•
5 ชั่วโมงที่แล้ว • ไลฟ์สไตล์
ตำบล ไทรม้า

เมื่อผมซื้อกล้วยทอดด้วย "ความสัมพันธ์"

ปกติผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบกิน "กล้วยทอด" หรือที่เคยเรียกติดปากกันว่า "กล้วยแขก" เป็นชีวิตจิตใจ
เจอะเจอที่ไหน หากพอมีจังหวะแวะซื้อได้ มักจะไม่พลาดติดไม้ติดมือมา
(ผู้อ่านหลาย ๆ ท่าน น่าจะตกอยู่ในความชอบแบบนี้เช่นกัน)
ถ้าจะถามว่า เป็นเพราะเหตุใด ?
ตอบง่าย ๆ ว่า ชอบ และถูกจริตกับรสชาติแนวนี้ ที่มีความกรอบ ความหวาน ลงตัวพอดี
ยิ่งเคี้ยว ยิ่งอร่อย
ยิ่งได้เคี้ยวคู่กับกาแฟร้อน ๆ หรือ ชาเย็น ยิ่งอร่อยถูกปากเพิ่มขึ้น
และอาจจะเป็นเพราะในวัยเด็ก ผมเคยมีภาพจำจากที่คุณแม่เคยเปิดร้านขายกล้วยทอด และมันทอดที่หน้าบ้านด้วย
ความผูกพันนั้น จึงติดตัวมาถึงทุกวันนี้
เวลาที่ตัดสินใจซื้อกล้วยทอด มันทอด จากร้านใด ร้านหนึ่ง
ซึ่งมีอยู่ 4-5 ร้าน วนเวียนกันไปในละแวกบ้านที่อยู่ปัจจุบัน แถบชานเมืองนนทบุรี
จึงอดคิดไม่ได้ว่า...
มีที่มาจากเหตุผลอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ นอกเหนือจากเรื่องความอร่อย
ซึ่งเมื่อลองรวบรวมเหตุผลที่ซื้อ ดูเหมือนจะมีอยู่ 2-3 ข้อ
โดยเหตุผลข้อแรก ผมซื้อเพราะ...
ความเป็นแบรนด์ดัง (ย่านพระราม 5 นนทบุรี)
และได้รับการยอมรับในเรื่องรสชาติ ความอร่อย ความหวานกรอบที่ลงตัว
มีเทคนิคการรีดน้ำมันออกได้ดี
ตอบโจทย์คนรักษาสุขภาพในยุคนี้ ที่ยังอดกินของทอดไม่ได้
แถมยังมีลูกเล่นมัดใจลูกค้าให้ตัก "กากกล้วยทอด" ใส่ถุงกลับบ้านได้เองตามใจชอบอีกด้วย
เกือบทุกครั้งที่แวะซื้อ จะมีลูกค้าเข้าแถวยืนรอคิว ราวกับการันตีความอร่อย
ถ้าจะรวบรัดว่า ผมซื้อด้วยรสชาติความอร่อย บวกกับกระแสความนิยมแห่งยุคสมัย เป็นหลักก็น่าจะใช่
โดยที่มีเรื่องอื่น ๆ เช่น ความรู้จักมักคุ้นกับคนขาย เข้ามาเกี่ยวข้องน้อยมาก
ถัดมาเป็นเหตุผลข้อที่ 2...ผมซื้อเพราะ "อัธยาศัยและมิตรภาพ"
ถ้าร้านแรกขายความดัง ร้านที่สองนี้คงขาย "ความผูกพัน" ครับ
เพราะสิ่งที่ผมได้รับกลับมาพร้อมถุงกล้วยทอดเสมอ คือ รอยยิ้ม และการทักทายอย่างเป็นกันเอง
จากเจ้าของร้าน ชายหนุ่มวัย 40 ปีเศษ ที่เป็นคนยืนทอดด้วย
มองในแง่รสชาติ ร้านนี้อร่อย กรอบฟู ไม่แพ้เจ้าดังย่านพระราม 5
แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกคุ้มค่ากว่า คือ ปริมาณที่ได้เยอะกว่าในราคาที่เท่ากัน
ที่สำคัญที่สุด...ในขณะที่ร้านแรกแถม "กากกล้วยทอด" ให้ตักเอง
แต่ร้านนี้กลับแถม "ความรู้สึกดี ๆ" กลับมาให้ผมทุกครั้งที่แวะอุดหนุน
เป็นความสัมพันธ์ที่เข้าถึงกันได้ง่ายระหว่างเจ้าของร้านกับลูกค้าที่หาไม่ได้จากร้านใหญ่ ๆ
ร้านกล้วยทอดยุคใหม่
ดังเช่นล่าสุด ที่ผมแวะไปอุดหนุน
ขณะที่ผมกำลังสั่งกล้วยและมันทอดผสมกัน ในราคาชุดละ 30 บาท
จังหวะนั้น เจ้าของร้านที่ยืนหันหลังอยู่
ก็หันกลับมาพอดี
เมื่อเห็นหน้าผม น้องก็ส่งยิ้ม พร้อมคำทักทายแรกที่ทำให้อิ่มใจว่า
"สบายดีนะครับคุณลุง... วันนี้ดูหน้าตาสดใสมากเลยครับ"
ผมเย้ากลับไปขำ ๆ ตามประสาว่า
"โอ๊ย...ไม่หรอก แจ่มแต่ข้างนอก ข้างในเป็นโพรง จะไปแจ่มใสได้อย่างไร
เงินมีแต่ไหลออก ไม่มีไหลเข้าเหมือนน้องเลย"
พ่อค้าหนุ่มพยายามหาข้อแย้งกลับ
"แต่คุณลุงมีเงินก้อนที่เก็บไว้ตอนทำงานมาบริหารสร้างรายได้นะครับ
ต่างจากผมที่ต้องทำมาหากิน ปากกัดตีนถีบทุกวัน"
คำพูดของน้องทำให้ผมรู้สึกปิติในใจลึก ๆ ที่มีคนมองเห็นคุณค่าในการใช้ชีวิตของเรา
ในมุมที่เราเองบางครั้งก็เผลอมองข้ามไป ผมจึงส่งต่อพลังบวกและให้กำลังใจน้องกลับไปทันที
พร้อมกับทำมือชี้ไปที่หน้าอกข้างซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจ ประกอบคำพูดว่า
"ชีวิตคนเราทุกวันนี้ วัดกันที่เม็ดเงินอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ
ต้องวัดกันที่พลังใจ และพลังของการต่อสู้เป็นหลัก
เรื่องใจสู้แบบนี้...ผมสู้น้องไม่ได้หรอก"
และเพื่อหาแนวร่วมทางความคิด ผมแกล้งหันไปถามน้องผู้หญิงร้านสเต๊ก
ริมทางที่อยู่ติดกัน
เธอเป็นแรงงานต่างชาติที่จากบ้านเกิดเมืองนอนมาสู้ชีวิตหลายปีแล้ว
"จริงไหมน้อง ?" ผมถาม
เธอส่งยิ้ม และพยักหน้ารับคำอย่างเห็นด้วย
จากนั้น บทสนทนาสั้น ๆ ไม่กี่นาที ก็จบลงตรงนั้น...
พร้อมกับพลังบวกที่ถูกเติมเต็มให้กันและกันระหว่างคนซื้อ คนขาย และเพื่อนร้านค้าริมทางด้วยกัน
ทำให้ผมเดินหิ้วถุงกล้วยทอดกลับบ้านด้วยความรู้สึกพิเศษ...
จนไม่แน่ใจว่า แท้จริงแล้ววันนั้นผมซื้อกล้วยทอด หรือ ซื้อ "ความสัมพันธ์"
หรือว่าผมซื้อกล้วยทอด แล้วแถม "มิตรภาพอันอบอุ่น" กลับมากันแน่
ปรับหน้าบ้านเป็นร้านกล้วยทอด
เหตุผลข้อสุดท้าย ผมซื้อเนื่องจาก...
คุณค่าของอดีตหวลคืนมา...
ทั้งจากรูปแบบร้าน ซึ่งใช้บ้านดั้งเดิมติดถนนในซอย ปรับปรุงพื้นที่เป็นเพิงร้านขายกล้วยทอด
มีคุณป้า นุ่งผ้าถุง ยืนทอด
และมีคุณลุง ผู้เป็นสามี ผูกผ้าขาวม้าคาดพุง
คอยช่วยขาย หยิบกล้วยทอดใส่ถุง ทอนสตางค์ และคุยทักทายลูกค้าไปในตัว
คุณลุง ผู้ช่วยคุณป้า
ในขณะที่รสชาติ กล้วยทอด มันทอด
มีความกรอบ หวานอร่อย ไม่แพ้ร้านสมัยใหม่
ใส่ตู้กระจก สอดคล้องกับยุคสมัย
หากจะสรุปถึงเหตุผลที่ผมซื้อ นอกจากจะซื้อที่รสชาติ ความอร่อย แล้ว...
เกือบทุกครั้งที่ผมซื้อจากร้านแนวนี้ จะย้อนกลับไประลึกถึงภาพที่
คุณแม่ นุ่งผ้าถุงนั่งทอดกล้วยแขกอยู่หน้าเตาฟืนร้อน ๆ คล้าย ๆ กัน
แถมบางครั้ง ได้สัมผัสอารมณ์ความรู้สึก
อันเป็นคุณค่าแห่งความรัก ความผูกพันและความสุขของตา ยาย กับ หลานคนหนึ่ง
ผ่านบทสนทนาครั้งหนึ่งที่แทรกขึ้นมา ระหว่างการซื้อขายกล้วยทอด
เมื่อผมตั้งคำถามขึ้นว่า...
"ปิดร้านไปหลายวัน หายไปไหนมา ครับ คุณป้า ?"
"ไปงานรับปริญญา หลานชายที่ต่างจังหวัด เพิ่งกลับมาเมื่อวานค่ะ"
หลานได้งานแล้วหรือยังครับ"
"ได้แล้ว ครับ"
"เป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่ปทุมธานี ครับ"
คุณลุงช่วยตอบแทน ด้วยรอยยิ้มกว้าง ที่มิอาจซ่อนความสุข ความภาคภูมิใจไว้ได้
จนทำให้ผมพลอยปลาบปลื้มตามไปด้วย และจำภาพนั้นติดตามมาจนถึงทุกวันนี้
คุณลุง ผูกผ้าข้าวม้าคาดพุง
และมีอีกครั้งที่ยังจดจำคำตอบของคุณลุงได้อย่างดีเช่นกัน เพราะบ่งบอกถึงความสุกงอมของประสบการณ์ชีวิต
เมื่อผมตั้งคำถามแนวการใช้ชีวิตคู่ การครองรัก ครองเรือน ว่า...
"คุณลุง มีเคล็ดลับอย่างไรในการใช้ชีวิตคู่กับคุณป้ามาจนถึงทุกวันนี้ (เกือบ 50 กว่าปี) ครับ"
"หาเรื่องทะเลาะกันบ่อย ๆ สิ มีรสชาติดี แถมไม่มีอัลไซเมอร์ ด้วย"
ลุงตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี ทำให้ผมหัวเราะ และตีความคำว่า "ทะเลาะ" ในความหมายของลุงตามไปด้วย...
ที่น่าจะหมายถึง การมีมุมมองต่อความขัดแย้ง ความคิดไม่ตรงกัน นั้น เป็นเรื่องธรรมดาของการใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน
หนักนิด เบาหน่อย ให้อภัยกันได้ ใช้ศิลปะในการพูดคุยกันนั่นเอง
เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง
เมื่อผมมีโอกาสแวะไปอุดหนุนกล้วยทอด ร้านคุณป้า และคุณลุงอีกครั้งหนึ่ง
มากินกับกาแฟร้อน ๆ
กาแฟร้อนกล้วยทอด
พอได้กัดกล้วยทอดร้อน ๆ พอดีคำ แล้วค่อย ๆ จิบกาแฟร้อน ๆ ตามหลัง
ความคิดหนึ่ง ก็แว้บขึ้นมาว่า...
กล้วยทอด ถุงละ 30 บาท ไม่ได้ให้เพียงรสชาติความอร่อย
แต่ใหัความรู้สึกถึงบางสิ่งที่เรียกว่า "ความสัมพันธ์" ที่เงินมากกว่านี้หลายร้อยเท่า ก็ซื้อไม่ได้
ไปหาซื้อ "ความสัมพันธ์" กินกันเถอะครับ
🙏ขอบคุณมากครับ
มุมชัย นัยสอิ้ง/4 พ.ย.69
โหยหาคุณค่าของอดีต
โฆษณา