26 ส.ค. เวลา 05:45 • สุขภาพ

รู้ทัน “ภาวะสมองเสื่อม” แยกอาการหลงลืมตามวัยกับสัญญาณเตือน

รู้จัก “ภาวะสมองเสื่อม” แยกอาการหลงลืมตามวัยกับสัญญาณเตือน พร้อม 4 เสาหลักดูแลสมอง ทั้งออกกำลังกาย กินดี นอนพอ คุมโรค และลดมลพิษ
ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) คือกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติหรือการทำลายเซลล์สมองจากหลายสาเหตุ ส่งผลให้ความสามารถด้านความจำ ความคิด การตัดสินใจ การใช้ภาษา สมาธิ และการทำกิจวัตรประจำวันลดลงมากกว่าที่ควรจะเป็นตามวัย โรคอัลไซเมอร์เป็นภาวะสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด และอาจเป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมได้ถึง 60-70% ของผู้ป่วยทั้งหมด
เปรียบเทียบอาการหลงลืมตามวัย กับสัญญาณเตือนภาวะสมองเสื่อม
อาการหลงลืมตามวัย (ปกติ)
  • ลืมกุญแจบ้านหรือแว่นตาไว้ผิดที่นานๆ ครั้ง
ภาวะสมองเสื่อม
  • นึกชื่อคนหรือคำศัพท์บางคำไม่ออกในทันที แต่นึกออกในภายหลัง
  • ลืมเรื่องราวในอดีตบางช่วง แต่ยังคงจำเหตุการณ์สำคัญในชีวิตประจำวันได้
  • ยังคงทำกิจวัตรประจำวัน ซับซ้อน เช่น การทำอาหาร หรือจ่ายเงิน ได้ตามปกติ
สัญญาณเตือนภาวะสมองเสื่อม (ควรพบแพทย์)
  • ความจำระยะสั้นถดถอย ลืมเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นซ้ำๆ ถามคำถามเดิมหลายครั้งในเวลาใกล้เคียงกัน
  • สับสนเรื่องเวลาและสถานที่ หลงทางในเส้นทางหรือสถานที่ที่คุ้นเคย ไม่รู้วันที่ หรือสับสนฤดูกาล
  • มีปัญหาด้านการใช้ภาษา ใช้คำพูดผิดบริบทบ่อยขึ้น นึกคำศัพท์พื้นฐานไม่ออก สื่อสารลำบาก
  • ทักษะการวางแผนและตัดสินใจลดลง ทำกิจวัตรที่เคยคุ้นชินไม่ได้ เช่น ทำอาหารตามสูตรเดิมผิดพลาด จัดการเงินหรือจ่ายค่าไฟผิดปกติ
  • บุคลิกภาพ อารมณ์ และพฤติกรรมเปลี่ยนไป ซึมเศร้า วิตกกังวล หงุดหงิดง่าย หวาดระแวง หรือแยกตัวจากสังคม
สมองเสื่อมป้องกันได้หรือไม่?
แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้ 100% แต่แนวทางล่าสุดขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า สามารถลดความเสี่ยงหรือชะลอการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ ด้วยการดูแลปัจจัยเสี่ยงที่ปรับได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การออกกำลังกาย ควบคุมโรคประจำตัวนอนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพใจ การได้ยิน การมองเห็น และไม่แยกตัวจากสังคม
ทำไมต้องเริ่มดูแลสมองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ?
กระบวนการเปลี่ยนแปลงในสมองมักเริ่มเกิดขึ้นก่อนปรากฏอาการความจำเสื่อมถอยนานหลายสิบปี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและควบคุมโรคประจำตัวตั้งแต่วัยกลางคน จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการสร้าง Cognitive Reserve (สมรรถภาพสมองสำรอง) เพื่อปกป้องเซลล์สมองในระยะยาว
ห่างไกลสมองเสื่อม 4 เสาหลักตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก
องค์การอนามัยโลกเน้นย้ำว่าการป้องกันสมองเสื่อมต้องทำแบบ Multidomain Intervention คือการดูแลปัจจัยเสี่ยงหลายๆ ด้านพร้อมกันอย่างเป็นระบบตลอดช่วงชีวิต ดังนี้
เสาหลักที่ 1 การปรับพฤติกรรมและวิถีชีวิต
การออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง กระตุ้นการสร้างสารบำรุงประสาท และลดการอักเสบในระบบหลอดเลือด
  • ผู้ใหญ่ทั่วไป ออกกำลังกายแบบแอโรบิกความแรงปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ)
  • ผู้สูงอายุ ควรเพิ่ม การฝึกกล้ามเนื้อและการทรงตัว เช่น ยืนขาเดียว ลุกนั่งจากเก้าอี้ ฝึกเดินทรงตัว ออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน อย่างน้อย 2–3 วัน/สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงการหกล้มและการบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของสมองเสื่อม
การกระตุ้นสมองและการเรียนรู้
  • Cognitive Stimulation กระตุ้นสมองด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่และทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น อ่านหนังสือ เล่นเกมการ์ด หมากรุก งานฝีมือ ทำอาหารเมนูใหม่ หรือเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของสมองและเสริมสร้างการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท
  • Cognitive Training ฝึกสมองเฉพาะด้านอย่างเป็นขั้นตอน เช่น ความจำ สมาธิ การวางแผน และการแก้ปัญหา เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภาวะความจำบกพร่องเล็กน้อย (MCI)
การเข้าสังคมสม่ำเสมอ
  • การพูดคุย พบปะเพื่อนฝูง ทำกิจกรรมอาสาสมัคร หรือกิจกรรมกลุ่ม ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว ลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า และกระตุ้นการทำงานของสมองผ่านการสื่อสาร
การงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • งดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองและสมองเสื่อม การเลิกบุหรี่ช่วยลดความเสี่ยงลงได้อย่างชัดเจน
  • งด หรือลดแอลกอฮอล์ องค์การอนามัยโลกระบุว่า ไม่มีปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยต่อสมอง การดื่มหนักหรือดื่มเป็นประจำส่งผลทำลายเนื้อสมองโดยตรง
เสาหลักที่ 2 โภชนาการและการนอนหลับ
รูปแบบอาหารบำรุงสมอง
  • แนะนำรูปแบบอาหารเน้นธรรมชาติ เช่น Mediterranean-like Diet หรือ MIND Diet ที่เน้น ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเปลือกแข็ง ปลาที่มีไขมันดี เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน และใช้น้ำมันมะกอก
  • หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ของทอด ขนมหวาน และอาหารเค็มจัด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคหลอดเลือด
วิตามินเสริม
  • ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่เพียงพอ ในการยืนยันว่าการรับประทานวิตามิน B วิตามิน E Omega-3 หรือ Multivitamins เสริม สามารถช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้ ในผู้ที่มีระดับวิตามินในร่างกายเป็นปกติ
  • ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ซื้อวิตามินเสริมรับประทานเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันสมองเสื่อมโดยเฉพาะ แต่ควรมุ่งเน้นการได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนจากอาหารธรรมชาติ เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว และปลาเป็นหลัก (เว้นแต่ตรวจพบภาวะขาดวิตามินและแพทย์พิจารณาให้รับประทานเสริมตามความเหมาะสม)
การนอนหลับและการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ
  • การนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่สมองใช้ ในการกำจัดของเสียและโปรตีนตกค้าง เช่น Amyloid-beta ออกจากสมอง
  • ผู้ใหญ่ควรนอนหลับอย่างมีคุณภาพ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน
  • หากมีอาการนอนกรนเสียงดัง สะดุ้งตื่นกลางดึก ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น หรือ หรือรู้สึกง่วงผิดปกติในเวลากลางวัน ควรเข้ารับการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) เพื่อค้นหาสาเหตุ โดยเฉพาะภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea)
เสาหลักที่ 3 การดูแลโรคประจำตัวและระบบประสาทสัมผัส
การควบคุมโรคความดัน เบาหวาน และไขมัน
  • โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และไขมัน LDL สูง ส่งผลให้หลอดเลือดสมอง ตีบ แข็ง หรือแตก นำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือด (Vascular Dementia)
  • ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อควบคุมค่าความดัน น้ำตาลสะสม (HbA1c) และระดับไขมันให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
การคุมน้ำหนักตัวช่วงวัยกลางคน
ภาวะอ้วนลงพุงในวัยกลางคนอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและความผิดปกติของระบบเผาผลาญ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และภาวะสมองเสื่อม จึงควรดูแลน้ำหนัก ดัชนีมวลกาย (BMI) และรอบเอวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
การดูแลการได้ยินและการมองเห็น
  • การได้ยิน เมื่อการได้ยินลดลง สมองต้องทำงานหนักขึ้นในการแปลผลเสียง และทำให้ผู้สูงอายุเริ่มแยกตัวจากสังคม องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ตรวจการได้ยินและใช้เครื่องช่วยฟัง เพื่อลดความเสี่ยงสมองเสื่อม
  • การมองเห็น หมั่นตรวจสุขภาพตาและรักษาโรคตาที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น เช่น ต้อกระจก ต้อหิน หรือเบาหวานขึ้นจอประสาทตา เพื่อช่วยให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันและทำกิจกรรมทางสังคมได้
เสาหลักที่ 4 การลดการสัมผัสมลพิษทางอากาศ
ฝุ่นมลพิษภายนอกบ้าน
  • งานวิจัยยืนยันว่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 สามารถเล็ดลอดผ่านระบบหายใจเข้าสู่กระแสเลือดและสมอง ก่อให้เกิดการอักเสบในประสาท (Neuroinflammation) ควรใส่หน้ากากป้องกันหรือใช้อุปกรณ์ฟอกอากาศเมื่อค่ามลพิษสูง
มลพิษภายในบ้าน
  • หลีกเลี่ยงควันจากการปรุงอาหารด้วยเชื้อเพลิงชีวมวล ควันธูป หรือควันบุหรี่ภายในบ้าน
การตรวจประเมินภาวะสมองเสื่อม มีอะไรบ้าง
เป้าหมายสำคัญของการรักษาภาวะสมองเสื่อม ไม่ใช่เพียงเรื่องความจำ แต่คือ การชะลอการเสื่อมถอยของสมอง การจัดการพฤติกรรมและอารมณ์ และการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด
การรักษาด้วยยา
  • สำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์หรือสมองเสื่อมบางชนิด แพทย์อาจพิจารณายาปรับระดับสารสื่อประสาทในสมอง
  • ยาไม่ได้ช่วยให้เซลล์สมองกลับมาสมบูรณ์หรือรักษาโรคให้หายขาด แต่ช่วยประคับประคองความจำ สมาธิ การคิด และช่วยให้ผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวันได้ยาวนานขึ้น
การดูแลแบบไม่ใช้ยา
  • Cognitive Stimulation & Rehabilitation กิจกรรมกลุ่มบำบัด ดนตรีบำบัด ศิลปะบำบัด หรือการฝึกทักษะสมองที่เหมาะกับระดับความสามารถของผู้ป่วย
  • การปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย จัดบ้านให้สว่างเพียงพอ ติดราวจับในห้องน้ำ เก็บสายไฟและพรมที่อาจทำให้สะดุ้งหกล้ม เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะ
  • สร้างกิจวัตรประจำวันที่คงที่ ใช้ปฏิทิน นาฬิกาเรือนใหญ่ สมุดบันทึก หรือป้ายเตือนความจำ เพื่อลดความสับสน วิตกกังวล และสร้างความมั่นใจให้ผู้ป่วยในการใช้ชีวิต
การดูแลด้านอารมณ์และพฤติกรรม
  • หากผู้ป่วยมีอาการหงุดหงิด ก้าวร้าว ซึมเศร้า หรือเห็นภาพหลอน ควรหาสาเหตุกระตุ้นก่อนเสมอ เช่น มีอาการปวด ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ นอนไม่พอ หรือสภาพแวดล้อมเสียงดังเกินไป
  • เน้นการปรับสภาพแวดล้อมและการปรับพฤติกรรมผู้ดูแลก่อนการใช้ยาปรับอารมณ์
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/health/care/7976
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา