•
24 ส.ค. เวลา 00:00 • สุขภาพ

ผมร่วงในผู้หญิง ต่างจากผู้ชายยังไง?

หลายคนเข้าใจว่าผมร่วงเป็นปัญหาเดียวกันไม่ว่าจะเพศไหน แต่ถ้าลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าตำแหน่งที่ผมบาง ฮอร์โมนที่อยู่เบื้องหลัง และวิธีรักษาที่ได้ผลจริงนั้นแตกต่างกันพอสมควรระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ทีละประเด็น ตั้งแต่รูปแบบการร่วง สาเหตุเฉพาะอย่าง PCOS หรือวัยหมดประจำเดือน ไปจนถึงทางเลือกการรักษาที่เหมาะกับแต่ละเพศ พร้อมสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาต้องพบแพทย์แล้ว
ผมร่วงในผู้หญิงกับผู้ชาย เป็นภาวะเดียวกันจริงหรือ?
ในทางการแพทย์ ผมร่วงที่พบบ่อยที่สุดในทั้งสองเพศเรียกว่า androgenetic alopecia หรือผมร่วงจากกรรมพันธุ์ร่วมกับฮอร์โมน แต่รูปแบบการแสดงออกต่างกันมากจนต้องแยกชื่อเรียกเฉพาะ ข้อมูลจาก Mayo Clinic ระบุว่าผู้หญิงราว 55% เผชิญกับผมร่วงในระดับใดระดับหนึ่งก่อนอายุ 70 ปี
ในผู้ชายเรียกภาวะนี้ว่า Male Pattern Hair Loss หรือ MPHL ส่วนในผู้หญิงเรียกว่า Female Pattern Hair Loss หรือ FPHL ปัจจุบันวงการแพทย์แนะนำให้ใช้คำว่า FPHL แทนคำว่า androgenetic alopecia ในผู้หญิง เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดว่าสาเหตุมาจากฮอร์โมนเพศชายเสมอไป FPHL เป็นสาเหตุผมร่วงที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง แต่โดยทั่วไปความรุนแรงมักน้อยกว่าผู้ชายในวัยใกล้เคียงกัน และทั้งสองแบบยังจัดเป็นผมร่วงชนิดไม่เกิดแผลเป็น หมายความว่ารูขุมขนยังไม่ตายสนิท และยังมีโอกาสฟื้นตัวได้หากเริ่มดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ
ตำแหน่งที่ผมบาง จุดสังเกตที่ต่างกันชัดเจน
จุดเริ่มต้นของผมร่วงเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่แพทย์ใช้แยกว่าเป็น FPHL หรือ MPHL ได้ตั้งแต่การดูด้วยตาเปล่า
ผู้หญิงมักบางแบบกระจายทั่วกลางศีรษะ แนวแสกผมกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนมีลักษณะคล้ายรูปทรงต้นคริสต์มาส แต่แนวผมด้านหน้าส่วนใหญ่ยังคงอยู่ครบ ไม่ค่อยถอยร่น ในขณะที่ผู้ชายมักเริ่มจากแนวผมหน้าผากถอยร่นเป็นรูปตัว M หรือมีจุดหัวเถิกตรงกลางศีรษะ ก่อนที่จะลามไปทั่วทั้งศีรษะในระยะต่อมา ความแตกต่างของรูปแบบนี้ทำให้แพทย์ผิวหนังสามารถตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นได้จากการดูรูปแบบผมร่วง ก่อนที่จะตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน
ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้อง เอสโตรเจน ดีเอชที และแอนโดรเจน
ฮอร์โมนเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กลไกผมร่วงในผู้หญิงกับผู้ชายต่างกัน DHT หรือ dihydrotestosterone เป็นฮอร์โมนที่แปลงมาจากเทสโทสเตอโรน และเป็นตัวการหลักที่ทำให้รูขุมขนหดตัวเล็กลงเรื่อยๆ ในทั้งสองเพศ แต่ผู้ชายมีตัวรับ DHT ที่หนังศีรษะไวกว่า จึงมักร่วงเร็วและรุนแรงกว่าผู้หญิงอย่างชัดเจน
แอนโดรเจนซึ่งเป็นกลุ่มฮอร์โมนเพศชาย ในผู้หญิงปกติมีอยู่น้อยกว่าผู้ชายมาก แต่หากระดับสูงผิดปกติ เช่นในภาวะ PCOS ก็สามารถกระตุ้นผมร่วงในรูปแบบคล้ายผู้ชายได้เช่นกัน ส่วนเอสโตรเจนมีฤทธิ์ช่วยปกป้องเส้นผมและยืดวงจรการเจริญเติบโตของเส้นผมให้ยาวขึ้น เมื่อระดับเอสโตรเจนลดลงมาก เช่น ในช่วงหลังคลอดหรือวัยหมดประจำเดือน ผมจึงมักร่วงเยอะขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลานั้น
สาเหตุเฉพาะผู้หญิง PCOS วัยหมดประจำเดือน และหลังคลอด
นอกเหนือจาก FPHL ตามกรรมพันธุ์แล้ว ผมร่วงในผู้หญิงยังมีสาเหตุเฉพาะที่ผู้ชายแทบไม่เจอ ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ PCOS ทำให้ร่างกายผลิตแอนโดรเจนสูงกว่าปกติ ส่งผลให้ผมร่วงในลักษณะคล้ายผู้ชายร่วมกับอาการอื่นอย่างสิวขึ้นเยอะและขนดกผิดตำแหน่ง
ในวัยหมดประจำเดือน ระดับเอสโตรเจนลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว ทำให้สัดส่วนแอนโดรเจนสูงขึ้นโดยเปรียบเทียบ ผมจึงมักบางลงชัดเจนในช่วงนี้ ส่วนผมร่วงหลังคลอดหรือที่เรียกว่า postpartum telogen effluvium เกิดจากเอสโตรเจนที่สูงมากช่วงตั้งครรภ์ลดฮวบลงทันทีหลังคลอด ทำให้เส้นผมจำนวนมากที่เคยค้างอยู่ในระยะเจริญเติบโตหลุดร่วงพร้อมกัน ภาวะนี้มักดีขึ้นเองภายใน 6 ถึง 12 เดือนโดยไม่ต้องรักษาเฉพาะ
ตารางเปรียบเทียบผมร่วงในผู้หญิงกับผู้ชาย
ตำแหน่งที่บาง ผู้หญิงมักบางกระจายกลางศีรษะ แนวแสกกว้างขึ้น ส่วนผู้ชายมักเริ่มจากแนวผมหน้าผากถอยร่นและหัวเถิก แนวผมด้านหน้า ในผู้หญิงส่วนใหญ่ยังคงอยู่ครบ ในผู้ชายมักถอยร่นเป็นรูปตัว M ความเร็วในการร่วง ผู้หญิงมักร่วงช้ากว่า ผู้ชายมักร่วงเร็วและรุนแรงกว่า สาเหตุร่วมที่พบเฉพาะ ผู้หญิงมักเกี่ยวข้องกับ PCOS วัยหมดประจำเดือน และหลังคลอด ผู้ชายมักมาจากกรรมพันธุ์เป็นหลัก การรักษาที่นิยมใช้ ผู้หญิงมักใช้ minoxidil ร่วมกับ spironolactone ผู้ชายมักใช้ minoxidil ร่วมกับ finasteride
การรักษาที่แตกต่างกัน minoxidil spironolactone และ PRP
การรักษาผมร่วงในผู้หญิงมีข้อจำกัดมากกว่าผู้ชาย เพราะยาบางตัวที่ผู้ชายใช้ได้อย่างปลอดภัย ผู้หญิงกลับใช้ไม่ได้ Minoxidil แบบทาภายนอกใช้ได้ทั้งสองเพศ และเป็นยาหลักที่ผ่านการรับรองสำหรับผมร่วงในผู้หญิงโดยเฉพาะ
Spironolactone เป็นยาต้านแอนโดรเจนที่แพทย์มักเลือกใช้ในผู้หญิง แต่ห้ามใช้ในผู้ที่กำลังตั้งครรภ์เพราะมีผลกระทบต่อฮอร์โมนของทารกในครรภ์ จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น ส่วน PRP หรือการฉีดพลาสมาเข้มข้นจากเลือดตัวเองเพื่อกระตุ้นรูขุมขน ใช้ได้ทั้งสองเพศ แต่ผลลัพธ์แตกต่างกันไปในแต่ละคนและจำเป็นต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งจึงจะเห็นผล
เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ต่อมไร้ท่อ
หากผมร่วงเกิน 100 ถึง 150 เส้นต่อวันต่อเนื่องนานเกิน 3 เดือน โดยไม่มีสาเหตุชัดเจนอย่างช่วงหลังคลอด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง หากมีอาการร่วมอย่างประจำเดือนมาไม่ปกติ สิวขึ้นเยอะผิดปกติ หรือขนดกผิดตำแหน่ง ควรพบแพทย์ต่อมไร้ท่อเพื่อตรวจหาภาวะ PCOS และหากผมร่วงเป็นหย่อมชัดเจนหรือหนังศีรษะมีผื่นแดง คัน หรือลอก ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อแยกสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่ FPHL ออกไปก่อน
โดยรวมแล้ว ผมร่วงในผู้หญิงต่างจากผู้ชายทั้งในแง่ตำแหน่งที่บาง ฮอร์โมนเบื้องหลัง และทางเลือกการรักษาที่ใช้ได้ผล การแยกให้ถูกตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เลือกวิธีดูแลและรักษาได้ตรงจุด และเห็นผลลัพธ์ได้เร็วขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
ผมร่วงในผู้หญิงรักษาหายขาดได้ไหม
FPHL ส่วนใหญ่ควบคุมอาการได้ แต่ไม่ถึงกับหายขาด จำเป็นต้องรักษาต่อเนื่องเพื่อชะลอไม่ให้อาการแย่ลง หากหยุดใช้ยาผมมักกลับมาร่วงอีกครั้ง
ผู้หญิงใช้ finasteride ได้หรือไม่
โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ใช้ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ เพราะมีความเสี่ยงต่อทารกในครรภ์หากตั้งครรภ์ระหว่างการใช้ยา แพทย์อาจพิจารณาเป็นรายกรณีเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น
ผมร่วงหลังคลอดจำเป็นต้องรักษาไหม
ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะเป็นภาวะชั่วคราวที่มักดีขึ้นเองภายใน 6 ถึง 12 เดือน แต่หากผ่านไปเกิน 1 ปีแล้วยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่นที่อาจร่วมด้วย
ผู้ที่เป็น PCOS ทุกคนจะมีอาการผมร่วงหรือไม่
ไม่ใช่ทุกคน ขึ้นอยู่กับระดับแอนโดรเจนและความไวของรูขุมขนต่อฮอร์โมนในแต่ละบุคคล บางคนแม้เป็น PCOS ก็อาจไม่มีอาการผมร่วงเลยก็ได้
ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ใครรักษาผมร่วงได้ง่ายกว่ากัน
ไม่มีฝ่ายใดง่ายกว่าอย่างชัดเจน แต่ผู้หญิงมีตัวเลือกยาน้อยกว่าเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องฮอร์โมนและการตั้งครรภ์ ทำให้บางครั้งต้องใช้เวลาปรับแผนการรักษานานกว่า
🎯 ติดตามเรื่องราวดีๆ แบบนี้ต่อได้ที่
📖 อ่านบทความฉบับเต็ม: https://healthntier.com/blog/hair-loss-in-women
🌐 เว็บไซต์หลัก: https://healthntier.com
📲 Line Official: @561aszhq
โฆษณา