๆ อีกด้วย
วันที่เราไปค่อนข้างคึกคักมากเพราะเห็นรถ 4WD รับนักท่องเที่ยวกันมาหลายสิบคันเลย ความคาดหวังของเราคืออาจจะได้เห็นเสือบ้างเพราะคนขับเราบอกว่ามีคนเคยเจอด้วยนะ
แต่จนแล้วจนรอดที่เจอก็มีแต่ช้างจริงๆ (เจอนกอินทรีบ้างนิดหน่อย) เราไม่ได้ตื่นเต้นมากเพราะปกติก็เคยเห็นในเมืองไทยอยู่แล้ว แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเค้าดูตื่นเต้นมากๆ ทั้งลูกเล็กเด็กแดงหรือผู้ใหญ่ก็หยุดดูหยุดถ่ายรูปกันทุกจุดที่เจอช้าง เห็นแล้วก็เลยพลอยทำให้เราสนุกไปด้วย
แต่การมาเที่ยวซาฟารีแบบนี้ต้องเตรียมตัวให้ดีเพราะฝุ่นเยอะมากๆ เรานี่ไอหนักเลยทีเดียว แนะนำให้เตรียมอุปกรณ์กันแดดให้พร้อม เช่น หมวก แว่นตา เสื้อกัน UV น้ำดื่ม
ส่วนเรื่องความปลอดภัย ที่นี่ไม่น่ากลัวเพราะที่อุทยานไม่อนุญาติให้นักท่องเที่ยวหรือคนขับลงจากรถอยู่แล้ว และรถก็มีเหล็กรอบด้านแน่นหนาค่ะ
เป็นยังไงกันบ้างคะกับ Blog แรกของทริปศรีลังกา หลังจากลุยเที่ยวกันมาเยอะแล้ว ตอนหน้าเราจะออกจาก Sigiriya มุ่งหน้าสู่เมือง Kandy ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของศรีลังกา ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนไทยจำนวนมากให้ความศรัทธาเช่นกัน ระหว่างทางเราจะแวะวัดถ้ำโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดีและมีความสำคัญมากอีกแห่งของศรีลังกาด้วย
แล้วพบกันในตอนหน้านะคะ 😊
เที่ยวต่างประเทศ
ไลฟ์สไตล์
ศรีลังกา
1 บันทึก
2
4
1
2
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย