•
23 ส.ค. เวลา 16:27 • ดนตรี เพลง

Lemme Revisit: Magdalena Bay — Imaginal Disk (2024)

จากความฝันที่จะสร้างตัวตนในอุดมคติ สู่การยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง ผ่านซาวด์ป๊อบเรโทรฟิวเจอริสติกที่ทั้งหวานล้ำ หลุดโลก และทะเยอทะยานจนแทบทะลุเพดาน
แนวเพลง: Neo-Psychedelia, Synthpop, Chillwave, Dance-Pop, Progressive Pop, Alternative Dance, Indietronica, Pop Rock
หนึ่งในคอนเทนต์ที่ผู้เขียนสนุกกับการทำมากที่สุดคือ Lemme Revisit เพราะนอกจากจะได้ย้อนกลับไปสำรวจอัลบั้มที่เคยรักด้วยหูและความรู้สึกของตัวเองอีกครั้งแล้ว มันยังเปิดพื้นที่ให้เราได้กลับมาถามตัวเองว่า เมื่อเวลาผ่านไปสองสามปี หรือเป็นสิบๆ ปี ผลงานที่เคยสร้างความตื่นเต้นให้เราในวันนั้น จะยังคงทำงานกับเราเหมือนเดิมหรือไม่
และสำหรับครั้งนี้ คำตอบค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่ยังไม่ทันกดเล่นแทร็กแรก เพราะเมื่อถึงวาระครบรอบสองปีของ Imaginal Disk ผู้เขียนก็รู้ทันทีว่า “มันถึงเวลาแล้วล่ะ” ที่จะกลับไปเปิดแผ่นดิสก์แห่งจินตนาการของ Magdalena Bay อีกครั้ง
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น ผู้เขียนเป็นแฟนตัวยงของ Magdalena Bay ดูโอ้คู่รักจากฟลอริด้าที่ประกอบด้วย Mica Tenenbaum และ Matthew Lewin มาตั้งแต่อัลบั้มเดบิวต์ Mercurial World ซึ่งเคยยกให้เป็นหนึ่งในอัลบั้มโปรดประจำปี 2021 ในช่วงเวลาที่ชื่อของพวกเขายังแทบไม่เป็นที่รู้จักในบ้านเรา จึงไม่น่าแปลกที่ตอนประกาศ Imaginal Disk ผู้เขียนจะเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ถึงขั้นกดฟังทันทีที่นาฬิกาเดินเข้าสู่วันที่ 23 สิงหาคม 2024
และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือเรื่องราวของวงที่ค่อยๆ เปลี่ยนสถานะจาก “วงที่อยากให้ทุกคนลองฟัง” กลายเป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกอินดี้ป๊อบ อัลบั้มได้รับแรงส่งจากกระแสปากต่อปากบนโซเชียลจนกลายเป็นผลงานที่ได้รับคะแนนสูงสุดประจำปี 2024 บน RateYourMusic
และแม้ว่าเวลาจะผ่านมาถึงสองปีแล้ว Imaginal Disk ก็ยังคงเป็นอัลบั้มที่ผู้คนหยิบมาถกเถียงถึงความยิ่งใหญ่ของมันอยู่เสมอ สำหรับคนที่ตามวงมาตั้งแต่วันแรก ความรู้สึกนั้นจึงปะปนกันอย่างประหลาด ทั้งความดีใจที่ในที่สุดคนอื่นก็ได้เห็นสิ่งที่เราเห็นมาตลอด และความหงุดหงิดเล็กๆ ว่า “แล้วทำไมเพิ่งมาอวยกันตอนนี้” ฮ่าๆๆๆๆ
แต่พอผ่านความรู้สึกส่วนตัวเหล่านั้นไป สิ่งที่ทำให้ Imaginal Disk ยังคงน่ากลับมาฟังในวันนี้คือการเป็น “คอนเซปต์อัลบั้ม” ที่สมบูรณ์แบบในแบบที่หาได้ยากในดนตรีป๊อบร่วมสมัย เรื่องราวทั้งหมดถูกวางเรียงเป็นเส้นทางของตัวละครชื่อ “True” ผู้ได้รับอุปกรณ์รูปทรงคล้ายแผ่นซีดีจากสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่สามารถอัปเกรดจิตใต้สำนึกของมนุษย์ ก่อนที่ร่างกายและตัวตนของเธอจะค่อยๆ ตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงนั้นเอง
โดยชื่อ “Imaginal Disk” ก็หยิบมาจากโครงสร้างทางชีววิทยาในตัวอ่อนของแมลง ซึ่งเป็นส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างกระบวนการกลายร่าง กลายเป็นอุปมาที่เหมาะเจาะกับอัลบั้มที่พูดถึงการวิวัฒน์ของตัวตน การค้นหาความเป็นมนุษย์ และคำถามง่ายๆ ว่า หากเราสามารถสร้าง “ตัวเราในอุดมคติ” ขึ้นมาได้จริงๆ แล้วเราจะยังเป็นคนเดิมอยู่หรือเปล่า
เพราะฉะนั้น การฟัง Imaginal Disk แบบสุ่มเพลงจึงแทบจะเป็นการทำลายประสบการณ์สำคัญที่สุดของมัน อัลบั้มชุดนี้ต้องการให้เราเดินทางไปพร้อมกับ True ตั้งแต่ต้นจนจบ และแต่ละแทร็กก็ทำหน้าที่เหมือนฉากหนึ่งในภาพยนตร์ไซไฟสีสันฉูดฉาดที่ค่อยๆ เปิดเผยความจริงทีละชั้น
ขณะเดียวกัน Magdalena Bay ก็สร้างโลกใบนี้ขึ้นมาด้วยซาวด์ที่ทั้งย้อนยุคและล้ำอนาคตในเวลาเดียวกัน พวกเขานำซินธ์ป๊อบ แดนซ์ป๊อบ อิเล็กทรอนิกร็อก และไซคีเดเลียมาหลอมรวมกับงานโปรดักชั่นแบบแม็กซิมัลลิสต์ที่เต็มไปด้วยเลเยอร์ ผสานเข้ากับเสียงร้องนุ่มหวานของ Mica และรายละเอียดเล็กๆ ที่พร้อมจะโผล่ขึ้นมาให้ค้นพบในการฟังแต่ละครั้ง
ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นด้วย “She Looked Like Me!” แทร็กเปิดที่ฉลาดตั้งแต่ไอเดียแรก เพราะเสียงของมันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังใส่แผ่นดิสก์เข้าไปในเครื่องเล่นเพื่อเริ่มต้นเรื่องราว เสียงร้องของ Mica ค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางซินธ์และเสียงร้องที่ถูกบิดด้วยเอฟเฟกต์ ก่อนกลองชุดใหญ่จะพุ่งเข้ามาแล้วผลักเพลงให้ทะยานขึ้นอย่างเต็มกำลัง
โครงสร้างของเพลงค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้น ก่อนจะปลดปล่อยทุกอย่างออกมาในคราวเดียว นอกจากจะทำหน้าที่เปิดประตูเข้าสู่โลกของอัลบั้มแล้ว เพลงนี้ยังตั้งโปรแกรมให้เราเข้าใจภาษาทางดนตรีที่จะได้ยินต่อจากนี้ ทั้งเสียงร้องแบบกลิตช์ อิเล็กทรอนิกส์แบบโปรเกรสซีฟ และซินธ์หลายชั้นที่ทำให้เพลงป๊อบธรรมดาๆ ฟังดูเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตจากโลกอนาคต
จากความอลังการในแทร็กแรก อัลบั้มกลับลดอุณหภูมิลงอย่างฉับพลันใน “Killing Time” เพลงที่พูดถึงการปล่อยเวลาให้ผ่านไปพร้อมกับการเฝ้ารอชีวิตในอุดมคติที่ยังมาไม่ถึง ไลน์เบสและกลองขับเคลื่อนเพลงไปด้วยจังหวะฟังก์แห่งอนาคต ขณะที่เมโลดี้ผ่อนคลายและฮุกติดหูทำให้มันเป็นหนึ่งในเพลงที่เข้าถึงง่ายที่สุดของอัลบั้ม
แต่ยิ่งฟังไปจนท้ายเพลง บรรยากาศกลับค่อยๆ ขยายตัวและมืดมนขึ้น ราวกับเผยให้เห็นความขัดแย้งในใจของ True ที่จริงๆ แล้วไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้ใช้ชีวิตเงียบๆ กับคนรัก ทว่าโลกกลับบอกเธออยู่ตลอดเวลาว่าเธอยัง “ไม่ดีพอ” และจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง
แล้วทุกอย่างก็เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านด้วย “True Blue Interlude” อินเตอร์ลูดสั้นๆ ที่ใช้เปียโนแอมเบียนต์และเพูดซร้องซ้ำๆ ว่า “true blue” ราวกับเสียงจากโฆษณายาหรือโปรแกรมบำบัดที่ออกอากาศยามดึก ความงดงามของมันอยู่ตรงการทำหน้าที่เป็นสะพานระหว่าง True คนเดิมกับตัวตนใหม่ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้น เป็นความสงบก่อนพายุที่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยเสียทีเดียว หากกลับสร้างความรู้สึกว่าเรากำลังจะก้าวเข้าไปในบางสิ่งที่ไม่อาจย้อนกลับได้อีกแล้ว
จากนั้น “Image” ก็ทำหน้าที่เหมือนฉากการผ่าตัดและการสร้างตัวตนใหม่ของ True ได้อย่างน่าทึ่ง เพลงเริ่มต้นด้วยซินธ์ที่ระยิบระยับและจังหวะกลองเรียบง่าย ก่อนจะค่อยๆ เติมรายละเอียดเข้าไปทีละชั้น ทั้งซินธ์ลีด เบสที่มีเท็กเจอร์แปลกประหลาด และเสียงสังเคราะห์ที่ขนานไปกับเสียงร้องของ Mica จนถึงจังหวะดรอปที่เบสถูกบีบอัดและบิดเบี้ยวจนมีพลังมหาศาล แล้วค่อยๆ ปล่อยให้เพลงพังทลายลงในตอนจบ
ขณะเดียวกัน เนื้อหาก็พูดถึงการวิวัฒน์ของมนุษย์ในยุคดิจิทัลและความต้องการสร้างตัวตนในอุดมคติ โดยมี “Doctor” เป็นตัวแทนของสังคมที่เข้ามากำหนดว่า True ควรจะเกิดใหม่เป็นใคร
“Death & Romance” คือหนึ่งในจุดพีคของอัลบั้ม และอาจเป็นเพลงที่แสดงให้เห็นความทะเยอทะยานของ Magdalena Bay ได้ชัดเจนที่สุด เพลงเริ่มจากเปียโนและเลเยอร์เครื่องดนตรีที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ก่อนจะระเบิดออกมาเป็นร็อกที่หนักหน่วงด้วยกลอง เบส กีตาร์ และซินธ์ไซคีเดลิก
เสียงร้องของ Mica ไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียบเรียง แต่เหมือนถูกผลักให้ทะลุผ่านกำแพงเสียงทั้งหมดออกมา ความรักในเพลงนี้จึงไม่ได้มีเพียงความโรแมนติก หากยังเต็มไปด้วยความสูญเสีย ความหวัง และความเสียใจ และเมื่อทุกองค์ประกอบค่อยๆ ไต่ระดับจนถึงช่วงไคลแมกซ์ เสียงกีตาร์กับซินธ์ที่ระเบิดออกพร้อมกันก็ให้ความรู้สึกเหมือนหัวใจที่แตกสลายกำลังกลายร่างเป็นสิ่งใหม่ต่อหน้าต่อตา
หาก “Death & Romance” คือการระเบิดอารมณ์ “Fear, Sex” ก็ทำหน้าที่พาเราเข้าสู่พื้นที่ที่คลุมเครือและแปลกประหลาดกว่าเดิม เพลงผสมเครื่องสาย กลอง และเสียงที่ฟังดูเหมือนมาจากอีกโลกหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนรูปไปเป็นซินธ์อาร์เปจจิโอที่ล่องลอยจนแทบไม่เหลือโครงสร้างของเพลงป๊อบแบบเดิม
ความน่าสนใจของเพลงอยู่ที่การทำให้ความสวยงามกับความประหลาดอยู่ร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ในบางจังหวะโปรดักชั่นจะเด่นจนบดบังสารที่เพลงต้องการสื่ออยู่บ้าง แต่ในฐานะชิ้นส่วนของโลกใบนี้ มันก็ยังทำหน้าที่ได้อย่างน่าหลงใหล
แล้ว Magdalena Bay ก็ปล่อยของเต็มที่ใน “Vampire in the Corner” เพลงที่ผู้เขียนมองว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ดีที่สุดของอัลบั้ม เบสไลน์ที่เด่นชัด กลองที่คาดเดาไม่ได้ เปียโน และซินธ์ที่ค่อยๆ แทรกเข้ามา ทำให้เพลงมีชีวิตของตัวเองอยู่ตลอดเวลา เนื้อหาพูดถึงคนที่ไม่สามารถรักผู้อื่นได้อย่างแท้จริงเพราะยังเกลียดตัวเองอยู่
และในบริบทของเรื่องราว True ก็กำลังพยายามกลายเป็นตัวตนในอุดมคติ ขณะที่ยังถูกอดีตของตัวเองตามหลอกหลอน เมื่อเพลงเดินทางไปถึงท่อนดรอป ทุกอย่างก็ระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทั้งกีตาร์ ซินธ์ และกลอง ก่อนจะปิดท้ายด้วยคอรัสที่เหมือนการปล่อยทุกอย่างออกจากร่างกาย เป็นความสับสนอลหม่านที่งดงามจนแทบล้นทะลักออกมาจากลำโพง
ถัดมา “Watching T.V.” หันมาสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับวัฒนธรรมแห่งการเบี่ยงเบนความสนใจ เพลงใช้ซินธ์อาร์เปจจิโอเป็นแกนกลาง สอดแทรกเปียโนและซินธ์ลีดที่ระยิบระยับ ก่อนจะค่อยๆ แทรกเสียงกลิตช์เข้ามาในช่วงท้ายจนโลกของเพลงเริ่มแตกออกเป็นเสี่ยงๆ การเลือกใช้ซาวด์ที่ติดหูและสดใสกับเนื้อหาที่ตั้งคำถามต่อการเสพสื่อและการหลบหนีจากความจริงคือสิ่งที่ Magdalena Bay ทำได้เก่งมาตลอดตั้งแต่ผลงานชุดก่อน เพราะพวกเขาสามารถทำให้คำวิจารณ์ทางสังคมกลายเป็นเพลงป๊อบที่อยากเปิดซ้ำได้โดยไม่ต้องเสียความซับซ้อนของมันไป
แต่ถ้าต้องเลือกเพลงที่แสดงให้เห็นว่า Imaginal Disk สามารถฉีกตัวเองออกจากกรอบป๊อบได้ไกลแค่ไหน ก็คงต้องยกให้ “Tunnel Vision” เพลงที่เริ่มต้นด้วยเครื่องสายและกลองอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนพาเราเข้าสู่เมโลดี้ที่ติดหูอย่างไม่น่าเชื่อ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนร่างอีกครั้งเมื่อกลองอะคูสติกและเปียโนเข้ามาเสริม
กระทั่งในช่วงท้ายเพลงแทบจะไม่เหลือความเป็นป๊อบอีกต่อไป เสียงกีตาร์และกลองพุ่งเข้าสู่ดินแดนโพสต์ร็อกที่ชวนให้นึกถึง Godspeed You! Black Emperor ขณะที่บรรยากาศกว้างใหญ่และการระเบิดของเสียงช่วงท้ายทำให้เพลงเหมือนพาเราออกจากโลกเดิมไปสู่อวกาศอย่างแท้จริง มันคือหนึ่งในโมเมนต์ที่ทำให้ Imaginal Disk แตกต่างจากอัลบั้มป๊อบทั่วไปอย่างชัดเจน
หลังจากผ่านความวุ่นวายของ “Tunnel Vision” มาแล้ว “Love Is Everywhere” จึงเข้ามาทำหน้าที่เหมือนพื้นที่พักหายใจ ซาวด์ซินธ์ที่อบอุ่นจับคู่กับเสียงร้องของ Mica ได้อย่างพอดี ขณะที่ไลน์เบสที่มีกลิ่นอายแบบ Daft Punk เติมความรู้สึกขี้เล่นให้กับเพลง
ความน่าสนใจคือเพลงนี้ไม่ได้พยายามทำอะไรซับซ้อนเกินจำเป็น แต่กลับใช้ความเรียบง่ายนั้นสร้างหนึ่งในท่อนคอรัสที่ฟังแล้วรู้สึกเหมือนได้รับการปลอบโยน ก่อนที่ช่วงท้าย Mica จะหยิบพลังงานและจังหวะการร้องจาก “She Looked Like Me!” กลับมาเชื่อมเรื่องราวให้เป็นวงกลมอีกครั้ง
