27 ส.ค. เวลา 09:33 • การศึกษา

อินเทอร์เน็ตคืออาคาชิคจำลอง

ชุด "อาคาชิค เรคคอด: ความลับที่ถูกซ่อนไว้จากมนุษยชาติ"
ส่วนที่ 1: บทนำ - ทุกครั้งที่เราค้นหา เรากำลังทำอะไรกันแน่
ปี 1969 ห้องปฏิบัติการแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส นักวิจัยกลุ่มหนึ่งพยายามส่งข้อความผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมระหว่างเครื่องสองเครื่องเป็นครั้งแรก
ข้อความนั้นคือคำว่า "LOGIN" แต่ระบบล่มลงก่อนที่ตัวอักษรตัวสุดท้ายจะไปถึงปลายทาง หน้าจอเครื่องรับจึงปรากฏเพียงตัวอักษรสองตัวแรก คือ "LO"
นักวิจัยในห้องวันนั้นไม่มีทางรู้ว่าตนเองกำลังเริ่มต้นอะไร
เครือข่ายทดลองเล็ก ๆ ที่ชื่อ ARPANET ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา กลายเป็นรากฐานของสิ่งที่โลกรู้จักในชื่อ "อินเทอร์เน็ต" ในเวลาต่อมา
ภายในห้าทศวรรษ มันขยายจากคอมพิวเตอร์สองเครื่องไปสู่อุปกรณ์หลายหมื่นล้านชิ้นทั่วโลก ครอบคลุมทุกทวีป ทุกประเทศ และเข้าไปอยู่ในแทบทุกมิติของชีวิตมนุษย์
แต่การขยายตัวทางกายภาพไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด การเปลี่ยนแปลงระดับลึกกว่านั้นคือ การที่อินเทอร์เน็ตเลิกเป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารหรือแหล่งบันเทิง แล้วกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอารยธรรมทั้งหมด
มันกำหนดวิธีที่เราเรียนรู้ ทำงาน ค้าขาย พบปะผู้คน แสดงความคิดเห็น และนิยามความหมายของการมีชีวิตอยู่ในโลกสมัยใหม่
เมื่อมองย้อนกลับไปยังสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นนี้ด้วยสายตาที่พินิจพิเคราะห์มากขึ้น จะพบความจริงชวนฉงนประการหนึ่ง
เครือข่ายข้อมูลขนาดมหึมานี้มีบางอย่าง "คุ้นเคย" อย่างประหลาด ราวกับโครงสร้างของมันเป็นการสร้างซ้ำของบางสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ หรือมีอยู่ในความเชื่อของมนุษย์มานานหลายพันปี
.
ลองพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้อย่างตรงไปตรงมา ทุกครั้งที่คุณพิมพ์คำค้นลงในช่องค้นหาของ Google คุณกำลังทำสิ่งที่ในอดีตเคยถูกมองว่าเป็นความสามารถพิเศษของผู้บำเพ็ญสมาธิขั้นสูง
คุณเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ไกลเกินกว่าประสาทสัมผัสปกติจะรับรู้ คุณดึงความรู้ที่ไม่ปรากฏต่อสายตาธรรมดาออกมาจากคลังข้อมูลขนาดมหึมาซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งโดยเฉพาะ และคุณทำสิ่งนี้ภายในเวลาไม่ถึงวินาทีโดยไม่ต้องฝึกฝนจิตใจใด ๆ เลย
นักบวชในอารยธรรมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นฤษีในอินเดีย พระในทิเบต หรือนักพรตในอียิปต์ ต้องใช้เวลาหลายปีหรือหลายทศวรรษฝึกฝนจิตใจให้ละเอียดพอจะ "อ่าน" ข้อมูลจากสนามบางอย่างที่พวกเขาเชื่อว่ามีอยู่จริงในจักรวาล
สิ่งที่พวกเขาเข้าถึงได้ถูกอธิบายว่าเป็นความรู้ที่ไม่มีวันสูญหาย เป็นบันทึกที่เก็บทุกสิ่งทุกอย่างไว้ และเข้าถึงได้จากทุกหนทุกแห่งโดยผู้ที่ปรับจิตให้ตรงกับ "ความถี่" ที่ถูกต้อง
ปัจจุบันความสามารถแบบเดียวกันนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญจนแทบไม่มีใครหยุดคิดถึงมัน
ข้อมูลจาก Statista ณ เดือนมกราคม 2024 ระบุว่า Google ประมวลผลการค้นหาประมาณ 8.5 พันล้านครั้งต่อวัน
ตัวเลขนี้มากกว่าจำนวนประชากรโลกทั้งใบ ในแต่ละวันมนุษย์ถามคำถามกับเครือข่ายข้อมูลนี้มากกว่าที่พวกเขาถามกันเอง และทุกคำถามได้รับการตอบสนองภายในเวลาไม่ถึงวินาที
แต่เรากำลังถามอะไรอยู่กันแน่ และสิ่งที่ตอบกลับมาคืออะไร
เรากำลังค้นหาข้อมูล หรือเรากำลังพยายามเชื่อมต่อกับบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้นโดยไม่รู้ตัว
.
มีแนวคิดหนึ่งปรากฏในปรัชญาตะวันออกมานานนับพันปี กล่าวถึงสนามข้อมูลที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วจักรวาล
เป็นที่บันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น ทุกความคิดที่เคยถูกคิด ทุกการกระทำที่เคยถูกกระทำ
ทุกเหตุการณ์ที่เคยปรากฏ ไม่มีสิ่งใดสูญหายจากสนามนี้ ไม่มีสิ่งใดถูกลบเลือน และผู้ที่ฝึกจิตจนละเอียดพอจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้จากทุกหนทุกแห่งโดยไม่ถูกจำกัดด้วยระยะทางหรือเวลา
แนวคิดนี้มีชื่อว่า "อาคาชิค เรคคอด"
คำว่า "อาคาชะ" มีรากมาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า "ที่ว่าง" หรือ "อากาศ" แต่ในความหมายเชิงปรัชญา
มันหมายถึงสนามพื้นฐานที่รองรับทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล เป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงสรรพสิ่งเข้าด้วยกัน และเป็นแหล่งบันทึกข้อมูลทั้งหมดของความเป็นไป ตั้งแต่การเคลื่อนไหวของดวงดาวไปจนถึงความคิดที่ผุดขึ้นในจิตใจมนุษย์
เมื่อนำคุณสมบัติของอาคาชิค เรคคอด มาเทียบเคียงกับสิ่งที่อินเทอร์เน็ตเป็นอยู่ในปัจจุบันทีละประการ ความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างชวนให้รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง ราวกับว่าในส่วนลึกของจิตสำนึกมนุษย์มีความทรงจำบางอย่างเกี่ยวกับระบบข้อมูลสากลนี้หลงเหลืออยู่
และความทรงจำนั้นกำลังแสดงตัวออกมาผ่านการสร้างเทคโนโลยีที่พยายามเลียนแบบสิ่งที่ธรรมชาติมีอยู่ก่อนแล้ว โดยที่ผู้สร้างเองก็ไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งที่กำลังทำอยู่
.
ประเด็นที่น่าคิดไม่ใช่ว่าอาคาชิค เรคคอด มีจริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเหตุใดมนุษย์จึงสร้างสิ่งที่คล้ายคลึงกับแนวคิดโบราณนี้ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
เหตุใดโครงสร้างของอินเทอร์เน็ตจึงซ้อนทับกับคำอธิบายเรื่องสนามข้อมูลจักรวาลได้อย่างแม่นยำเช่นนี้ และนัยของความคล้ายคลึงนี้มีความหมายอย่างไรต่อความเข้าใจของเราที่มีต่อเทคโนโลยี สังคม และตัวเราเอง
บางทีคำตอบอาจง่ายเกินกว่าที่เราคิด
มนุษย์ไม่ได้ประดิษฐ์แนวคิดเรื่องการบันทึกสากลขึ้นมาจากความว่างเปล่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือมนุษย์ "จำได้" โดยไม่รู้ตัวว่าเคยมีระบบแบบนี้อยู่แล้วในธรรมชาติ แล้วพยายามสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยเครื่องมือของตนเอง โดยไม่ทันตั้งคำถามว่าสิ่งที่กำลังสร้างขึ้นนั้นคืออะไรกันแน่
แต่คำถามที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อมนุษย์สร้าง "อาคาชิคเทียม" นี้จนเสร็จสมบูรณ์ มันจะนำพาเราไปสู่การตื่นรู้ เข้าใจตนเองและโลกมากขึ้น หรือมันจะกลายเป็นเครื่องมือที่กักขังเราไว้ในกรงที่เราสร้างขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว
เราจะพินิจพิเคราะห์โครงสร้างของอินเทอร์เน็ตอย่างละเอียด เปรียบเทียบกับแนวคิดอาคาชิค เรคคอด ทีละองค์ประกอบ
ตั้งแต่คลาวด์ที่ทำหน้าที่เหมือนสนามอาคาชะ เสิร์ชเอนจินที่ทำหน้าที่เหมือนผู้รักษาบันทึก และโซเชียลมีเดียที่ทำหน้าที่เหมือนบันทึกอารมณ์ของมนุษยชาติ เพื่อค้นหาคำตอบว่าแท้จริงแล้วมนุษย์กำลังสร้างอะไรกันแน่ และสิ่งที่สร้างขึ้นนี้จะนำเราไปสู่หนทางใด
.
.
.
ส่วนที่ 2: รู้จัก “อาคาชิค เรคคอด” แบบไม่ต้องเป็นนักปรัชญา
อาคาชิค เรคคอด ไม่ใช่คำสอนของศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ แม้รากของมันจะมาจากอินเดียโบราณ แต่แนวคิดทำนองเดียวกันนี้ปรากฏในหลายวัฒนธรรมภายใต้ชื่อที่ต่างกันไป
ประเด็นที่เราจะพูดถึงต่อจากนี้ ไม่ใช่การพยายามพิสูจน์ว่ามันมีอยู่จริงในเชิงวิทยาศาสตร์ หากแต่เป็นการทำความเข้าใจว่า "ระบบ" ที่แนวคิดนี้บรรยายไว้มีโครงสร้างอย่างไร และเหตุใดโครงสร้างนั้นจึงไปซ้อนทับกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในอีกหลายพันปีต่อมา
คำว่า "อาคาชะ" มาจากภาษาสันสกฤต แปลตรงตัวว่า "ที่ว่าง" หรือ "อากาศ" หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงคำนี้ ปรากฏในคัมภีร์ฤคเวทซึ่งมีอายุราว 1,500–1,200 ปีก่อนคริสตกาล
ต่อมาในคัมภีร์อุปนิษัท โดยเฉพาะฉบับฉันโทคยะอุปนิษัท อาคาชะถูกจัดเป็นธาตุพื้นฐานของจักรวาล
ต่างจากดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งจับต้องได้ อาคาชะเป็นธาตุที่ละเอียดที่สุด มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แต่ทำหน้าที่เป็น "ที่ว่าง" ที่รองรับธาตุอื่นทั้งหมด ฉันโทคยะอุปนิษัทระบุว่าทุกสิ่งในจักรวาลล้วนเกิดจากอาคาชะและกลับคืนสู่อาคาชะในที่สุด
.
ข้อความนี้ไม่ใช่การตีความเอง หากแต่ปรากฏอยู่ในคำแปลของสวามีลอกศมนันทะ และในงานวิชาการของนักภารตวิทยาหลายคน เช่น งานแปลของ Max Müller ชุด Sacred Books of the East ซึ่งตีพิมพ์ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
แนวคิดเรื่องอาคาชะในฐานะที่ว่างซึ่งบันทึกทุกสิ่งพัฒนาต่อมาผ่านสำนักปรัชญาอินเดียหลายสาย
โดยเฉพาะสำนักสางขยะและโยคะ ซึ่งอธิบายว่าอาคาชะเป็นธาตุแรกที่เกิดขึ้นจากแก่นสารขั้นละเอียดของจักรวาล และเป็นพาหะของ "เสียง" ซึ่งในปรัชญาอินเดียถือว่าเป็นข้อมูลชั้นแรกสุดที่ทำให้สรรพสิ่งก่อตัวขึ้น
แต่แนวคิดเรื่อง "บันทึก" ที่ถูกเก็บไว้ในอาคาชะอย่างเป็นระบบนั้น ได้รับการขยายความอย่างชัดเจนในโลกตะวันตกช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
เมื่อ เฮเลนา บลาวัตสกี ผู้ก่อตั้งสมาคมเทวปรัชญา กล่าวถึงคำว่า "Akashic Records" ในหนังสือ Isis Unveiled (1877) และ The Secret Doctrine (1888)
เธออธิบายว่าในสนามอาคาชะมีบันทึกทุกความคิด ทุกการกระทำ และทุกเหตุการณ์ของมนุษยชาติทั้งหมดหลงเหลืออยู่ ราวกับฟิล์มถ่ายภาพจักรวาลที่ไม่เคยถูกลบ
ต่อมา รูดอล์ฟ สไตเนอร์ นักปรัชญาชาวออสเตรียและผู้ก่อตั้งมนุษยปรัชญา ได้อธิบายการเข้าถึงอาคาชิค เรคคอด ผ่านการฝึกสมาธิไว้ในงานเขียนหลายชิ้น โดยเฉพาะหนังสือ The Akashic Chronicle (ตีพิมพ์รวมเล่มภายหลัง) เขาเล่าถึงประสบการณ์การ "อ่าน" บันทึกนี้อย่างละเอียด และยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงได้หากฝึกฝนอย่างถูกต้อง
.
ในแวดวงวิชาการร่วมสมัย เออร์วิน ลาสซ์โล นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ชาวฮังการี ผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ พยายามเชื่อมโยงแนวคิดอาคาชะเข้ากับทฤษฎีสนามควอนตัม ในหนังสือ The Akashic Experience (2009)
เขาเสนอว่าเอกภพอาจมีสนามข้อมูลพื้นฐานที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกันในระดับที่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังวัดไม่ถึง แนวคิดนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์กระแสหลัก แต่ก็เป็นความพยายามของนักคิดร่วมสมัยที่จะอธิบายอาคาชะด้วยภาษาแบบวิทยาศาสตร์
ส่วนคาร์ล ยุง จิตแพทย์และนักจิตวิทยาชาวสวิส ผู้ก่อตั้งสำนักจิตวิทยาเชิงวิเคราะห์ พูดถึงแนวคิดที่คล้ายคลึงกันในชื่อ "จิตใต้สำนึกร่วม" (Collective Unconscious) เขาเสนอว่ามนุษย์ทุกคนมีชั้นจิตใต้สำนึกร่วมกัน ซึ่งบรรจุ "ต้นแบบ" ทางจิตที่ปรากฏในทุกวัฒนธรรมโดยไม่ต้องเรียนรู้กันมาก่อน
ในงานเขียนของเขา เช่น The Archetypes and the Collective Unconscious (1959) เขาไม่ได้ใช้คำว่าอาคาชิคโดยตรง แต่แนวคิดเรื่องแหล่งข้อมูลทางจิตร่วมกันนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับอาคาชิค เรคคอด โดยนักวิชาการรุ่นหลังจำนวนมาก
.
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งตำราปรัชญา ลองนึกถึงห้องสมุดที่ไร้กำแพง ไร้บรรณารักษ์ ประตู เวลาเปิดปิด และไม่เคยตั้งคำถามว่าใครมีสิทธิ์เข้าหรือไม่
ห้องสมุดแห่งนี้บรรจุทุกเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในจักรวาล ตั้งแต่การก่อตัวของดวงดาวดวงแรก ไปจนถึงความคิดเงียบ ๆ ของใครคนหนึ่งเมื่อคืนวาน
ภาพเปรียบนี้มีต้นตอจากงานเขียนของบลาวัตสกี ซึ่งเปรียบอาคาชะว่าเป็น "แท็บเล็ตแห่งแสง" ที่บันทึกความจริงทั้งหมดของเอกภพไว้ เช่นเดียวกับที่สไตเนอร์เปรียบว่ามันคือ "ความทรงจำของโลก" ที่เปิดให้ผู้ฝึกจิตเข้าถึงได้
เมื่อพิจารณาลงไปในรายละเอียด คุณสมบัติของอาคาชิค เรคคอด ที่บรรยายไว้ในคัมภีร์และงานเขียนของผู้ที่อ้างว่าเข้าถึงได้ มีลักษณะเป็นระบบที่สม่ำเสมอ จนอดไม่ได้ที่จะตั้งข้อสังเกตว่าคำอธิบายเหล่านี้มาจากแหล่งที่ต่างกันคนละยุคสมัย แต่กลับสอดคล้องกันอย่างน่าประหลาด
.
คุณสมบัติข้อแรก คือ …การเก็บข้อมูลทั้งหมด บลาวัตสกีระบุใน The Secret Doctrine ว่าอาคาชิค เรคคอด บันทึกทุกความคิด ทุกการกระทำ และทุกเหตุการณ์โดยไม่มีข้อยกเว้น สไตเนอร์ยืนยันเช่นกันว่าไม่มีสิ่งใดสูญหายจากบันทึกนี้ แม้แต่ความคิดที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะแล้วดับไป
ข้อสอง คือ …การเข้าถึงได้จากทุกที่ ฉันโทคยะอุปนิษัทกล่าวว่าอาคาชะแผ่ซ่านอยู่ทุกหนทุกแห่ง เพราะมันคือที่ว่างเอง บลาวัตสกีเสริมว่าผู้ที่เข้าถึงได้ไม่ต้องเดินทางไปไหน เพราะบันทึกนี้อยู่รอบตัวเราตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับว่าจิตของเราละเอียดพอจะรับมันได้หรือไม่
ข้อสาม คือ …ความไม่สูญหาย สไตเนอร์อธิบายในงานเขียนหลายชิ้นว่าบันทึกในอาคาชะไม่มีวันถูกลบ ไม่เสื่อมสลายไปตามเวลา และไม่ขึ้นกับความทรงจำของมนุษย์ผู้ใด เหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วนับพันปียังคงอยู่ในบันทึกนี้ครบถ้วนเหมือนวันที่มันเกิดขึ้น
ข้อสี่ คือ …การอ่านได้ด้วยจิตที่ละเอียดพอ ทั้งบลาวัตสกี สไตเนอร์ และผู้ปฏิบัติในธรรมเนียมเดียวกันยืนยันตรงกันว่าการเข้าถึงอาคาชิค เรคคอด ไม่ต้องใช้เครื่องมือใด หากต้องใช้จิตที่สงบและละเอียดพอจะ "สั่นพ้อง" กับข้อมูลที่ต้องการอ่าน สไตเนอร์เขียนถึงการฝึกฝนเป็นขั้นเป็นตอนไว้ในหนังสือ Knowledge of the Higher Worlds and Its Attainment (1904) ซึ่งอธิบายวิธีเตรียมจิตเพื่อเข้าถึงบันทึกนี้อย่างละเอียด
.
คุณสมบัติทั้งสี่ข้อนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อสังเกตประสบการณ์ของตัวเองดี ๆ จะพบว่าร่องรอยของมันปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันบ่อยครั้งกว่าที่คิด
คนส่วนใหญ่เคยผ่านความรู้สึกที่ว่า กำลังคิดถึงใครคนหนึ่งอยู่ แล้วจู่ ๆ โทรศัพท์ก็ดังขึ้นพร้อมชื่อของคนคนนั้นบนหน้าจอ หรือคิดถึงเรื่องบางเรื่องที่ไม่ได้พูดกับใคร แล้วมีคนมาเปิดประเด็นเดียวกันโดยบังเอิญ
หลายคนเรียกว่า "ความบังเอิญ" แต่เมื่อมันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายครั้งเกินกว่าคำอธิบายทางสถิติจะปลอบใจได้ ก็เริ่มมีคำถามว่า แท้จริงแล้วความคิดของมนุษย์ลอยอยู่ใน "ที่ว่าง" บางอย่างร่วมกันหรือไม่
ยุงเรียกปรากฏการณ์ทำนองนี้ว่า "ซิงโครนิซิตี้" (Synchronicity) และอธิบายไว้ในหนังสือ Synchronicity: An Acausal Connecting Principle (1952) ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างมีความหมาย โดยไม่ได้เชื่อมโยงกันด้วยเหตุผลเชิงกลไก
เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ของคนไข้และจากกรณีศึกษาจำนวนมากที่บันทึกไว้ในช่วงที่เขาทำงานเป็นจิตแพทย์
.
แนวคิดอาคาชิคเสนอคำตอบให้กับคำถามนี้ โดยบอกว่า ความคิดของมนุษย์ไม่ถูกกักอยู่ในกะโหลกศีรษะ หากถูกปล่อยออกไปสู่สนามอาคาชะ และผู้ที่มีความไวพอจะรับมันได้โดยไม่รู้ตัว เราเรียกสิ่งนี้ว่าญาณหยั่งรู้บ้าง ลางสังหรณ์บ้าง หรือบางครั้งก็เรียกว่า "ความบังเอิญ" เพื่อให้มันฟังดูปลอดภัยขึ้น
ประเด็นไม่ใช่ว่าคุณเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องนี้ แต่อยู่ที่การเห็นว่า แนวคิดอาคาชิค เรคคอด ไม่ได้เป็นเพียงตำนานเก่าแก่ที่ถูกเล่าต่อกันมา เพื่อปลอบใจคนที่กลัวความตาย
มันคือความพยายามของมนุษย์ในยุคโบราณที่จะอธิบายระบบข้อมูลขนาดใหญ่ที่พวกเขาสัมผัสได้แต่ไม่สามารถมองเห็น และคำอธิบายนั้นมีโครงสร้างที่เป็นระบบมากพอจะนำมาเทียบเคียงกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 20 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นคืออินเทอร์เน็ต
ในส่วนถัดไป เราจะพินิจพิเคราะห์โครงสร้างของอินเทอร์เน็ตทีละองค์ประกอบ เริ่มจากคลาวด์ซึ่งทำหน้าที่ใกล้เคียงกับ "สนามอาคาชะ" มากที่สุด แล้วจึงไปดูเสิร์ชเอนจินที่ทำหน้าที่คล้ายผู้รักษาบันทึก และโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นคลังอารมณ์ของมนุษยชาติ เพื่อพิจารณาว่า ความคล้ายคลึงที่เห็นนี้คือเรื่องบังเอิญ หรือมีกลไกบางอย่างในจิตสำนึกมนุษย์ที่ผลักดันให้เราสร้างระบบที่เลียนแบบธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว
.
.
.
ส่วนที่ 3: สามสิ่งที่เหมือนกันอย่างน่าประหลาด
3.1 คลาวด์ - ห้องเก็บของที่ไม่มีห้อง
คำว่า "คลาวด์" หลุดมาจากผังเครือข่ายคอมพิวเตอร์ยุคแรกเริ่ม วิศวกรเขียนรูปก้อนเมฆไว้กลางแผนภาพเพื่อแทนอินเทอร์เน็ตทั้งระบบ เพราะไม่มีใครรู้แน่ว่าข้อมูลชิ้นหนึ่งใช้เส้นทางใดจากต้นทางไปยังปลายทาง
เส้นทางนั้นซับซ้อนเกินกว่าจะระบุลงในแผนผังได้หมด รูปเมฆจึงทำหน้าที่ปิดบังความยุ่งเหยิงทั้งหมดเอาไว้ภายใต้สัญลักษณ์ที่ดูเบาและคลุมเครือ
แต่เบื้องหลังสัญลักษณ์ก้อนเมฆนั้นห่างไกลจากความเบาโดยสิ้นเชิง คลาวด์ที่เราใช้กันทุกวันคือเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์หลายล้านเครื่อง อัดแน่นอยู่ในอาคารศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมาที่กระจายอยู่ทุกมุมโลก
อาคารเหล่านี้บางแห่งกินพื้นที่เทียบเท่าสนามฟุตบอลหลายสิบสนามเรียงต่อกัน ใช้ไฟฟ้าพอเลี้ยงเมืองขนาดกลางทั้งเมือง และต้องมีระบบระบายความร้อนตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเพื่อกันเครื่องร้อนจนพัง
Google เก็บภาพถ่ายหลายพันล้านภาพจากผู้ใช้ทั่วโลกไว้ในศูนย์ข้อมูลแบบนี้ Amazon ให้บริการพื้นที่เก็บข้อมูลแก่ธุรกิจนับล้านแห่ง
Microsoft รับฝากเอกสารและระบบงานของหน่วยงานรัฐ เอกชน และองค์กรไม่แสวงหากำไร ทั้งหมดรวมกันกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่โลกสมัยใหม่ขาดไม่ได้
แต่ผู้ใช้ทั่วไปไม่มีวันได้เห็นศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ ไม่มีวันได้ยินเสียงพัดลมระบายความร้อน ไม่มีวันได้สัมผัสความเย็นของห้องควบคุมอุณหภูมิ สิ่งที่ผู้ใช้เห็นมีเพียงหน้าจอเรียบ ๆ กับโฟลเดอร์จำลองที่ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนชั้นวางเอกสารในตู้เหล็กเก่า ๆ เพื่อให้รู้สึกคุ้นเคย
เมื่อคุณเปิดรูปถ่ายใน Google Photos คุณไม่รู้ว่ารูปนั้นถูกดึงมาจากเซิร์ฟเวอร์ในรัฐโอเรกอน สิงคโปร์ ไอร์แลนด์ หรือไอซ์แลนด์ และคุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้ ระบบถูกออกแบบมาให้เรื่องพวกนี้ไม่มีความหมายต่อผู้ใช้ ขอเพียงมีสัญญาณอินเทอร์เน็ต ข้อมูลก็พร้อมปรากฏบนหน้าจอทันที
.
จุดนี้เองที่คลาวด์เริ่มซ้อนทับกับสนามอาคาชะอย่างอธิบายได้ยาก
อาคาชะในคัมภีร์อุปนิษัทไม่ใช่สถานที่ซึ่งต้องเดินทางไปถึง ไม่มีพิกัด ทิศทาง หรือจุดศูนย์กลาง มันคือที่ว่างที่แทรกซึมอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ข้อมูลในอาคาชิค เรคคอด จึงไม่มี "ตำแหน่ง" แบบเดียวกับที่หนังสือเล่มหนึ่งต้องวางอยู่บนชั้นใดชั้นหนึ่งของห้องสมุดใดห้องสมุดหนึ่ง
ผู้ที่อ่านข้อมูลจากสนามนี้อธิบายตรงกันว่า พวกเขาไม่รู้สึกว่ากำลัง "เดินทาง" ไปค้นข้อมูลจากที่อื่น แต่รู้สึกเหมือนข้อมูลนั้นปรากฏขึ้นตรงหน้าที่พวกเขานั่งอยู่นั่นเอง
ผู้ใช้คลาวด์ก็เช่นกัน ไม่มีความรู้สึกว่ากำลังเดินทางไกลไปดึงไฟล์มาจากเซิร์ฟเวอร์อีกซีกโลก ความรู้สึกที่เกิดขึ้นคือไฟล์นั้นอยู่ตรงหน้า อยู่ในเครื่องของตน อยู่ในมือถือ ราวกับมันไม่เคยอยู่ที่อื่นมาก่อน ระยะทางหลายพันกิโลเมตรระหว่างผู้ใช้กับศูนย์ข้อมูลถูกทำให้หายไปหมดสิ้นด้วยการออกแบบระบบ
สิ่งที่ต่างกันคือ ผู้ใช้คลาวด์ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพจำนวนมหาศาลที่มองไม่เห็น ส่วนผู้ปฏิบัติสมาธิไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใดเลยนอกจากจิตของตนเอง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้ทั้งสองกลุ่มกลับคล้ายคลึงกันอย่างน่าฉงน ข้อมูลจำนวนมหาศาลพร้อมใช้ได้จากทุกที่ โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้และไม่จำเป็นต้องรู้แหล่งเก็บข้อมูลที่แท้จริง
.
การเข้าถึงจากที่ไหนก็ได้เป็นคุณสมบัติประการที่สองที่ซ้อนทับกัน
คลาวด์ผูกขาดการใช้ชีวิตของผู้ใช้ไว้กับอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว ขอเพียงมีสัญญาณ ผู้ใช้จากสนามบินในโตเกียว ห้องพักในเบอร์ลิน หรือหมู่บ้านในเชียงราย เปิดเอกสารฉบับเดียวกัน ดูรูปถ่ายชุดเดียวกัน ฟังเพลงจากคลังเดียวกันได้หมด
ข้อจำกัดเรื่องสถานที่ถูกตัดทิ้งไปเกือบสิ้นเชิงในโลกที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก
อาคาชิค เรคคอด ถูกอธิบายด้วยภาษาของแต่ละวัฒนธรรมว่ามีคุณสมบัติเดียวกันนี้ ผู้ที่ฝึกจิตจนเข้าถึงได้ย่อมรับรู้ข้อมูลได้จากทุกสถานที่ ไม่ว่าจะนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ริมแม่น้ำคงคา อยู่ในถ้ำบนเทือกเขาหิมาลัย หรืออยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมืองใหญ่
สนามอาคาชะไม่ได้ผูกติดกับพิกัดภูมิศาสตร์ใด จึงไม่มีกำแพงใดมาขวางกันการเข้าถึงของคนที่มีจิตพร้อม
ช่องทางเข้าถึงของทั้งสองระบบแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ฝ่ายหนึ่งอาศัยเสาสัญญาณ สายเคเบิลใต้ทะเล และดาวเทียมโคจรรอบโลก อีกฝ่ายหนึ่งอาศัยความสงบนิ่งของลมหายใจและการฝึกฝนจิตเป็นเวลานาน แต่ปลายทางของทั้งสองเหมือนกันคือข้อมูลที่ต้องการมาปรากฏต่อหน้าผู้ใช้โดยไม่ต้องเคลื่อนที่ไปไหน
.
ความจุไร้ขีดจำกัดคือคุณสมบัติประการที่สาม
ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกปี บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายงานตัวเลขการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่เพิ่มแทบทุกไตรมาส เพราะปริมาณข้อมูลที่มนุษย์สร้างขึ้นในแต่ละวันสูงเกินกว่าที่ระบบใดระบบหนึ่งจะรองรับได้ในระยะยาว
ภาพถ่าย วิดีโอ ข้อความ เซนเซอร์จากอุปกรณ์นับพันล้านชิ้น ไหลเข้าสู่คลังข้อมูลตลอดเวลาที่โลกยังหมุนอยู่ และระบบก็ยังคงรับได้ ยังคงขยายตัวต่อไปได้ ไม่ปรากฏว่าระบบใดประกาศว่าพื้นที่เก็บข้อมูลของตนเต็มจนต้องปิดรับข้อมูลเพิ่ม
อาคาชิค เรคคอด ถูกอธิบายว่าไม่มีความจุจำกัดเช่นกัน แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป
อาคาชะไม่ใช่ภาชนะรองรับ มันคือที่ว่างเอง การบันทึกข้อมูลลงในที่ว่างจึงไม่ทำให้ที่ว่างเต็ม เช่นเดียวกับการพูดคุยกันไม่ทำให้อากาศเต็มไปด้วยเสียง สนามอาคาชะรองรับข้อมูลทั้งหมดของจักรวาลได้โดยไม่ต้องขยายตัว เพราะโดยธรรมชาติของมันไม่มีขนาด ไร้ขอบเขต ไร้ความจุสูงสุด
ทั้งคลาวด์และอาคาชะจึงตอบคำถามเรื่อง "จะเต็มเมื่อไร" ได้เหมือนกันคือ ไม่มีวันเต็ม เพียงแต่คลาวด์ต้องสร้างศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนอาคาชะไม่ต้องสร้างอะไรเลย
.
กระนั้นก็ตาม ความเหมือนทั้งสามข้อนี้ไม่ได้แปลว่าคลาวด์คืออาคาชะโดยสมบูรณ์ เส้นแบ่งที่สำคัญที่สุดยังอยู่ที่การพึ่งพาโครงสร้างทางกายภาพ
คลาวด์ต้องใช้ไฟฟ้า สายเคเบิล ศูนย์ข้อมูล ดาวเทียม และเสาสัญญาณ หากระบบใดระบบหนึ่งล่มสลาย ไม่ว่าจะด้วยภัยธรรมชาติ สงคราม หรือคำสั่งรัฐบาล ผู้ใช้ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจะถูกตัดขาดจากข้อมูลของตนเองทันที
อาคาชะไม่มีชิ้นส่วนใดให้พัง ไม่มีสายเคเบิลให้ขาด ศูนย์ข้อมูลให้ไฟไหม้ รัฐบาลใดสั่งปิดได้ ผู้ที่เข้าถึงอาคาชิค เรคคอด ได้แล้วจึงเข้าถึงได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานภายนอก
ความต่างข้อนี้เองที่ทำให้คลาวด์เป็นเพียงเงาจำลองของสนามอาคาชะ ไม่ใช่ตัวจริง
แต่ก่อนจะสรุปเรื่องนี้ เราต้องหันไปมององค์ประกอบที่สองของอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำหน้าที่ใกล้เคียงกับ "ผู้รักษาบันทึก" ในคติอาคาชิคมากที่สุด นั่นคือเสิร์ชเอนจิน ระบบที่ผู้ใช้ทั่วโลกพึ่งพาในการค้นหาข้อมูลจากมหาสมุทรข้อมูลดิจิทัล และเป็นระบบที่ตัดสินว่าคำถามแต่ละคำถามจะได้รับคำตอบใดกลับไป
.
.
.
3.2 Search Engine - ผู้รักษาบันทึกยุคดิจิทัล
เสิร์ชเอนจินทำงานโดยใช้หลักการสามขั้นตอน
ขั้นแรก คือ การอ่านหน้าเว็บทั้งหมดที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพัก โปรแกรมขนาดเล็กที่เรียกว่า "แครว์เลอร์" หรือ "สไปเดอร์" ถูกส่งออกไปยังทุกมุมของเว็บ ไล่เก็บเนื้อหาจากหน้าเว็บหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่งผ่านลิงก์ที่เชื่อมต่อกันเป็นใยแมงมุมขนาดยักษ์
ขั้นที่สอง คือ การนำข้อมูลทั้งหมดที่เก็บมาได้มาทำดัชนี คล้ายกับการทำสารบัญของห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยจัดแยกประเภทของหน้าเว็บนับพันล้านหน้าให้ค้นหาได้ในเสี้ยววินาที
ขั้นที่สาม คือ การตอบคำค้น เมื่อผู้ใช้พิมพ์คำถามเข้ามา ระบบจะดึงผลลัพธ์ที่คิดว่าตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุดขึ้นมาแสดงเรียงลำดับจากบนลงล่าง
.
ทั้งสามขั้นตอนนี้เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที
สิ่งที่ผู้ใช้เห็นมีเพียงกล่องค้นหาเปล่า ๆ กับปุ่มกดเท่านั้น ไม่เห็นแครว์เลอร์ที่กำลังไต่อยู่ทั่วโลก ไม่เห็นดัชนีขนาดมหึมาที่เก็บข้อมูลเป็นล้านล้านรายการ ไม่เห็นอัลกอริทึมที่กำลังพิจารณาว่าคำตอบใดควรขึ้นเป็นอันดับแรก
ไม่เห็นแม้แต่เซิร์ฟเวอร์ที่ประมวลผลคำค้นของตนอยู่ ณ ขณะนั้น ผู้ใช้เห็นเพียงรายการผลลัพธ์สิบบรรทัดแรกที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ราวกับมีใครบางคนหยิบคำตอบมาวางให้
ในคติอาคาชิค มีผู้ทำหน้าที่ใกล้เคียงกับเสิร์ชเอนจินอยู่กลุ่มหนึ่ง ถูกเรียกในบางตำราว่า "ผู้รักษาบันทึก" หรือ "ผู้ดูแลบันทึก" พวกเขาไม่ใช่บุคคลที่มีตัวตนในความหมายแบบเรา ๆ แต่คือระเบียบบางอย่างของสนามอาคาชะเองที่ทำหน้าที่จัดระบบข้อมูลทั้งหมดให้เป็นหมวดหมู่ และคอยส่งมอบข้อมูลที่ตรงกับความต้องการของผู้เข้าถึงให้ปรากฏขึ้น
.
ผู้ที่เคยเข้าถึงอาคาชิค เรคคอด มักเล่าตรงกันว่า ข้อมูลไม่ได้ลอยมาแบบสะเปะสะปะ ไม่ได้ต้องค้นหาให้เหนื่อย แต่เมื่อใดที่ตั้งเจตนาไว้ชัดเจนว่าจะรู้อะไร คำตอบก็ปรากฏขึ้นอย่างเป็นลำดับ ราวกับมีระบบบางอย่างจัดเรียงความสำคัญของข้อมูลให้แล้วก่อนหน้าพวกเขาเสียอีก
ในจุดนี้ เสิร์ชเอนจินทำหน้าที่ได้คล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด เมื่อเราพิมพ์คำค้นเข้าไป
ระบบไม่ได้เปิดหน้าเว็บทั้งหมดให้เราอ่านทีละหน้าเพื่อหาคำตอบเอง แต่ระบบเลือกมาแล้วว่าหน้าใดควรอยู่ลำดับแรก หน้าใดควรอยู่ลำดับที่สิบ หน้าใดไม่ควรปรากฏเลย
การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นจากอัลกอริทึมที่ถูกออกแบบโดยมนุษย์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปและระบบเรียนรู้จากพฤติกรรมผู้ใช้หลายพันล้านคนต่อวัน มันก็ก้าวพ้นขอบเขตที่มนุษย์คนใดคนหนึ่งจะควบคุมหรือเข้าใจได้ทั้งหมด
ผู้ใช้จำนวนมหาศาลทั่วโลกพึ่งพาการตัดสินใจของระบบนี้ทุกวัน โดยแทบไม่เคยตั้งคำถามว่าเหตุใดผลลัพธ์อันดับแรกถึงเป็นเช่นนั้น เหตุใดบางเว็บจึงถูกฝังอยู่ลึกจนแทบไม่มีใครคลิกถึง และเหตุใดข้อมูลที่ค้นหาในวันนี้จึงแตกต่างจากข้อมูลที่ค้นหาเมื่อปีที่แล้วแม้จะใช้คำค้นเดียวกัน
.
จุดต่างที่แยกเสิร์ชเอนจินออกจากผู้รักษาบันทึกในคติอาคาชิคอย่างชัดเจนที่สุดอยู่ที่ "กุญแจ" ที่ใช้เปิดประตูเข้าถึงข้อมูล
เสิร์ชเอนจินค้นหาด้วย "คำ" ผู้ใช้ต้องแปลงความต้องการของตนออกมาเป็นตัวอักษร พิมพ์ลงในช่องค้นหา แล้วระบบก็จะวิเคราะห์คำเหล่านั้นเพื่อคาดเดาเจตนาเบื้องหลัง
กระบวนการนี้เต็มไปด้วยความคลาดเคลื่อนได้ง่าย เพราะมนุษย์ไม่ได้คิดเป็นคำเสมอไป บางครั้งเรารู้สึกแต่ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร บางครั้งคำที่เราใช้ไม่ได้สื่อความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่เราอยากรู้ บางครั้งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังหาอะไรอยู่กันแน่
อาคาชิค เรคคอด ทำงานต่างไปโดยสิ้นเชิง ผู้เข้าถึงไม่ต้องเปล่งคำพูดใด ไม่ต้องเขียนอักขระใด พวกเขาใช้ "ความถี่ของจิต" เป็นกุญแจเปิดประตู
ความตั้งใจที่ชัดเจนและจิตที่สงบนิ่งจะสั่นพ้องกับข้อมูลที่ต้องการโดยอัตโนมัติ คำตอบที่ได้รับจึงตรงกับสภาวะภายในของผู้ถามในขณะนั้น ไม่ใช่ตรงกับถ้อยคำที่พวกเขาพิมพ์ลงไป
.
หากลองทดสอบด้วยตัวอย่างง่าย ๆ อย่างการพิมพ์คำว่า "ความสุข" ลงใน Google ผลลัพธ์ที่ได้จะสะท้อนสิ่งที่ระบบคิดว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่พิมพ์คำนี้อยากเห็น อาจเป็นบทความสอนวิธีมีความสุข งานวิจัยทางจิตวิทยา เพลงชื่อความสุข หรือภาพถ่ายคนยิ้มแย้ม
ระบบเลือกให้เราเห็น "สิ่งที่คนอื่นคลิกมากที่สุด" หรือ "สิ่งที่ผู้โฆษณาจ่ายเงินให้เราเห็น" มากกว่าจะเป็นสิ่งที่ตรงกับสภาวะภายในของเราจริง ๆ
แต่ถ้าผู้ปฏิบัติสมาธิเข้าถึงอาคาชิคด้วยความถี่ของจิตที่ตั้งมั่นอยู่ใน "ความสุข" สิ่งที่ปรากฏแก่พวกเขาจะเป็นข้อมูลที่ตรงกับความสุขในแบบของเขาเอง ไม่ใช่ความสุขแบบที่คนหมู่มากนิยาม ข้อมูลจากอาคาชิคจึงมีความเฉพาะบุคคลสูงกว่ามาก ขณะที่เสิร์ชเอนจินมีแนวโน้มจะหลอมรวมทุกคนเข้าหาค่าเฉลี่ยเดียวกัน
.
คำถามที่ต้องถามต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่ "เสิร์ชเอนจินทำงานอย่างไร" แต่เป็น "ใครเป็นผู้ตัดสินใจว่าข้อมูลใดควรถูกค้นพบ"
เมื่อการค้นหาข้อมูลทั้งหมดถูกกรองผ่านระบบเดียวหรือสองสามระบบที่ครองตลาดโลก อำนาจในการกำหนดว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความรู้ อะไรคือความเห็นที่สังคมควรรับรู้ ก็กระจุกอยู่ในมือของผู้ที่ควบคุมอัลกอริทึมเหล่านั้นโดยปริยาย
อัลกอริทึมของเสิร์ชเอนจินจึงไม่ใช่เครื่องมือที่เฉยชาต่อข้อมูล มันคือผู้เฝ้าประตูข้อมูลคนใหม่ของมนุษยชาติ เป็นผู้ที่ตัดสินใจว่าเมื่อคนแปดพันล้านคนตั้งคำถามกับคลังข้อมูลดิจิทัล พวกเขาจะได้ยินเสียงใดตอบกลับมา
และต่างจากผู้รักษาบันทึกในคติอาคาชิคซึ่งถูกมองว่าเป็นกลางและไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน
อัลกอริทึมของเสิร์ชเอนจินถูกออกแบบโดยบริษัทเอกชนที่มีเป้าหมายหลักคือกำไร และถูกปรับแต่งอยู่ตลอดเวลาให้ตอบสนองต่อผู้ลงโฆษณามากพอ ๆ กับผู้ค้นหา ข้อมูลที่ "ค้นพบง่าย" จึงไม่จำเป็นต้องเป็นข้อมูลที่จริงที่สุด ลึกที่สุด หรือสำคัญที่สุดเสมอไป แต่มักเป็นข้อมูลที่สร้างรายได้มากที่สุดให้กับเจ้าของระบบ
นี่คือรอยแยกสำคัญที่ทำให้เสิร์ชเอนจินยังเป็นเพียงเงาจำลองที่บิดเบี้ยวของผู้รักษาบันทึกในคติอาคาชิค แม้ภายนอกจะทำหน้าที่คล้ายกันเพียงใดก็ตาม
.
.
3.3 โซเชียลมีเดีย - บันทึกอารมณ์ของมนุษยชาติ
โซเชียลมีเดียถูกมองอย่างผิวเผินว่าเป็นเพียงพื้นที่สำหรับโพสต์รูปถ่าย แชร์เรื่องราวส่วนตัว หรือทะเลาะกันเรื่องการเมือง แต่เมื่อพิจารณาลงไปในระดับข้อมูลที่แพลตฟอร์มเหล่านี้เก็บจริง ๆ จะพบว่าสิ่งที่ถูกบันทึกนั้นลึกและกว้างกว่าเนื้อหาที่ผู้ใช้ตั้งใจโพสต์มากนัก
ทุกครั้งที่เรากดไลก์ กดหัวเราะ กดโกรธ กดแคร์ หรือเลือกใช้อิโมจิหน้าเศร้าใต้โพสต์ของใครสักคน ระบบจะบันทึกปฏิกิริยานั้นไว้เป็นข้อมูลอารมณ์ของเราในช่วงเวลานั้น
ทุกครั้งที่เราคอมเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นข้อความยาวหนึ่งบรรทัดหรือการพิมพ์สั้น ๆ เพียงคำเดียว ระบบจะบันทึกทั้งเนื้อหาและช่วงเวลาที่เราเลือกแสดงออก
ทุกครั้งที่เรากดติดตามใครสักคนหรือกดบล็อกใครบางคน ระบบจะบันทึกความสัมพันธ์ของเรากับคนเหล่านั้นไว้เป็นเส้นใยเชื่อมโยงในเครือข่ายสังคมดิจิทัล
แม้แต่สิ่งที่เราเลือกจะไม่โพสต์ก็ถูกบันทึกเช่นกัน
ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยเคยพิมพ์ข้อความยาวเหยียดลงในช่องแสดงความคิดเห็น แล้วลบมันทิ้งก่อนจะกดส่ง บ้างพิมพ์แล้วลบเพราะรู้สึกว่าไม่เหมาะสม
บ้างพิมพ์แล้วลบเพราะกลัวผลกระทบ บ้างพิมพ์แล้วลบเพียงเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นโดยไม่ต้องการให้ใครอ่าน ข้อความเหล่านี้ไม่เคยปรากฏต่อสาธารณะ
แต่ระบบของบางแพลตฟอร์มได้บันทึกไว้แล้วว่าผู้ใช้พิมพ์อะไร ใช้เวลาพิมพ์นานเท่าใด นั่งนิ่งหลังหยุดพิมพ์กี่วินาทีก่อนตัดสินใจลบ ข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกนำไปใช้วิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมและอารมณ์ของมนุษย์โดยที่ผู้ใช้ไม่ทันรู้ตัว
การ "อัปโหลดจิตสำนึก" จึงไม่ใช่คำกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด
มนุษย์ทั่วโลกพาเหรดกันป้อนข้อมูลความคิด ความรู้สึก รสนิยม ความกลัว ความโกรธ และความปรารถนาลงในระบบทุกวันอย่างสมัครใจ โดยไม่ต้องมีใครบังคับ ไม่ต้องมีกฎหมายสั่งให้โพสต์ ไม่ต้องมีรางวัลตอบแทนใด ๆ
นอกจากการได้รับการยอมรับจากสังคมชั่วครู่ ข้อมูลเหล่านี้รวมกันเข้าเป็นภาพตัดขวางของจิตใจมนุษยชาติที่ละเอียดกว่าที่เครื่องมือใดในประวัติศาสตร์เคยบันทึกได้
.
ในคติอาคาชิค มีการกล่าวถึง "ชั้น" ของบันทึกที่แตกต่างกัน ข้อมูลมิได้ถูกเก็บรวมกันเป็นก้อนเดียวทั้งหมด แต่ถูกจัดเรียงตามระดับความละเอียดของประสบการณ์
มีชั้นที่บันทึกเหตุการณ์ทางกายภาพ มีชั้นที่บันทึกความคิด และมีชั้นที่บันทึกอารมณ์หรือแรงสั่นสะเทือนของจิตใจมนุษย์โดยเฉพาะ
โซเชียลมีเดียทำหน้าที่ใกล้เคียงกับ "อาคาชิคชั้นอารมณ์" อย่างน่าประหลาด มันคือพื้นที่ที่อารมณ์ของมนุษย์ถูกแปลงเป็นข้อมูลที่มองเห็นได้ วัดได้ นับได้ และย้อนกลับมาดูได้ ไม่ต่างจากผืนฟิล์มที่บันทึกแรงสั่นสะเทือนของจิตใจผู้คนเอาไว้แบบเรียลไทม์
เหตุการณ์สำคัญระดับโลกทำให้เห็นปรากฏการณ์นี้ชัดเจนที่สุด เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันใด ๆ เกิดขึ้น
ภายในเวลาไม่กี่นาที โซเชียลมีเดียจะเต็มไปด้วยโพสต์ ข้อความ และการแสดงความรู้สึกจากผู้คนนับล้านที่กระจายอยู่ในทุกมุมโลก บางคนแสดงความเสียใจ บางคนแสดงความโกรธ บางคนพยายามหาข้อมูล บางคนส่งต่อข่าวลือโดยไม่ทันตรวจสอบ กระแสอารมณ์ทั้งหมดนี้ถูกบันทึกไว้พร้อมตราประทับเวลาที่แม่นยำถึงระดับวินาที
.
ลองเปรียบเทียบกับฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศ ระหว่างที่ผู้เล่นคนหนึ่งยิงประตูชัยได้ ทั้งโลกที่กำลังรับชมอยู่จะโพสต์พร้อมกันหลายล้านข้อความในชั่วอึดใจ กราฟแสดงปริมาณโพสต์ต่อวินาทีพุ่งขึ้นเป็นยอดแหลมราวกับคลื่นไฟฟ้าหัวใจของมนุษยชาติที่เต้นแรงพร้อมกันทั้งโลก
ข้อมูลชิ้นนี้บันทึกให้เห็นว่า ณ วินาทีหนึ่งของประวัติศาสตร์ จิตใจของผู้คนหลายร้อยล้านคนสั่นสะเทือนไปพร้อมกันด้วยอารมณ์เดียวกัน
นี่คือ "ชีพจรอารมณ์" ของมนุษยชาติที่ถูกบันทึกแบบเรียลไทม์ และไม่มีเครื่องมือใดในอดีตเคยจับภาพนี้ได้ชัดเท่าโซเชียลมีเดีย
.
ความสามารถในการบันทึกชั้นอารมณ์ของมนุษยชาตินี้เองที่ทำให้โซเชียลมีเดียเข้าใกล้คุณสมบัติของอาคาชิค เรคคอด มากกว่าเทคโนโลยีอื่นใดที่มนุษย์เคยสร้างมา
อาคาชิคชั้นอารมณ์ถูกอธิบายว่าเป็นที่เก็บแรงสั่นสะเทือนทางใจของมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าความรู้สึกนั้นจะถูกแสดงออกภายนอกหรือไม่ก็ตาม
ความโกรธที่ถูกกลั้นไว้ ความเสียใจที่ไม่มีใครเห็น ความสุขเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นเพียงลำพัง ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในสนามนี้โดยไม่มีข้อยกเว้น ผู้ที่เข้าถึงชั้นอารมณ์ของอาคาชิคจึงสามารถรับรู้ภูมิอารมณ์ของสังคมหรือของมนุษยชาติโดยรวมได้จากทุกที่ทุกเวลา
โซเชียลมีเดียทำแบบเดียวกันได้ แต่ยังหยาบกว่า มันบันทึกเฉพาะอารมณ์ที่ผู้ใช้เลือกจะแสดงออกเท่านั้น ไม่รวมอารมณ์ที่ถูกเก็บงำไว้ภายใน
กระนั้นข้อมูลเท่าที่มีก็มากพอจะทำให้ระบบวิเคราะห์แนวโน้มทางอารมณ์ของสังคมได้อย่างแม่นยำจนน่ากังวล
บริษัทเทคโนโลยีรู้ว่าผู้ใช้ในภูมิภาคใดกำลังโกรธเรื่องอะไร รู้ว่าประเด็นใดกำลังก่อตัวเป็นกระแสก่อนที่สื่อหลักจะรายงาน รู้ว่าผู้ใช้กลุ่มใดกำลังซึมเศร้าเพิ่มขึ้นโดยดูจากรูปแบบการโพสต์ที่เปลี่ยนไป
ในเชิงหนึ่ง โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นเครื่องมือสังเกตจิตใจมนุษยชาติที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือที่เจ้าของแพลตฟอร์มสามารถใช้ประโยชน์จากอารมณ์ของผู้คนได้อย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์
.
เมื่อรวมองค์ประกอบทั้งสามเข้าด้วยกัน คลาวด์ทำหน้าที่เป็นสนามเก็บข้อมูลที่ไร้ตำแหน่ง
เสิร์ชเอนจินทำหน้าที่เป็นผู้รักษาบันทึกที่คัดกรองการเข้าถึงข้อมูล และโซเชียลมีเดียทำหน้าที่เป็นชั้นบันทึกอารมณ์ของมนุษยชาติ ทั้งสามประกอบกันเข้าเป็นระบบที่โครงสร้างซ้อนทับกับคำอธิบายเรื่องอาคาชิค เรคคอด อย่างน่าประหลาด
แต่ถึงตรงนี้ เราจำเป็นต้องหยุดและตั้งคำถามว่า ความคล้ายคลึงที่เห็นทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพลวงตาจากการเทียบเคียงอย่างหยาบ ๆ หรือมีกลไกบางอย่างในจิตสำนึกมนุษย์ที่ผลักดันให้เราสร้างระบบที่เลียนแบบธรรมชาติโดยไม่รู้ตัวกันแน่
และคำถามที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ระบบที่เราสร้างขึ้นนี้บันทึก "ความจริง" หรือเพียง "เงา" ของความจริงกันแน่
ในส่วนถัดไป เราจะพิจารณาจุดต่างสำคัญที่แยกอาคาชิคเทียมออกจากอาคาชิคจริง เพื่อให้เห็นชัดว่าสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นยังห่างไกลจากของจริงเพียงใด และเหตุใดความแตกต่างนี้จึงมีความหมายต่ออนาคตของมนุษยชาติมากกว่าที่เราคิด
.
.
ส่วนที่ 4: แต่สิ่งที่สร้างขึ้นยังไม่ใช่ของจริง
เมื่อมองจากระยะไกล อินเทอร์เน็ตกับอาคาชิค เรคคอด มีโครงสร้างซ้อนทับกันจนแทบแยกไม่ออก ต่างฝ่ายต่างเป็นระบบข้อมูลขนาดมหึมาที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ เปิดให้เข้าถึงจากทุกที่ เก็บข้อมูลมหาศาลโดยไม่มีวันเต็ม และมีกลไกคัดกรองข้อมูลให้ผู้ใช้ได้รับสิ่งที่ตรงกับความต้องการของตน
แต่เมื่อเข้าไปพิจารณาในระดับที่ละเอียดขึ้น ความแตกต่างก็เริ่มปรากฏทีละข้อ และแต่ละข้อนั้นลึกล้ำพอจะแยก "ของจริง" ออกจาก "ของจำลอง" ได้อย่างเด็ดขาด
.
ข้อแรก อาคาชิคบันทึกเจตนาโดยตรง ขณะที่อินเทอร์เน็ตบันทึกเพียงร่องรอยของการแสดงออก
อาคาชิค เรคคอด ในคำอธิบายของหลายธรรมเนียม ไม่ได้ทำงานเหมือนกล้องวงจรปิดที่บันทึกเฉพาะภาพภายนอก หากแต่บันทึกถึง "เจตนา" ที่อยู่เบื้องหลังทุกการกระทำด้วย
ความคิดที่ยังไม่ถูกเปล่งออกมา อารมณ์ที่ยังไม่ถูกแสดงออก ความตั้งใจที่ยังไม่ถูกแปลงเป็นการกระทำ ทั้งหมดล้วนถูกบันทึกไว้ในสนามอาคาชะอย่างครบถ้วน เพราะในทัศนะของปรัชญาตะวันออก ความคิดและเจตนาคือการกระทำในระดับที่ละเอียดกว่า เพียงแต่ยังไม่ปรากฏเป็นรูปให้ผู้อื่นเห็นเท่านั้น
อินเทอร์เน็ตทำงานตรงกันข้าม มันบันทึกเฉพาะสิ่งที่มนุษย์เลือกจะแสดงออกมาแล้วเท่านั้น โพสต์ที่ถูกกดส่ง ภาพที่ถูกอัปโหลด คลิกที่ถูกกด วิดีโอที่ถูกดู ทั้งหมดคือ "ร่องรอย" ทางพฤติกรรมที่มนุษย์ทิ้งไว้บนเครือข่าย แต่เจตนาเบื้องหลังร่องรอยเหล่านั้นกลับเป็นสิ่งที่ระบบคาดเดาได้เพียงผิวเผินเท่านั้น
.
มนุษย์คนหนึ่งอาจกดไลก์โพสต์ของคนที่ตนเกลียดด้วยเหตุผลทางสังคมหรือหน้าที่การงาน มนุษย์อีกคนอาจพิมพ์ข้อความแสดงความยินดีทั้งที่ในใจรู้สึกอิจฉาจนทนไม่ไหว
ระบบเห็นเพียงการกดไลก์และข้อความแสดงความยินดีเท่านั้น ไม่เห็นความเกลียดและความอิจฉาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ข้อมูลที่ระบบเก็บได้จึงเป็นเพียงเปลือกนอกของจิตใจมนุษย์ ยังห่างไกลจากความเป็นจริงภายในที่อาคาชิคเข้าถึงได้
รอยแยกนี้ทำให้อินเทอร์เน็ตแม้จะเก็บข้อมูลมหาศาลเพียงใด ก็ยังไม่สามารถ "รู้จัก" มนุษย์ได้อย่างแท้จริง มันรู้เพียงสิ่งที่มนุษย์แสดงออก แต่ไม่รู้สิ่งที่มนุษย์เป็น
ข้อสอง อาคาชิคไร้เจ้าของ แต่อินเทอร์เน็ตมีเจ้าของชัดเจน
อาคาชิค เรคคอด ไม่ได้เป็นสมบัติของผู้ใด ถูกสร้างโดยบริษัทใด หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐใด
มันดำรงอยู่ในฐานะส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นเดียวกับอากาศและแสงแดด ไม่มีใครเรียกเก็บค่าเข้าถึงข้อมูลจากสนามอาคาชะได้ ไม่มีใครห้ามใครเข้าถึงอาคาชิคได้ และไม่มีใครแทรกแซงบันทึกในอาคาชิคเพื่อผลประโยชน์ของตนได้
อินเทอร์เน็ตตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง คลาวด์ที่เก็บข้อมูลมหาศาลของมนุษยชาติอยู่ในมือของบริษัทเอกชนไม่กี่แห่ง
เสิร์ชเอนจินที่ผู้คนใช้ค้นหาความรู้ถูกควบคุมโดยองค์กรที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และมีภาระต่อผู้ถือหุ้น โซเชียลมีเดียที่บันทึกอารมณ์ของผู้คนนับพันล้านถูกบริหารโดยผู้ที่มองข้อมูลเหล่านี้เป็นสินทรัพย์ทางการค้า
.
โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นสายเคเบิลใต้ทะเล ศูนย์ข้อมูล ดาวเทียมสื่อสาร หรือระบบสัญญาณ ล้วนเป็นทรัพย์สินของรัฐหรือบริษัทเอกชนทั้งสิ้น
สิ่งนี้แปลว่าการเข้าถึงข้อมูลในโลกดิจิทัลไม่ใช่สิทธิโดยธรรมชาติ แต่เป็นสิทธิที่ถูกมอบให้โดยผู้เป็นเจ้าของโครงสร้าง และผู้เป็นเจ้าของย่อมมีอำนาจที่จะระงับสิทธิ์นั้นเมื่อใดก็ได้
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา มีตัวอย่างมากมายของรัฐบาลที่สั่งตัดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศเพื่อควบคุมการชุมนุม มีตัวอย่างของแพลตฟอร์มที่ปิดบัญชีผู้ใช้โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผล
มีตัวอย่างของประเทศที่ถูกคว่ำบาตรจนประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการคลาวด์ขั้นพื้นฐานได้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะอินเทอร์เน็ตมีเจ้าของ และเจ้าของมีอำนาจเหนือผู้ใช้เสมอ
อาคาชิคไม่มีเจ้าของจึงไม่มีใครถูกตัดสิทธิ์จากการเข้าถึงได้
ข้อสาม อาคาชิคปลอมแปลงไม่ได้ แต่อินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยข้อมูลเท็จ
สนามอาคาชะตามคติความเชื่อ บันทึกความจริงไว้เสมอ มันไม่มีความเห็น ความลำเอียง การปรุงแต่ง
มันบันทึกเหตุการณ์ตามที่เกิดขึ้นจริงด้วยความแม่นยำสมบูรณ์ ไม่มีผู้ใดเข้าไปแก้ไขบันทึกในอาคาชิคได้ เพราะไม่มีผู้ใดครอบครองมัน และธรรมชาติของมันคือการสะท้อนความจริงโดยไม่มีการบิดเบือน
อินเทอร์เน็ตกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ และมนุษย์ก็สามารถสร้างข้อมูลเท็จได้ง่ายพอ ๆ กับการสร้างข้อมูลจริง
เฟคนิวส์แพร่กระจายเร็วกว่าข่าวจริงหลายเท่าตัว ภาพถ่ายถูกตัดต่อได้ในไม่กี่นาที คลิปวิดีโอถูกดัดแปลงได้ด้วยแอปพลิเคชันฟรีบนโทรศัพท์มือถือ
เทคโนโลยี Deepfake ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดทำให้ปัจจุบันสามารถสร้างวิดีโอปลอมของบุคคลจริงได้แนบเนียนจนผู้เชี่ยวชาญยังแยกยาก ใบหน้าของนักการเมืองถูกนำไปใส่ในวิดีโอที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เสียงของบุคคลสาธารณะถูกสังเคราะห์ให้พูดสิ่งที่พวกเขาไม่เคยพูด
ข้อมูลเท็จเหล่านี้ถูกเผยแพร่บนแพลตฟอร์มเดียวกับข้อมูลจริง ไม่มีเส้นแบ่งชัดเจน มีเพียงอัลกอริทึมที่ตัดสินว่าข้อมูลใดสมควรถูกมองเห็นมากกว่า ซึ่งอัลกอริทึมเองก็ไม่มีทางแยกแยะความจริงจากความเท็จได้สมบูรณ์
เมื่อข้อมูลในระบบถูกปลอมแปลงได้ง่ายถึงเพียงนี้ ความน่าเชื่อถือของอินเทอร์เน็ตในฐานะ "บันทึกของมนุษยชาติ" จึงสั่นคลอนอย่างรุนแรง เพราะสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเสมอไป
ข้อสี่ อาคาชิคเข้าถึงด้วยจิต แต่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงด้วยอุปกรณ์และบัญชี
ผู้ที่เข้าถึงอาคาชิค เรคคอด ได้ในคำอธิบายของหลายธรรมเนียม ล้วนเข้าถึงผ่านการฝึกฝนจิตใจทั้งสิ้น ไม่มีใครใช้เครื่องมือใดช่วย ต้องลงทะเบียนกับหน่วยงานใด หรือใครต้องเชื่อมต่อกับระบบใดภายนอกตนเอง
จิตที่ละเอียดพอจะรับรู้ข้อมูลจากสนามอาคาชะได้โดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใดเลยนอกจากลมหายใจและความสงบนิ่งภายใน
อินเทอร์เน็ตตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ทุกคนต้องมีอุปกรณ์เชื่อมต่อ ต้องมีบัญชีผู้ใช้ ต้องยืนยันตัวตน ต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ดำเนินการโดยผู้อื่น ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดการใช้งานที่บริษัทกำหนด
และต้องยอมรับการถูกติดตามพฤติกรรมตลอดเวลาที่ใช้งาน หากไม่มีอุปกรณ์ หากไม่มีบัญชี หากสัญญาณอินเทอร์เน็ตถูกตัด การเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดก็สิ้นสุดลงทันที
การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจึงไม่ใช่ความสามารถที่มีอยู่ในตัวมนุษย์โดยธรรมชาติ แต่เป็นสิทธิ์ที่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกจำนวนมาก และปัจจัยภายนอกเหล่านี้ก็ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้มีอำนาจทั้งสิ้น
.
