27 ส.ค. เวลา 01:55 • ปรัชญา
เรื่องราว ที่ว่า มาเจอะเจอกัน มีความรัก ความผูกพัน เบื้องหลัง .มันมีเรื่องราว ที่ว่า กรรม .ที่เคย ใช้อารมณ์ คล้องเวรกรรม กันมา เคยใช้กายวาจาใจกันดี ก็ใช้ในเรื่องราวที่ดีๆ เคยใช้ทำร้าย หักล้างกันมา ก็กลับมาใช้อีก มันมีเรื่องราว ที่สะสมมาแต่อดีต ที่ว่า เกิดมามีกายต้องชดใช้กรรม
บางคู่ แรกๆ ก็บอกว่า รัก แต่อยู่ไป ๆ อยู่ ไป กลับมาทำลาย แตกแยก ทำร้ายกัน เกลียดชังกัน . บ้างก็ไม่สามารถ ประคับประคอง สิ่งที่ว่า รักกัน . ความรัก ความยึดถือ ที่ปรุงแต่ง กาย ให้จิตอาศัยนั้น มันมีเรื่องราว ปรุงแต่ง อุปโลกน์เรื่องต่างๆ ที่ว่า กิลสร้อยรัด กายและจิต ให้ต้องเป็นไปตามกรรม . ไม่มีใครหลีกพ้นได้ ได้เลย ที่ว่า เค้าให้เกิดมาอาศัยโลกชั่วขณะหนึ่ง อดีตที่เคยสะสมมา
โลกเค้า หรือ ธาตุทั้งสี่ ในกาย ก็จะ ส่งปรุงแต่งอารมณ์นึกคิดในกายในจิต ที่อาศัยชั่วขณะหนึ่ง ที่ว่า มายาของโลกให้ยึดถือ จิตหลงใหล ก็ต้องใช้อารมณ์ปรุงแต่งนั้น แล้วก็ต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตาย วนเวียน เกิดตาย นับชาติไม่ได้เลย เกิดทีไร มีความสุขที่แท้จริงมั้ย
เรื่องราวของจิต .นั้นที่มาอาศัยกาลชั่วขณะหนึ่ง มีสติสัมปชัญญะ เรียบเรียง เหตุผล อารมณ์นึกคิด ต่างๆ ในกายพาไปไหน มองเห็น เรื่องราวอารมณ์นึกคิด ต่างๆ ที่นำพาไปคล้องเวรกรรม สะสมกรรม . แต่นั้น มันก็ยากที่จะเรียนรู้ สลัดอารมณ์นึกคิดต่างๆ ออกไปจากกาย ที่จิตนั้นอาศัยชั่ว แล้วจะทำอย่างไรจึงจะสลัด สิ่งเหล่านี้ ออกไปจากจิตได้ . ที่ว่า อารมณ์นึกคิดต่างๆ นำพาให้จิตมีทุกแสนสาหัส แต่เราก็ไม่สามารถเรียนรู้จักได้เลย
เรื่องราวที่ว่า ต่างคนต่างมา มาเจอกัน แล้วจากไป ไปกันคนละทิศคนละทาง ไม่รู้ว่าชาติไหร่จะเตอะเจอกันอีก ไม่อาจรู้ได้เลย เหมือนเรื่องราว ที่ว่าจิตออกจากกาย จิตดวงหนึ่ง ไปนรก อีกดวงหนึ่งจึ้นสวรรค์ มันก็หปกันคนละทาง . แล้วคนเราตอนที่มีชีวิต ก็ไม่อาศัยโอกาสนี้ ที่มีกายมนุษย์ เอาจิตที่อาศัยกายนี้ มาเรียนรู้ขึ้นมา มันก็เลยเรียนรู้จัก เรื่องราวเล่านี้ไม่ได้ เพราะต้องเรียนรู้จัก ด้วนจิตของตนเอง
หากเรามองไปที่องค์พระสิทธัตถะ เรามาองเรื่องราว ที่ท่านทิ้งเวียงวัง ทิ้งบุตรภรรยา หนีเข้าป่า . ท่านสองเห็นอะไรในสิ่งเหล่านี้ ที่ยึดถือ . เรื่องราวเหล่านี้ มีเรื่องราวของจิตที่ท่านมีปัญญาธรรม หนีการเกิดแก่เจ็บตาย
โฆษณา