•
24 ส.ค. เวลา 07:30 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ตอนที่ 1 : ฟิสิกส์ควอนตัมกับสนามข้อมูล

ชุด "อาคาชิค เรคคอด: ความลับที่ถูกซ่อนไว้จากมนุษยชาติ"
บทนำ: เมื่อฟิสิกส์เดินทางมาถึง "ความจริง" ที่นักบวชกล่าวถึง
ฟิสิกส์ควอนตัมเริ่มต้นขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ด้วยความพยายามทำความเข้าใจพฤติกรรมของอนุภาคขนาดเล็ก เช่น อิเล็กตรอนและโฟตอน แต่สิ่งที่นักฟิสิกส์ค้นพบกลับสั่นคลอนรากฐานความเชื่อเรื่อง "สสาร" ที่ยึดถือกันมานานหลายศตวรรษ
แทนที่จะพบว่าโลกประกอบด้วย "ก้อนวัตถุแข็ง" ตามแนวคิดของนิวตัน นักฟิสิกส์กลับพบว่า ณ ระดับลึกที่สุด สสารไม่มีอยู่จริงในแบบที่เราคิด สิ่งที่เหลืออยู่คือ "ข้อมูล" "ความสัมพันธ์" และ "ความเป็นไปได้"
และเมื่อฟิสิกส์เดินทางมาถึงจุดนี้เอง แนวคิดที่เคยถูกมองว่าเป็น "เรื่องเล่าของนักบวช" อย่างอาคาชิค เรคคอด ก็เริ่มถูกพูดถึงในห้องสัมมนาฟิสิกส์อย่างจริงจัง
.
ก่อนจะเดินทางไปสู่ข้อสรุปใดๆ เราจำเป็นต้องแยกแยะให้ชัดเจนระหว่าง "ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์" "การตีความของนักฟิสิกส์" และ "ความเชื่อทางจิตวิญญาณ" เพื่อไม่ให้การเชื่อมโยงระหว่างสองโลกนี้กลายเป็นการบิดเบือนทั้งวิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณ
การจะเข้าใจว่าทำไมฟิสิกส์ควอนตัมถึงสั่นคลอนโลกทัศน์แบบนิวตันได้ขนาดนั้น ต้องย้อนกลับไปมองภาพใหญ่ของวิทยาศาสตร์ก่อนหน้านั้นเสียก่อน
เป็นเวลากว่าสองร้อยปีที่ฟิสิกส์แบบนิวตันทำหน้าที่ได้อย่างงดงามยิ่ง อธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ การตกของผลแอปเปิล น้ำขึ้นน้ำลง กระทั่งวิถีกระสุนปืนใหญ่ ล้วนถูกคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำจากสมการเพียงไม่กี่บรรทัด
โลกทัศน์ที่ตามมาคือภาพของจักรวาลที่ทำงานเหมือนเครื่องจักรขนาดมหึมา ทุกสิ่งมีตำแหน่ง มีความเร็ว มีเหตุมีผลที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ หากเรารู้สถานะของทุกอนุภาคในจักรวาล ณ ชั่วขณะหนึ่ง เราจะทำนายอนาคตทั้งหมดได้ไม่ผิดเพี้ยน
แต่เมื่อนักฟิสิกส์เริ่มสอดส่องเข้าไปในระดับอะตอมและเล็กกว่านั้น ภาพเครื่องจักรอันเป็นระเบียบก็เริ่มแตกร้าว
.
อิเล็กตรอนตัวหนึ่งไม่ได้มี "ตำแหน่ง" ที่แน่นอนแบบลูกบิลเลียด มันเป็นเหมือนหมอกควันของความเป็นไปได้ที่แผ่กระจายอยู่ในหลายที่พร้อมกัน โฟตอนที่ถูกยิงผ่านช่องสองช่องไม่ได้เลือกผ่านช่องใดช่องหนึ่ง แต่มันผ่านทั้งสองช่องพร้อมกันราวกับเป็นคลื่น
แล้วเมื่อมีการตรวจจับ มันจึง "ตัดสินใจ" ปรากฏตัวเป็นจุดเดียว ณ ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง การสังเกตไม่ใช่การมองดูเฉยๆ หากแต่เข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ถูกสังเกตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่นักฟิสิกส์ค้นพบจึงไม่ใช่ "สสารที่เล็กลงเรื่อยๆ" หากแต่เป็น "ธรรมชาติของความจริง" ที่แตกต่างจากที่สามัญสำนึกบอกโดยสิ้นเชิง
นักฟิสิกส์รุ่นบุกเบิกต้องใช้เวลาหลายทศวรรษในการต่อสู้ทางความคิดกับสิ่งที่พวกเขาค้นพบ ไอน์สไตน์เองก็ไม่เคยยอมรับนัยทางปรัชญาของกลศาสตร์ควอนตัม เขากล่าวประโยคอันโด่งดังว่า "พระเจ้าไม่เล่นลูกเต๋า" เพื่อคัดค้านภาพของจักรวาลที่เต็มไปด้วยความน่าจะเป็น
แต่การทดลองครั้งแล้วครั้งเล่ากลับยืนยันว่าธรรมชาติในระดับลึกนั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเป็นพื้นฐาน ความไม่แน่นอนนั้นไม่ใช่ข้อจำกัดของเครื่องมือวัด หากแต่เป็นโครงสร้างของความจริงเอง
และเมื่อภาพของ "สสารแข็ง" สูญสลายไป สิ่งที่โผล่ขึ้นมาแทนที่คือสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่มีความสำคัญไม่แพ้สสารใดๆ นั่นคือ "ข้อมูล"
.
ข้อมูลในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตัวอักษรในหนังสือหรือตัวเลขในคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่หมายถึง "ความสัมพันธ์" ระหว่างสิ่งต่างๆ ความเป็นไปได้ที่ซ้อนกันอยู่ และ ผลของการวัดที่เกิดขึ้น เมื่อระบบควอนตัมสัมผัสกับผู้สังเกต อนุภาคหนึ่งจะปรากฏที่ใด ไม่ได้ถูกกำหนดล่วงหน้าโดยสมการอันตายตัว หากแต่ถูกกำหนดโดย "ข้อมูล" ที่ระบบมี ณ ขณะที่ถูกวัด
นักฟิสิกส์บางคนเริ่มสงสัยว่า บางทีข้อมูลอาจไม่ใช่ "คำอธิบาย" ที่มนุษย์คิดขึ้นเพื่อเข้าใจธรรมชาติ แต่อาจเป็น "เนื้อแท้" ของธรรมชาติเอง
ความคิดนี้พาเราไปสู่เขตแดนที่วิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณเริ่มทับซ้อนกัน
.
เป็นเวลาหลายพันปีมาแล้วที่ประเพณีทางจิตวิญญาณของอินเดียกล่าวถึง "อาคาชะ" ซึ่งเป็น "ธาตุที่ห้า" อันเป็น "ที่ว่าง" ที่รองรับสรรพสิ่งทั้งปวง
และในบางคัมภีร์ อาคาชะถูกอธิบายว่าเป็น "ความทรงจำของจักรวาล" ที่ทุกเหตุการณ์ทุกร่องรอยของการดำรงอยู่ถูกบันทึกไว้ชั่วนิรันดร์
แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดสู่โลกตะวันตกในชื่อ "อาคาชิค เรคคอด" ซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องเล่าของนักบวช เป็นตำนานที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์
แต่เมื่อฟิสิกส์ควอนตัมเริ่มพูดถึง "สนาม" ที่แผ่ซ่านทั่วจักรวาล "ข้อมูล" ที่เป็นรากฐานของสสาร และ "ความว่าง" ที่เต็มไปด้วยพลังงานมหาศาล เส้นแบ่งระหว่าง เรื่องเล่าของนักบวช กับ การค้นพบของนักฟิสิกส์ก็เริ่มพร่าเลือน
หลายคนพยายามเชื่อมโยงสองโลกนี้เข้าด้วยกัน บางครั้งก็ทำด้วยความระมัดระวัง บางครั้งก็ทำด้วยความใจร้อนเกินไป จนเกิดเป็น "วิทยาศาสตร์ปลอม" ที่บิดเบือนทั้งสองฝ่าย
ดังนั้น ก่อนจะเดินหน้าต่อไป เราจำเป็นต้องตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา อะไรคือสิ่งที่ฟิสิกส์พิสูจน์แล้วอย่างไม่ต้องสงสัย? อะไรคือการตีความของนักฟิสิกส์เฉพาะบางคนที่ยังเป็นที่ถกเถียง? และอะไรคือความเชื่อทางจิตวิญญาณที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับ?
การแยกแยะสามสิ่งนี้ออกจากกันไม่ใช่การปิดประตูต่อแนวคิดอาคาชิค หากแต่เป็นการทำให้การสนทนาระหว่างวิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณดำเนินไปอย่างซื่อสัตย์ ไม่ใช่บนฐานของความเข้าใจผิด
.
.
1. จอห์น วีลเลอร์ กับ "It from Bit"
1.1 วีลเลอร์คือใคร
หากจะกล่าวถึงนักฟิสิกส์ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางของฟิสิกส์ศตวรรษที่ 20 ชื่อของจอห์น อาร์ชิบัลด์ วีลเลอร์ย่อมต้องอยู่ในรายชื่อนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
เขาเกิดในปี 1911 ที่เมืองแจ็กสันวิลล์ รัฐฟลอริดา ในครอบครัวบรรณารักษ์และแม่บ้านธรรมดา ไม่มีวี่แววว่าเด็กชายจากครอบครัวชนชั้นกลางธรรมดาจะกลายมาเป็นผู้เปลี่ยนโฉมหน้าความเข้าใจของมนุษยชาติเกี่ยวกับจักรวาล
แต่ชีวิตของวีลเลอร์กลับเต็มไปด้วยจังหวะก้าวที่นำเขาไปสู่จุดศูนย์กลางของฟิสิกส์ยุคใหม่เสมอ
เขาได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์เมื่ออายุเพียง 21 ปี จากนั้นเดินทางไปศึกษาต่อกับนีลส์ โบร์ที่โคเปนเฮเกน ผู้เป็นปรมาจารย์แห่งกลศาสตร์ควอนตัมรุ่นบุกเบิก
การทำงานร่วมกับโบร์หล่อหลอมวิธีคิดของวีลเลอร์ให้สนใจ "ธรรมชาติของความจริง" ไม่ใช่เพียงการคำนวณตัวเลขให้แม่นยำเท่านั้น
ต่อมาเขาเข้าร่วมโครงการแมนฮัตตันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีส่วนร่วมในการพัฒนาระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลก และหลังจากสงครามสิ้นสุด เขากลับสู่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ที่ซึ่งเขาได้ร่วมงานกับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในช่วงบั้นปลายชีวิตของอัจฉริยะผู้นั้น
.
▪️สิ่งที่ทำให้วีลเลอร์เป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์มีหลายประการ
ประการแรก … เขาเป็นผู้บัญญัติศัพท์ "หลุมดำ" (Black Hole) ในปี 1967 ซึ่งกลายเป็นคำที่ติดอยู่ในภาษามนุษย์ตั้งแต่นั้นมา ก่อนหน้านั้นหลุมดำถูกเรียกว่า "ดาวฤกษ์ที่ยุบตัวด้วยแรงโน้มถ่วง" หรือ "วัตถุที่แสงหนีออกมาไม่ได้" ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ยาวและไม่ติดหู วีลเลอร์ย่อทั้งหมดนั้นเหลือเพียงสองพยางค์ที่ทรงพลัง
.
ประการที่สอง …เขาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของริชาร์ด ไฟน์แมน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1965 และกลายเป็นหนึ่งในนักฟิสิกส์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก ประการที่สาม เขาเป็นผู้วางรากฐานสำคัญของฟิสิกส์หลุมดำและทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20
.
แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อของวีลเลอร์ถูกอ้างถึงในหนังสือแนวจิตวิญญาณและปรัชญาอย่างกว้างขวางนั้น ไม่ใช่ผลงานด้านหลุมดำหรือสัมพัทธภาพ หากแต่เป็นคำถามที่เขาเสนอขึ้นในช่วงบั้นปลายชีวิต คำถามสั้นๆ สองคำที่อัดแน่นไปด้วยนัยทางปรัชญาอันมหาศาล: "It from Bit"
.
1.2 แนวคิด "It from Bit"
ในช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อวีลเลอร์อายุเข้าสู่วัยเจ็ดสิบกว่า ผ่านการทำงานกับนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่มาแล้วเกือบทุกคนในยุคนั้น เขาเริ่มตั้งคำถามที่ลึกที่สุดเท่าที่นักฟิสิกส์คนหนึ่งจะถามได้: "อะไรคือรากฐานของความจริง"
คำตอบที่เขากล้าที่จะเสนอต่อสาธารณะคือแนวคิดที่กลายเป็นวลีอมตะในวงการฟิสิกส์นับแต่นั้นมา
"It from Bit" แปลตรงตัวว่า "สิ่งนั้นมาจากบิต" คำว่า "บิต" (Bit) ในที่นี้ยืมมาจากทฤษฎีสารสนเทศที่โคลด แชนนอนวางรากฐานไว้ในช่วงทศวรรษ 1940
บิต คือหน่วยข้อมูลพื้นฐานที่สุดที่ประกอบด้วยสองสถานะเท่านั้น คือ 0 หรือ 1 ใช่หรือไม่ใช่ เปิดหรือปิด ทุกข้อมูลในโลกดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพถ่าย เสียงดนตรี หรือภาพยนตร์ ล้วนสามารถลดทอนลงเป็นลำดับของเลขศูนย์กับเลขหนึ่งทั้งสิ้น
สิ่งที่วีลเลอร์เสนอ คือ ทุกสิ่งในจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นอนุภาค สนามแรง กาลอวกาศ ล้วนมีรากฐานมาจาก "ข้อมูล" ไม่ใช่ "สสาร"
.
เขาเขียนอธิบายแนวคิดนี้ในบทความปี 1989 ชื่อ "Information, Physics, Quantum: The Search for Links" ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือรวมบทความ Complexity, Entropy, and the Physics of Information โดยกล่าวว่า
"ทุกอนุภาค ทุกสนามแรง แม้แต่กาลอวกาศเอง ล้วนมาจาก 'บิต' - จากการตอบคำถามแบบใช่/ไม่ใช่ - จากข้อมูลที่ถูกประมวลผล"
วลี "It from Bit" จึงเป็นการพลิกกลับความเข้าใจพื้นฐานของฟิสิกส์ทั้งมวล นับตั้งแต่ยุคของนิวตัน นักฟิสิกส์ทำงานภายใต้สมมติฐานว่า "สสาร" เป็นของจริงขั้นพื้นฐานที่สุดของจักรวาล
ส่วน "ข้อมูล" เป็นเพียงนามธรรมที่มนุษย์คิดขึ้นเพื่อใช้อธิบายสสารเท่านั้น ข้อมูลไม่มีอยู่จริงในตัวมันเอง มันเป็นเพียง "เงา" ของสสารในภาษามนุษย์
วีลเลอร์พลิกกลับความสัมพันธ์นี้โดยสิ้นเชิง เขาเสนอว่าแท้จริงแล้ว "ข้อมูล" ต่างหากที่เป็นของจริงขั้นพื้นฐานที่สุดของจักรวาล และ "สสาร" เป็นเพียง "การปรากฏตัว" ของข้อมูลในรูปแบบที่ประสาทสัมผัสของเรารับรู้ได้
.
เพื่อให้เห็นภาพ ลองนึกถึงหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังแสดงภาพถ่ายดอกไม้ ภาพดอกไม้นั้นดูเหมือนเป็น "ของจริง" ที่มีสีสันและรูปทรง แต่แท้จริงแล้วมันคือผลลัพธ์ของการประมวลผลข้อมูลเลขฐานสองจำนวนมหาศาลที่ถูกส่งผ่านสายเคเบิลและชิปประมวลผล
ภาพดอกไม้ไม่มี "เนื้อแท้" ในตัวมันเอง มันคือ "การแสดงผล" ของข้อมูลต่างหาก วีลเลอร์กำลังบอกว่าจักรวาลทั้งจักรวาลก็เช่นกัน สสารที่เรามองเห็น สัมผัส และเชื่อว่ามีอยู่จริงอย่างแข็งแกร่งนั้น แท้จริงแล้วคือ "การแสดงผล" ของข้อมูลในระดับที่ลึกกว่าที่เราคิด
.
.
1.3 นัยสำคัญของแนวคิด หากเป็นจริง
ถ้าแนวคิด "It from Bit" ของวีลเลอร์ถูกต้อง แม้เพียงบางส่วน ก็จะนำไปสู่ข้อสรุปที่พลิกโฉมความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับจักรวาลสามประการใหญ่
ประการแรก … "สสาร" ไม่ใช่ "ของจริง" ขั้นพื้นฐานอีกต่อไป แต่คือ "ผลลัพธ์" ของการประมวลผลข้อมูล ก้อนหิน ต้นไม้ ร่างกายมนุษย์ ดาวเคราะห์ ดาราจักร
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ "สิ่งที่มีอยู่เอง" ในความหมายดั้งเดิม หากแต่เป็น "แพตเทิร์นของข้อมูล" ที่ปรากฏตัวขึ้นในรูปแบบที่เรารับรู้ได้ สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าโลกเป็นภาพลวงตาที่ไม่มีอยู่จริง หากแต่หมายความว่า "ความจริง" ของโลกนั้นอยู่ในระดับที่ลึกกว่า "สสาร" ที่เราคุ้นเคย
.
ประการที่สอง …"ข้อมูล" ไม่ใช่สิ่งนามธรรมที่มนุษย์คิดขึ้นเพื่ออธิบายธรรมชาติ หากแต่คือ "วัตถุดิบ" ของจักรวาลเอง ข้อมูลมีสถานะทางภววิทยาเทียบเท่ากับสสารหรือพลังงาน หรืออาจจะพื้นฐานกว่าทั้งสองสิ่งเสียอีก นี่เป็นการยกระดับ "ข้อมูล" จากเครื่องมือทางความคิดของมนุษย์ ไปสู่สถานะของ "เนื้อแท้ของความจริง"
.
ประการที่สาม …จักรวาลไม่ใช่ "เครื่องจักร" ที่ทำงานตามกฎตายตัว แต่คือ "ระบบประมวลผลข้อมูล" ขนาดมหึมา กฎทางฟิสิกส์ไม่ได้เป็นเพียง "คำอธิบาย" พฤติกรรมของสสาร หากแต่เป็น "อัลกอริทึม" ที่ประมวลผลข้อมูลในระดับพื้นฐานที่สุดของความจริง
.