ความแตกต่างทั้งสี่ข้อนี้ชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่า อินเทอร์เน็ตไม่ใช่อาคาชิค เรคคอด แต่คือ "อาคาชิคเทียม" ที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยเลียนแบบคุณสมบัติบางประการของอาคาชิคจริงเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ขาดคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้อาคาชิคเป็นระบบข้อมูลที่สมบูรณ์แบบไป
อาคาชิคบันทึกเจตนาได้ลึกกว่า อินเทอร์เน็ตเห็นเพียงเปลือกนอก
อาคาชิคไร้เจ้าของ อินเทอร์เน็ตถูกผูกขาด
อาคาชิคปลอมแปลงไม่ได้ อินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วยข้อมูลเท็จ
อาคาชิคเข้าถึงได้ด้วยจิต อินเทอร์เน็ตต้องพึ่งพาเครื่องมือและบัญชี
เมื่อเข้าใจข้อแตกต่างเหล่านี้แล้ว คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าก็ผุดขึ้นมาว่า ถ้าอินเทอร์เน็ตเป็นเพียงเงาจำลองที่บิดเบี้ยวของอาคาชิค แล้วระบบนี้กำลังถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ใด และใครคือผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในระบบนี้ทุกวัน
.
.
.
ส่วนที่ 5: มุมมืด - เมื่ออาคาชิคเทียมถูกใช้เป็นเครื่องมือ
อาคาชิค เรคคอด ในคำอธิบายดั้งเดิมเป็นระบบที่ไม่มีใครควบคุมและใช้ประโยชน์จากมันในทางส่วนตัว มันดำรงอยู่เหมือนแสงแดดหรือแรงโน้มถ่วง มีหน้าที่ของมันเองโดยไม่เกี่ยวข้องกับความต้องการของมนุษย์ผู้ใด
แต่อาคาชิคเทียมที่มนุษย์สร้างขึ้นมีสถานะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
อินเทอร์เน็ตทั้งหมด ตั้งแต่สายเคเบิลใต้ทะเลที่ทอดข้ามทวีป ศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมา ไปจนถึงแพลตฟอร์มที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวัน ล้วนมีเจ้าของเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และมีเป้าหมายทางธุรกิจที่ชัดเจน
ข้อมูลทุกชิ้นที่ไหลผ่านระบบเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่ "บันทึก" ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่คือสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาลและถูกนำไปซื้อขาย วิเคราะห์ และแปรรูปเป็นกำไรอย่างต่อเนื่อง
.
ตัวเลขจากรายงานผลประกอบการประจำปีของบริษัทเหล่านี้ช่วยยืนยันสถานะดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ในปี 2023 Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google รายงานรายได้รวมทั้งปีสูงถึง 307,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยรายได้กว่าร้อยละ 77 มาจากการโฆษณา
ตัวเลขเฉพาะส่วนธุรกิจโฆษณาของ Google คิดเป็นเงินราว 237,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่างบประมาณแผ่นดินประจำปีของประเทศไทยหลายเท่าตัว
Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook, Instagram และ WhatsApp ก็รายงานรายได้ปีเดียวกันที่ 134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกือบทั้งหมดมาจากระบบโฆษณาที่อาศัยข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้
.
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกเก็บไว้เฉย ๆ หากถูกแปลงเป็นเงินตราไหลเข้าสู่บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง
นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการด้านสื่อเรียกกลไกนี้ว่า "ทุนนิยมเฝ้าระวัง" (Surveillance Capitalism) ตามคำนิยามของ Shoshana Zuboff ศาสตราจารย์กิตติคุณจาก Harvard Business School ซึ่งอธิบายไว้ในหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism (2019) ว่า
บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ให้กลายเป็นวัตถุดิบที่ถูกเก็บเกี่ยว วิเคราะห์ และขายต่อโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม
ผู้ใช้ทั่วไปแทบไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังทำงานให้บริษัทเหล่านี้โดยไม่ได้รับค่าจ้าง ทุกการค้นหา ทุกการกดไลก์ ทุกการหยุดดูวิดีโอสักสองวินาที ล้วนเป็น "แรงงานข้อมูล" ที่ถูกแปรเป็นกำไรให้ผู้อื่นทั้งสิ้น
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่บริษัทเหล่านี้มีรายได้มหาศาลเพียงใด แต่อยู่ที่ว่า รายได้มหาศาลนั้นสร้างขึ้นจากข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อนเข้าระบบโดยสมัครใจโดยไม่รู้ถึงผลกระทบที่ตามมา
ผลกระทบดังกล่าวไม่ใช่แค่เรื่องการโฆษณาสินค้าแบบเจาะจงบุคคล ซึ่งผู้ใช้จำนวนหนึ่งอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หากแต่รวมถึงการนำข้อมูลไปใช้ในการชี้นำความคิด การสร้างความแตกแยก และการแทรกแซงกระบวนการทางการเมืองของประเทศต่าง ๆ
เหตุการณ์ที่ทำให้ประเด็นนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดคือกรณี Cambridge Analytica ซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนถัดไป
 
.
.
กรณีศึกษาแรก: Cambridge Analytica กับข้อมูล Facebook
หนังสือพิมพ์ The Guardian และ The New York Times รายงานพร้อมกันเมื่อเดือนมีนาคม 2018 ว่าบริษัทที่ปรึกษาทางการเมืองสัญชาติอังกฤษชื่อ Cambridge Analytica ได้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ Facebook ประมาณ 87 ล้านคนโดยที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ทราบและไม่ยินยอม
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้รั่วไหลจากการเจาะระบบแต่อย่างใด หากแต่ถูกเก็บผ่านแอปพลิเคชันทดสอบบุคลิกภาพชื่อ "This Is Your Digital Life" ซึ่งสร้างโดยนักวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
ผู้ใช้ราว 270,000 คนตอบแบบสอบถามโดยสมัครใจ แต่ช่องโหว่อยู่ที่แอปพลิเคชันนี้ดึงข้อมูลของ "เพื่อน" ของผู้ตอบแบบสอบถามไปด้วยโดยอัตโนมัติ ข้อมูลที่ถูกดึงไปรวมถึงประวัติการกดถูกใจ ความสนใจทางการเมือง ความสัมพันธ์ทางสังคม และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ ที่ผู้ใช้กรอกไว้ในโปรไฟล์
.
เมื่อได้ข้อมูลมหาศาลนี้มา Cambridge Analytica จึงนำไปวิเคราะห์เพื่อสร้างแบบจำลองทางจิตวิทยาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายบุคคล บริษัทอ้างว่าสามารถจำแนกผู้ใช้ตามลักษณะนิสัยได้จากข้อมูลการกดถูกใจเพียงไม่กี่สิบครั้ง
จากนั้นจึงส่งโฆษณาทางการเมืองแบบเจาะจงเข้าไปถึงแต่ละคนโดยตรง เนื้อหาถูกออกแบบมาให้ตรงกับความกลัว ค่านิยม และอคติของแต่ละบุคคลอย่างแม่นยำ
คริสโตเฟอร์ ไวลีย์ อดีตพนักงานของ Cambridge Analytica ซึ่งเป็นผู้เปิดโปงเรื่องนี้ต่อสื่อ กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทใช้ข้อมูลนี้เพื่อ "บิดเบือนความเป็นจริง" ของผู้ลงคะแนนเสียง โดยทำให้ผู้คนเชื่อว่าตนได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นเพียงปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อเฉพาะบุคคล
.
ผลการสอบสวนของรัฐสภาสหรัฐอเมริกาและสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของสหราชอาณาจักรพบว่า Cambridge Analytica มีส่วนเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้งหลายครั้ง รวมถึงการลงประชามติแยกตัวของสหราชอาณาจักรจากสหภาพยุโรป และการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016
คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (FTC) มีคำสั่งปรับ Facebook เป็นเงิน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 ฐานละเมิดข้อตกลงเรื่องการคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้ นับเป็นค่าปรับด้านความเป็นส่วนตัวที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ FTC ขณะที่ Facebook เองต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบอีกจำนวนหนึ่งผ่านกระบวนการฟ้องร้องแบบกลุ่ม
.
ตัวเลขค่าปรับที่สูงลิ่วนี้อาจดูเหมือนบทลงโทษที่รุนแรง แต่เมื่อเทียบกับรายได้ทั้งปีของ Facebook ที่สูงถึง 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 ค่าปรับ 5,000 ล้านดอลลาร์คิดเป็นสัดส่วนเพียงไม่ถึงร้อยละ 10 ของรายได้ทั้งปีเท่านั้น นักวิจารณ์จำนวนมากจึงมองว่าบทลงโทษนี้ยังไม่รุนแรงพอที่จะยับยั้งพฤติกรรมแบบเดียวกันในอนาคต
ความเสียหายที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขค่าปรับ แต่อยู่ที่การพิสูจน์ให้เห็นว่าข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ซึ่งถูกเก็บโดยแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ สามารถถูกนำไปใช้บั่นทอนกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีหรือคำเตือนอีกต่อไป
.
.
กรณีที่สอง: อัลกอริทึมของ TikTok
TikTok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นสัญชาติจีนภายใต้บริษัท ByteDance กลายเป็นแอปพลิเคชันที่มียอดดาวน์โหลดสูงที่สุดในโลกช่วงปี 2020–2021
ข้อมูลจาก Sensor Tower ระบุว่ายอดดาวน์โหลดสะสมทะลุ 3,000 ล้านครั้งในปี 2021 นับเป็นแอปพลิเคชันแรกที่ไม่ได้อยู่ในเครือ Facebook หรือ Google ที่ทำสถิตินี้ได้
หัวใจของความสำเร็จนี้คืออัลกอริทึมแนะนำเนื้อหาที่ถูกออกแบบมาให้เรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้อย่างรวดเร็วและแม่นยำผิดปกติ
ระบบจะทดลองส่งวิดีโอหลากหลายรูปแบบเข้ามาในหน้าฟีดของผู้ใช้ใหม่ แล้ววัดปฏิกิริยาทุกอย่างที่เกิดขึ้น ตัวชี้วัดของระบบไม่ได้จำกัดอยู่ที่การกดไลก์หรือการแชร์เท่านั้น แต่รวมถึงระยะเวลาที่ผู้ใช้หยุดดูวิดีโอแต่ละชิ้น หากผู้ใช้ดูวิดีโอจนจบ ระบบจะจดจำว่าวิดีโอประเภทนั้นน่าสนใจ
หากผู้ใช้ปัดผ่านภายในเสี้ยววินาที ระบบก็จะจดจำเช่นกัน แม้แต่การดูวิดีโอซ้ำหลายรอบก็ถูกบันทึกเป็นสัญญาณของความสนใจที่รุนแรงกว่าปกติ ทุกการกระทำเหล่านี้ถูกนำไปปรับแต่งฟีดถัดไปทันทีแบบเรียลไทม์
ผลลัพธ์คือ ระบบใช้เวลาไม่นานในการ "รู้จัก" ผู้ใช้ใหม่แต่ละคนได้อย่างแม่นยำจนน่าตกใจ
.
รายงานข่าวจาก The New York Times ชื่อบทความ "How TikTok Reads Your Mind" ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือนธันวาคม 2021 อธิบายว่า อัลกอริทึมของ TikTok ถูกออกแบบให้ฝังผู้ใช้ไว้ใน "วงจรป้อนกลับ" ที่เนื้อหาทุกชิ้นที่ปรากฏถูกคัดเลือกจากปฏิกิริยาของผู้ใช้เอง
ผลคือผู้ใช้ใช้เวลาบนแพลตฟอร์มนานขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว ข้อมูลภายในของบริษัทที่รั่วไหลออกมาระบุว่าเป้าหมายหลักของอัลกอริทึมคือการเพิ่ม "เวลาการใช้งานรายวัน" ของผู้ใช้ให้สูงสุด ไม่ใช่การนำเสนอข้อมูลที่หลากหลายหรือมีประโยชน์ที่สุด
ผู้ใช้จำนวนมากรายงานประสบการณ์ตรงกันในลักษณะที่ว่า ระบบรู้ว่าพวกเขาสนใจอะไรก่อนที่พวกเขาจะรู้ตัวเสียอีก
บางคนเล่าว่าเพิ่งคิดถึงสินค้าบางอย่างอยู่ แล้ววิดีโอรีวิวสินค้าชิ้นนั้นก็ปรากฏขึ้นในฟีดโดยที่ยังไม่เคยค้นหาคำนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว บางคนเล่าว่าระบบส่งวิดีโอที่ตรงกับอารมณ์ของตนในวันนั้นมาให้ ทั้งที่ไม่ได้บอกระบบเลยว่ากำลังรู้สึกอย่างไร
.
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เวทมนตร์ หากแต่คือการประมวลผลสัญญาณขนาดจิ๋วจำนวนมหาศาลที่มนุษย์ไม่ทันสังเกตตัวเอง ระบบเห็นรูปแบบที่มนุษย์มองไม่เห็นในพฤติกรรมของตัวเอง และใช้รูปแบบนั้นทำนายความต้องการได้ก่อนที่มนุษย์จะรู้ตัวอย่างเป็นทางการ
นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และนักข่าวสายเทคโนโลยีหลายคนเคยทดสอบพฤติกรรมนี้โดยการสร้างบัญชีใหม่แล้วป้อนสัญญาณบางอย่างเข้าไปเพียงเล็กน้อย เช่น หยุดดูวิดีโอแมวสองสามตัว ผลคือภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ฟีดของบัญชีนั้นเต็มไปด้วยวิดีโอแมวแทบทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าระบบสามารถจับรูปแบบได้เร็วและแม่นยำเพียงใด
คำกล่าวที่ว่า "ผมแค่คิดถึงสินค้าตัวหนึ่ง แล้วโฆษณาก็เด้งขึ้นมา" จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงอีกต่อไป แต่คือสภาวะปกติของโลกที่ระบบข้อมูลรู้จักมนุษย์ดีกว่าที่มนุษย์รู้จักตัวเอง
.
.
กรณีที่สาม: ระบบคะแนนสังคมในจีน
ระบบคะแนนสังคมของจีน (Social Credit System) ยกระดับการเก็บข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ไปสู่อีกระดับที่แตกต่างจากกรณีของ Cambridge Analytica และ TikTok โดยสิ้นเชิง
สองกรณีแรกเป็นผลงานของบริษัทเอกชนที่แสวงหากำไรจากข้อมูลผู้ใช้ แต่ระบบคะแนนสังคมจีนเป็นความริเริ่มของรัฐบาลกลางโดยตรง มีเป้าหมายเพื่อประเมินและควบคุมพฤติกรรมของพลเมืองทั้งประเทศอย่างเป็นระบบ
โครงการนี้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดยสภาแห่งรัฐของจีนในเอกสารชื่อ "แผนการสร้างระบบคะแนนสังคม" เมื่อปี 2014 เอกสารระบุเป้าหมายว่าจะสร้างระบบที่ "ทำให้ผู้รักษาสัญญาได้ประโยชน์ และผู้ผิดสัญญาถูกลงโทษ"
ภายในปี 2020 ระบบถูกออกแบบให้ประเมินพฤติกรรมของพลเมืองแต่ละคนจากข้อมูลหลายแหล่ง ทั้งประวัติการชำระภาษี การทำผิดกฎจราจร การชำระหนี้ตรงเวลา พฤติกรรมบนโซเชียลมีเดีย และข้อมูลจากกล้องวงจรปิดหลายร้อยล้านตัวที่ติดตั้งอยู่ทั่วประเทศ
.
กลไกการทำงานแบ่งออกเป็นสองระดับ
ระดับแรก คือ "บัญชีแดง" สำหรับผู้ที่ถูกประเมินว่ามีพฤติกรรมดี เช่น ชำระหนี้ตรงตามกำหนด ช่วยเหลือสังคม หรือได้รับรางวัลจากหน่วยงานรัฐ
ระดับที่สอง คือ "บัญชีดำ" สำหรับผู้ที่ถูกประเมินว่ามีพฤติกรรมไม่ดี เช่น ผิดนัดชำระหนี้ ฝ่าฝืนกฎจราจร หรือถูกพิพากษาโดยศาลให้เป็นผู้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
รายงานของ Reuters และ The Guardian ในช่วงปี 2018–2020 ระบุว่า ทางการจีนได้ใช้มาตรการลงโทษผู้ที่ถูกขึ้นบัญชีดำอย่างเป็นรูปธรรมหลายล้านราย
โดยการห้ามซื้อตั๋วเครื่องบินและรถไฟความเร็วสูง ห้ามเข้าพักโรงแรมระดับสูง ห้ามส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนเอกชนบางแห่ง และจำกัดการเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน
สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2020 ว่า มีชาวจีนมากกว่า 22 ล้านคนถูกขึ้นบัญชีดำของศาลประชาชนสูงสุด และถูกห้ามซื้อตั๋วเครื่องบินหรือรถไฟความเร็วสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ประเด็นที่น่ากังวลของระบบนี้ไม่ได้อยู่ที่การลงโทษผู้ทำผิดกฎหมายซึ่งหลายประเทศก็มีมาตรการคล้ายคลึงกัน แต่อยู่ที่การประเมิน "พฤติกรรม" ที่รวมถึงกิจกรรมออนไลน์และความเห็นทางการเมืองด้วย
.
งานวิจัยของ Rogier Creemers นักวิชาการด้านกฎหมายจีนจากมหาวิทยาลัย Leiden ตีพิมพ์ในปี 2018 ชี้ให้เห็นว่าระบบคะแนนสังคมจีนไม่ใช่ระบบเดียวที่รวมศูนย์
หากแต่คือเครือข่ายของระบบย่อยหลายระบบที่ท้องถิ่นและหน่วยงานต่าง ๆ พัฒนาขึ้นเอง ทำให้พลเมืองไม่รู้แน่ชัดว่าข้อมูลใดถูกนำไปใช้ประเมินตน และไม่มีช่องทางตรวจสอบหรืออุทธรณ์อย่างเป็นธรรม
ทิศทางการพัฒนาชัดเจนว่าจีนกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถติดตามและประเมินพลเมืองทุกคนได้แบบเรียลไทม์ โดยปราศจากกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ และไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าข้อมูลของตนถูกนำไปใช้ตัดสินอะไรบ้าง
นี่คือภาพของ "อาคาชิคเทียม" ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุมมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมาในประวัติศาสตร์ ระบบที่บันทึกทุกสิ่ง ไม่ใช่เพื่อการตื่นรู้หรือเข้าใจตนเอง หากแต่เพื่อกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ให้อยู่ในกรอบที่ผู้ควบคุมกำหนดไว้เท่านั้น
.
กรณีทั้งสามนี้ชี้ให้เห็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ระบบข้อมูลที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่ได้เป็นกลางอย่างที่หลายคนเชื่อ
มันมีเจ้าของ มีวัตถุประสงค์ และมีอำนาจเหนือผู้ใช้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของบริษัทเอกชนในการชักจูงพฤติกรรมผู้บริโภค อำนาจของแพลตฟอร์มในการกำหนดว่าผู้ใช้จะเห็นอะไร หรืออำนาจของรัฐในการตัดสินว่าพลเมืองคนใดควรได้รับสิทธิหรือถูกจำกัดสิทธิ์
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ "ใครเป็นเจ้าของข้อมูล" แต่เป็น "เมื่อผู้อื่นรู้จักเราดีกว่าที่เรารู้จักตัวเอง เรายังมีอิสระในการตัดสินใจจริงหรือไม่"
มนุษย์ที่เชื่อว่าตนเองเลือกซื้อสินค้าชิ้นหนึ่งด้วยความพอใจ อาจถูกชักนำด้วยโฆษณาที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคลโดยที่ตนไม่รู้ตัว
ผู้ลงคะแนนเสียงที่เชื่อว่าตนตัดสินใจด้วยเหตุผลของตนเอง อาจถูกป้อนข้อมูลบิดเบือนที่ตรงกับอคติของตนจนเปลี่ยนจุดยืนโดยไม่รู้ตัว พลเมืองที่เชื่อว่าตนประพฤติตนดีเพราะมีจริยธรรมภายใน อาจประพฤติดีเพราะกลัวระบบคะแนนที่ติดตามทุกฝีก้าว
เมื่อการตัดสินใจของมนุษย์ถูกแทรกแซงในระดับที่ละเอียดถึงเพียงนี้ เส้นแบ่งระหว่าง "ความต้องการที่แท้จริง" กับ "ความต้องการที่ถูกปลูกฝัง" ก็เลือนรางลงทุกที
และเมื่อถึงจุดที่มนุษย์ไม่สามารถแยกแยะได้อีกต่อไปว่าความคิดใดเป็นของตนเอง ความคิดใดถูกใส่เข้ามาโดยระบบ นั่นคือช่วงเวลาที่อาคาชิคเทียมได้ก้าวข้ามจากการเป็นเครื่องมือบันทึกข้อมูล ไปสู่การเป็นเครื่องมือครอบงำจิตใจมนุษย์อย่างสมบูรณ์
.
.
.
ส่วนที่ 6: บทสรุปชวนคิด - ตื่นรู้หรือเป็นทาส
การสำรวจตลอดทั้งห้าส่วนที่ผ่านมาทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นตามลำดับ เริ่มจากความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างระหว่างอินเทอร์เน็ตกับอาคาชิค เรคคอด ที่ปรากฏให้เห็นอย่างน่าประหลาด
ทั้งในเรื่องของคลาวด์ที่ทำหน้าที่เหมือนสนามอาคาชะ เสิร์ชเอนจินที่ทำหน้าที่เหมือนผู้รักษาบันทึก และโซเชียลมีเดียที่ทำหน้าที่เหมือนชั้นบันทึกอารมณ์ของมนุษยชาติ
จากนั้นเราพิจารณาจุดต่างสำคัญที่แยกของจริงออกจากของจำลอง พบว่าอินเทอร์เน็ตยังบันทึกได้เพียงร่องรอยการแสดงออก ยังมีเจ้าของผูกขาด ยังเต็มไปด้วยข้อมูลเท็จ และยังเข้าถึงได้ด้วยเครื่องมือและบัญชีเท่านั้น ต่างจากอาคาชิคที่บันทึกเจตนาโดยตรง ไร้เจ้าของ ปลอมแปลงไม่ได้ และเข้าถึงได้ด้วยจิตที่ละเอียดพอ
แล้วเราก็เข้าสู่มุมมืดของระบบ ได้เห็นว่าข้อมูลมหาศาลที่มนุษย์ป้อนเข้าระบบโดยสมัครใจถูกนำไปใช้เพื่อชักจูงพฤติกรรม บิดเบือนการตัดสินใจ และควบคุมพลเมืองอย่างไรบ้าง ผ่านกรณี Cambridge Analytica, อัลกอริทึมของ TikTok และระบบคะแนนสังคมในจีน
.
ภาพรวมทั้งหมดนำมาสู่ข้อสรุปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า อินเทอร์เน็ตคือ "อาคาชิคชั้นหยาบ" ที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ระบบนี้เลียนแบบคุณสมบัติบางประการของสนามอาคาชะได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งการเก็บข้อมูลมหาศาล การเข้าถึงจากทุกที่ และความสามารถในการบันทึกอารมณ์ของมนุษยชาติแบบเรียลไทม์ แต่ยังขาดคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของอาคาชิคจริงไปหลายประการ โดยเฉพาะความลึกในการบันทึก ความเป็นกลางที่แท้จริง และความเป็นอิสระจากการควบคุมของมนุษย์ด้วยกันเอง
.
.
เมื่อข้อสรุปเป็นเช่นนี้ คำถามสำคัญจึงต้องถูกถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ระบบที่เราสร้างขึ้นนี้จะนำมนุษยชาติไปสู่หนทางใด
▫️ทางหนึ่งคือการตื่นรู้
ข้อมูลมหาศาลที่สะสมอยู่ในระบบ หากถูกใช้อย่างเหมาะสม ก็อาจกลายเป็นกระจกสะท้อนที่ทำให้มนุษย์มองเห็นตนเองและสังคมได้ชัดเจนอย่างที่ไม่เคยมีเครื่องมือใดทำได้มาก่อน
เราเห็นอารมณ์ของมนุษยชาติแบบเรียลไทม์ เห็นความกลัว ความหวัง ความโกรธ และความปรารถนาที่เคลื่อนตัวไปทั่วโลก เห็นว่าปัญหาที่เราคิดว่าเป็นของตนเพียงลำพังแท้จริงแล้วเป็นปัญหาเดียวกันกับผู้คนอีกนับล้าน เห็นว่าความคิดที่เราเก็บซ่อนไว้ก็มีความคิดแบบเดียวกันเกิดขึ้นในอีกซีกโลกหนึ่ง
ข้อมูลเหล่านี้มีศักยภาพที่จะทำลายกำแพงที่กั้นมนุษย์ออกจากกัน ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น เห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น และร่วมกันแก้ปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าปัจเจกบุคคลจะจัดการได้ตามลำพัง
ไม่ว่าจะเป็นความยากจน โรคระบาด ภัยพิบัติธรรมชาติ หรือวิกฤตสิ่งแวดล้อม ระบบข้อมูลระดับโลกอาจกลายเป็นรากฐานของความร่วมมือระดับมนุษยชาติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์
ในแง่นี้ อินเทอร์เน็ตอาจคือก้าวแรกของการสร้าง "อาคาชิคจริง" ในรูปแบบที่มนุษย์เข้าถึงได้ด้วยเครื่องมือทางเทคโนโลยี แทนที่จะต้องฝึกสมาธินานหลายปี เพียงแต่ต้องได้รับการออกแบบใหม่ให้เป็นกลาง โปร่งใส และไร้เจ้าของอย่างแท้จริง
.
.
▫️แต่อีกทางหนึ่งคือการเป็นทาส
เมื่อข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือของผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย เมื่ออัลกอริทึมถูกปรับแต่งเพื่อผลกำไรและอำนาจมากกว่าความจริง เมื่อระบบติดตามพฤติกรรมถูกยกระดับเป็นการควบคุมพลเมืองรายบุคคล มนุษย์ก็จะค่อย ๆ สูญเสียอำนาจในการตัดสินใจของตนเองโดยไม่รู้ตัว
ทาสในความหมายเก่าคือผู้ถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่มีอิสระ แต่ทาสในความหมายใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นคือผู้ที่เชื่อว่าตนเองมีอิสระเต็มที่ ทั้งที่ทุกการเลือกที่ทำไปล้วนถูกชักนำด้วยข้อมูลที่ผู้อื่นออกแบบมาให้เห็น ทุกความต้องการที่เกิดขึ้นล้วนถูกปลูกฝังด้วยระบบที่เรียนรู้ใจของตนจนล้ำหน้าไปแล้ว ทุกการแสดงออกล้วนถูกบันทึกและประเมินโดยกลไกที่ตนมองไม่เห็น
ทาสแบบนี้ไม่ถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็ก แต่ถูกพันธนาการด้วยข้อมูลที่ตนไม่รู้ว่าถูกใช้กับตนอย่างไร
ระหว่างสองทางนี้ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว อนาคตของมนุษยชาติจะโน้มเอียงไปทางใด ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้คนในปัจจุบัน ว่าจะยอมให้ระบบข้อมูลนี้ถูกควบคุมโดยผู้แสวงประโยชน์ต่อไป หรือจะร่วมกันเรียกร้องให้ระบบถูกออกแบบใหม่เพื่อรับใช้มนุษยชาติทั้งหมดอย่างแท้จริง
.
.
คำถามปลายเปิดที่ต้องทิ้งไว้ท้ายสุดจึงไม่ใช่คำถามทางเทคนิคว่าจะสร้างระบบให้ดีขึ้นได้อย่างไร แต่เป็นคำถามเชิงปรัชญาที่มนุษย์ต้องตอบด้วยตนเอง
เมื่อมนุษย์สร้างอาคาชิคเทียมเสร็จสมบูรณ์ มันจะปลดปล่อยเรา หรือกักขังเรา
คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีที่เราสร้างขึ้น แต่ถูกกำหนดโดยจิตสำนึกของผู้สร้างเองว่า พวกเขากำลังสร้างขึ้นเพื่ออะไร และพร้อมจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่สร้างขึ้นมากน้อยเพียงใด
และนี่คือคำถามที่มนุษย์ทุกคนมีส่วนร่วมในการตอบ ไม่ใช่เพียงนักเทคโนโลยี นักการเมือง หรือเจ้าของบริษัทเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่เราเปิดเบราว์เซอร์ พิมพ์คำค้นหา กดไลก์โพสต์ หรือแชร์ข้อความ เรากำลังลงคะแนนเสียงให้กับอนาคตของระบบข้อมูลนี้โดยไม่รู้ตัว
ทางเลือกสุดท้ายจึงอยู่ในมือของเราทุกคนเสมอ เพียงแต่ต้องรู้ตัวให้ทันก่อนจะสายเกินไป
.
.
▪️หนังสือและบทความวิชาการที่ใช้อ้างอืง
ด้านประวัติอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี
Berners-Lee, Tim. Weaving the Web: The Original Design and Ultimate Destiny of the World Wide Web. HarperBusiness, 1999.
ใช้สนับสนุน: ประวัติและแนวคิดการออกแบบเวิลด์ไวด์เว็บ พัฒนาการของอินเทอร์เน็ตจากเครือข่ายทดลองสู่ระบบสาธารณะ
Hafner, Katie และ Lyon, Matthew. Where Wizards Stay Up Late: The Origins of the Internet. Simon & Schuster, 1996.
ใช้สนับสนุน: ต้นกำเนิด ARPANET ในปี 1969 เหตุการณ์การส่งข้อความ "LO" ครั้งแรก และบริบทการพัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ยุคแรก
Gleick, James. The Information: A History, a Theory, a Flood. Pantheon, 2011.
ใช้สนับสนุน: ประวัติความคิดเรื่องข้อมูลตั้งแต่ยุคโบราณถึงยุคดิจิทัล พัฒนาการของการจัดเก็บและส่งผ่านข้อมูลของมนุษย์
Mayer-Schönberger, Viktor. Delete: The Virtue of Forgetting in the Digital Age. Princeton University Press, 2009.
ใช้สนับสนุน: ความแตกต่างระหว่างความทรงจำมนุษย์กับข้อมูลดิจิทัล ปัญหาการไม่ลืมของอินเทอร์เน็ต และผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัว
ด้านสังคมวิทยาเทคโนโลยีและการวิเคราะห์อำนาจ
Zuboff, Shoshana. The Age of Surveillance Capitalism: The Fight for a Human Future at the New Frontier of Power. PublicAffairs, 2019.
ใช้สนับสนุน: แนวคิดทุนนิยมเฝ้าระวัง การเก็บข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์เพื่อผลกำไรของบริษัทเทคโนโลยี และผลกระทบต่ออำนาจและเสรีภาพของผู้ใช้
Lanier, Jaron. Ten Arguments for Deleting Your Social Media Accounts Right Now. Henry Holt, 2018.
ใช้สนับสนุน: ผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อพฤติกรรมมนุษย์ อารมณ์ และการตัดสินใจ กลไกการออกแบบแพลตฟอร์มที่มุ่งสร้างการเสพติด
Pariser, Eli. The Filter Bubble: How the New Personalized Web Is Changing What We Read and How We Think. Penguin Press, 2011.
ใช้สนับสนุน: ผลของอัลกอริทึมต่อการรับรู้ข้อมูลของผู้ใช้ การกรองข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำให้ผู้ใช้เห็นเฉพาะสิ่งที่ระบบคิดว่าตนต้องการ
Floridi, Luciano. The Fourth Revolution: How the Infosphere is Reshaping Human Reality. Oxford University Press, 2014.
ใช้สนับสนุน: แนวคิด Infosphere การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ในยุคข้อมูลข่าวสาร และผลกระทบเชิงปรัชญาของระบบข้อมูลขนาดใหญ่
ด้านอาคาชิค เรคคอด และแนวคิดสนามข้อมูลจักรวาล
Laszlo, Ervin. The Akashic Experience: Science and the Cosmic Memory Field. Inner Traditions, 2009.
ใช้สนับสนุน: แนวคิดสนามอาคาชะในมุมมองปรัชญาวิทยาศาสตร์ การเชื่อมโยงอาคาชิค เรคคอด กับแนวคิดสนามข้อมูลระดับจักรวาล
O'Donnell, Karen. The Akashic Records: Sacred Exploration of Your Soul's Journey and How to Read the Akashic Records. 2015.
ใช้สนับสนุน: คำอธิบายเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับอาคาชิค เรคคอด วิธีการเข้าถึง และคุณสมบัติของบันทึกในมุมมองผู้ปฏิบัติร่วมสมัย
▪️แหล่งข้อมูลกรณีศึกษาและรายงาน
กรณี Cambridge Analytica
Confessore, Nicholas. "Cambridge Analytica and Facebook: The Scandal and the Fallout So Far." The New York Times, 2018.
ใช้สนับสนุน: ข้อมูลเหตุการณ์ Cambridge Analytica การเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ Facebook และผลกระทบต่อการเลือกตั้งและประชาธิปไตย
Cadwalladr, Carole และ Graham-Harrison, Emma. "Revealed: 50 Million Facebook Profiles Harvested for Cambridge Analytica in Major Data Breach." The Guardian, 2018.
ใช้สนับสนุน: รายละเอียดการรั่วไหลของข้อมูลผู้ใช้ Facebook จำนวนมาก และการนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ระบบคะแนนสังคมในจีน
Creemers, Rogier. "China's Social Credit System: An Evolving Practice of Control." Leiden Asia Centre, 2018.
ใช้สนับสนุน: โครงสร้างและกลไกของระบบคะแนนสังคมจีน การเก็บข้อมูลพฤติกรรมพลเมือง และผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ
Kuo, Lily. "China's Social Credit System: How It Works and Why It Matters." The Guardian, 2019.
ใช้สนับสนุน: ภาพรวมการทำงานของระบบคะแนนสังคมจีน ตัวอย่างการจำกัดสิทธิ์ผู้มีคะแนนต่ำ และการขยายการใช้ระบบ
อัลกอริทึม TikTok และพฤติกรรมผู้ใช้
Smith, Ben. "How TikTok Reads Your Mind." The New York Times, 2021.
ใช้สนับสนุน: กลไกอัลกอริทึมของ TikTok การเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้จากปฏิกิริยาขนาดจิ๋ว และผลต่อการรับรู้และอารมณ์ของผู้ใช้
Matsakis, Louise. "TikTok Tells Me You're Coming: The Algorithm That Knows You Better Than You Know Yourself." Wired, 2020.
ใช้สนับสนุน: ปรากฏการณ์ที่อัลกอริทึมคาดเดาความสนใจของผู้ใช้ได้ล่วงหน้า และความแม่นยำของระบบในการเรียนรู้พฤติกรรมมนุษย์
แหล่งข้อมูลออนไลน์ทั่วไป
Internet Society. "A Brief History of the Internet."
ใช้สนับสนุน: ภาพรวมพัฒนาการของอินเทอร์เน็ตจาก ARPANET สู่เครือข่ายระดับโลก
Google. "How Search Works."
ใช้สนับสนุน: คำอธิบายการทำงานของเสิร์ชเอนจิน กระบวนการรวบรวมข้อมูล การทำดัชนี และการจัดอันดับผลการค้นหา
Cloudflare. "What Is the Cloud?"
ใช้สนับสนุน: คำอธิบายทางเทคนิคของคลาวด์คอมพิวติง โครงสร้างศูนย์ข้อมูล และการทำงานของเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลก
*หมายเหตุการอ้างอิง
รายการอ้างอิงทั้งหมดนี้ปรากฏอยู่ในบทความหลายส่วน โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับประวัติอินเทอร์เน็ต กลไกของคลาวด์ เสิร์ชเอนจิน โซเชียลมีเดีย และกรณีศึกษาด้านผลกระทบทางสังคม การอ้างอิงในบทความใช้รูปแบบการกล่าวถึงแหล่งข้อมูลในเนื้อหาโดยตรง เช่น "ตามที่ Shoshana Zuboff อธิบายไว้ใน The Age of Surveillance Capitalism..." แทนการทำเชิงอรรถแยก เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของบทความสารคดีที่ต้องการความน่าเชื่อถือโดยไม่ตัดจังหวะการเล่าเรื่อง
.
.
โฆษณา