23 ส.ค. เวลา 11:00 • หนังสือ

14 ข้อจากหนังสือ ‘มดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล’

หนังสือที่รวบรวมข้อเขียนต่างๆ จาก ประพาส ชลศรานนท์
ที่เริ่มต้นพาเราไปทั่วโลก ผ่านเรื่องราวของศิลปะ วัฒนธรรม จิตใจผู้คน สังคม อารยธรรม
หนังสือที่พาเราอ่านจบแล้วกลับมานั่งคิดซ้ำต่อในเรื่องที่เราเชื่อ เรื่องที่เราทำอยู่
จะเป็นอย่างไรผมได้สรุปและนำสื่งที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ไว้แล้วครับ
[1] อารยธรรมมนุษย์ไม่ได้เริ่มต้นมากจากเครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือล่าสัตว์หรืออะไรเลย
แต่เริ่มต้นจากหลักฐานว่ากระดูกต้นขาของมนุษย์แตกหักและได้รับการเยียวยา
เพราะตามหลัก กระดูกของมนุษย์เมื่อแตกหักแล้ว ต้องใช้เวลา 6 สัปดาห์มันถึงสมานกันได้เอง
ช่วงเวลาที่ต้องรักษาร่างกายของเราและมีคนคอยดูแลเราอยู่ ที่ไม่เหมือนสัตว์ชนิดอื่น
นั่นแหละจุดเริ่มต้นของอารยธรรมมนุษย์
[2] จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ หลายคนตีความไปไกล
เพราะจริงๆ แล้วมันคือเรารู้มันลึกมากจนก้าวข้ามความรู้เดิมได้
หากเราไม่มีความรู้เดิมก่อนจะจินตนาการ มันจะพาเราหลงทางได้
[3] แซ่ ของคนจีน ไม่ใช่เป็นเพียงนามสกุล
แต่เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรม
เพราะแม้ บ้านทางวัฒนธรรมนั้นหายไป
แต่เมื่อเห็นแซ่ เราจะรู้สึกเชื่อมโยงกันได้
[4] ‘แซ่’ ทำให้อารยธรรมจีนไม่ลืมบรรพบุรุษ
‘ตัวหนังสือ’ ทำให้อารยธรรมจีนไม่ลืมตัวเอง
‘บัณฑิต’ ทำให้รัฐเดินหน้า
‘ภาษิต’ ทำให้สังคมไม่หลงทาง
[5] การตั้งคำถามของชาวกรีกในวันนั้นสู่สมาร์ทโฟนของเราในวันนี้
การตั้งคำถามและตอบด้วยเหตุผล
เริ่มต้นจากการตั้งคำถามของโสเครตีส สู่ประชาธิปไตย วิชาการต่างๆ ปรัชญา
ล้วนที่มามาจากชาวกรีกในอดีตทั้งนั้น
[6] อาหารที่เป็นตัวแทนของคนไทยมากที่สุด คือ น้ำพริก ไม่ใช่ต้มยำหรืออาหารจากอื่น
เพราะมันไม่ใช่แค่อาหารจานเดียว แต่คือตัวแทนของมื้ออาหารทั้งมื้อ
แถมมีมาอย่างยาวนานย้อนไปได้เป็นพันปี
แต่ละพื้นที่ในประเทศก็มีน้ำพริกที่แตกต่างกันไป
[7] หากแยกเจนแต่ละเจนจากปีเกิด มันอาจจะจำกัดขอบเขตเกินไปหน่อย
จริงๆแล้วเราควรแยกจากแรงกระแทกของเหตุการณ์จากคนที่เจอหรือโตมาอย่างไรมากกว่า
บางคนโตมากับความหวาดกลัว บางคนไม่มีแม้แต่จะใช้เวลาหาความฝันของตัวเอง
บางคนแม้อายุเจน z แต่นิสัยอาจจะเป็นแบบ เจน x ก็ได้
บางคนเป็น baby boomer แต่ไถ TikTok ทั้งวัน
หากให้เราตอบว่าเราเป็นเจนไหน
ควรตอบว่า เราเป็นคนที่ผ่านเรื่องบางอย่าง เจอแรงกระแทกบางอย่าง เรียนรู้บางอย่าง และยังพยายามใช้ชีวิตให้ดีขึ้นทุกวัน
[8] ชาไทย คือสิ่งที่สะท้อนวัฒนธรรมไทยที่ชัดเจนมาก
นั่นคือการไม่ยึดติดกับต้นตำหรับ ไม่จริงจังกับพิธีรีตอง กล้าผสมผสานและเอาความสบายใจของคนกินเป็นหลัก
เพราะมันคือเครื่องดื่มชนิดใหม่ที่เป็นของหวาน มันคือชาที่ผสมนมข้นหวาน ที่ไม่เป็นแบบชาจีนหรือชาอังกฤษ
[9] ไม่ว่าเราจะเป็นคนตัวเล็กมากแค่ไหน เราก็เป็นผู้ให้ได้เสมอ
มีเรื่องราวของพี พรมาอัปปัน ช่างตัดผมชาวอินเดีย
เขาทำให้คนในเมืองนั้นรักการอ่าน
ผ่านการบอกว่า หากใครอ่านหนังสือในร้านของเขาระหว่างรอตัดผม เขาจะมีส่วนลดให้ 30%
จนสุดท้ายแล้ว จากที่เขามีเพียงหนังสือที่เขาเคยอ่าน
กลับมีผู้สนับสนุนหนังสือ จนร้านตัดผมนั้นกลายเป็นห้องสมุดย่อมๆเลยครับ
[10] หากเราเจอใครสักคน ลองยิ้ม ลองฟัง ลองใส่ใจให้มากกว่าที่เคย
เพราะนั่นเป็นจังหวะเดียวในชีวิตของเรา ณ ตอนนั้น
หากปล่อยผ่านไป ความรู้สึกแบบนั้นมันไม่มีทางกลับมาอีกแล้ว
[11] คนไทย มี Land of smile เป็นพฤติกรรมทางสังคม ที่ผสานกับความเชื่อทาง
พุทธเถรวาทเข้าไว้ด้วยกัน
เป็นยิ้ม 4 แบบดังนี้
1 ยิ้มแบบเมตตา คือ การยิ้มที่ไม่มีเหตุผลเฉพาะ เป็นการบอกว่าเราไม่ใช่ศัตรูนะ แบบนี้ฝรั่งเห็นแล้วงงอยู่บ่อยๆ
2 ยิ้มแบบกรุณา มักจะปรากฏเมื่อเราเห็นความผิดพลาดของผู้อื่น เป็นการบอกว่าไม่เป็นไรนะ เข้าใจได้
3 ยิ้มแบบมุทิตา คือยิ้มเมื่อผู้อื่นได้ดี ยิ้มที่ปราศจากความอิจฉา
4 ยิ้มแบบอุเบกขา เป็นยิ้มที่ชวนสงสัยมากที่สุด เพราะมันเป็นการยิ้มให้กับสิ่งที่
ควบคุมไม่ได้
และยิ้มเหล่านี้ ฝังรากลึกในไทยมาอย่างช้านาน
แสดงถึงความต้อนรับ ความเห็นใจ ความยินดีของชาวไทยได้เป็นอย่างดี
[12] สิ่งใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ อาจจะเกิดจากการตั้งคำถามของเด็ก
ที่เขาเชื่อสายตาของตนเอง มากกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ มากกว่าเสียงหัวเรา ดูถูกจากคนอื่นก็ได้
[13] บางครั้ง เราอาจจะคิดว่าคณิตศาสตร์ไม่สำคัญ ทำไมต้องเรียนให้มากมาย
ในเมื่อเรามีเครื่องคิดเลขอยู่แล้ว แต่จริงๆแล้ว หากเราไม่เรียนมัน เราจะไม่เกิดคำถามกับสิ่งต่างๆ
มีเรื่องเล่าของร้านพิซซ่าหนึ่งที่ร้านของเขาพิซซ่ายไซส์ 9 นิ้วหมดเลยบอกลูกค้าว่า จะให้เป็นพิซซ่าถาด 5 นิ้ว 2 ถาดแทน
หากเป็นคนที่ไม่ได้ศึกษาคณิตศาสตร์มา จะไม่รู้สึกตงิดใจว่ามันไม่ถูกต้อง
เพราะเมื่อคำนวณพื้นที่วงกลมของทั้งคู่แล้ว แบบ 5 นิ้ว 2 ถาดได้ปริมาณน้อยกว่า 9 นิ้ว 1 ถาดเสียอีก
ดังนั้น ความรู้คือสิ่งที่ทำให้เราสงสัย มันทำให้เกิดคำถามและทำให้เกิดมุมมองใหม่ๆ
[14] มดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล เพราะกระบวนการทำน้ำตาลมีความร้อนในโรงงานสูง
สภาพแวดล้อมของมัน ไม่เหมาะกับการทำแบบนั้น
โลกใบนี้ก็เช่นกัน มีหลายสิ่งที่ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดหรือสรุปได้เองจากสิ่งที่เรามองเห็น เช่นกัน
ความรู้สึกหลังอ่าน
นี่เป็นเพียงส่วนเล็กๆของหนังสือเล่มนี้นะครับ
อยากบอกว่าหนังสือเล่มนี้ ดีมากๆครับ
ไม่คิดว่าหนังสือ 300 กว่าหน้าจะมีเนื้อหาความรู้อัดแน่นได้มากขนาดนี้
เป็นหนังสือที่มีความรู้มากมายแต่กลับไม่น่าเบื่อ อ่านเพลิน อ่านจนจบได้ไม่ยาก
แต่ละบท แต่ละเรื่องราว ดีงาม น่านำกลับไปคิดต่อ อยากให้ทุกคนได้ลองอ่านกันดูครับ
จำนวนหน้า 336 หน้า
สำนักพิมพ์ อิ่มคำ
ผู้เขียน ประภาส ชลศรานนท์
โฆษณา