และถ้าทั้งสามประการนี้เป็นจริง จักรวาลก็ต้องมี "ฐานข้อมูล" หรือ "สนามข้อมูล" ที่รองรับการประมวลผลทั้งหมดนั้น ข้อมูลไม่ได้ลอยอยู่อย่างไร้โครงสร้าง มันต้องมี "ที่อยู่" มี "สนาม" ที่ข้อมูลถูกประมวลผลและถูกจัดเก็บ
และสนามข้อมูลนั้นเอง ตามการตีความของนักวิชาการสายอาคาชิค คือสิ่งที่นักปราชญ์โบราณเรียกว่า "อาคาชะ" เมื่อหลายพันปีก่อน
นี่คือจุดที่ฟิสิกส์ควอนตัมของศตวรรษที่ 20 เดินทางมาบรรจบกับคัมภีร์พระเวทของอินเดียโบราณ แนวคิด "It from Bit" ของวีลเลอร์กลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง "ข้อมูล" ของนักฟิสิกส์ กับ "อาคาชะ" ของนักปราชญ์
หากจักรวาลประกอบด้วยข้อมูลเป็นพื้นฐาน และข้อมูลนั้นต้องมี "สนาม" รองรับ สนามนั้นย่อมไม่ต่างจาก "อาคาชะ" ที่ถูกกล่าวถึงในคัมภีร์ฤคเวทเมื่อกว่าสามพันปีก่อน
แต่ก่อนจะรีบกระโดดข้ามสะพานนั้น เราต้องหยุดหายใจและตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาก่อน
.
.
1.4 สิ่งที่ต้องเข้าใจ: สถานะที่แท้จริงของแนวคิดนี้
การนำเสนอแนวคิด "It from Bit" ในหนังสือแนวจิตวิญญาณจำนวนมาก มักมีปัญหาสำคัญประการหนึ่ง: การเลื่อนสถานะจาก "สมมติฐาน" ไปเป็น "ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว" อย่างเงียบๆ โดยผู้อ่านไม่ทันสังเกต
ความเป็นจริงคือ แนวคิด "It from Bit" ยังเป็น "สมมติฐานเชิงปรัชญา" ไม่ใช่ "ทฤษฎีที่พิสูจน์แล้ว" แต่อย่างใด
วีลเลอร์เองเสนอแนวคิดนี้ในช่วงบั้นปลายชีวิตในฐานะ "คำถามที่ควรถาม" มากกว่า "คำตอบที่ค้นพบแล้ว" เขาไม่ได้ประกาศว่าตนเองได้ค้นพบความจริงสูงสุด หากแต่กำลังชี้ให้เห็นทิศทางที่ฟิสิกส์ควรสำรวจต่อไป เขากล่าวว่า "It from Bit" เป็น "สโลแกน" ที่ใช้กระตุ้นความคิด ไม่ใช่ "ทฤษฎี" ที่มีสมการรองรับ
นักฟิสิกส์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังไม่ยอมรับว่า "ข้อมูล" เป็นรากฐานของความจริงในแบบที่วีลเลอร์เสนอ แม้ทฤษฎีสารสนเทศควอนตัม (Quantum Information Theory) จะก้าวหน้าไปมากในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา นักฟิสิกส์ยังไม่สามารถตอบคำถามพื้นฐานได้ว่า "ข้อมูล" มีสถานะทางกายภาพอย่างไร
ข้อมูลเป็น "ของจริง" หรือเป็นเพียง "คำอธิบาย" ที่มนุษย์ใช้ในการคิด ยังไม่มีสมการหรือการทดลองใดที่พิสูจน์ได้ว่าจักรวาล "ประกอบด้วยข้อมูล" อย่างแท้จริงในความหมายที่วีลเลอร์เสนอ
มีความเป็นไปได้ที่ "ข้อมูล" อาจเป็นเพียง "เครื่องมือทางความคิด" ที่มนุษย์ใช้ อธิบาย ธรรมชาติ ไม่ใช่ธรรมชาติเองเป็น "ข้อมูล"
การที่เราใช้คณิตศาสตร์ซึ่งเป็นภาษาของมนุษย์อธิบายธรรมชาติได้อย่างแม่นยำ ไม่ได้หมายความว่าธรรมชาติ "เป็น" คณิตศาสตร์ เช่นเดียวกับการที่เราสามารถวาดแผนที่ประเทศไทยได้อย่างละเอียด ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทย "ประกอบด้วย" แผนที่
.
การอ้างถึงวีลเลอร์จึงควรทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง วีลเลอร์เป็นนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้มีผลงานมากมายที่ได้รับการยืนยันแล้ว แต่การที่นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่เสนอแนวคิดหนึ่ง ไม่ได้ทำให้แนวคิดนั้นเป็นจริงโดยอัตโนมัติ
ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์เต็มไปด้วยตัวอย่างของอัจฉริยะที่ผิดพลาด แม้แต่ไอน์สไตน์เองก็เคยปฏิเสธกลศาสตร์ควอนตัมอย่างผิดพลาด โดยยืนกรานว่า "พระเจ้าไม่เล่นลูกเต๋า" ทั้งที่การทดลองในเวลาต่อมาแสดงให้เห็นว่าธรรมชาติในระดับควอนตัมเต็มไปด้วยความน่าจะเป็นจริงๆ อัจฉริยภาพไม่ได้เป็นหลักประกันความถูกต้อง
.
ถึงกระนั้น แม้ "It from Bit" จะยังไม่ได้รับการพิสูจน์ แต่การที่นักฟิสิกส์ระดับวีลเลอร์กล้าที่จะตั้งคำถามเช่นนี้ ก็มีความหมายในตัวมันเอง มันแสดงให้เห็นว่าฟิสิกส์เดินทางมาถึงจุดที่คำถามเรื่อง "ธรรมชาติของข้อมูล" ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันของนักปรัชญาอีกต่อไป
หากแต่เป็นคำถามที่นักฟิสิกส์ต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้ และการเผชิญหน้ากับคำถามนี้เอง ที่จะนำเราไปสู่แนวคิดของนักฟิสิกส์อีกคนหนึ่งซึ่งกล้าที่จะไปไกลกว่านั้นอีก เดวิด โบห์ม และทฤษฎี "ระเบียบแฝง" ที่เสนอว่ามีระดับความจริงที่ลึกกว่าสสาร และทุกสิ่งเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว
.
.
2. David Bohm กับ "Implicate Order"
2.1 โบห์มคือใคร
ในบรรดานักฟิสิกส์แห่งศตวรรษที่ 20 เดวิด โบห์มคือบุคคลที่เดินทางใกล้เขตแดนระหว่างวิทยาศาสตร์กับปรัชญาตะวันออกมากที่สุดคนหนึ่ง และอาจจะเป็นคนที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดในหนังสือแนวจิตวิญญาณที่พยายามเชื่อมโยงฟิสิกส์ควอนตัมกับภูมิปัญญาโบราณ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เราต้องรู้จักเขาอย่างถูกต้องเสียก่อน
เดวิด โบห์ม เกิดในปี 1917 ที่เมืองวิลก์ส-แบร์รี รัฐเพนซิลเวเนีย ในครอบครัวผู้อพยพชาวยิวจากยุโรปตะวันออก บิดาของเขาทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และประสบความสำเร็จพอสมควร
แต่ชีวิตวัยเด็กของโบห์มไม่ได้ราบรื่นนัก เขาเป็นเด็กที่เก็บตัว ชอบคิดอะไรเงียบๆ คนเดียว และสนใจคำถามใหญ่ๆ เกี่ยวกับธรรมชาติของความจริงตั้งแต่ยังเล็ก
เขาเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตต และต่อด้วยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เบิร์กลีย์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของการวิจัยฟิสิกส์ระดับแนวหน้าของโลก ภายใต้การดูแลของ เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็น "บิดาแห่งระเบิดปรมาณู" และหัวหน้าโครงการแมนฮัตตัน
.
ชีวิตของโบห์มพลิกผันครั้งใหญ่เมื่อเขาถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ส่งผลให้เขาไม่สามารถเข้าร่วมโครงการแมนฮัตตันได้อย่างเป็นทางการ
และต่อมาเมื่อแม็กคาร์ธีล่าแม่มดทางการเมืองรุนแรงถึงขีดสุด เขาถูกเพิกถอนสิทธิการทำงานในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ โบห์มต้องลี้ภัยไปทำงานที่บราซิล อิสราเอล และสุดท้ายลงหลักปักฐานที่อังกฤษ ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ Birkbeck College มหาวิทยาลัยลอนดอน ไปจนตลอดชีวิต
แต่ก่อนจะถูกล่าแม่มดทางการเมือง โบห์มได้สร้างผลงานทางฟิสิกส์ที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางไว้แล้ว เขาเขียนตำรากลศาสตร์ควอนตัมมาตรฐานชื่อ Quantum Theory (1951) ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในมหาวิทยาลัยทั่วโลก
แม้แต่ไอน์สไตน์ยังเคยกล่าวถึงตำราเล่มนี้ว่า "ดีที่สุดเท่าที่เท่าที่เคยมีการเขียนอธิบายกลศาสตร์ควอนตัมมา"
และเมื่อโบห์มทำงานที่พรินซ์ตัน เขาได้สนทนากับไอน์สไตน์อย่างสม่ำเสมอ จนเกิดความสัมพันธ์เชิงมิตรภาพทางปัญญาที่ลึกซึ้ง ไอน์สไตน์เคยกล่าวถึงโบห์มว่าเป็น "คนเดียวที่สามารถอธิบายกลศาสตร์ควอนตัมให้เขาเข้าใจได้"
สิ่งที่ทำให้โบห์มแตกต่างจากนักฟิสิกส์ส่วนใหญ่คือ เขาไม่พอใจเพียง "ใช้" กลศาสตร์ควอนตัมคำนวณผลการทดลองให้แม่นยำ แต่เขาต้องการเข้าใจว่า "ความจริง" ที่กลศาสตร์ควอนตัมบอกใบ้นั้นคืออะไรกันแน่ และคำถามนี้เองที่จะพาเขาไปสู่การเสนอทฤษฎี "ระเบียบแฝง" อันเป็นที่กล่าวขวัญกันมาจนถึงปัจจุบัน
.
.
2.2 โครงสร้างของทฤษฎี Implicate Order
ในปี 1980 โบห์มตีพิมพ์หนังสือ Wholeness and the Implicate Order ซึ่งเป็นผลผลิตทางความคิดที่เขาสั่งสมมาเกือบสามสิบปี แกนกลางของหนังสือคือการเสนอว่า "ความจริง" ที่เรารับรู้ด้วยประสาทสัมผัสนั้นไม่ใช่ความจริงระดับพื้นฐานที่สุด แต่เป็นเพียง "การคลี่ออก" ของความจริงในระดับที่ลึกกว่าซึ่งโบห์มเรียกว่า "ระเบียบแฝง"
▪️โบห์มแบ่งความจริงออกเป็นสองระดับ
ระดับแรก … เรียกว่า "ระเบียบแฝง" หรือ "Implicate Order" ในภาษาอังกฤษ คำว่า "Implicate" มาจากรากศัพท์ภาษาละติน implicare ซึ่งแปลว่า "พับเข้า" หรือ "ซ่อนไว้ภายใน" โบห์มอธิบายว่านี่คือระดับที่ลึกที่สุดของความจริง ทุกสิ่งอยู่ใน "สถานะที่พับซ่อนไว้" อยู่ในกันและกัน ไม่มี "เวลา" และ "พื้นที่" ในแบบที่เราคุ้นเคย และตามการตีความของโบห์มเอง ข้อมูลทั้งหมดของจักรวาลอยู่ในระดับนี้
.
ระดับที่สอง … เรียกว่า "ระเบียบปรากฏ" หรือ "Explicate Order" คำว่า "Explicate" มาจากรากศัพท์เดียวกัน หมายถึง "คลี่ออก" หรือ "เผยออกมา" นี่คือโลกที่เรารับรู้ด้วยประสาทสัมผัส โลกที่ทุกสิ่ง "คลี่ออก" เป็นวัตถุแยกจากกัน มีเวลา มีพื้นที่ มีเหตุมีผล มีต้นมีปลาย มีเกิดมีดับ
.
การเปรียบเทียบของโบห์มที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดคือภาพของ "กระแสน้ำวน" ในแม่น้ำ หากเรามองแม่น้ำที่ไหลผ่านก้อนหินหรือตอม่อสะพาน เราจะเห็น "กระแสน้ำวน" ปรากฏขึ้น ณ จุดหนึ่ง ดูเหมือนเป็น "สิ่งหนึ่ง" ที่มีตัวตนของตัวเอง มีขอบเขต มีรูปร่าง มันหมุนวนอยู่อย่างนั้นชั่วเวลาหนึ่ง แล้วก็สลายตัวหายไปกลับคืนสู่แม่น้ำ
หากเราไม่เห็นแม่น้ำทั้งหมด หากเราเห็นเพียงกระแสน้ำวน เราอาจเข้าใจผิดว่ากระแสน้ำวนคือ "สิ่งที่มีอยู่จริง" แยกจากกันเป็นเอกเทศ
แต่ความจริงแล้ว กระแสน้ำวนไม่เคยแยกจากแม่น้ำเลยแม้แต่วินาทีเดียว มันคือ "การคลี่ออก" ของการไหลของแม่น้ำเดียวกันชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็สลายกลับคืนสู่แม่น้ำ กระแสน้ำวนไม่มี "เนื้อแท้" ของตัวเอง มีแต่การเคลื่อนไหวของแม่น้ำทั้งสายที่แสดงตัวออกมาชั่วคราว
โลกที่เราเห็นคือ "กระแสน้ำวน" ส่วน "ระเบียบแฝง" คือแม่น้ำทั้งสาย
ทุกวัตถุที่เรารับรู้ ไม่ว่าจะเป็นก้อนหิน ต้นไม้ ร่างกายมนุษย์ ดาวเคราะห์ หรือแม้แต่กาแล็กซีทั้งกาแล็กซี ล้วนเป็น "กระแสน้ำวน" ที่คลี่ออกมาจากระเบียบแฝงชั่วขณะหนึ่ง แล้วจะสลายกลับคืนสู่ระเบียบแฝงเสมอ
ไม่มีสิ่งใดแยกจากกันอย่างแท้จริงในระดับลึกที่สุด ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันเป็น "องค์รวมที่ไม่แบ่งแยก" ซึ่งโบห์มเรียกว่า "Undivided Wholeness"
.
โบห์มยังใช้การทดลองทางความคิดอีกอย่างหนึ่งเพื่ออธิบายแนวคิดนี้ เขาให้เรานึกถึงหยดหมึกที่หยดลงในของเหลวหนืดที่อยู่ในภาชนะทรงกระบอก จากนั้นให้หมุนภาชนะนั้นช้าๆ หยดหมึกจะค่อยๆ กระจายตัวออกจนดูเหมือนหายไปในของเหลวทั้งหมด
แต่หากเราหมุนภาชนะย้อนกลับ หยดหมึกจะค่อยๆ รวมตัวกันใหม่จนกลับมาเป็นหยดเดิมอีกครั้งหนึ่ง ใน "ระเบียบแฝง" หยดหมึกไม่ได้หายไปไหน มันเพียง "พับ" เข้าไปในการเคลื่อนไหวของของเหลวทั้งหมด และสามารถ "คลี่" ออกมาใหม่ได้เมื่อเงื่อนไขเหมาะสม
นี่คือหัวใจของทฤษฎี Implicate Order: ทุกสิ่งไม่ได้หายไปจากจักรวาล มันเพียง "พับ" กลับเข้าไปในระเบียบแฝง และอาจ "คลี่" ออกมาอีกครั้งหนึ่งในรูปแบบใหม่
.
.
2.3 ความหมายต่อแนวคิดอาคาชิค ตามการตีความของนักวิชาการรุ่นหลัง
ทฤษฎีของโบห์มไม่ได้กล่าวถึงคำว่า "อาคาชิค" เลยแม้แต่ครั้งเดียวในหนังสือ Wholeness and the Implicate Order
แต่เมื่อนักวิชาการรุ่นหลัง โดยเฉพาะเออร์วิน ลาสซ์โล ได้นำแนวคิดของโบห์มมาเชื่อมโยงกับแนวคิดอาคาชิค การตีความของพวกเขาได้ขยายความหมายของทฤษฎีโบห์มออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
ภายใต้กรอบการตีความแบบอาคาชิค ทฤษฎีของโบห์มมีความหมายสำคัญสามประการ
ประการแรก …ข้อมูลไม่สูญหาย ทุกสิ่งที่ "คลี่ออก" มาแล้วจะ "พับกลับ" ไปอยู่ในระเบียบแฝงเสมอ ไม่มีอะไรหายไปจากจักรวาล หากเปรียบกับตัวอย่างหยดหมึก หยดหมึกไม่ได้ถูกทำลายเมื่อมันกระจายตัวหายไป มันเพียงพับเข้าไปในการเคลื่อนไหวของของเหลวทั้งหมด และสามารถคลี่กลับออกมาได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ทุกเหตุการณ์ ทุกความคิด ทุกการกระทำ ทุกสิ่งที่เคยปรากฏในระเบียบปรากฏ จะถูก "พับ" กลับเข้าไปในระเบียบแฝง และจะยังคงอยู่ที่นั่นในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งตลอดไป
.
ประการที่สอง …ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันในระดับลึก แม้ในระเบียบปรากฏ สิ่งต่างๆ จะดูแยกจากกันเป็นเอกเทศ ต้นไม้ต้นหนึ่งดูเหมือนแยกจากแม่น้ำสายหนึ่ง มนุษย์คนหนึ่งดูเหมือนแยกจากดวงดาวบนท้องฟ้า แต่ในระดับระเบียบแฝง ทุกสิ่งคือ "ส่วนหนึ่งของทั้งหมดเดียวกัน" ไม่มีสิ่งใดแยกจากกันอย่างแท้จริง ความรู้สึกว่า "ฉัน" แยกจาก "โลก" เป็นเพียงผลพลอยได้ของการรับรู้ในระเบียบปรากฏเท่านั้น
.
ประการที่สาม …การรับรู้ของมนุษย์ถูกจำกัด มนุษย์รับรู้ได้แค่ "ระเบียบปรากฏ" ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ต่อยอดประสาทสัมผัสเหล่านั้น แต่ "ระเบียบแฝง" คือระดับที่ข้อมูลทั้งหมดถูกเก็บไว้ เป็นระดับที่เกินขอบเขตการรับรู้ปกติของมนุษย์ และการเข้าถึงระเบียบแฝงอาจต้องใช้ "ประสาทสัมผัส" อีกรูปแบบหนึ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่พัฒนา
.
ภายใต้การตีความเช่นนี้ ทฤษฎี Implicate Order ของโบห์มจึงกลายเป็น "รากฐานทางฟิสิกส์" ที่รองรับแนวคิดเรื่องอาคาชิค เรคคอด หากมี "ระเบียบแฝง" ที่ทุกสิ่งพับซ่อนอยู่จริง
ระเบียบแฝงนั้นก็คือ "สนามข้อมูล" ที่ทุกเหตุการณ์ในจักรวาลถูกบันทึกไว้ การ "อ่าน" อาคาชิค เรคคอด ก็คือการ "เข้าถึง" ระเบียบแฝงนั้นเอง
นี่คือการตีความที่ทรงพลังและน่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง แต่ก่อนจะรีบสรุปเช่นนั้น เราต้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ทฤษฎีของโบห์มมีสถานะทางวิทยาศาสตร์อย่างไร และการตีความของนักวิชาการรุ่นหลังนั้นตรงกับสิ่งที่โบห์มเองกล่าวไว้หรือไม่
.
.
2.4 สิ่งที่ต้องเข้าใจ: ข้อจำกัดของทฤษฎีโบห์ม
ในการประเมินทฤษฎี Implicate Order อย่างซื่อสัตย์ต่อผู้อ่าน จำเป็นต้องนำเสนอข้อจำกัดสามประการอย่างตรงไปตรงมา
ข้อจำกัดประการแรก …ทฤษฎี Implicate Order ไม่ได้รับการยอมรับจากฟิสิกส์กระแสหลักว่าเป็น "ทฤษฎีฟิสิกส์" ในความหมายปกติ ฟิสิกส์มาตรฐานพิสูจน์ทฤษฎีด้วย "การทำนายที่ทดสอบได้"
ทฤษฎีที่ดีต้องสามารถทำนายผลการทดลองที่ยังไม่ได้ทำ และการทดลองนั้นต้องสามารถยืนยันหรือหักล้างทฤษฎีได้ แต่ Implicate Order ไม่มีสมการที่สามารถทำนายผลการทดลองใหม่ๆ ได้ อย่างน้อยก็ในรูปแบบที่นักฟิสิกส์ส่วนใหญ่ยอมรับ ด้วยเหตุนี้
นักฟิสิกส์จำนวนมากจึงมองว่างานช่วงหลังของโบห์มเป็น "ปรัชญาฟิสิกส์" มากกว่า "ฟิสิกส์เชิงทฤษฎี" ที่ใช้กันตามปกติ มันเป็นความคิดที่งดงามและลึกซึ้งทางปรัชญา แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ของ "ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์" ที่สามารถตรวจสอบได้
.
ข้อจำกัดประการที่สอง …โบห์มได้รับอิทธิพลจากจิตวิญญาณตะวันออกอย่างมากและอย่างจงใจ โบห์มสนิทสนมกับ จิดดู กฤษณมูรติ นักปราชญ์ชาวอินเดียผู้มีชื่อเสียงระดับโลก
ทั้งสองพบกันครั้งแรกในปี 1961 และต่อมาสนทนากันอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลากว่าสองทศวรรษ กฤษณมูรติมีอิทธิพลต่อวิธีคิดของโบห์มอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง "ผู้สังเกตคือสิ่งที่ถูกสังเกต" ซึ่งตรงกับที่โบห์มพบในกลศาสตร์ควอนตัมพอดี
งานช่วงหลังของโบห์มผสมผสานปรัชญาตะวันออกกับฟิสิกส์อย่างจงใจ นี่ไม่ใช่ข้อเสียในตัวมันเอง หากแต่เป็นสิ่งที่ผู้อ่านต้องรู้เมื่อประเมินงานของเขา หากเราอ่านโบห์มโดยไม่รู้ภูมิหลังข้อนี้ เราอาจเข้าใจผิดคิดว่างานของเขาเป็น "ฟิสิกส์บริสุทธิ์" ที่มาจากการคำนวณและการทดลองเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วมันคือการผสมผสานระหว่างฟิสิกส์กับปรัชญาตะวันออกอย่างรู้ตัว
.
ข้อจำกัดประการที่สาม …และสำคัญที่สุดต่อการเชื่อมโยงกับอาคาชิค "การบันทึกข้อมูล" ไม่ใช่สิ่งที่โบห์มกล่าวถึงโดยตรง โบห์มพูดถึง "การพับเข้าและคลี่ออก" ของความจริง
พูดถึง "องค์รวมที่ไม่แบ่งแยก" พูดถึง "ระเบียบแฝง" ที่ทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน แต่เขาไม่ได้พูดถึง "การบันทึกประวัติศาสตร์" หรือ "การเก็บข้อมูลเหตุการณ์" ในแบบที่แนวคิดอาคาชิค เรคคอดกล่าวถึง
เขาไม่ได้เสนอว่าระเบียบแฝงทำหน้าที่เป็น "ฐานข้อมูล" ที่เก็บทุกเหตุการณ์ไว้ให้อ่านได้ในภายหลัง เขาเพียงเสนอว่าทุกสิ่ง "พับ" เข้าไปในระเบียบแฝงและ "คลี่" ออกมาใหม่ ความหมายที่แน่นอนของ "การพับเข้า" นั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่
.
.
การตีความว่า Implicate Order คือ "ฐานข้อมูลของจักรวาล" หรือ "สนามอาคาชิค" นั้น เป็นการตีความของลาสซ์โลและนักคิดรุ่นหลัง ไม่ใช่ของโบห์มเอง
นี่ไม่ได้หมายความว่าการตีความเช่นนั้นผิดโดยอัตโนมัติ แต่หมายความว่าผู้อ่านต้องแยกแยะให้ออกว่า สิ่งใดคือสิ่งที่โบห์มกล่าวไว้จริงๆ และสิ่งใดคือสิ่งที่นักวิชาการรุ่นหลัง "ต่อยอด" หรือ "ตีความเพิ่มเติม"
ถึงกระนั้น แม้เราจะไม่รีบกระโดดไปสู่ข้อสรุปเรื่องอาคาชิค ทฤษฎีของโบห์มก็ยังคงมีความสำคัญอย่างมหาศาล เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ฟิสิกส์ควอนตัมได้เปิดประตูไปสู่คำถามเรื่อง "ความจริง" ที่ลึกซึ้งกว่าระดับประสาทสัมผัส
และคำถามเหล่านี้เป็นคำถามเดียวกับที่นักปราชญ์ตะวันออกถามเมื่อหลายพันปีก่อน การที่โบห์มกล้าที่จะเสนอว่า "โลกที่เราเห็นไม่ใช่ความจริงขั้นพื้นฐานที่สุด" นั้น ไม่ต่างจากที่คัมภีร์พระเวทกล่าวถึง "มายา" หรือภาพลวงตาที่ซ้อนทับความจริงอันลึกซึ้งกว่าไว้
.
.
3. ทฤษฎีสนามควอนตัมกับความว่างที่ไม่ว่างเปล่า
3.1 จากอนุภาคสู่สนาม
ในช่วงทศวรรษ 1920 ถึง 1940 ฟิสิกส์ได้ผ่านการปฏิวัติทางความคิดครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อนักฟิสิกส์ค้นพบว่า "อนุภาค" ซึ่งเคยถูกเชื่อว่าเป็น "จุดเล็กๆ" ที่สุดของสสาร ไม่ใช่ "จุด" เลยแม้แต่น้อย
แท้จริงแล้ว สิ่งที่เราเรียกว่าอนุภาคคือ "การสั่นสะเทือน" ของ "สนาม" ที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วจักรวาล
เพื่อให้เห็นภาพการปฏิวัติครั้งนี้ ลองย้อนกลับไปมองภาพโลกแบบเก่าเสียก่อน ในฟิสิกส์ยุคนิวตัน สสารประกอบด้วยอนุภาคเล็กๆ ที่มี "ตัวตน" แข็งแกร่งเหมือนลูกบิลเลียดจิ๋วๆ จำนวนมหาศาล
อนุภาคเหล่านี้มีตำแหน่งแน่นอน มีความเร็วแน่นอน และเคลื่อนที่ไปตามกฎของนิวตันอย่างเที่ยงตรง จักรวาลคือเวทีอันกว้างใหญ่ที่อนุภาคเหล่านี้แสดงบทบาทของมัน
แต่กลศาสตร์ควอนตัมทำลายภาพนั้นลงอย่างสิ้นเชิง และทฤษฎีสนามควอนตัมซึ่งพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1920–1940 ก็สร้างภาพใหม่ขึ้นมาแทนที่อย่างสิ้นเชิง
.
ตามทฤษฎีสนามควอนตัม จักรวาลไม่ได้ประกอบด้วย "อนุภาค" หากแต่ประกอบด้วย "สนาม" หลายชนิดที่แผ่ซ่านอยู่ทุกหนทุกแห่ง มี "สนามอิเล็กตรอน" ที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล มี "สนามโฟตอน" ที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาล
มี "สนามควาร์ก" "สนามฮิกส์" "สนามนิวตริโน" และอื่นๆ อีกมากมาย สนามเหล่านี้ซ้อนทับกันอยู่ทุกจุดของอวกาศ ไม่มีที่ใดในจักรวาลที่ปราศจากสนามเหล่านี้
แล้ว "อนุภาค" คืออะไรในภาพใหม่นี้ คำตอบของทฤษฎีสนามควอนตัมคือ อนุภาคคือ "คลื่นที่ถูกกระตุ้น" ในสนามเหล่านี้ชั่วขณะหนึ่ง
เปรียบเหมือนคลื่นในทะเลที่ปรากฏขึ้นแล้วก็สลายไป แต่ทะเลยังคงอยู่ อิเล็กตรอนตัวหนึ่งที่เราตรวจจับได้ในการทดลอง ไม่ใช่ "ลูกบิลเลียดจิ๋ว" หากแต่คือ "การสั่นสะเทือนเฉพาะแบบหนึ่ง" ของสนามอิเล็กตรอนที่ปรากฏตัวขึ้นชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็สลายกลับคืนสู่สนามตามเดิม
นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการเปลี่ยนภาพจาก "ลูกบิลเลียด" เป็น "คลื่น" เสียอีก เพราะมันหมายความว่า "สสาร" ไม่ได้มีอยู่จริงในแบบที่เราคิด สิ่งที่มีอยู่จริงขั้นพื้นฐานคือ "สนาม" ที่มองไม่เห็น แผ่ซ่านอยู่ทั่วจักรวาล และ "อนุภาค" เป็นเพียง "อาการแสดงออก" ของสนามเหล่านั้นเท่านั้น
โลกที่เรามองเห็น สัมผัส และเชื่อว่ามีอยู่จริงอย่างแข็งแกร่ง แท้จริงแล้วคือ "ฟองคลื่น" ที่เกิดขึ้นและดับลงบน "มหาสมุทรของสนาม" ที่มองไม่เห็น
.
.
3.2 ความว่างที่ไม่ว่างเปล่า
ผลพวงที่สำคัญที่สุดและน่าตะลึงที่สุดของทฤษฎีสนามควอนตัมคือการค้นพบว่า "สุญญากาศ" (Vacuum) ที่เราคิดว่า "ว่างเปล่า" ไม่ได้ว่างเปล่าเลยแม้แต่น้อย
ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า "สุญญากาศ" หมายถึงพื้นที่ที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอากาศ ไม่มีสสาร ไม่มีสิ่งใดทั้งสิ้น เป็น "ความว่าง" ที่แท้จริง แต่เมื่อนักฟิสิกส์นำทฤษฎีสนามควอนตัมมาวิเคราะห์ว่า "สุญญากาศ" ที่แท้จริงคืออะไร พวกเขาพบสิ่งที่เหลือเชื่อ
ในทุกจุดของอวกาศ แม้ในที่ที่ไม่มีสสารใดๆ เลย ก็ยังมี "กิจกรรม" เกิดขึ้นตลอดเวลา
อนุภาคเสมือนหรือ Virtual Particles เกิดและดับอยู่ตลอดเวลา ราวกับฟองอากาศเล็กๆ ที่ผุดขึ้นจากผิวน้ำและแตกหายไปในชั่วพริบตา
อนุภาคเหล่านี้เรียกว่า "เสมือน" เพราะมันเกิดขึ้นและดับเร็วเกินกว่าที่จะตรวจจับได้โดยตรง แต่ผลของมันต่อระบบฟิสิกส์สามารถวัดได้อย่างแม่นยำ และได้รับการยืนยันจากการทดลองมากมาย
สนามควอนตัมสั่นสะเทือนไม่เคยหยุด แม้ในสุญญากาศที่สมบูรณ์แบบที่สุด สนามอิเล็กตรอน สนามโฟตอน สนามควาร์ก ทุกสนามยังคงสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา ไม่มีช่วงเวลาใดที่สนามเหล่านี้ "สงบนิ่ง" อย่างแท้จริง
พลังงานจุดศูนย์หรือ Zero-Point Energy มีอยู่ทุกหนแห่ง แม้ที่อุณหภูมิศูนย์สัมบูรณ์ เมื่อความร้อนทั้งหมดถูกดึงออกไปจนหมด พลังงานบางส่วนยังคงเหลืออยู่ เป็น "พลังงานพื้น" ของจักรวาลที่ไม่สามารถกำจัดออกไปได้ ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม
นี่คือสิ่งที่นักฟิสิกส์เรียกว่า "ความว่างที่ไม่ว่างเปล่า" ความว่างที่แท้จริงกลับเต็มไปด้วยพลังงานและการเคลื่อนไหวที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง
.
และนี่คือจุดที่นักปราชญ์อินเดียโบราณดูเหมือนจะ "รู้ล่วงหน้า" มาก่อน เมื่อหลายพันปีก่อน คัมภีร์พระเวทกล่าวถึง "อาคาชะ" ซึ่งเป็นธาตุที่ห้า อันเป็น "ที่ว่าง" ที่รองรับสรรพสิ่งทั้งปวง
อาคาชะไม่ได้ถูกมองว่าเป็น "ความว่างเปล่า" หากแต่เป็น "ภาชนะ" ที่เต็มไปด้วยศักยภาพของทุกสิ่ง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในจักรวาลล้วนเกิดขึ้น "ใน" อาคาชะ และอาคาชะเองก็ไม่เคยว่างเปล่า มันเต็มไปด้วย "ศักยภาพ" ที่ยังไม่ปรากฏตัว
นักฟิสิกส์แห่งศตวรรษที่ 20 ค้นพบ "ความว่างที่ไม่ว่างเปล่า" ด้วยภาษาของคณิตศาสตร์และการทดลอง นักปราชญ์อินเดียกล่าวถึง "อาคาชะ" ด้วยภาษาของสมาธิและการหยั่งรู้ภายใน
ทั้งสองอาจกำลังพูดถึงสิ่งเดียวกันหรือไม่ คำถามนี้มีเสน่ห์ชวนติดตามอย่างยิ่ง แต่ก่อนจะตอบ เราต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่สบายใจที่สุดประการหนึ่งของฟิสิกส์สมัยใหม่เสียก่อน
.
.
3.3 สิ่งที่ต้องเข้าใจ: ปัญหา "Vacuum Catastrophe"
เมื่อกล่าวถึงพลังงานสุญญากาศ จำเป็นต้องนำเสนอภาพที่ครบถ้วน ไม่ใช่เพียงภาพที่สวยงามและน่าตื่นเต้นเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว นักฟิสิกส์เองก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า "เราไม่เข้าใจธรรมชาติของสุญญากาศอย่างแท้จริง"
หลักฐานของความไม่เข้าใจนี้คือสิ่งที่เรียกว่า "Vacuum Catastrophe" ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น "ความคลาดเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์"
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อนักฟิสิกส์คำนวณพลังงานสุญญากาศจากทฤษฎีสนามควอนตัม ผลที่ได้ออกมานั้นมหาศาลอย่างเหลือเชื่อ
ทฤษฎีทำนายว่าพลังงานในสุญญากาศหนึ่งลูกบาศก์เซนติเมตรควรมีค่ามหาศาลจนเกินจินตนาการ แต่เมื่อนักฟิสิกส์วัดพลังงานสุญญากาศจริงจากปรากฏการณ์พลังงานมืด (Dark Energy) ซึ่งเป็นแรงที่ทำให้เอกภพขยายตัวด้วยความเร่ง กลับพบว่าค่าที่วัดได้นั้นน้อยกว่าค่าที่คำนวณได้ถึงประมาณ 10^120 เท่า
เลข 10 ยกกำลัง 120 คือเลข 1 ตามด้วยศูนย์อีก 120 ตัว เป็นตัวเลขที่ใหญ่เกินกว่าที่จิตใจมนุษย์จะจินตนาการได้ จำนวนอะตอมทั้งหมดในเอกภพที่สังเกตได้มีประมาณ 10^80 เท่านั้น ความคลาดเคลื่อนที่ว่านี้จึงใหญ่กว่าจำนวนอะตอมทั้งหมดในเอกภพเสียอีก
.
นี่คือความไม่สอดคล้องระหว่างทฤษฎีกับการสังเกตที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ ไม่มีทฤษฎีใดในประวัติศาสตร์ทำนายผิดพลาดขนาดนี้ แล้วยังถูกใช้ต่อไปอย่างแพร่หลาย
ทฤษฎีสนามควอนตัมทำนายผลการทดลองอื่นๆ ได้อย่างแม่นยำถึงทศนิยมตำแหน่งที่สิบสอง แต่เมื่อใช้ทำนายพลังงานสุญญากาศ มันกลับผิดพลาดถึง 120 อันดับขนาด
หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเราไม่เข้าใจธรรมชาติของสุญญากาศอย่างแท้จริง ทฤษฎีสนามควอนตัมของเราทำงานได้ดีเยี่ยมเมื่อใช้คำนวณปฏิสัมพันธ์ของอนุภาค แต่เมื่อต้องเผชิญกับคำถามว่า "สุญญากาศคืออะไร" เรากลับไม่มีคำตอบที่เชื่อถือได้เลย
.
การนำ "พลังงานมหาศาลของสุญญากาศ" มาใช้สนับสนุนแนวคิดอาคาชิค โดยไม่กล่าวถึง vacuum catastrophe คือการเลือกใช้ข้อมูลอย่างไม่ครบถ้วน
นักฟิสิกส์เองก็ยอมรับว่าเรายังไม่รู้ว่าความว่างนั้นคืออะไร การกล่าวว่า "สุญญากาศเต็มไปด้วยพลังงานมหาศาล นักปราชญ์โบราณกล่าวถึงอาคาชะว่ามีศักยภาพไม่จำกัด
ดังนั้นทั้งสองสิ่งคือสิ่งเดียวกัน" เป็นการก้าวข้ามความไม่รู้อันใหญ่หลวงของฟิสิกส์ไปอย่างเงียบๆ ทั้งที่จริงแล้ว vacuum catastrophe ควรทำให้เราถ่อมตัวลงว่า เราอาจจะเข้าใจสุญญากาศผิดไปโดยสิ้นเชิงก็ได้
.
.
3.4 "ความว่าง" บันทึกข้อมูลได้หรือไม่
เมื่อการสนทนาเคลื่อนมาถึงจุดที่บางคนเริ่มกล่าวว่า "ทุกเหตุการณ์ในจักรวาลคือการรบกวนสนามควอนตัม และการรบกวนนั้นจะทิ้งร่องรอยไว้ในสนามตลอดไป"
เราจำเป็นต้องหยุดและตรวจสอบข้ออ้างนี้อย่างละเอียด เพราะนี่คือจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างทฤษฎีสนามควอนตัมกับแนวคิดอาคาชิค เรคคอด
หาก "ความว่าง" บันทึกข้อมูลทุกอย่างได้จริง อาคาชิค เรคคอดก็จะมี "กลไกทางฟิสิกส์" ที่รองรับ แต่ความเป็นจริงทางฟิสิกส์กลับไม่สนับสนุนข้ออ้างนี้มากนัก
ประการแรก …สนามควอนตัมเป็นโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ที่อธิบายพฤติกรรมของอนุภาค ไม่มีหลักฐานว่าสนามควอนตัม "เก็บประวัติศาสตร์" ของเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ สนามเป็นเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่เราใช้คำนวณว่าอนุภาคจะปรากฏที่ใด มีพลังงานเท่าใด มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร มันไม่ได้เป็น "ผืนผ้าที่จดบันทึก" ทุกเหตุการณ์ไว้ การกล่าวว่าสนาม "เก็บข้อมูล" เป็นการให้คุณสมบัติแก่สนามเกินกว่าที่ฟิสิกส์สนับสนุน
.
ประการที่สอง …ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Quantum Decoherence แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลควอนตัมสามารถ "รั่วไหล" เข้าสู่สิ่งแวดล้อมและไม่สามารถกู้คืนได้ในทางปฏิบัติ เมื่อระบบควอนตัมสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ข้อมูลควอนตัมของระบบจะกระจายออกไปเป็น "ความพัวพัน" กับสิ่งแวดล้อมจำนวนมหาศาล จนไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้ด้วยเทคโนโลยีใดๆ ที่เรารู้จัก นี่ตรงข้ามกับแนวคิด "การบันทึกถาวร" ที่อาคาชิค เรคคอดกล่าวถึง หากจักรวาลบันทึกข้อมูลทุกอย่างไว้จริง ข้อมูลนั้นก็ไม่ควร "รั่วไหล" จนกู้คืนไม่ได้
.
ประการที่สาม …แนวคิดเรื่อง "ร่องรอยในตัวกลางที่คงอยู่ตลอดไป" ใกล้เคียงกับแนวคิด "อีเทอร์" ของศตวรรษที่ 19 ซึ่งถูกปฏิเสธโดยทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์และการทดลองของไมเคิลสันและมอร์ลีย์
เมื่อปลายศตวรรษที่ 19 นักฟิสิกส์เชื่อว่ามี "อีเทอร์" เป็นตัวกลางที่คลื่นแสงเดินทางผ่าน คล้ายคลื่นเสียงที่ต้องมีอากาศเป็นตัวกลาง แต่การทดลองของไมเคิลสันและมอร์ลีย์ในปี 1887 ไม่พบร่องรอยของอีเทอร์เลย
และทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์ในปี 1905 ก็แสดงให้เห็นว่าแสงเดินทางในสุญญากาศได้โดยไม่ต้องมีตัวกลางใดๆ แนวคิดเรื่อง "ตัวกลางที่บันทึกทุกสิ่ง" จึงมีประวัติศาสตร์ที่ไม่สู้ดีในฟิสิกส์
.
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดอาคาชิคผิดโดยสิ้นเชิง แต่มันหมายความว่า การใช้ทฤษฎีสนามควอนตัมเป็น "หลักฐาน" สนับสนุนอาคาชิคนั้นยังมีช่องโหว่มากมายเกินกว่าที่จะยอมรับได้อย่างสบายใจ
ผู้ที่ต้องการเชื่อมโยงฟิสิกส์กับอาคาชิคต้องทำงานหนักกว่านี้มาก ต้องแสดงให้เห็นว่า "กลไกการบันทึก" ที่เสนอไว้นั้นสอดคล้องกับปรากฏการณ์ Quantum Decoherence อย่างไร และต้องอธิบายว่าทำไม "การบันทึก" ถึงไม่ขัดแย้งกับทฤษฎีสัมพัทธภาพที่ปฏิเสธแนวคิด "ตัวกลาง" มาแล้ว
ถึงตรงนี้ เราจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า การเชื่อมโยงฟิสิกส์ควอนตัมกับแนวคิดอาคาชิคนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่หนังสือแนวจิตวิญญาณบางเล่มนำเสนอ มันเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ และความไม่รู้ที่นักฟิสิกส์เองก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับด้วยว่า ฟิสิกส์ควอนตัมได้พาเรามาถึงจุดที่ "ความจริง" กับ "ตำนาน" เริ่มทับซ้อนกันอย่างน่าประหลาดใจ
สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็น "เรื่องเล่าของนักบวช" กลับกลายเป็น "คำถามที่นักฟิสิกส์ต้องเผชิญ"
และในส่วนต่อไป เราจะสำรวจหลักฐานจากกลศาสตร์ควอนตัมที่ทำให้นักฟิสิกส์บางคนเริ่มสงสัยว่า "ข้อมูล" อาจเป็นพื้นฐานของความจริงมากกว่า "สสาร" และนี่คือจุดที่การสนทนาระหว่างฟิสิกส์กับจิตวิญญาณจะเข้มข้นที่สุด
.
.
4. จักรวาลคือข้อมูล ไม่ใช่สสาร: หลักฐานและการตีความ
4.1 หลักฐานจากกลศาสตร์ควอนตัม
เมื่อเรากล่าวว่า "ข้อมูล" มีบทบาทสำคัญในธรรมชาติ ไม่ใช่การกล่าวลอยๆ หากแต่มีผลการทดลองที่ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานเกือบศตวรรษรองรับอยู่
ผลการทดลองเหล่านี้ไม่ได้พิสูจน์โดยตรงว่า "ข้อมูลคือรากฐานของความจริง" แต่ทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า "ข้อมูล" ไม่ใช่เพียงนามธรรมที่มนุษย์คิดขึ้น หากแต่มีบทบาทสำคัญในระดับพื้นฐานที่สุดของธรรมชาติ
การทดลองแรกที่ต้องกล่าวถึง คือ การทดลองช่องคู่ หรือ Double-Slit Experiment ซึ่งริชาร์ด ไฟน์แมนเคยกล่าวไว้ว่าเป็น "หัวใจของกลศาสตร์ควอนตัม" และเป็น "ปริศนาที่ไม่มีใครเข้าใจอย่างแท้จริง"
การทดลองนี้เริ่มต้นง่ายๆ ยิงอนุภาค เช่น อิเล็กตรอน ผ่านแผ่นกั้นที่มีช่องสองช่อง แล้วดูว่าอิเล็กตรอนตกกระทบจอด้านหลังอย่างไร หากอิเล็กตรอนเป็น "ลูกบิลเลียดจิ๋ว" ตามสามัญสำนึก มันควรจะผ่านช่องใดช่องหนึ่งแล้วตกกระทบจอเป็นแถบสองแถบตรงกับตำแหน่งของช่องทั้งสอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น
เมื่อยิงอิเล็กตรอนทีละตัวผ่านช่องคู่ รอยตกกระทบบนจอค่อยๆ ก่อตัวเป็น "แถบลายคลื่นแทรกสอด" ซึ่งเป็นรูปแบบที่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออิเล็กตรอนผ่านทั้งสองช่องพร้อมกันราวกับเป็นคลื่น
แล้วคลื่นที่ผ่านทั้งสองช่องมาแทรกสอดกันเอง อิเล็กตรอนตัวเดียวจึง "ผ่านสองช่องพร้อมกัน" ได้ ซึ่งขัดกับสามัญสำนึกโดยสิ้นเชิง
แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น ปริศนาที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อนักฟิสิกส์พยายาม "แอบดู" ว่าอิเล็กตรอนผ่านช่องใดกันแน่ โดยติดตั้งเครื่องตรวจจับไว้ที่ช่องทั้งสอง
ผลปรากฏว่า เมื่อมีการตรวจจับ อิเล็กตรอน "เลือก" ผ่านเพียงช่องเดียว ทันที และลายคลื่นแทรกสอดก็หายไป กลายเป็นแถบสองแถบตามสามัญสำนึกแทน
พฤติกรรมนี้บ่งชี้ว่า "ข้อมูล" เกี่ยวกับการสังเกตมีผลต่อ "ความจริง" ทางกายภาพโดยตรง การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของ "ข้อมูลว่าอิเล็กตรอนผ่านช่องใด" เปลี่ยนพฤติกรรมของอิเล็กตรอนอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เพราะเครื่องมือไป "รบกวน" อิเล็กตรอนทางกายภาพ แต่เป็นเพราะ "ข้อมูล" นั้นถูกทำให้มีอยู่หรือไม่มีอยู่ในระบบต่างหาก
.
ผลการทดลองที่สอง คือ ควอนตัมเอนแทงเกิลเมนต์ หรือ Quantum Entanglement ซึ่งไอน์สไตน์เคยเย้ยหยันว่าเป็น "การกระทำระยะไกลอันน่ากลัว" (Spooky Action at a Distance) แต่ต่อมาถูกพิสูจน์ยืนยันอย่างไม่ต้องสงสัย จนผู้ทำการทดลองสำคัญในเรื่องนี้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 2022
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่ออนุภาคสองตัวเคยอยู่ด้วยกันและมีปฏิสัมพันธ์กัน จากนั้นถูกแยกออกจากกันไกลเพียงใดก็ตาม แม้ไกลข้ามจักรวาล เมื่อเราวัดสถานะของอนุภาคหนึ่ง อีกอนุภาคหนึ่งจะ "ตอบสนอง" ทันทีในลักษณะที่สอดคล้องกัน
โดยไม่มีสัญญาณใดเดินทางระหว่างสองอนุภาคเลย (หรือหากมี ก็ต้องเดินทางเร็วกว่าแสง ซึ่งขัดกับทฤษฎีสัมพัทธภาพ)
ปรากฏการณ์นี้บ่งชี้ว่า "ข้อมูล" ของอนุภาคทั้งสองไม่ได้อยู่ที่ตัวอนุภาคแต่ละตัว แต่อยู่ใน "ความสัมพันธ์" ที่เชื่อมโยงพวกมัน ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของระบบไม่ได้ถูก "เก็บ" ไว้ที่ตำแหน่งของอนุภาคใดอนุภาคหนึ่ง
หากแต่ดำรงอยู่ใน "ความสัมพันธ์เชิงควอนตัม" ที่ไม่มีตำแหน่งในปริภูมิแบบที่เราคุ้นเคย นี้คือคำใบ้สำคัญว่า "ข้อมูล" อาจเป็นพื้นฐานของความจริงมากกว่า "สสาร" ที่เป็นเพียง "ตัวแสดงผล" ของข้อมูล
.
ผลการทดลองที่สาม คือ หลักการไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์ก ซึ่งเวอร์เนอร์ ไฮเซนเบิร์กค้นพบในปี 1927 และกลายเป็นเสาหลักหนึ่งของกลศาสตร์ควอนตัม
หลักการนี้กล่าวว่า เราไม่สามารถรู้ทั้งตำแหน่งและโมเมนตัมของอนุภาคได้พร้อมกันอย่างแม่นยำ ยิ่งเรารู้ตำแหน่งแม่นยำเท่าใด เรายิ่งรู้โมเมนตัมคลาดเคลื่อนมากขึ้นเท่านั้น และในทางกลับกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับหลักการนี้คือ มันไม่ใช่ข้อจำกัดของเครื่องมือวัด หากแต่คือ "ธรรมชาติของความจริง" เอง ข้อมูลบางอย่าง "ไม่มีอยู่จริง" จนกว่าจะถูกวัด
อนุภาคไม่ได้ "มี" ตำแหน่งและโมเมนตัมที่แน่นอนอยู่แล้วโดยที่เราแค่ไม่รู้มัน แต่ "ความจริง" เกี่ยวกับตำแหน่งและโมเมนตัมนั้นถูกกำหนดโดยกระบวนการวัดเอง ข้อมูลไม่ได้ถูก "ค้นพบ" หากแต่ถูก "สร้างขึ้น" ในการวัด
ผลการทดลองทั้งสามนี้ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน: "ข้อมูล" เป็นหัวใจของปรากฏการณ์ควอนตัม ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการสังเกตในช่องคู่ ข้อมูลในความสัมพันธ์ของอนุภาคเอ็นแทงเกิลเมนต์ หรือข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นในการวัดตามหลักความไม่แน่นอน
แต่การกล่าวว่า "ฟิสิกส์พิสูจน์แล้วว่าข้อมูลคือรากฐานของความจริง" เป็นการก้าวกระโดดที่เกินกว่าหลักฐานรองรับ สิ่งที่ถูกต้องกว่าคือ
ฟิสิกส์พบว่าข้อมูลมีบทบาทสำคัญในธรรมชาติ เกินกว่าที่ภาพโลกแบบนิวตันจะอธิบายได้ และนักฟิสิกส์บางคนจึงเสนอว่าข้อมูลอาจเป็นรากฐานของความจริง แต่ข้อเสนอนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ดังที่จะเห็นต่อไป
.
.
4.2 การตีความที่แตกต่าง: นักฟิสิกส์ไม่เห็นพ้องกัน
ผลการทดลองทางกลศาสตร์ควอนตัมแม้จะแม่นยำและทำซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอ แต่คำถามว่า "ผลการทดลองเหล่านี้หมายความว่าอย่างไร" กลับเป็นคำถามที่นักฟิสิกส์ถกเถียงกันมานานเกือบศตวรรษ โดยยังไม่มีฉันทามติใดๆ เกิดขึ้น
การตีความแบบโคเปนเฮเกน ซึ่งตั้งชื่อตามเมืองที่ นีลส์ โบร์ ทำงานอยู่ เป็นการตีความกระแสหลักที่นักฟิสิกส์ส่วนใหญ่ใช้ในการทำงานประจำวัน
การตีความนี้กล่าวว่า การสังเกตทำให้ฟังก์ชันคลื่น "ยุบตัว" ก่อนการสังเกต อนุภาคอยู่ในสภาวะซ้อนทับของความเป็นไปได้ทั้งหมด
แต่เมื่อมีการสังเกต ความเป็นไปได้ทั้งหมดนั้น "ยุบ" เหลือเพียงผลลัพธ์เดียว การตีความนี้ใช้ได้ดีในทางปฏิบัติ แต่นักฟิสิกส์จำนวนมากไม่พอใจกับคำถามที่ว่าอะไรคือ "ผู้สังเกต" กันแน่ และการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่นเกิดขึ้นได้อย่างไร
.
การตีความแบบหลายโลก เสนอโดย ฮิวจ์ เอเวอเรตต์ ในปี 1957 และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่นักฟิสิกส์รุ่นใหม่
แนวคิดนี้กล่าวว่า ทุกความเป็นไปได้เกิดขึ้นจริงในจักรวาลคู่ขนาน ไม่มีการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่น แต่จักรวาล "แตกแขนง" ออกเป็นหลายๆ โลก ทุกครั้งที่มีการวัด ในโลกหนึ่งผลการวัดเป็นอย่างหนึ่ง ในอีกโลกหนึ่งผลการวัดเป็นอีกอย่างหนึ่ง การตีความนี้หลีกเลี่ยงปัญหา "ผู้สังเกต" ได้ แต่ต้องจ่ายราคาด้วยจักรวาลจำนวนมหาศาลจนน่าตกใจ
.
การตีความแบบโบห์เมียน ตั้งชื่อตามเดวิด โบห์ม ซึ่งเราได้กล่าวถึงไปแล้ว เสนอว่ามี "ตัวแปรซ่อนเร้น" ที่กำหนดผลการวัดไว้ล่วงหน้า อนุภาคมีตำแหน่งแน่นอนอยู่แล้ว แต่มี "คลื่นนำ" (Pilot Wave) ที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของมัน
การตีความนี้ให้ภาพที่ใกล้เคียงสามัญสำนึกมากที่สุด แต่ถูกนักฟิสิกส์ส่วนใหญ่ละเลยมานานเนื่องจากความซับซ้อนทางคณิตศาสตร์และปัญหาทางทฤษฎีบางประการ อย่างไรก็ตาม ยังมีนักฟิสิกส์กลุ่มเล็กๆ ที่พัฒนาแนวคิดนี้ต่อ
.
การตีความแบบ QBism (อ่านว่า "คิวบิสม์" ย่อมาจาก Quantum Bayesianism) เป็นแนวคิดใหม่ที่กำลังเติบโต เสนอว่า กลศาสตร์ควอนตัมไม่ได้อธิบาย "ความจริงภายนอก" หากแต่เป็น "เครื่องมือ" ที่ผู้สังเกตใช้จัดการ "ความเชื่อ" ของตนเองเกี่ยวกับผลการวัด ตามแนวคิดนี้ ฟังก์ชันคลื่นไม่ใช่ "สิ่งที่มีอยู่จริง" แต่เป็นการเข้ารหัส "ความเชื่อ" ของผู้สังเกตเท่านั้น
.
และสุดท้าย การตีความแบบ It from Bit ซึ่งต่อยอดจากแนวคิดของวีลเลอร์ เสนอว่าข้อมูลคือรากฐานของความจริง การตีความนี้ยังเป็นเพียงสมมติฐาน ยังไม่มีการพิสูจน์ และยังไม่พัฒนาจนถึงขั้นมีสมการที่ทำนายผลการทดลองได้
การที่นักฟิสิกส์ไม่เห็นพ้องกันเช่นนี้มีความหมายสำคัญต่อการเชื่อมโยงฟิสิกส์กับอาคาชิค เพราะมันหมายความว่า การกล่าวว่า "ฟิสิกส์พิสูจน์แล้วว่าข้อมูลคือรากฐานของความจริง" นั้นไม่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่ถูกต้องคือ "ฟิสิกส์พบว่าข้อมูลมีบทบาทสำคัญในธรรมชาติ และนักฟิสิกส์บางคนเสนอว่าข้อมูลอาจเป็นรากฐานของความจริง แต่ยังไม่มีการพิสูจน์ และยังมีการตีความอื่นๆ ที่แข่งขันกันอยู่"
.
สำหรับผู้ที่ต้องการเชื่อมโยงฟิสิกส์กับอาคาชิค การตระหนักถึงความหลากหลายของการตีความนี้ไม่ใช่เรื่องน่าท้อแท้ หากแต่เป็นเรื่องที่ให้ความหวัง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าฟิสิกส์ยังไม่ได้ปิดประตูต่อความเป็นไปได้ใหม่ๆ คำถามว่า "ความจริงคืออะไร" ยังเปิดกว้างอยู่
และแนวคิดที่แปลกใหม่ เช่น "ข้อมูลคือรากฐานของความจริง" ก็ยังมีที่ยืนในวงการฟิสิกส์ ตราบใดที่สามารถพัฒนาสมการและทำนายผลการทดลองได้
แต่ก่อนจะไปต่อ เราต้องทำความเข้าใจกับงานของนักคิดคนหนึ่งที่กล้าที่จะก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างฟิสิกส์กับจิตวิญญาณอย่างเต็มตัว เออร์วิน ลาสซ์โล และทฤษฎี "สนามอาคาชิค" ของเขา ซึ่งเป็นความพยายามครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในการเชื่อมโยงฟิสิกส์ควอนตัมกับแนวคิดอาคาชิคอย่างเป็นระบบ และนี่จะเป็นประเด็นของส่วนต่อไป
.
.
โฆษณา