23 ส.ค. เวลา 04:44 • หุ้น & เศรษฐกิจ

SPCG : 33 ปีของหญิงแกร่ง วันดี กุญชรยาคง

จากกระดาษเปล่า สู่วันที่โบกมือลาพร้อมเงิน 4,432 ล้านบาท
ถ้าคุณมอง SPCG จากกราฟ
คุณอาจเห็นหุ้นที่ราคานิ่ง
ก่อนจะมีวอลุ่มเข้ามา
ราคาขยับแรง
มีปันผลให้เล่น
และมี Story ใหม่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่
แต่ถ้ามองให้ลึกกว่ากราฟ
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ SPCG วันนี้
อาจไม่ใช่แค่ “ดีลเปลี่ยนเจ้าของ”
แต่มันคือ การปิดฉาก 33 ปีของผู้หญิงคนหนึ่ง
ที่สร้างธุรกิจนี้ขึ้นมาจากแทบไม่มีอะไรเลย
และในวันที่เธอเดินออกจากบริษัท
เธอไม่ได้เดินออกไปพร้อมกับคำว่า “ขอบคุณสำหรับความทรงจำ”
แต่หอบเงินกลับบ้านไป 4,432 ล้านบาท
จากกระดาษเปล่า สู่ Solar Farm แห่งแรก
ย้อนกลับไปช่วงปี 2550
รัฐบาลในยุคนั้นเริ่มเปิดทางให้มีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทน
ตอนนั้น Solar Farm ยังไม่ใช่ Megatrend
ไม่มีใครพูดเรื่อง Data Center
ไม่มีใครพูดเรื่อง Energy Transition
และแทบไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่า
Solar Farm ในประเทศไทยจะทำเงินได้จริงหรือไม่
ช่วงนั้น “วันดี กุญชรยาคง” มีตำแหน่งเป็นนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครนายก และมีโอกาสพบกับ ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้น
เธอถูกชักชวนให้ลองศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจ Solar Farm
และยิ่งศึกษา...
ก็ยิ่งอิน
สุดท้ายไม่ได้หยุดอยู่แค่การศึกษา
แต่ตัดสินใจเดินหน้า
ขอใบอนุญาตพัฒนา Solar Farm
ในวันที่แทบไม่มีใครกล้าทำ
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่การสร้างโรงไฟฟ้า
แต่คือ...
จะเอาเงินจากไหนมาสร้าง?
วันดีเดินสายไปหาแบงก์
ขายไอเดีย
ขายโครงการ
ขายความเป็นไปได้
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ
“ไม่”
ถึง 12 สถาบันการเงิน
เหตุผลมีทั้งความเสี่ยงของโครงการ
ธุรกิจยังไม่เคยมีใครทำ
และแม้กระทั่งอายุของผู้กู้ ซึ่งกระทบต่อการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ
แต่เธอไม่หยุด
จนในที่สุดได้พบกับ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย
มีเรื่องเล่าที่สะท้อนตัวตนของเธอได้ดีมาก
เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงต้องให้กู้
วันดีตอบประมาณว่า
“ถ้าอาจารย์ไม่ให้หนูกู้ อาจารย์ต้องไปเปลี่ยนสีธนาคาร”
เพราะนี่คือ Green Project
แต่การจะสร้างโรงไฟฟ้าแห่งแรก
ไม่ได้ใช้แค่ความกล้า
โครงการแรกใช้เงินลงทุนประมาณ 700 ล้านบาท
และต้องวางเงินค้ำประกันถึง 280 ล้านบาท
วันดีจึงต้องขายที่ดิน
ขายทรัพย์สิน
ขายอสังหาริมทรัพย์
รวมถึงหยิบยืมเงินจากพรรคพวก
เพื่อหาเงินก้อนนั้นมา
จากคนที่เคยมีทรัพย์สินและธุรกิจของตัวเองอยู่แล้ว
เธอกลับเลือกเอาสิ่งที่มีอยู่
ไปเดิมพันกับสิ่งที่ ยังไม่มีใครพิสูจน์
และในวันที่ยังไม่มีสำนักงานด้วยซ้ำ
การประชุมบางครั้งต้องไปนั่งคุยกันที่ McDonald's สาขาทองหล่อ ซึ่งเปิดถึงดึก
เพราะสำนักงานจริง ๆ ยังสร้างไม่เสร็จ
21 เมษายน 2553
คือวันที่การเดิมพันเริ่มเห็นผล
Solar Farm โคราช 1
สามารถ COD ได้สำเร็จ
เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของธุรกิจ Solar Farm เชิงพาณิชย์ในประเทศไทย
ช่วง 6 เดือนแรก เธอถึงกับเล่าว่าต้องลุ้นกับฟ้าฝนจนร้องเพลง
“ฝนที่ตกทางโน้น...”
เพราะถ้าฝนตก
โรงไฟฟ้าก็ผลิตไฟฟ้าได้น้อยลง
นี่คือธุรกิจที่เธอเลือกเข้ามาทำ
ในวันที่ยังไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่า
มันจะประสบความสำเร็จหรือไม่
แล้วจาก 1 โครงการ
กลายเป็น 36 โครงการ ในปี 2557
SPCG พัฒนา Solar Farm รวม 36 โครงการ
กำลังการผลิตติดตั้งรวมกว่า 260 MW
อยู่ใน 10 จังหวัด
ครอบคลุมพื้นที่กว่า 5,000 ไร่
มูลค่าโครงการรวมกว่า 24,000 ล้านบาท
จากผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยต้องเดินหาแบงก์
วันนี้กลายเป็นเจ้าของอาณาจักร Solar Farm
จนได้รับฉายาว่า
“เจ้าแม่โซลาร์ฟาร์ม”
และที่สำคัญ...
หลังจากเธอพิสูจน์ให้เห็นว่า Solar Farm ทำได้จริง
ผู้เล่นรายอื่นก็ทยอยเข้ามากันเป็นทิวแถว
เพราะนี่คือข้อได้เปรียบของ
คนที่เห็นโอกาสก่อนคนอื่น
คนแรก...ย่อมได้เปรียบของคนแรก
วันนี้ Adder ของ SPCG หมดไปแล้ว
แต่
Adder หมด ≠ Solar Farm หมด
โรงไฟฟ้า 36 โครงการไม่ได้กลายเป็นซาก
ไม่ได้ถูกรื้อทิ้ง
ไม่ได้หยุดทำงาน
แต่ยังคงผลิตไฟฟ้าและขายเข้าระบบ
ปริมาณการผลิตขึ้นอยู่กับแดด ลม และสภาพอากาศ โดยอยู่ประมาณ 80–100 ล้านหน่วยต่อไตรมาส
ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีทั้งช่วง On-Peak ประมาณ 4.2243 บาท/หน่วย และ Off-Peak ประมาณ 2.3567 บาท/หน่วย
นั่นหมายความว่า
สินทรัพย์ที่วันดีสร้างขึ้นเมื่อกว่าสิบปีก่อน
ยังคงทำงานและสร้างกระแสเงินสดอยู่จนถึงวันนี้
มันอาจไม่ได้เป็น Growth Story แบบวันแรกอีกแล้ว
แต่ก็ไม่ใช่ “ซากของอดีต”
และตรงนี้เองที่ทำให้ SPCG แตกต่างจากบางบริษัทในตลาดหุ้น
ที่เห็นคนอื่นทำ Solar Farm แล้วก็แห่ทำตาม
บางรายทำสำเร็จ
บางรายไม่สำเร็จ
บางรายทิ้งผู้ถือหุ้น
นั่งมองซากของโครงการ
ส่วนวันดีนั้น...
เธอทำมันสำเร็จ
จากหนี้ 18,000 ล้าน สู่ศูนย์
มีอีกตัวเลขหนึ่งที่ว่าน่าสนใจกว่าตัวเลขกำลังผลิตเสียอีก
ช่วงที่ลงทุนเต็มที่
วันดีเคยแบกหนี้สูงถึงประมาณ
18,000 ล้านบาท
แต่สุดท้ายสามารถปลดหนี้จนเหลือศูนย์ได้ในปี 2567
ใช้เวลาประมาณ 14 ปี
นี่คืออีกด้านหนึ่งของเรื่องที่กราฟหุ้นไม่เคยเล่าให้เราฟัง
เพราะคนที่เห็น SPCG วันนี้
อาจเห็นเพียงโรงไฟฟ้าที่ Adder หมดแล้ว
แต่คนที่ย้อนกลับไปดูเส้นทางของวันดี
จะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยเอาทรัพย์สินของตัวเองไปเสี่ยง
สร้างธุรกิจที่ไม่มีใครรู้ว่ารอดหรือไม่รอด
แบกหนี้เป็นหมื่นล้าน
แล้วค่อย ๆ ใช้ธุรกิจที่สร้างขึ้นมา
ชำระมันกลับจนหมด
และวันนี้...ถึงเวลาปิดฉาก
หลังอยู่กับ SPCG มานานถึง 33 ปี
ดร.วันดีขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด
จำนวน 486,551,676 หุ้น
หรือประมาณ 46.08%
เปิดทางให้กลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามาถือหุ้นรวมกันประมาณ 57.46%
โดยราคาที่ใช้ในการทำรายการอยู่ที่
9.11 บาทต่อหุ้น
หากคำนวณเฉพาะหุ้นที่วันดีขายออกทั้งหมด
มูลค่าประมาณ
4,432 ล้านบาท
33 ปีของการเดินทาง
จบลงด้วยการที่ผู้หญิงคนหนึ่ง
เดินออกจากบริษัทพร้อมเงินก้อนใหญ่
และพูดได้เต็มปากว่า
สิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมา
วันนี้มีคนอื่นพร้อมจ่ายเงินเพื่อเข้ามารับช่วงต่อ
นี่ไม่ใช่การจากลาแบบผู้แพ้
แต่มันคือการจากลา
หลังจากสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมาจนถึงจุดที่ตัวเองพอใจ
และมีเรื่องหนึ่งที่อดแซะไม่ได้...
ก่อนจะมาทำ SPCG
วันดีแยกตัวออกมาจากอีกบริษัทหนึ่งในตลาดหุ้น
แต่หลังจากเธอจากมา...
บริษันั้นก็ยังไม่เคยมี “วันดี ๆ” อีกเลย
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหุ้นอะไร
สิ่งที่น่าสนใจกว่า ...
หลังจากวันดีเดินออกไป
SPCG จะเดินไปทางไหน?
เพราะดีลครั้งนี้ไม่ได้จบแค่การเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่
กลุ่มผู้ซื้อใหม่จะเข้าถือหุ้นรวม 57.46%
และเตรียมทำ Tender Offer
แต่
ไม่ได้ประกาศว่าจะนำ SPCG ออกจากตลาด
และไม่มีแผนเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์หลักของธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 12 เดือนแรก
ดังนั้น
คำถามจึงไม่ใช่แค่
“ใครซื้อ SPCG?”
แต่คือ
“ซื้อแล้วจะทำอะไร?”
เพราะ SPCG วันนี้ไม่ใช่บริษัทที่ต้องพิสูจน์ว่า Solar Farm ทำได้หรือไม่อีกแล้ว
วันดีพิสูจน์มันไปแล้ว
36 โครงการยังผลิตไฟฟ้า
สินทรัพย์ยังทำงาน
กระแสเงินสดยังเดิน
แต่สิ่งที่ตลาดกำลังรอคือ
กลุ่มทุนใหม่จะสามารถสร้าง Growth Story บทใหม่
จากสิ่งที่วันดีสร้างทิ้งไว้ให้ได้หรือไม่
33 ปีของวันดีจบลง
แต่เรื่องของ SPCG ยังไม่จบ
ผู้หญิงคนหนึ่งเคยเห็นโอกาส
ในวันที่แทบไม่มีใครเห็น
เธอลงมือทำ
ถูกปฏิเสธ 12 แบงก์
ขายทรัพย์สิน
แบกหนี้ 18,000 ล้านบาท
สร้าง Solar Farm 36 แห่ง
และสุดท้าย
เมื่อถึงวันที่ต้องเดินออก
เธอไม่ได้ทิ้งเพียงชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ของธุรกิจ Solar Farm ไทย
แต่หอบเงินกลับบ้านไป
4,432 ล้านบาท
นี่คือรางวัลของคนที่
เห็นโอกาสก่อนคนอื่น
และกล้าลงมือทำก่อนคนอื่น
คำถามจึงกลับมาที่นักลงทุนอย่างเรา...
วันนี้ คุณเห็นโอกาสก่อนคนอื่นหรือยัง?
เพราะในตลาดหุ้น
ตอนที่ทุกคนเห็นพร้อมกัน
บางครั้ง...
โอกาสที่ดีที่สุดอาจผ่านไปแล้ว
ถ้าคุณไม่อยากรอให้โอกาสกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้พร้อมกัน
อย่ารอ
Subscriptionหุ้นปันปันจะพาไปเจาะลึก
งบการเงิน
ธุรกิจ Rising Stars
ดีลเปลี่ยนผู้ถือหุ้น
เกมของเจ้าของ
และ Story ที่อาจยังไม่ได้ถูกสะท้อนในราคาหุ้น
เพื่อค้นหาว่า
“ก่อนที่ตลาดจะเห็น...
มีอะไรเกิดขึ้นอยู่ข้างใน?”
หุ้นปันปัน Subscription Content
รู้แจ้ง เห็นจริง ทุกโอกาสการลงทุน
โฆษณา