22 ส.ค. เวลา 05:45 • สุขภาพ

“หัวใจล้มเหลว” เกิดได้ทุกวัย รู้สาเหตุ-อาการเตือน ภัยเงียบที่หลายคนไม่รู้ตัว

หัวใจล้มเหลวไม่ใช่ภาวะหัวใจหยุดเต้น แต่คือภาวะที่หัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เพียงพอ เช็กอาการเตือน เช่น เหนื่อยง่าย หอบ ขาบวม น้ำหนักเพิ่มเร็ว
หัวใจล้มเหลว (Heart Failure) คือภาวะที่หัวใจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้เพียงพอ ส่งผลให้เกิดการคั่งของเลือดและของเหลวในปอดหรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย คำว่า “หัวใจล้มเหลว” ไม่ได้หมายถึงหัวใจหยุดทำงานทันที แต่หมายถึง ประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือดของหัวใจลดลง ซึ่งอาจเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อหัวใจทำงานได้ไม่ดี อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย เช่น
  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
  • หายใจลำบาก
  • ของเหลวคั่งในร่างกาย ทำให้เกิดอาการบวม
  • ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
หัวใจล้มเหลว
อาการหัวใจล้มเหลวที่พบบ่อย
อาการของภาวะหัวใจล้มเหลวอาจแตกต่างกันในแต่ละคน และมักค่อย ๆ เกิดขึ้นจนหลายคนไม่ทันสังเกต สัญญาณที่พบได้บ่อย ได้แก่
  • เหนื่อยง่าย แม้ทำกิจกรรมเล็กน้อย
  • เดินขึ้นบันไดหรือออกแรงเล็กน้อยแล้วหอบ
  • หายใจไม่อิ่ม หรือหายใจลำบากเมื่อนอนราบ
  • ต้องหนุนหมอนหลายใบเพื่อให้หายใจสะดวก
  • ขา เท้า หรือข้อเท้าบวม
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการคั่งของน้ำ
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • ใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ในบางราย อาการอาจเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จนผู้ป่วยคิดว่าเป็นเพียงความเหนื่อยจากอายุที่เพิ่มขึ้นหรือการทำงานหนัก จึงทำให้ภาวะหัวใจล้มเหลวถูกมองข้ามได้ง่าย
สาเหตุของภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจล้มเหลวมักเกิดจากโรคหรือภาวะที่ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักเป็นเวลานาน จนกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงหรือทำงานผิดปกติ
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคลิ้นหัวใจ
  • กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
นอกจากนี้ โรคเรื้อรังบางชนิดก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจล้มเหลวได้ เช่น
  • เบาหวาน
  • ไขมันในเลือดสูง
  • โรคอ้วน
  • การสูบบุหรี่
หัวใจล้มเหลว อันตรายไหม ?
หัวใจล้มเหลวเป็นภาวะเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการรักษา อาการอาจค่อย ๆ รุนแรงขึ้น และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน เช่น
  • น้ำท่วมปอด
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • การทำงานของไตลดลง
  • ภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน
หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถควบคุมอาการและใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ
ภาวะหัวใจล้มเหลว รักษาอย่างไร ?
การรักษาหัวใจล้มเหลวมีเป้าหมายเพื่อลดอาการ ชะลอการดำเนินของโรค และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน แนวทางการรักษาที่แพทย์อาจพิจารณา ได้แก่
  • การใช้ยาเพื่อลดภาระการทำงานของหัวใจ
  • การใช้ยาลดการคั่งของน้ำในร่างกาย
  • การควบคุมโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง
  • การปรับพฤติกรรม เช่น ลดอาหารเค็ม ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม
ในบางรายที่มีความผิดปกติของจังหวะหัวใจหรือโครงสร้างหัวใจ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพิ่มเติม เช่น การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือการรักษาโรคหัวใจที่เป็นสาเหตุ
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ ?
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์
  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติอย่างชัดเจน
  • หายใจลำบาก หรือหายใจไม่สะดวกเมื่อนอนราบ
  • ขาบวม หรือเท้าบวมมากขึ้น
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้นเร็วในช่วงเวลาไม่นาน
  • ใจสั่น แน่นหน้าอก หรือหน้ามืด
การตรวจหัวใจ เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรืออัลตราซาวด์หัวใจ จะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินการทำงานของหัวใจและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
Q: หัวใจล้มเหลวเกิดได้เฉพาะผู้สูงอายุหรือไม่ ?
A: แม้ภาวะหัวใจล้มเหลวจะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่ก็สามารถเกิดได้ในวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือมีพฤติกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพหัวใจ
Q: หัวใจล้มเหลวต่างจากหัวใจวายอย่างไร ?
A: หัวใจล้มเหลวเป็นภาวะที่หัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่วนหัวใจวายมักหมายถึงภาวะฉุกเฉินที่เกิดจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน แม้ทั้งสองภาวะจะเกี่ยวข้องกับหัวใจ แต่ไม่ใช่โรคเดียวกัน และต้องได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้อง
Q: ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหรือไม่ ?
A: ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม รับประทานยาสม่ำเสมอ และดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์ การติดตามอาการอย่างต่อเนื่องมีส่วนสำคัญในการควบคุมโรคและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
Q: อาการบวมที่ขาเกี่ยวข้องกับหัวใจล้มเหลวได้หรือไม่ ?
A: อาการบวมที่ขา เท้า หรือข้อเท้า อาจเกี่ยวข้องกับภาวะหัวใจล้มเหลวได้ เพราะเมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่ดี อาจทำให้เกิดการคั่งของของเหลวในร่างกาย อย่างไรก็ตาม อาการบวมอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/health/care/7982
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา