•
22 ส.ค. เวลา 11:41 • ดนตรี เพลง

Album Review: Julia Holter — Materia (2026)

ผลงานสุดประณีตที่สะท้อนถึงความรักและความทุ่มเทของศิลปินผู้ใส่ดวงวิญญาณลงไปในโน้ตดนตรี ผ่านการสร้างสรรค์บรรยากาศลึกลับชวนค้นหา และไลน์เสียงประสานอันงดงามราวกับวิหารกลางอวกาศ
แนวเพลง: Art Pop, Chamber Jazz, Ambient Pop, ECM Style Jazz, Electronic
อีกหนึ่งอัลบั้มออกใหม่ประจำสัปดาห์นี้ที่ Lemme See รอฟังมาตั้งแต่ถูกประกาศ และไม่อยากให้คอเพลงทุกคนพลาด นั่นก็คือ Materia สตูดิโออัลบั้มชุดที่เจ็ดของนักร้อง-นักแต่งเพลงชาวอเมริกัน Julia Holter ที่เป็นการกลับมาในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่ Something in the Room She Moves เมื่อปี 2024 ซึ่งหากใครที่ติดตามเธอมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ก็จะรู้ดีว่าเธอนั้นมีความโดดเด่นในการผสมผสานเพลงแนวอาร์ตป๊อบ แชมเบอร์ป๊อบ และดนตรีแนวทดลองเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
โดยเธอมีความสามารถในการบาลานซ์ระหว่างความไพเราะและโครงสร้างดนตรีที่ซับซ้อน ผนวกเข้ากับเสียงร้องที่มีความนุ่มนวล ก้องกังวาน ชวนฝัน และบางครั้งก็ใช้วิธีดัดแปลงเสียงเพื่อสร้างความลึกลับน่าค้นหา โดยมีผลงานเด่นอย่าง Have You in My Wilderness (2015) และ Aviary (2018) ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากนักวิจารณ์เพลงทั่วโลก
การกลับมาครั้งนี้พร้อม 7 แทร็ก ความยาว 35 นาที ถูกวางตำแหน่งให้เป็นอัลบั้มคู่ขนาน (Companion Piece) ของผลงานชุดก่อนหน้า ซึ่งอาจทำให้ใครหลายคนมองว่านี่คือการรวบรวมเพลงที่เหลือจากเซสชั่นเก่า แต่ในความเป็นจริง Holter ตั้งใจกลับมาต่อเติมภูมิทัศน์เสียงที่เธอมองว่ายังสำรวจไปไม่สุดทาง งานชุดนี้เกิดขึ้นในช่วงชีวิตที่เธอต้องเผชิญกับสภาวะการสูญเสียญาติผู้ใหญ่พร้อมๆ กับการให้กำเนิดลูกสาว
ความสับสนระหว่างความโศกเศร้าและความสุขของการเป็นแม่ได้กลั่นกรองออกมาเป็นงานดนตรีที่มีทั้งความสุกงอมและความซุกซนขี้เล่น เป็นบทบันทึกทางอารมณ์ที่ร้อยเรียงสายสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกสาวอย่างลึกซึ้ง ไร้จริตปรุงแต่ง และเต็มไปด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์
เปิดอัลบั้มด้วย “The Laugh Is in the Eyes” แทร็กแรกที่ทำหน้าที่จุดประกายบรรยากาศด้วยเสียงนกหวีด เสียงกรีดร้องสั้นๆ และเพอร์คัสชั่นสไตล์แจ๊สที่โอบล้อมไลน์เครื่องลมไม้ ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มเลเยอร์เสียงร้องประสานประสานซ้อนทับกันอย่างงดงาม ถัดมาคือ “My Lost One” บทเพลงบรรยากาศละมุนละไมที่อาจมีท่อนฮุคแหลมสูงชวนสะดุดบ้าง แต่งานโปรดักชั่นครึ่งหลังกลับคืนสู่ความกลมกลืนได้อย่างหมดจด
ก่อนส่งต่อไปยัง “Fantasy” แทร็กที่ยอดเยี่ยมที่สุดในครึ่งแรก เริ่มต้นด้วยความนิ่งเงียบก่อนจะโหมกระหน่ำด้วยไลน์เสียงประสานราวกับวงคอรัสในวิหาร นำพาดนตรีพุ่งทะยานสู่ความงดงามระดับมหากาพย์ แล้วสลายตัวลงในสไตล์โพสต์มินิมอลลิสต์ได้อย่างน่าทึ่ง
ช่วงกลางของอัลบั้มคือการนำแทร็กไตเติ้ลจากอัลบั้มก่อนมาตีความใหม่ถึงสองรูปแบบ โดย “Materia 2” ถือว่าทำออกมาได้อย่างประสบความสำเร็จ เติมเต็มด้วยเลเยอร์ของเครื่องดนตรีแจ๊สและเสียงรีเวิร์บชวนฝัน ทำให้บทเพลงมีความนุ่มนวลละมุนหู ในขณะที่ “Materia 3” ถูกลดทอนเหลือเพียงเสียงร้องซ้อนทับกับซินธ์ไซเซอร์ แม้จะให้มิติที่แตกต่างและล่องลอยขึ้น แต่ก็อาจจะไม่ได้ขยับออกจากเวอร์ชั่นดั้งเดิมมากนักจนดูเหมือนเป็นผลงานสำหรับแฟนเพลงเดนตายเสียมากกว่า
ครึ่งหลังของอัลบั้มปรับเปลี่ยนทิศทางเข้าสู่ความเงียบสงบโดยปราศจากจังหวะกลอง เริ่มด้วย “My Twin” ไฮไลต์ชิ้นเอกความยาว 10 นาทีที่ใช้เสียงเพอร์คัสชั่นปรับตั้งโน้ต คลอไปกับเบสแบบเฟรตเลสที่ให้กลิ่นอายดนตรีของ David Sylvian ในอัลบั้ม Brilliant Trees เสียงร้องของเธอทำหน้าที่ยึดเหนี่ยวผู้ฟังไม่ให้เลื่อนหลุดไปในมิติของแอมเบียนต์ สะท้อนภาพการพูดคุยกับตัวเองและการมองเห็นลูกสาวค่อยๆ เติบโตจนกลายเป็น “แฝดคนละฝา” ของเธออย่างอบอุ่น ก่อนจะปิดท้ายอัลบั้มและผสานท่วงทำนองทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างราบรื่น
แม้ว่า Materia จะมีเพียง 7 แทร็กและบางช่วงอาจดูเชื่อมโยงกับงานชุดก่อนมากเกินไปจนลดทอนความสดใหม่ลงไปบ้าง แต่ในเชิงของงานโปรดักชั่น ดนตรีแชมเบอร์แจ๊สผสมผสานแอมเบียนต์และอาร์ตป๊อบชุดนี้กลับเต็มไปด้วยความปราณีต และแสดงให้เห็นถึงความรักษ์ในศิลปะการทำเพลงของ Julia Holter อย่างแท้จริง มันคือบทบันทึกทางอารมณ์ที่สง่างาม ล่องลอย และเปี่ยมด้วยรสนิยมอันลึกล้ำ
สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นสัมผัสกับบทเพลงของเธอ ผลงานชุดนี้อาจจะมีความเป็นแอมเบียนต์เฉพาะกลุ่มอยู่พอสมควร แต่ก็นับเป็นประตูบานสำคัญที่เปิดให้เห็นตัวตนอันเปราะบางของเธอได้อย่างชัดเจน และเชื่อว่าแฟนเพลงที่รักในความพิถีพิถันของเธอจะสามารถปล่อยใจไปกับสภาวะล่องลอยในอัลบั้มนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น
คะแนน: 8.1/10
แทร็กไฮไลต์: The Laugh Is in the Eyes, My Lost One, Fantasy, Materia 2, My Twin
โฆษณา