•
27 ส.ค. เวลา 11:33 • ดนตรี เพลง

Lemme Revisit: Fugazi — The Argument (2001)

คำทำนายทางดนตรีจากโลกเมื่อสองทศวรรษก่อน ที่แปรเปลี่ยนความเดือดดาลของพังก์ให้กลายเป็นกระจกสะท้อนรอยร้าวของสังคมยุคปัจจุบันได้อย่างน่าขนลุก
แนวเพลง: Post-Hardcore, Indie Rock, Art Rock, Post-Punk, Art Punk, Noise Rock
เหตุผลที่วันนี้ Lemme See เลือกที่จะหยิบอัลบั้ม The Argument ของวงโพสต์ฮาร์ดคอร์ระดับตำนานจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. Fugazi กลับมาทบทวนอีกครั้งผ่านบทความ Revisit ไม่ได้เป็นเพียงเพราะว่ามันคือสตูดิโออัลบั้มชุดสุดท้ายของพวกเขา ก่อนที่สมาชิกวงจะแยกทางกันในปี 2003 เท่านั้น แต่เป็นเพราะเมื่อโลกเดินทางมาถึงปี 2026 หลายสิ่งที่อัลบั้มนี้เคยตั้งคำถามไว้เมื่อกว่า 25 ปีก่อน กลับฟังดูร่วมสมัยจนน่าขนลุก ทั้งเรื่องเมืองที่กำลังถูกทุนขนาดใหญ่กลืนกิน การเฝ้าระวังโดยรัฐ สงครามที่ไม่มีวันจบ
ความแตกแยกทางอัตลักษณ์ ไปจนถึงสังคมที่ผู้คนสามารถรับรู้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกได้ภายในเสี้ยววินาที แต่กลับรู้สึกไร้อำนาจมากขึ้นทุกที The Argument จึงเป็นอัลบั้มที่ยิ่งเวลาผ่านไป กลับยิ่งฟังดูไม่เหมือนอดีตเลย ตรงกันข้าม มันเป็นเหมือนข้อความเตือนภัยจากโลกเมื่อปี 2001 ที่เพิ่งเดินทางมาถึงเราในวันนี้เอง
ย้อนกลับไปในปี 1992 นักรัฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน Francis Fukuyama ตีพิมพ์ผลงานชิ้นสำคัญอย่าง The End of History and the Last Man โดยเสนอแนวคิดว่า หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตยเสรีนิยมและทุนนิยมอาจกลายเป็นจุดสูงสุดของวิวัฒนาการทางอุดมการณ์ของมนุษยชาติ กล่าวโดยง่ายคือ ประวัติศาสตร์ในฐานะสนามต่อสู้ทางความคิดครั้งใหญ่ได้เดินทางมาถึงปลายทางแล้ว โลกในทศวรรษ 1990s จึงดูราวกับกำลังเข้าสู่ยุคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด
แน่นอนว่าโลกเรากลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 พังทลายภาพฝันดังกล่าวลงอย่างฉับพลัน ก่อนที่วิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในปี 2008 และภาวะเศรษฐกิจซบเซาที่ยืดเยื้อหลังจากนั้นจะยิ่งตอกย้ำว่าเราอาจยังห่างไกลจากคำว่า “จุดจบของประวัติศาสตร์” มากกว่าที่เคยคิด และนั่นเองคือเหตุผลที่ The Argument ฟังดูน่าหวาดหวั่นเป็นพิเศษ
เพราะแม้อัลบั้มจะวางจำหน่ายในเดือนตุลาคม 2001 หลังเหตุการณ์ 9/11 เพียงไม่นาน แต่บทเพลงส่วนใหญ่ถูกบันทึกและพัฒนาขึ้นก่อนหน้านั้น โลกที่ปรากฏอยู่ในอัลบั้มจึงมีบรรยากาศประหลาดราวกับภาพถ่ายของมนุษยชาติก่อนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เป็นโลกที่ยังไม่รู้ว่าภัยพิบัติกำลังจะมาถึง แต่กลับสัมผัสได้ถึงรอยร้าวบางอย่างที่กำลังก่อตัวอยู่ใต้พื้นผิว
ตลอดเส้นทางดนตรีของ Fugazi พวกเขาไม่เคยเป็นแค่วงพังก์ที่ตะโกนใส่ปัญหาสังคมแบบตรงไปตรงมาอยู่แล้ว แต่เมื่อมาถึงช่วงปลายของชีวิตวง พวกเขายิ่งถอยห่างจากความดิบกระแทกกระทั้นแบบโพสต์ฮาร์ดคอร์ยุคแรก แล้วเปิดพื้นที่ให้กับโครงสร้างเพลงที่ซับซ้อน บรรยากาศที่คลุมเครือ และวิธีคิดแบบโพสต์ร็อกมากขึ้น
The Argument จึงเป็นเหมือนจุดที่ทุกอย่างเดินทางมาบรรจบกันอย่างลงตัว ทั้งพลังงานแบบพังก์ ความเฉียบคมของเนื้อร้อง และภูมิทัศน์ทางเสียงที่หนาแน่นราวกับกำลังสำรวจพื้นที่มืดมนภายในจิตใจของสังคมสมัยใหม่ วงไม่ได้เลือกโจมตีศัตรูที่มองเห็นได้ง่ายๆ แต่หันไปตั้งคำถามกับโครงสร้างที่ซับซ้อนยิ่งกว่า ตั้งแต่การไล่ที่เพื่อพัฒนาเมือง รัฐเฝ้าระวัง อำนาจของทุนข้ามชาติ ไปจนถึงการสื่อสารของมนุษย์ที่กำลังถูกทำให้กลวงเปล่าและไร้ความหมายลงทุกที
อัลบั้มเปิดฉากด้วยอินโทรเสียงวิทยุที่ซ้อนทับและแทรกแซงกัน ก่อนค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ “Cashout” เพลงที่มีเป้าหมายชัดเจนที่สุดเพลงหนึ่งของอัลบั้ม โดยพูดถึงการก่อสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งนำไปสู่การรื้อถอนย่านที่อยู่อาศัยของชุมชนชาวจีนรายได้น้อยเพื่อเปิดทางให้กับโครงการบันเทิงขนาดใหญ่ ประโยค “Everybody wants somewhere” จึงฟังดูทั้งเรียบง่ายและเจ็บแสบ
เพราะทุกคนย่อมต้องการพื้นที่ของตัวเอง แต่ในระบบที่เมืองถูกกำหนดด้วยเงินทุนและผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ พื้นที่เหล่านั้นกลับสามารถถูกพรากไปจากผู้คนได้อย่างง่ายดาย ดนตรีของเพลงมีความกระแทกกระทั้นและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ราวกับพยายามจำลองความโกรธของคนที่ถูกบังคับให้กลายเป็นเพียงผู้ชมการเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดของตัวเอง
จากนั้น “Full Disclosure” และ “Epic Problem” ขยับประเด็นจากการเมืองเชิงพื้นที่เข้ามาสู่การเมืองของความคิดและการสื่อสาร เมื่อโลกกำลังถูกครอบงำด้วยบริษัทข้ามชาติ องค์กรขนาดใหญ่ และแบรนด์มากมายที่สามารถซ่อนตัวอยู่หลังโครงสร้างทางธุรกิจอันซับซ้อน ความเชื่อ ความคิด และอุดมคติของมนุษย์ก็เริ่มถูกลดทอนให้กลายเป็นสินค้าที่ต้องถูกทำให้เข้าใจง่ายที่สุดและขายได้กับคนหมู่มากที่สุด
Fugazi ถ่ายทอดความรู้สึกนี้ผ่านจังหวะและโครงสร้างเพลงที่ดูเหมือนจะเดินหน้าอย่างไม่มั่นคง ราวกับความคิดของเรากำลังถูกดึงออกจากศีรษะแล้วส่งผ่านเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ไม่สนใจว่ามันเคยมีความหมายอะไรสำหรับเรา
“Life and Limb” ขยับไปสู่การวิพากษ์อุตสาหกรรมการทหารและความย้อนแย้งของมหาอำนาจอเมริกัน เพลงตั้งคำถามกับแนวคิดแบบ “สงครามคือสันติภาพ” ว่าเราจะพูดถึง Pax Americana หรือสันติภาพภายใต้อิทธิพลของอเมริกาได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตประจำวันกลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวงว่าจะมีระเบิดอยู่ในรองเท้าหรือขวดน้ำ
