วันนี้ เวลา 05:45 • สุขภาพ

หมอไขคำตอบ “หลอดเลือดหัวใจตีบตัน” เกิดจากอะไร เช็กอาการ-วิธีรักษา

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันเกิดจากคราบไขมันสะสมในหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลง เสี่ยงหัวใจขาดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจตาย รู้ทันอาการและปัจจัยเสี่ยง
ในช่วงหลายสิบกว่าปีที่ผ่านมา คนไทยมีแนวโน้มการเสียชีวิตด้วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะโรคเส้นเลือดหัวใจตีบหรือตัน ซึ่งปัจจุบันเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย โดยพบว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากการบริโภคที่เปลี่ยนไป ด้วยอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง ออกกำลังกายน้อยลง และมีความเครียดมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นกรรมพันธุ์อีกด้วย
หลอดเลือดหัวใจตีบตัน
โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน คืออะไร
โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน หรือหลอดเลือดหัวใจตีบ คือ ภาวะที่หลอดเลือดแดงคอโรนารี (Coronary Artery) ซึ่งทำหน้าที่นำเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เกิดการสะสมของคราบไขมัน หินปูน และสารต่าง ๆ บริเวณผนังหลอดเลือด (Atherosclerosis) ส่งผลให้ช่องภายในหลอดเลือดตีบแคบลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ลดลง นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และอาจรุนแรงถึงขั้นกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
สาเหตุของเส้นเลือดหัวใจตีบเกิดจากอะไร
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตันเกิดจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแข็งตัว หรือมีไขมันไปเกาะผนังของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง ปริมาณเลือดแดงผ่านได้น้อย เป็นผลทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหากหลอดเลือดแดงตีบแคบมากจนอุดตัน จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิด โรคหัวใจตีบ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนและควบคุมได้ด้วยตัวเอง
ปัจจัยเสี่ยงที่คุมไม่ได้
  • อายุ : โดยปกติแล้ว ความเสี่ยงของโรคหัวใจจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น
  • พันธุกรรม : ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • เพศ : ผู้ชายจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้
ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตันได้ มีดังนี้
  • โรคความดันโลหิตสูง : การปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นเวลานาน ๆ จะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดมาเลี้ยงร่างกาย กล้ามเนื้อหัวใจจะหนาขึ้น หัวใจจะโตขึ้น หลอดเลือดตีบแข็งและอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย และนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในที่สุด
  • การสูบบุหรี่ : ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 2 – 4 เท่า เนื่องจากสารที่อยู่ภายในบุหรี่จะทำให้เซลล์ที่เยื่อบุผนังหลอดเลือดเสื่อม ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน ซึ่งนำไปสู่สภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย
  • ระดับไขมันในเลือด : ผู้ที่มีระดับไขมัน LDL คอเลสเตอรอลสูงจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงขึ้น ไขมันดังกล่าวทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้นและหลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไหลเวียนน้อยลง ในที่สุดหลอดเลือดหัวใจก็อุดตันและเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย
  • โรคเบาหวาน : ทำให้ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดและหัวใจสูงขึ้น เบาหวานทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ เสื่อมลง
  • การขาดการออกกำลังกาย : ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายจะมีความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดและหัวใจสูงขึ้น การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ และยังช่วยควบคุมปัจจัยความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิต ระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด เบาหวาน และน้ำหนักที่มากเกินหรืออ้วน
  • ความอ้วน : ผู้ที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 กิโลกรัม / ส่วนสูง (เมตร)2 ถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ โดยสามารถคำนวณดัชนีมวลกายได้จากน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลัง 2 อย่างไรก็ตามหากมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมด้วย แม้มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัม / (เมตร)2 ก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้น
สังเกตอาการหลอดเลือดหัวใจตีบก่อนสายเกินแก้
ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ แต่เมื่อหลอดเลือดตีบแคบหรืออุดตันค่อนข้างมาก จะเริ่มมีอาการแสดงออกมาให้เห็น ดังนี้
  • มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหมือนมีของหนักกดทับตรงกลางหน้าอก โดยเฉพาะขณะออกแรง
  • มีอาการเจ็บร้าวจากหน้าอกขึ้นไปถึงคาง ไหล่ หลัง หรือเจ็บลงไปถึงแขนซ้าย
  • เจ็บแน่นจุกอกหรือจุกใต้ลิ้นปี่ เป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะขณะออกแรงและดีขึ้นเมื่อพัก แต่หากมีอาการขณะพัก หรือมีอาการต่อเนื่องนานเกิน 20 นาที ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
  • หายใจหอบ เหนื่อย
  • เหงื่อแตก ใจสั่น
  • หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้น (Heart Attack)
แนวทางการรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน
การรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ มีเป้าหมายเพื่อเปิดทางเดินเส้นเลือดที่อุดตันให้เลือดกลับไปไหลเวียนได้ตามปกติ ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย โดยวิธีการรักษาที่เป็นมาตรฐาน แบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก ดังนี้
การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด
การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวน (Percutaneous Coronary Intervention: PCI) เป็นหัตถการที่แพทย์ใช้สายสวนขนาดเล็กนำบอลลูนไปยังตำแหน่งที่หลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน จากนั้นจึงขยายบอลลูน เพื่อกดคราบไขมันและหินปูนที่เกาะอยู่บริเวณผนังหลอดเลือด ทำให้ช่องภายในหลอดเลือดกว้างขึ้น จากนั้นอาจใส่ขดลวดค้ำยัน (Stent) เพื่อช่วยพยุงหลอดเลือดให้เปิดกว้างและลดโอกาสการตีบซ้ำ
วิธีนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบบางตำแหน่ง โดยแพทย์จะประเมินจากลักษณะของรอยโรค ตำแหน่ง ความซับซ้อนของหลอดเลือด รวมถึงภาวะสุขภาพและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (การทำบายพาส)
การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ หรือที่รู้จักกันว่า “การทำบายพาส” แพทย์จะใช้เส้นเลือดภายในทรวงอกด้านซ้ายและเส้นเลือดแดงบริเวณแขนซ้าย หรือเส้นเลือดดำบริเวณขา ตั้งแต่ข้อเท้าด้านในจนถึงโคนขาด้านในมาเย็บต่อเส้นเลือดเพื่อนำเลือดแดงจากเส้นเลือดแดงใหญ่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือดโดยข้ามผ่านเส้นเลือดส่วนที่ตีบ
“กรณีแพทย์ตัดสินใจทำการผ่าตัด ส่วนใหญ่จะทำเมื่อเส้นเลือดตีบและอุดตันแล้วประมาณ 70% ขึ้นไป แต่หากมีไขมันมาเกาะโดยไม่มีหินปูน และมีอายุ 30 – 40 ปี อาจรักษาด้วยการทานยา จะช่วยให้ไขมันลดลง หรือกรณีที่อุดตันเส้นเดียวก็ทานยาหรือใส่ขดลวดบอลลูนได้”
การทำผ่าตัดบายพาสโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันในปัจจุบัน มี 2 วิธี คือ
  • การผ่าตัดแบบไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (Off-Pump CABG): เป็นการผ่าตัดแบบไม่ต้องหยุดหัวใจ ช่วยให้ใช้เลือดน้อยลง ลดระยะเวลาดมยาสลบ และพักฟื้นในโรงพยาบาลสั้นลง
  • การผ่าตัดแบบใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (On-Pump CABG): เป็นการผ่าตัดโดยต้องหยุดการทำงานของหัวใจทั้งหมดชั่วคราว เพื่อให้ศัลยแพทย์ทำการเย็บต่อหลอดเลือดได้
การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและมาตรวจตามนัดทุกครั้ง
  • รับประทานผัก ผลไม้ และดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 – 3 ลิตร
  • รับประทานอาหารแต่พออิ่มและควรพักหลังอาหารประมาณ 1/2 – 1 ชั่วโมง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดีที่สุด คือ การเดิน เริ่มโดยเดินช้า ๆ ก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่มระยะทาง แต่อย่าให้เกินกำลังตนเอง
  • ทำจิตใจให้สงบ หาโอกาสพักผ่อน หาวิธีลดความเครียด หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้น เช่น ดูเกมการแข่งขันที่เร้าใจ ฯลฯ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและเค็มจัด
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณที่เหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงงานหนัก งานรีบเร่ง และงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องนาน ๆ
  • เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอกให้หยุดกิจกรรมนั้น ๆ ทันที แล้วรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/health/care/7983
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา