Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ณัฐมาคุย
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
25 ส.ค. เวลา 05:12 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ทำไมเศรษฐกิจไทยถึงแย่: เมื่อคนตัวเล็กต้องเป็นธนาคารให้คนตัวใหญ่
บทความนี้ยาวหน่อยนะครับ อัดอั้นตันใจมาก 5555 ได้คุยกับ SME หลายราย บ่นเหมือนกันหมด
ปกติผมจะเขียนสั้นๆ แต่ขออธิบาย และยกตัวอย่างหน่อย คนที่ไม่ใช่ SME จะได้เห็นภาพที่ SME เล่าให้ผมฟังชัดขึ้น แต่ผมอาจจะไม่อินเท่า SME ที่โดนเองเจ็บเองนะครับ
เวลาเราพูดว่าเศรษฐกิจไทยไม่ดี เรามักพูดถึงเรื่องเดิม ๆ
2
GDP โตต่ำ
หนี้ครัวเรือนสูง
กำลังซื้อหาย
ส่งออกชะลอ
ธนาคารไม่ปล่อยกู้
SME เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน
1
ทั้งหมดเป็นปัญหาจริง
แต่มีอีกปัญหาหนึ่งที่ผมคิดว่าใหญ่กว่าที่คนทั่วไปเห็น และคนทำธุรกิจแทบทุกคนน่าจะเคยเจอ
คือ วัฒนธรรมการจ่ายเงินที่ช้า ซับซ้อน และมักผลักภาระไปให้คนที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า
ฟังดูเหมือนเรื่องบัญชีหลังบ้าน แต่จริง ๆ แล้วมันเกี่ยวกับเศรษฐกิจทั้งระบบ
เพราะธุรกิจไม่ได้อยู่ได้ด้วย “กำไร” อย่างเดียว
มันอยู่ได้ด้วย Cash Flow
บริษัทอาจมีกำไรบนกระดาษ แต่ถ้าเงินไม่เข้า ก็เจ๊งได้เหมือนกัน
และนี่คือสิ่งที่ SME ไทยจำนวนมากกำลังเจอ
ทำงานวันนี้ ได้เงินอีกสามเดือน
ลองนึกภาพ SME รายหนึ่งรับงานจากบริษัทใหญ่
ก่อนเริ่มงานต้องซื้อวัตถุดิบ
ต้องจ่ายเงินเดือนพนักงาน
ต้องจ่ายค่าเช่า ค่าไฟ ค่าขนส่ง
บางกรณีต้องนำส่ง VAT ไปก่อนด้วย
SME เป็นคนออกเงินทั้งหมดก่อน
พอส่งงานเสร็จ ก็ยังไม่ได้หมายความว่าจะได้เงิน
1
เพราะหลังจากนั้นเริ่มเข้าสู่กระบวนการที่คนทำธุรกิจไทยคุ้นเคยดี
“รอตรวจรับก่อนครับ”
ตรวจรับแล้วหรือยัง?
“ตรวจแล้วครับ แต่รอเอกสาร”
เอกสารครบหรือยัง?
“ครบแล้วครับ แต่รอเซ็น”
เซ็นหรือยัง?
“เซ็นแล้วครับ แต่รอบวางบิลเดือนนี้ผ่านไปแล้ว”
พอวางบิลได้ จึงค่อยเริ่ม Credit Term อีก 30 วัน 45 วัน 60 วัน หรือบางแห่ง 90 วัน
งานที่เสร็จเดือนมกราคมจึงอาจได้เงินเดือนเมษายน
คำถามคือ ระหว่างสามเดือนนั้น ใครเป็นคนออกเงินให้โครงการเดิน?
คำตอบคือ Supplier
บริษัทใหญ่ไม่ได้เขียนในสัญญาว่า “ขอกู้เงินจาก SME”
แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ มันแทบไม่ต่างกัน
SME เอาเงินตัวเองมาทำงานให้ก่อน แล้วปล่อยให้ลูกค้าถือเงินนั้นไว้อีกหลายเดือน โดยแทบไม่ได้รับดอกเบี้ยอะไรเลย
กลายเป็นว่า คนตัวเล็กกำลังเป็นธนาคารให้คนตัวใหญ่
Credit Term 45 วัน อาจไม่ได้แปลว่า 45 วัน
ปัญหาที่สำคัญกว่าตัวเลข Credit Term คือ
นาฬิกาเริ่มเดินเมื่อไร?
สมมติสัญญาระบุว่า
ชำระเงินภายใน 45 วัน
อ่านเผิน ๆ ฟังดูยุติธรรม
แต่ 45 วันเริ่มนับจากวันไหน?
วันที่ส่งสินค้า?
วันที่ส่งมอบงาน?
วันที่ตรวจรับเสร็จ?
วันที่เอกสารครบ?
หรือวันที่ฝ่ายบัญชี “รับวางบิล”?
ตรงนี้สร้างความแตกต่างได้เป็นเดือน
สมมติส่งงานวันที่ 1 มกราคม
ผู้ซื้อใช้เวลาตรวจรับ 20 วัน จากนั้นบริษัทเปิดวางบิลเฉพาะวันที่ 1-5 ของเดือน
เท่ากับ Supplier ต้องรอถึงต้นกุมภาพันธ์จึงจะวางบิลได้
แล้วจึงเริ่มนับ 45 วันอีกที
Credit Term 45 วัน จึงอาจกลายเป็นเวลารอเงินจริง 70-80 วันนับจากวันที่ทำงานเสร็จ
ถ้าโชคร้ายเอกสารผิดสักช่อง
“ชื่อใน Invoice ไม่ตรงครับ”
“ใบส่งของต้องประทับตราครับ”
“PO ต้องแก้ครับ”
“ฝ่ายตรวจรับยังไม่ส่งเรื่องมาครับ”
แล้วเลย Cut-off ไปหนึ่งวัน
ก็เพิ่มอีกหนึ่งเดือนได้ง่าย ๆ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการแก้ปัญหาด้วยการกำหนดเพียงว่า “Credit Term ไม่เกิน 30 หรือ 45 วัน” จึงไม่พอ
เพราะถ้าจุดเริ่มต้นของนาฬิกาถูกเลื่อนได้เรื่อย ๆ
จะเขียนว่า 30 วันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก
Supplier มี Deadline แต่ Buyer ไม่มี
ผมคิดว่าจุดที่มีปัญหามากที่สุดจุดหนึ่งคือเรื่อง การตรวจรับ
แน่นอน ผู้ซื้อมีสิทธิตรวจสินค้าและผลงาน
ของส่งมาไม่ครบ งานไม่ได้มาตรฐาน หรือผิด Specification จะบังคับให้จ่ายทันทีไม่ได้
เรื่องนี้สมเหตุสมผล
แต่สิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลคือ หลายสัญญากำหนด Deadline ให้ Supplier อย่างละเอียดมาก
ส่งงานวันที่เท่าไร
ช้าปรับวันละเท่าไร
เอกสารต้องครบอะไรบ้าง
1
แต่กลับไม่ได้กำหนดว่า
Buyer ต้องตรวจรับให้เสร็จภายในกี่วัน
Supplier ส่งช้า 1 วัน อาจโดนค่าปรับ
Buyer ตรวจรับช้า 30 วัน กลับแทบไม่มีต้นทุนอะไร
นี่เป็นความไม่สมมาตรที่สำคัญมาก
เพราะเมื่อฝ่ายหนึ่งมีต้นทุนจากความล่าช้า แต่อีกฝ่ายไม่มี ระบบก็สร้างแรงจูงใจให้ความล่าช้าเกิดขึ้นเรื่อย ๆ
บริษัทใหญ่ได้อะไรจากการจ่ายช้า?
คำตอบสั้น ๆ คือ
ได้เงินสดใช้ฟรี
สมมติบริษัทหนึ่งซื้อสินค้าหรือบริการจาก Supplier ปีละ 12,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 1,000 ล้านบาท
ถ้ายืดเวลาจ่ายจาก 30 วันเป็น 90 วัน
บริษัทจะถือเงินของ Supplier เพิ่มอยู่ในมือโดยประมาณ 2,000 ล้านบาท
เงิน 2,000 ล้านบาทนี้คือ Working Capital ฟรี
บริษัทใหญ่จึงมีแรงจูงใจตามธรรมชาติที่จะเพิ่ม Days Payable Outstanding หรือ DPO เพราะมันทำให้กระแสเงินสดของบริษัทดูดีขึ้น
แต่ปัญหาคือ
Cash Flow ที่ดีขึ้นของบริษัทหนึ่ง อาจเกิดจาก Cash Flow ที่แย่ลงของอีกพันบริษัท
เงินไม่ได้หายไปไหน
ภาระเพียงถูกโยนจาก Balance Sheet ของบริษัทใหญ่ ไปอยู่บน Balance Sheet ของ Supplier
สิ่งที่ย้อนแย้งที่สุดคือ คนที่กู้เงินถูก กลับดึงเครดิตจากคนที่กู้เงินแพง
บริษัทใหญ่โดยทั่วไปเครดิตดีกว่า
กู้ธนาคารง่ายกว่า
ออกหุ้นกู้ได้
มีวงเงินมากกว่า
ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่า
ในทางกลับกัน SME เข้าถึงสินเชื่อยากกว่า มีหลักประกันน้อยกว่า และต้นทุนเงินสูงกว่า
แต่ระบบกลับทำงานกลับหัว
บริษัทที่มีต้นทุนเงินต่ำ ใช้ Working Capital ของบริษัทที่มีต้นทุนเงินสูง
ลองสมมติ SME รับงาน 10 ล้านบาท
ต้นทุนจริง 8 ล้านบาท
SME ต้องควักเงิน 8 ล้านบาทออกไปก่อน
ถ้ารอเงินลูกค้า 90 วัน และต้นทุนเงินของ SME อยู่ที่ 8% ต่อปี
แค่ต้นทุนทางการเงินสามเดือนก็ประมาณ 160,000 บาท
พูดอีกแบบคือ
Buyer ไม่ได้ซื้อแค่สินค้าและบริการจาก Supplier
แต่กำลังให้ Supplier ช่วย Finance ธุรกิจของ Buyer ไปพร้อมกันด้วย
และต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้หายไปจากระบบ
Supplier ก็ต้องบวกมันกลับเข้าไปในราคาสินค้าในที่สุด
การจ่ายช้าจึงไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจ “ประหยัด” ขึ้น
มันเพียงโยนต้นทุนไปอยู่กับฝ่ายที่อ่อนแอกว่า
แล้วมันก็ลามไปทั้งระบบ
บริษัทใหญ่จ่าย SME ช้า
SME ไม่มีเงิน ก็เริ่มจ่าย Supplier ของตัวเองช้าลง
Supplier รายเล็กไม่มีเงินจ่ายโรงงาน
โรงงานไม่มีเงินจ่ายคู่ค้า
บางบริษัทลด Stock
บางบริษัทหยุดลงทุน
บางบริษัทลดคน
บางบริษัทเริ่มค้างธนาคาร
และบางบริษัทเจ๊งทั้งที่ในบัญชียังมีกำไร
นี่จึงไม่ใช่เรื่องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้สองบริษัท
มันคือปัญหาของ ความเร็วในการหมุนเวียนเงินของทั้งระบบเศรษฐกิจ
ในวันที่สินเชื่อ SME ตึงตัว ปัญหานี้ยิ่งรุนแรง