แล้วคุณจะอ้างว่ากำลังนำประชาธิปไตยไปมอบให้แก่ผู้อื่นได้อย่างไร หากวิธีการที่คุณใช้คือการทิ้งระเบิดใส่คนที่เห็นต่าง ดนตรีของเพลงไม่ได้พยายามสร้างความยิ่งใหญ่แบบเพลงปลุกใจ แต่กลับใช้ความกระชับและความตึงเครียดเป็นแรงกดดันที่ค่อยๆ สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง
แต่หากมีเพลงใดใน The Argument ที่ฟังดูเหมือนคำทำนายของโลกปัจจุบันมากที่สุด “The Kill” อาจเป็นหนึ่งในนั้น เพลงนี้จับจ้องไปยังการแตกสลายของสังคมออกเป็นกลุ่มก้อนที่นิยามตัวเองด้วย “วัฒนธรรม” “ชาติพันธุ์” และ “มรดกทางศาสนา” จนความคิดเรื่องการเป็นพลเมืองร่วมกันถูกแทนที่ด้วยตรรกะแบบ “พวกเรา” กับ “พวกเขา”
สิ่งที่น่ากลัวจึงไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระหว่างผู้คน แต่คือการที่เราค่อยๆ สูญเสียพื้นที่ตรงกลางซึ่งทำให้เรายังสามารถอยู่ร่วมกันในฐานะสมาชิกของสังคมประชาธิปไตยเดียวกันได้ ในยุคโซเชียลมีเดียที่ทุกความแตกต่างสามารถถูกขยายให้กลายเป็นสงครามขนาดย่อมได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เพลงนี้ยิ่งมีความร่วมสมัยอย่างน่าตกใจ
“Strangelight” ยังคงรักษาบรรยากาศอึมครึมเอาไว้ พร้อมกับภาพของโลกที่ทุกสิ่งกำลังเหี่ยวเฉาและสูญสลาย มันสามารถตีความได้ในฐานะเพลงเกี่ยวกับความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม แต่ขณะเดียวกันก็มีความหมายที่กว้างไปถึงการเสื่อมถอยของศักยภาพในการเติบโตของมนุษย์ด้วย
หาก Fukuyama เคยตั้งคำถามว่าประวัติศาสตร์อาจเดินทางมาถึงจุดสูงสุดแล้วจริงหรือไม่ เพลงนี้ก็เหมือนการหันกลับมาถามต่อว่า ถ้าสิ่งที่เราเรียกว่า “จุดสูงสุด” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความหยุดนิ่งล่ะ หากหลังจากนี้มนุษยชาติไม่มีอะไรให้ค้นพบอีกแล้ว ความคิดนั้นไม่ใช่เพียงเป็นแค่เรื่องน่าเศร้า แต่มันช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง
ในบรรดาเพลงทั้งหมด “Oh” และ “Nightshop” อาจเป็นสองช่วงเวลาที่อัลบั้มไม่ได้เฉียบคมเท่ากับส่วนอื่น โดยเฉพาะ “Oh” ที่มีแนวคิดค่อนข้างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนอิสรภาพกับความมั่นคงของชีวิตการทำงาน ขณะที่ “Nightshop” ขยายแนวคิดดังกล่าวด้วยภาคดนตรีที่มีสีสันและรายละเอียดมากกว่า
ทั้งสองเพลงพูดถึงชีวิตที่มนุษย์ยอมสละบางส่วนของตัวเองเพื่อแลกกับการมีงานที่มั่นคงและรายได้ที่เพียงพอจะประคองชีวิตไปวันๆ กระนั้น “Oh” ก็ยังมีภาพการซื้อหุ้นก่อนตลาดพังที่ฟังดูเหมือนลางร้ายอย่างน่าประหลาด และเมื่อมองย้อนกลับจากโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 มันยิ่งทำให้เพลงดูเหมือนมีอะไรบางอย่างที่มากกว่าคำวิจารณ์ธรรมดา
“Ex-Spectator” คืออีกหนึ่งจุดที่ทำให้อัลบั้มนี้ยิ่งฟังในปัจจุบันก็ยิ่งรู้สึกเจ็บ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในฝั่งครึ่งหลังของอัลบั้มที่เราได้ยินพลังเสียงร้องของ Ian MacKaye อย่างเต็มที่ เขาไม่ได้ตะโกนเพื่อปลุกระดม แต่กำลังถ่ายทอดความโกรธของมนุษย์ในโลกที่ถูกลดบทบาทให้กลายเป็นเพียง “ผู้ชม” ซึ่งรับรู้ทุกอย่างแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ เราเห็นสงคราม เห็นความอยุติธรรม เห็นผู้คนถูกฆ่า เห็นประชาธิปไตยถดถอย และเห็นวิกฤตจากทั่วโลกผ่านหน้าจอแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง
แต่การรับรู้ไม่ได้หมายความว่าเรามีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงมันเสมอไป และยิ่งเราเห็นมากเท่าไร ความเหนื่อยล้าก็ยิ่งทำให้เราต้องเรียนรู้วิธีปิดเสียงความเจ็บปวดเหล่านั้นเพื่อใช้ชีวิตต่อไป
นี่คือประเด็นที่ “Ex-Spectator” ทำนายไว้ก่อนยุคสมาร์ตโฟนจะมาถึงเสียอีก และในยุคที่โซเชียลมีเดียเปลี่ยนมนุษย์ทุกคนให้กลายเป็นทั้งผู้เสพและผู้เผยแพร่ข่าว เพลงนี้ยิ่งมีน้ำหนักขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราสามารถรับรู้สงครามหลายสมรภูมิได้พร้อมกันในวันเดียว สามารถเห็นภาพความทุกข์ของผู้คนที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโลกก่อนจะเลื่อนผ่านไปดูวิดีโอแมวหรือโฆษณาสินค้าได้ในอีกไม่กี่วินาที ความสยดสยองไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ความสามารถของมนุษย์ในการรู้สึกกับมันอย่างต่อเนื่องอาจกำลังถูกกัดกร่อนลงอย่างช้าๆ
แล้วทุกอย่างก็มาถึง “Argument” เพลงปิดอัลบั้มที่เริ่มต้นด้วยประโยคอันน่าสะพรึงว่า “When bombs start falling, executions will commence” มันคือบทเพลงต่อต้านสงครามที่ไม่ได้ส่งเสียงดังที่สุด แต่อาจเป็นบทเพลงที่เศร้าที่สุดของอัลบั้ม ในขณะที่โลก ณ ช่วงเวลานั้นยังดูเหมือนกำลังเดินหน้าสู่ความสงบ
Fugazi กลับยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าความขัดแย้งอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และผู้บริสุทธิ์จำนวนมากอาจต้องตายอย่างน่าสยดสยอง แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่ควรยอมรับว่าความรุนแรงเป็นสิ่งที่ถูกต้องเพียงเพราะมันถูกทำให้ดูจำเป็น
ความน่าทึ่งของ “Argument” อยู่ตรงการที่ MacKaye ซึ่งตลอดอาชีพการทำเพลงมักถูกจดจำในฐานะหนึ่งในนักร้องที่มีพลังและความเดือดดาลที่สุดของวงการฮาร์ดคอร์ กลับร้องเพลงนี้ด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งและเศร้าสร้อยอย่างผิดคาด
ดนตรีเองก็ไม่ได้เร่งเร้าไปสู่จุดระเบิดครั้งใหญ่ หากแต่ค่อยๆ สร้างพื้นที่ประหลาดจากเสียงฟีดแบ็ก กีตาร์ที่ดีดอย่างแผ่วเบา และบรรยากาศคล้ายกล่องดนตรีเก่าๆ ทุกอย่างดูบอบบางเสียจนแทบไม่เหมือนเพลง Fugazi ก่อนที่อารมณ์ทั้งหมดจะค่อยๆ พุ่งขึ้นในช่วงท้าย ผลลัพธ์คือความสะเทือนใจในรูปแบบที่วงแทบไม่เคยทำได้มาก่อน และเป็นการปิดฉากที่งดงามอย่างน่าใจหาย
สิ่งที่ทำให้ The Argument ยังคงเป็นผลงานสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการ “ทำนายอนาคต” เพียงอย่างเดียว เพราะแท้จริงแล้ว Fugazi ไม่ได้มีพลังพิเศษในการมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้น พวกเขาเพียงมองเห็นรอยร้าวที่มีอยู่แล้วในสังคมอย่างชัดเจน และกล้าที่จะถามว่ารอยร้าวเหล่านั้นจะพาเราไปถึงไหน
ความเหลื่อมล้ำ การไล่ที่คนออกจากพื้นที่ของตัวเอง อำนาจของบริษัทขนาดใหญ่ รัฐเฝ้าระวัง การทหารนิยม ความแตกแยกทางอัตลักษณ์ และความรู้สึกไร้อำนาจของพลเมือง ล้วนเป็นปัญหาที่มีอยู่ก่อนปี 2001 เพียงแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา โลกไม่ได้แก้ปัญหาเหล่านี้อย่างเด็ดขาด บางปัญหากลับขยายตัวจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปซะแล้ว
ในฐานะผลงานเต็มชิ้นสุดท้ายของ Fugazi อัลบั้ม The Argument จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นบทส่งท้ายของวง มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญของวงพังก์ที่เติบโตจนไม่จำเป็นต้องตะโกนเสียงดังเพื่อรักษาความโกรธเอาไว้ พวกเขาเปลี่ยนความเดือดดาลให้กลายเป็นความละเอียดอ่อน เปลี่ยนการประท้วงให้กลายเป็นคำถาม และเปลี่ยนความวุ่นวายทางการเมืองให้กลายเป็นภูมิทัศน์ทางเสียงที่ทั้งมืดมน ลึกลับ และงดงามอย่างน่าประหลาด ที่สำคัญคือมันไม่เคยพยายามบอกเราว่าควรคิดอย่างไร แต่กลับโยนคำถามกลับมาให้เรารับผิดชอบด้วยตัวเอง
กว่า 2 ทศวรรษครึ่งหลังจากออกวางจำหน่าย โลกอาจไม่ได้เดินไปถึงจุดจบของประวัติศาสตร์อย่างที่ Fukuyama เคยตั้งข้อสังเกต แต่ดูเหมือนเราจะยังคงเดินวนอยู่ในคำถามเดิมๆ ที่ The Argument เคยทิ้งเอาไว้ และบางคำถามก็ยิ่งดังขึ้นกว่าเดิมในโลกที่เต็มไปด้วยสงคราม ความเหลื่อมล้ำ การเมืองแบบแบ่งขั้ว อัลกอริทึ่ม และการไหลบ่าของข้อมูลที่ไม่เคยหยุดพัก นี่จึงเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่พิสูจน์ว่า “ความร่วมสมัย” ไม่ได้หมายถึงการฟังดูเหมือนปัจจุบัน หากหมายถึงการพูดถึงบางสิ่งที่มนุษย์ยังไม่สามารถแก้ไขได้ต่างหาก
และนั่นคือเหตุผลที่วันนี้เรายังกลับมาเปิดฟังอัลบั้ม The Argument ได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังฟังเพลงจากปี 2001 เลยแม้แต่น้อย เพราะเสียงกีตาร์ที่แหลมคม เสียงฟีดแบ็กที่พร่าเลือน และถ้อยคำที่เต็มไปด้วยคำถามเหล่านี้ไม่ได้ติดอยู่ในยุคใดยุคหนึ่ง มันยังคงเดินทางต่อไปพร้อมกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
และเตือนเราว่าบางทีสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การที่โลกกำลังพังทลาย แต่คือการที่เรามองเห็นทุกอย่างกำลังพังทลายอยู่ตรงหน้าแล้วกลับไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับมันได้บ้าง หาก The Argument คือบทสุดท้ายของ Fugazi มันก็เป็นบทสุดท้ายที่ยังคงเปิดคำถามเอาไว้ และบางทีเสียงสะท้อนของคำถามนั้นอาจเป็นสิ่งที่วงทิ้งไว้ให้คนฟังรุ่นหลังได้มากกว่าคำตอบใดๆ เสียอีก
คะแนน: 9.8/10
แทร็กไฮไลต์: Cashout, Full Disclosure, Epic Problem, Strangelight, Ex-Spectator และ Argument
โฆษณา