จากนั้น “That’s My Floor” ก็กลับมาเติมความหนักหน่วงด้วยซาวด์ที่มีอิทธิพลของร็อกมากขึ้น เบสเด้งๆ กับจังหวะกลองที่มีแรงส่งจับคู่กับแอสซิดซินธ์และกีตาร์ที่หนาแน่นจนเพลงมีความเป็นไซคีเดลิกอย่างชัดเจน
เนื้อหาพา True กลับไปตั้งคำถามเรื่องอัตลักษณ์และความรู้สึกว่าเรามี “ที่ของตัวเอง” อยู่ตรงไหนในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพลงสามารถเปลี่ยนโครงสร้างกลางทางอย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะกลับเข้าสู่ท่อนเดิมอีกครั้งและปิดท้ายด้วยกีตาร์ที่ถูกบิดจนแตกพร่า เป็นอีกตัวอย่างของความสามารถในการทำให้ความวุ่นวายทางซาวด์ฟังดูเป็นเรื่องธรรมชาติของทั้งสอง
“Cry for Me” คือบทเพลงแห่งการสูญเสียและความโหยหา ซึ่งนำความเป็นซินธ์ป๊อบกลับมาอย่างเต็มตัว โดยมีไลน์เบสและเครื่องสายเป็นตัวตั้ง ก่อนจะเติมเปียโน ซินธ์ และกลองเข้ามาจนเกิดเป็นหนึ่งในเพลงที่มีเลเยอร์แน่นที่สุดของอัลบั้ม แต่สิ่งที่ทำให้เพลงไม่กลายเป็นเพียงการโชว์โปรดักชั่นคืออารมณ์ของเสียงร้องที่ยังคงชัดเจนอยู่ตรงกลาง
ความรู้สึกของ True ที่กำลังเผชิญภาวะซึมเศร้าและความรู้สึกว่าคนรักได้ลืมเธอไปแล้วจึงค่อยๆ ถูกขยายจากความเศร้าส่วนตัวให้กลายเป็นกำแพงเสียงขนาดใหญ่ และยิ่งเพลงเดินหน้าก็ยิ่งเหมือนความรู้สึกทั้งหมดกำลังถาโถมเข้ามาพร้อมกัน
ในทางตรงกันข้าม “Angel on a Satellite” เลือกจะลดความหวือหวาลงและหันกลับมามองความสุขเล็กๆ ที่หลงเหลืออยู่ในความทรงจำ เพลงเปิดด้วยเปียโนและเครื่องกระทบ ก่อนจะมีออร์แกนเข้ามาเติมสีสันอย่างเรียบง่าย แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงอินสทรูเมนทัล เครื่องสายจำนวนมากค่อยๆ แผ่ตัวออกจนเพลงมีความอบอุ่นปนเศร้า ราวกับภาพของคืนฤดูร้อนที่เราเคยใช้เวลาร่วมกับใครบางคนและรู้ดีว่าสักวันหนึ่งมันจะกลายเป็นเพียงความทรงจำ ท่อนคอรัสกลับให้ความรู้สึกปลอบโยนอย่างประหลาด ก่อนเพลงจะค่อยๆ เดินทางกลับสู่เปียโนเพียงลำพัง
และแล้วเรื่องราวทั้งหมดก็มาถึงบทสรุปใน “The Ballad of Matt & Mica” (คิดว่าทั้งคู่น่าจะได้แรงบันดาลใจชื่อเพลงนี้มาจาก “The Ballad of John and Yoko” ของ The Beatles) บทเพลงที่ไม่เพียงทำหน้าที่ปิดอัลบั้มเท่านั้น แต่ยังเปิดม่านออกจากโลกของ True เพื่อเผยให้เห็นคนสองคนที่อยู่เบื้องหลังการสร้างจักรวาลทั้งหมดนี้ นั่นก็คือตัว Mica และ Matthew เอง ดนตรีเริ่มต้นด้วยเสียงอิเล็กโทรเปียโน ก่อนเบสจะค่อยๆ เข้ามาเติมน้ำหนักและทำให้เพลงเหมือนมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
จังหวะจาก “She Looked Like Me!” ถูกนำกลับมาใช้เป็นสายใยเชื่อมต้นกับปลายของเรื่อง ขณะที่กลอง เบส และเมโลดี้ทั้งหมดค่อยๆ ทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ มันเป็นเพลงที่สามารถเต้นไปด้วยได้ แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความรู้สึก เป็นการเฉลิมฉลองเส้นทางของ Mica และ Matthew ทั้งในฐานะศิลปินและในฐานะมนุษย์สองคนที่เติบโตมาด้วยกัน และเป็นตอนจบที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับอัลบั้มที่ว่าด้วยเรื่องของการเปลี่ยนแปลง
เมื่อมองย้อนกลับไปจากระยะเวลาสองปี Imaginal Disk ยังคงน่าทึ่งตรงที่มันสามารถเป็นทั้งอัลบั้มป๊อบที่ฟังสนุกและเป็นนิยายไซไฟว่าด้วยอัตลักษณ์ เทคโนโลยี และความเป็นมนุษย์ในเวลาเดียวกัน
Magdalena Bay ไม่ได้เพียงสร้างเพลงให้ฟังติดหูอย่างเดียว แต่พวกเขายังสร้างโลกทั้งใบขึ้นมารองรับมัน และใช้ความเป็นป๊อบเป็นประตูพาคนฟังเข้าไปสำรวจคำถามที่จริงจังกว่านั้นว่าความสมบูรณ์แบบที่มนุษย์พยายามไล่ตามอยู่ทุกวันนั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือเป็นเพียงภาพที่สังคม เทคโนโลยี และวัฒนธรรมร่วมสมัยบอกให้เราเชื่อว่าควรต้องการ
สิ่งที่ทำให้ Imaginal Disk ยังยืนหยัดได้อย่างแข็งแรงหลังผ่านไปสองปี คือการที่มันไม่เคยหยุดอยู่กับที่ แม้จะฟังจบไปแล้วหลายสิบรอบ แต่รายละเอียดเล็กๆ ในซินธ์ เบส กลอง เสียงกลิตช์ หรือการเปลี่ยนผ่านระหว่างแต่ละเพลงยังคงมีอะไรให้ค้นพบอยู่เสมอ มันเป็นอัลบั้มที่กล้าจะสวยงามจนเกินจริง กล้าที่จะใหญ่โตจนเกือบล้น และกล้าที่จะจริงจังกับคอนเซปต์ของตัวเองโดยไม่กลัวว่าจะดูประหลาดเกินไป
และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงฟังดู “ป๊อบ” มากกว่าเพลงป๊อบส่วนใหญ่ในยุคนี้ เพราะภายใต้สีสันแบบเรโทร-ฟิวเจอริสติกและโปรดักชั่นที่เหมือนหลุดออกมาจากโลกอนาคต กลับซ่อนคำถามที่เป็นมนุษย์อย่างที่สุดเอาไว้ นั่นคือเราจะรักตัวเองได้อย่างไรในวันที่โลกพยายามบอกเราอยู่ตลอดเวลาว่าเราควรเป็นใคร
สำหรับผู้เขียนแล้ว Imaginal Disk จึงไม่ใช่เพียงอัลบั้มที่ “ยิ่งนานวันยิ่งมีคุณค่าขึ้นเรื่อยๆ” แต่มันคือหนึ่งในประสบการณ์การฟังเพลงป๊อบที่ตราตรึงที่สุดเท่าที่เคยเจอมา ความทะเยอทะยานของมันแทบจะกระโดดข้ามเพดานที่ Mercurial World เคยวางเอาไว้ และที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าคือเราแทบจินตนาการไม่ออกด้วยซ้ำว่า Magdalena Bay จะสามารถพาตัวเองไปไกลกว่านี้ได้อย่างไร
เพราะเมื่อสองคนนี้กล้าสร้างโลกที่ทั้งสดใส ประหลาด หลอน อบอุ่น และเหนือจริงได้ถึงระดับนี้แล้ว สิ่งเดียวที่เราทำได้ก็คงเป็นการรอดูว่า หลังจากแผ่นดิสก์แห่งจินตนาการแผ่นนี้ทำให้เราได้รู้จักตัวตนของพวกเขามากขึ้นแล้ว ในครั้งต่อไปพวกเขาจะพาเราไปค้นพบ “ตัวเรา” แบบไหนกันแน่
คะแนน: 10/10
แทร็กไฮไลต์: She Looked Like Me!, Killing Time, Image, Death & Romance, Vampire in the Corner, Watching T.V., Tunnel Vision, That’s My Floor, Cry for Me และ The Ballad of Matt & Mica
โฆษณา