เพราะ SME ที่ยังไม่ได้รับเงินของตัวเอง ต้องไปขอกู้ธนาคารเพื่ออุดช่องว่าง
ธนาคารก็มองงบแล้วบอกว่า
“กระแสเงินสดไม่แข็งแรง ขอหลักประกันเพิ่มครับ”
นี่คือระบบที่ประหลาดมาก
เราให้บริษัทที่มีเงินน้อยปล่อยเครดิตให้บริษัทที่มีเงินมาก
จากนั้นให้บริษัทที่มีเงินน้อยไปขอกู้ธนาคาร
แล้วเราก็สงสัยกันว่า
ทำไม SME ไทยถึงโตยาก
ที่แย่กว่านั้น มันทำลายการแข่งขัน
ถ้าการทำธุรกิจในตลาดหนึ่งหมายความว่าคุณต้อง
ทำงานก่อน
สำรองเงินก่อน
รอตรวจรับ
รอวางบิล
แล้วรอเงินอีก 60-90 วัน
ผู้ชนะในตลาดอาจไม่ใช่บริษัทที่เก่งที่สุด
แต่เป็นบริษัทที่ Balance Sheet ใหญ่ที่สุด
บริษัทใหญ่มีเงินสดพันล้าน ทนได้
SME อาจทนได้สองเดือน
Startup อาจทนได้เดือนเดียว
บริษัทเล็กอาจมีเทคโนโลยีดีกว่า บริการดีกว่า หรือราคาถูกกว่า แต่ถ้าไม่มีเงินพอให้ลูกค้า “กู้” สามเดือน ก็เข้ามาแข่งขันไม่ได้
สุดท้ายตลาดก็ยิ่งกระจุกตัว
รายใหญ่ยิ่งได้เปรียบ
รายใหม่ยิ่งเกิดยาก
ประเทศไทยมีกฎ Credit Term แล้ว แต่ยังมีช่องว่าง
ประเทศไทยไม่ได้ไม่รู้ว่าปัญหานี้มีอยู่
คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีแนวทางเรื่อง Credit Term สำหรับกรณี SME เป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการมาหลายปีแล้ว
หลักทั่วไปคือ 45 วันสำหรับการค้า การผลิตและบริการ และ 30 วันสำหรับสินค้าเกษตรหรือสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นต้นบางประเภท โดยมีข้อยกเว้นบางกรณีตามเหตุผลทางธุรกิจ
เจตนาถูกต้อง
คือไม่ให้คู่ค้าที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่าดึงเครดิตจน SME ขาดสภาพคล่อง
แต่โลกจริงไม่ได้มีเพียง Credit Term
มันมี
Pre-Credit-Term
หรือ “เวลาที่ต้องรอก่อนจะมีสิทธิเริ่มนับ Credit Term” ซ่อนอยู่เต็มไปหมด
ตรวจรับ 20 วัน
รอเอกสาร 10 วัน
พลาดวางบิล 25 วัน
แล้วค่อย Credit Term 45 วัน
ดังนั้น ถ้าอยากแก้ปัญหาจริง เราต้องเลิกมองเฉพาะตัวเลขในสัญญา แล้ววัดสิ่งที่สำคัญกว่า คือ
ตั้งแต่ Supplier ส่งมอบงานอย่างถูกต้อง จนถึงวันที่เงินเข้าบัญชีจริง ใช้เวลากี่วัน
และถ้าพูดถึงเรื่องนี้ จะไม่พูดถึงภาครัฐก็คงไม่ได้
สำหรับ SME จำนวนไม่น้อย การค้าขายกับภาครัฐยิ่งหนักกว่าเอกชน
ผู้รับจ้างต้องสำรองเงินทำงานก่อนเหมือนเดิม
แต่กระบวนการตรวจรับ เอกสาร เบิกจ่าย และการส่งเรื่องผ่านหลายหน่วยงาน อาจกินเวลานานมาก
ยิ่งโครงการไหนมีปัญหาการตรวจรับค้าง หรือเจ้าหน้าที่ไม่เร่งดำเนินการ ผู้ประกอบการแทบไม่มีอำนาจต่อรอง
รัฐจ่ายช้า แต่เงินเดือนพนักงานของ Supplier ไม่ได้หยุดรอรัฐ
ดอกเบี้ยธนาคารก็ไม่ได้หยุด
ภาษีก็ไม่ได้หยุด
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่บริษัทบางแห่งเข็ดกับงานราชการและไม่อยากรับงานรัฐอีก แม้งานเหล่านั้นจะมีกำไรบนกระดาษก็ตาม
และที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ เมื่อเจ้าหน้าที่บางคนมีอำนาจทำให้การตรวจรับหรือเบิกจ่าย “เร็วขึ้นหรือช้าลง” ได้ตามดุลพินิจมากเกินไป ระบบก็เปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ได้
ดังนั้นการทำให้ขั้นตอนการตรวจรับและเบิกจ่ายมี Deadline ที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่เรื่องช่วย SME
แต่มันเป็น มาตรการลดโอกาสทุจริต ด้วย
ถ้าจะช่วย SME เรื่องนี้อาจได้ผลกว่าการให้เขาไปกู้เพิ่ม
รัฐบาลทุกยุคมีมาตรการช่วย SME
Soft Loan
ค้ำประกันสินเชื่อ
พักหนี้
ลดดอกเบี้ย
ลดภาษี
แจกเงิน
บางมาตรการจำเป็น
แต่มีมาตรการหนึ่งที่แทบไม่ต้องใช้งบประมาณเลย
คือ
ทำให้คนที่ติดเงิน SME จ่ายเงินให้ตรงเวลา
แทนที่จะถามว่า
“จะช่วย SME กู้เงินได้อย่างไร?”
เราอาจต้องถามก่อนว่า
“ทำอย่างไรให้ SME ได้รับเงินที่เป็นของเขาอยู่แล้วเร็วขึ้น?”
ถ้าจะเอาจริง ต้องแก้ทั้งระบบ
ไม่ใช่แค่กำหนด Credit Term 30 หรือ 45 วัน
แต่ควรดูตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
กำหนดให้เริ่มนับระยะเวลาจากวันที่ส่งมอบสินค้าและบริการอย่างถูกต้อง ไม่เปิดช่องให้เลื่อนวันเริ่มต้นไปเรื่อย ๆ
กำหนดกรอบเวลาการตรวจรับ ผู้ซื้อต้องตอบรับหรือแจ้งข้อบกพร่องภายในระยะเวลาที่ชัดเจน
ในงานบางประเภท ถ้าไม่มีการทักท้วงภายในเวลาที่กำหนด อาจถือว่ารับมอบโดยปริยายได้
ไม่ควรใช้ “รอบวางบิล” หรือ “Payment Run” เป็นเครื่องมือขยาย Credit Term โดยไม่มีเหตุผล
กรณีจ่ายช้าเกินกำหนดก็ควรมีดอกเบี้ยหรือค่าชดเชยที่มีผลจริง
และสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ
เปิดเผย Payment Performance
บริษัทขนาดใหญ่และหน่วยงานรัฐควรเปิดข้อมูลว่า
Supplier ใช้เวลากี่วันตั้งแต่ส่ง Invoice จนได้เงิน
จ่ายภายใน 30 วันกี่เปอร์เซ็นต์
เกิน 60 วันกี่เปอร์เซ็นต์
เกิน 90 วันกี่เปอร์เซ็นต์
แค่ทำให้ตัวเลขนี้เปิดเผยต่อสาธารณะ พฤติกรรมขององค์กรจำนวนมากก็น่าจะเปลี่ยนแล้ว
เพราะทุกวันนี้เราแทบไม่มีทางรู้เลยว่าองค์กรที่ประกาศ Credit Term 30 วันนั้น
1
จ่ายเงินจริงเฉลี่ยกี่วัน
เราโอนเงินได้ในไม่กี่วินาที แต่ใช้สามเดือนกว่าจะอนุมัติให้โอน
นี่เป็นความย้อนแย้งของประเทศไทยที่ผมว่าน่าสนใจมาก
เรามี PromptPay
โอนเงินข้ามธนาคารได้แทบจะทันที ตลอด 24 ชั่วโมง และต้นทุนต่ำ
เทคโนโลยี Payment ของเราอยู่ในศตวรรษที่ 21
แต่กระบวนการก่อนกดปุ่มโอนเงินในโลก B2B บางแห่งยังเหมือนยุคแฟ้มกระดาษ
20 วันรอตรวจรับ
20 วันรอวางบิล
45 วัน Credit Term
แล้วรอ Payment Run อีก
ปัญหาจึงไม่ใช่ว่า “โอนเงินช้า”
แต่คือ องค์กรตั้งใจออกแบบกระบวนการก่อนจ่ายเงินให้ช้าเกินความจำเป็น
นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจ “ไม่มีเงิน”
เวลาเจ้าของ SME บอกว่า
“ช่วงนี้ไม่มีเงินหมุน”
เราอาจนึกว่าเขาขายของไม่ได้
แต่บางครั้งตรงกันข้ามเลย
งานเต็มบริษัท
ยอดขายดี
กำไรก็มี
แต่ Accounts Receivable เต็มงบ และ Cash ในบัญชีแทบไม่มี
เงินของเขาไปนอนอยู่ในบัญชีของลูกค้า
ดังนั้นเวลาพูดถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เราอาจไม่จำเป็นต้องคิดแต่เรื่องการสร้างเงินก้อนใหม่เข้าระบบ
บางทีสิ่งง่ายกว่านั้นคือ
ทำให้เงินที่ควรถูกจ่าย ถูกจ่ายให้ตรงเวลา
เพราะเงิน 1 ล้านบาทที่ SME ได้รับวันนี้
กับเงิน 1 ล้านบาทที่ได้รับอีก 90 วันข้างหน้า
ไม่ใช่เงินก้อนเดียวกันในทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะสำหรับบริษัทที่ต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานในวันศุกร์นี้
ไม่ใช่อีกสามเดือนข้างหน้า
สุดท้าย ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างที่เราแทบไม่พูดถึง
เราอยากให้ SME แข็งแรง
อยากให้เกิด Startup
อยากให้การแข่งขันเพิ่มขึ้น
อยากให้เศรษฐกิจหมุน
อยากลดการทุจริต
แต่ในเวลาเดียวกัน เรายังยอมรับระบบที่ทำให้คนตัวเล็กต้องควักเงินตัวเองมาทำงานให้คนตัวใหญ่ แล้วรอรับเงินของตัวเองเป็นเดือน ๆ
SME ไม่ควรต้องไปกู้ธนาคาร เพื่อเอาเงินมาปล่อยกู้ให้บริษัทใหญ่หรือรัฐบาลฟรี ๆ
ถ้าเราทำให้การตรวจรับเร็วขึ้น กติกาชัดขึ้น และการจ่ายเงินตรงเวลามากขึ้น
เงินจะหมุนเร็วขึ้น
SME จะมีสภาพคล่องมากขึ้น
การแข่งขันจะดีขึ้น
ช่องทางเรียกรับผลประโยชน์จะน้อยลง
แต่ผมว่านะ บางทีเศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้ต้องการแค่ “เงินใหม่” เพิ่มเข้าไปในระบบ
แค่อาจต้องการให้ เงินที่มีอยู่แล้ว เลิกติดค้างอยู่ผิดที่นานเกินไป เท่านั้นเอง
47 บันทึก
54
3
48
47
54
3
48
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย