28 ส.ค. เวลา 19:56 • การศึกษา

Blockchain กับบันทึกที่ไม่สามารถลบได้

ชุด "อาคาชิค เรคคอด: ความลับที่ถูกซ่อนไว้จากมนุษยชาติ"
บทนำ: เทคโนโลยีที่เลียนแบบ "กฎจักรวาล" ได้สมบูรณ์แบบที่สุด
เดือนตุลาคม 2008 เอกสารทางเทคนิคความยาวเก้าหน้าชื่อ "Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System" ถูกเผยแพร่ลงในกลุ่มสนทนาออนไลน์ของนักวิทยาการเข้ารหัสลับ
ผู้เขียนใช้นามแฝงว่า "ซาโตชิ นากาโมโตะ" และไม่มีใครรู้จนถึงทุกวันนี้ว่าชื่อนี้เป็นของบุคคลคนเดียว กลุ่มบุคคล หรือองค์กรใด
เอกสารชิ้นนี้เสนอระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ที่โอนตรงระหว่างผู้ใช้สองคนได้โดยไม่ต้องผ่านสถาบันการเงินใดเป็นตัวกลาง
กลไกสำคัญที่ทำให้ระบบนี้ทำงานได้คือ "บล็อกเชน" บัญชีข้อมูลสาธารณะที่บันทึกธุรกรรมทั้งหมดอย่างถาวรโดยไม่มีหน่วยงานใดควบคุม
สามเดือนต่อมา วันที่ 3 มกราคม 2009 นากาโมโตะเปิดตัวเครือข่ายบิตคอยน์จริง และฝังข้อความหนึ่งไว้ในบล็อกแรกสุดของระบบว่า "The Times 03/Jan/2009 Chancellor on brink of second bailout for banks" ซึ่งเป็นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ฉบับวันนั้น
ข้อความนี้ถูกตีความกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นการเสียดสีระบบการเงินเดิมที่ล้มเหลว และแสดงเจตนารมณ์ของเทคโนโลยีใหม่ว่า ระบบการเงินไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความไว้ใจในสถาบันอีกต่อไป เพราะระบบสามารถสร้างความน่าเชื่อถือด้วยกลไกทางคณิตศาสตร์แทน
.
ในปีแรกแทบไม่มีใครสนใจเครือข่ายนี้ มูลค่าของบิตคอยน์ต่อเหรียญต่ำกว่า 1 เซนต์สหรัฐ นักขุดเหรียญยุคแรกหลายคนใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะธรรมดาเปิดโปรแกรมทิ้งไว้ข้ามคืน โดยไม่รู้ว่ากำลังมีส่วนร่วมในการสร้างรากฐานของเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องข้อมูลและความจริงของมนุษยชาติ
สิบห้าปีต่อมา บล็อกเชนก้าวพ้นขอบเขตของเงินดิจิทัลไปไกลมาก มันถูกนำไปใช้ในระบบทะเบียนที่ดิน ระบบพิสูจน์ตัวตน ระบบจัดการห่วงโซ่อุปทาน ระบบลงคะแนนเสียง และระบบสัญญาอัตโนมัติที่ทำงานโดยปราศจากคนกลาง
นักวิชาการด้านกฎหมายและเทคโนโลยีหลายคนเรียกมันว่าหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 21
สิ่งที่น่าสังเกตคือ เทคโนโลยีที่เริ่มจากเอกสารเก้าหน้านี้ มีคุณสมบัติเชิงโครงสร้างบางประการที่ซ้อนทับกับคำอธิบายเรื่องอาคาชิค เรคคอด มากกว่าเทคโนโลยีใดที่มนุษย์เคยสร้างมาก่อน ทั้งเรื่องการบันทึกแบบลบไม่ได้ การกระจายศูนย์ และการทำงานโดยไม่ต้องมีผู้ควบคุม
ความคล้ายคลึงนี้ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจเลียนแบบ เพราะซาโตชิ นากาโมโตะ ไม่เคยกล่าวถึงแนวคิดอาคาชิคหรือปรัชญาตะวันออกในเอกสารของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ทว่ากลไกที่เขาออกแบบกลับไปตรงกับหลักการที่นักปรัชญาอินเดียโบราณใช้บรรยายธรรมชาติของสนามข้อมูลจักรวาลอย่างน่าประหลาด
นี่คือจุดตั้งต้นของการสำรวจในหัวข้อนี้ ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีบล็อกเชนกับแนวคิดอาคาชิค เรคคอด ความเหมือนที่ว่านั้นเกิดจากอะไร และมันมีความหมายต่อความเข้าใจเรื่องข้อมูล ความจริง และความน่าเชื่อถือของมนุษยชาติอย่างไร
.
.
▪️Blockchain คืออะไรโดยสรุป
ก่อนเข้าสู่การเปรียบเทียบกับอาคาชิค เรคคอด จำเป็นต้องเข้าใจกลไกพื้นฐานของบล็อกเชนให้ตรงกันเสียก่อน เพราะความเข้าใจทางเทคนิคที่ถูกต้องจะช่วยให้การเปรียบเทียบในลำดับถัดไปไม่กลายเป็นการอุปมาที่เลื่อนลอย
โครงสร้างของบล็อกเชน
“บล็อกเชน ” คือ บัญชีข้อมูลที่ถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อการปลอมแปลงด้วยโครงสร้างซึ่งเรียบง่ายแต่แยบยล ข้อมูลธุรกรรมหลายรายการถูกมัดรวมกันเป็นหน่วยที่เรียกว่า "บล็อก" แต่ละบล็อกบรรจุรหัสอ้างอิงของบล็อกก่อนหน้าไว้ภายใน เมื่อบล็อกใหม่ถูกเพิ่มเข้ามา มันจะเชื่อมต่อกับบล็อกเดิมจนเกิดเป็นสายโซ่ยาวต่อเนื่องกันไป
อุปมาเรื่องสมุดบัญชีช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจน หน้าสมุดแต่ละหน้าคือบล็อกหนึ่งหน่วย หน้าหลังอ้างอิงเนื้อหาของหน้าก่อนเสมอ
การฉีกหน้าใดหน้าหนึ่งออกหรือแก้ไขข้อความในหน้าเก่าจะทำให้การอ้างอิงของหน้าถัดไปเสียหายทั้งหมดทันที กลไกนี้เองที่ทำให้การปลอมแปลงย้อนหลังแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้ปลอมแปลงต้องแก้ไขทุกหน้าที่ตามมาให้สอดคล้องกันทั้งหมด
.
แอนเดรียส แอนโทโนพูลอส อธิบายกลไกนี้ไว้อย่างละเอียดในหนังสือ Mastering Bitcoin ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ O'Reilly Media ในปี 2014
เขาชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างบล็อกในสายโซ่ไม่ได้เป็นเพียงการเรียงลำดับข้อมูล หากแต่เป็นการผูกโยงกันด้วยหลักฐานทางคณิตศาสตร์ที่ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
รหัสอ้างอิงของบล็อกก่อนหน้าคือผลลัพธ์ของฟังก์ชันแฮชที่คำนวณจากข้อมูลทั้งหมดในบล็อกนั้น การเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพียงเล็กน้อยในบล็อกเก่าจะทำให้รหัสนี้เปลี่ยนไปทันที และความไม่สอดคล้องจะลามไปยังบล็อกถัดไปทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
สำเนาของสมุดบัญชีนี้ไม่ได้เก็บไว้ที่เดียว หากแต่ถูกกระจายไปยังคอมพิวเตอร์หลายหมื่นเครื่องทั่วโลก เครือข่ายบิตคอยน์เพียงอย่างเดียวมีโหนดที่ทำงานอยู่ราว 15,000–20,000 โหนดในทุกทวีป
ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Bitnodes ซึ่งติดตามจำนวนโหนดที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายบิตคอยน์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ตัวเลขนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามการเปิดปิดเครื่องของผู้ใช้งาน แต่ระดับการกระจายตัวยังคงครอบคลุมกว่า 90 ประเทศทั่วโลก
ทุกโหนดมีสำเนาข้อมูลเหมือนกันทั้งหมด ความยาวของบล็อกเชนบิตคอยน์ ณ เดือนมกราคม 2024 เกินกว่า 800,000 บล็อก คิดเป็นขนาดข้อมูลรวมราว 500 กิกะไบต์
ทุกโหนดต้องเก็บข้อมูลทั้งหมดนี้ไว้ในเครื่องของตน และคอยตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมใหม่ที่ถูกส่งเข้ามาในเครือข่ายตลอดเวลา
.
การกระจายแบบนี้ทำให้ไม่มีเครื่องใดเครื่องหนึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบ ไม่มีบริษัทใดเป็นเจ้าของ ไม่มีรัฐบาลใดสั่งปิดได้โดยลำพัง
การจะหยุดเครือข่ายบิตคอยน์ต้องปิดโหนดทุกเครื่องทั่วโลกพร้อมกัน ซึ่งในทางปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้ แม้แต่ประเทศที่มีอำนาจสูงสุดก็ยังไม่สามารถปิดกั้นเครือข่ายนี้ได้สำเร็จ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความพยายามของรัฐบาลจีนที่สั่งปราบปรามการขุดบิตคอยน์และการซื้อขายคริปโตในประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2017 จนถึงการสั่งห้ามเด็ดขาดในปี 2021
กระนั้นเครือข่ายบิตคอยน์ทั่วโลกก็ยังทำงานต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก มีเพียงการย้ายฐานการขุดออกจากจีนไปยังประเทศอื่นเท่านั้น
.
พอล บาแรน วิศวกรจาก RAND Corporation วางรากฐานทางความคิดของระบบกระจายศูนย์นี้ไว้ตั้งแต่ปี 1964 ในรายงานชื่อ "On Distributed Communications" ซึ่งเขาเสนอว่าเครือข่ายที่ทนทานต่อการโจมตีต้องกระจายข้อมูลไปยังทุกโหนดของระบบแทนการรวมไว้ที่ศูนย์กลาง
แนวคิดของบาแรนถูกนำไปใช้เป็นรากฐานของอินเทอร์เน็ตในเวลาต่อมา และบล็อกเชนก็ใช้หลักการเดียวกันนี้ในการออกแบบโครงสร้างข้อมูลของมัน
ข้อควรระวังประการหนึ่งคือ การกระจายศูนย์ของบล็อกเชนไม่ได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ นักวิจัยด้านความปลอดภัยหลายคนชี้ให้เห็นจุดเปราะบางทางอ้อม
เช่น การกระจุกตัวของนักขุดรายใหญ่ในบางพื้นที่ หรือการพึ่งพาผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตซึ่งรัฐบาลควบคุมได้
เมื่อเทียบกับระบบศูนย์กลางแบบดั้งเดิมที่หยุดได้ด้วยการปิดเซิร์ฟเวอร์หลักเพียงเครื่องเดียว บล็อกเชนยังคงมีความทนทานต่อการแทรกแซงสูงกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด
โครงสร้างเช่นนี้เองที่ทำให้บล็อกเชนก้าวพ้นสถานะของเครื่องมือการเงินไปสู่แนวคิดเชิงปรัชญาเรื่องระบบบันทึกข้อมูลที่เชื่อถือได้โดยไม่ต้องพึ่งพาความไว้ใจในมนุษย์หรือสถาบันใด และนี่คือจุดเริ่มต้นของการซ้อนทับกับคำอธิบายเรื่องอาคาชิค เรคคอด ที่จะกล่าวถึงในลำดับถัดไป
.
.
▪️คุณสมบัติสำคัญสามประการ
••Immutable - บันทึกแล้วแก้ไขไม่ได้
“ฟังก์ชันแฮช” คือหัวใจทางเทคนิคที่ทำให้บล็อกเชนมีคุณสมบัติแก้ไขไม่ได้
แฮชทำงานเหมือนลายนิ้วมือดิจิทัลของข้อมูล ข้อมูลใดก็ตามเมื่อถูกป้อนเข้าไปในฟังก์ชันนี้ จะถูกแปลงเป็นรหัสความยาวคงที่ชุดหนึ่งซึ่งไม่ซ้ำกับข้อมูลชุดอื่น ตัวอักษรเพียงตัวเดียวที่เปลี่ยนไปทำให้รหัสแฮชที่ออกมาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
บล็อกเชนใช้หลักการนี้ผูกข้อมูลเข้าด้วยกันเป็นลูกโซ่ แต่ละบล็อกบรรจุแฮชของบล็อกก่อนหน้าไว้ภายใน
หากผู้ไม่หวังดีแก้ไขข้อมูลในบล็อกเก่าแม้แต่หลักเดียว แฮชของบล็อกนั้นจะเปลี่ยนไปทันที บล็อกถัดมาซึ่งอ้างอิงแฮชเดิมจึงไม่สอดคล้องกันอีกต่อไป ความเสียหายลามไปทั้งสายโซ่ตั้งแต่จุดที่ถูกแก้ไขจนถึงบล็อกล่าสุด
เครือข่ายตรวจพบความไม่สอดคล้องนี้โดยอัตโนมัติ เพราะทุกโหนดมีสำเนาข้อมูลที่ถูกต้องคอยเปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา
เมื่อข้อมูลที่แก้ไขถูกส่งเข้ามา โหนดส่วนใหญ่จะปฏิเสธเพราะไม่ตรงกับสำเนาที่ตนมีอยู่ การปลอมแปลงจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อผู้โจมตีควบคุมกำลังประมวลผลเกินครึ่งหนึ่งของเครือข่ายทั้งหมด ซึ่งในกรณีของบิตคอยน์ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเกินกว่าผลตอบแทนที่จะได้กลับคืน
ในทางปฏิบัติ การแก้ไขข้อมูลบนเครือข่ายบิตคอยน์จึงแทบเป็นไปไม่ได้ ตัวอย่างที่พิสูจน์ความแข็งแกร่งนี้คือ การโจมตีแบบ 51% ที่เคยเกิดขึ้นกับบล็อกเชนขนาดเล็กหลายแห่ง แต่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเครือข่ายบิตคอยน์เลยนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2009 แม้จะมีผู้พยายามหลายครั้งก็ตาม
.
••Distributed - การกระจายศูนย์
ระบบศูนย์กลางแบบดั้งเดิมเก็บข้อมูลทั้งหมดไว้ในเซิร์ฟเวอร์หลักหนึ่งชุดหรือไม่กี่ชุด หากเซิร์ฟเวอร์นั้นถูกทำลาย ถูกปิดกั้น หรือถูกยึดโดยรัฐบาล ข้อมูลทั้งหมดก็สูญหายหรือถูกควบคุมได้ในทันที นี่คือจุดเปราะบางที่ระบบกระจายศูนย์ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา
บล็อกเชนสาธารณะเก็บสำเนาข้อมูลที่เหมือนกันทั้งหมดไว้ในโหนดหลายหมื่นเครื่องทั่วโลก
ข้อมูลจาก Bitnodes ณ เดือนมกราคม 2024 ระบุว่าเครือข่ายบิตคอยน์มีโหนดที่ตรวจสอบธุรกรรมและเก็บสำเนาบล็อกเชนทั้งหมดกระจายอยู่ในกว่า 90 ประเทศ ทุกโหนดมีสำเนาที่เท่าเทียมกัน ไม่มีลำดับชั้น ไม่มีเครื่องใดมีอำนาจเหนือเครื่องอื่น
การทำลายโหนดหลายสิบหรือหลายร้อยเครื่องในประเทศใดประเทศหนึ่งไม่มีผลต่อความสมบูรณ์ของระบบ เพราะโหนดที่เหลือในประเทศอื่นยังมีข้อมูลครบถ้วน
การปิดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศก็เช่นกัน เครือข่ายยังทำงานต่อไปในประเทศที่เหลือ และเมื่อการเชื่อมต่อกลับคืนมา โหนดในประเทศที่ถูกตัดขาดจะซิงก์ข้อมูลกับเครือข่ายโลกให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งโดยอัตโนมัติ
นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า การหยุดเครือข่ายบิตคอยน์อย่างถาวรต้องอาศัยความร่วมมือของรัฐบาลทุกประเทศบนโลกพร้อมกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แทบเป็นไปไม่ได้ในทางภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน
.
••Transparent - ความโปร่งใสตรวจสอบได้
บล็อกเชนสาธารณะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดแก่ผู้เข้าร่วมเครือข่ายทุกคนโดยไม่มียกเว้น ใครก็ตามที่ดาวน์โหลดโปรแกรมเชื่อมต่อเครือข่ายและเก็บสำเนาบล็อกเชนไว้ในเครื่องของตน จะเห็นธุรกรรมทุกครั้งที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่บล็อกแรกจนถึงปัจจุบัน
ข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถซ่อนหรือลบได้ ไม่มีบัญชีลับ รายการพิเศษที่ผู้ดูแลระบบเลือกที่จะไม่เปิดเผย
ความโปร่งใสนี้ครอบคลุมถึงรายละเอียดสำคัญ เช่น จำนวนเหรียญทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้น กระเป๋าใดถือเหรียญอยู่เท่าใด
เส้นทางการโอนจากกระเป๋าหนึ่งไปยังอีกกระเป๋าหนึ่งเมื่อใด เวลาใด และมีค่าธรรมเนียมเท่าใด ทุกอย่างถูกบันทึกไว้เป็นหลักฐานถาวรที่ใครก็ตามตรวจสอบย้อนหลังได้ตลอดเวลา
คุณสมบัติข้อนี้ต่างจากระบบการเงินแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง ธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินเพิ่มได้โดยไม่ต้องเปิดเผยปริมาณที่แท้จริง ธนาคารพาณิชย์สามารถยักย้ายบัญชีภายในได้ และผู้สอบบัญชีภายนอกเข้าถึงข้อมูลได้เพียงเท่าที่สถาบันยินยอมให้เห็นเท่านั้น บล็อกเชนสาธารณะไม่มีช่องทางเช่นนั้น ทุกอย่างเปิดเผยต่อสายตาทุกคนอย่างเท่าเทียม
.
คุณสมบัติทั้งสามประการนี้เองที่ทำให้นักวิชาการด้านเทคโนโลยีและกฎหมายหลายคน เช่น เควิน เวอร์บาค แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวถึงบล็อกเชนในฐานะ "สถาปัตยกรรมแห่งความไว้วางใจ" ที่เปลี่ยนฐานของการสร้างความน่าเชื่อถือจากมนุษย์และสถาบันไปสู่กลไกทางคณิตศาสตร์ที่ตรวจสอบได้โดยปราศจากอคติ
และนี่คือจุดที่บล็อกเชนเริ่มซ้อนทับกับคำอธิบายเรื่องอาคาชิค เรคคอด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระบบบันทึกที่ลบไม่ได้ กระจายอยู่ทุกหนแห่ง และโปร่งใสตรวจสอบได้ เป็นคุณสมบัติชุดเดียวกับที่นักปรัชญาอินเดียโบราณใช้บรรยายสนามข้อมูลจักรวาลมานานนับพันปีก่อนที่ซาโตชิ นากาโมโตะ จะลืมตาดูโลกเสียอีก
.
.
.
▪️ความเหมือนระหว่าง Blockchain กับอาคาชิค
เมื่อพิจารณาคุณสมบัติของทั้งสองระบบเทียบเคียงกันทีละด้าน ความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในทุกระดับ ตั้งแต่กลไกการบันทึก การลบข้อมูล การกระจายตัว การตรวจสอบ ความสัมพันธ์กับเวลา และความเป็นกลางของระบบ
••กลไกการบันทึก
อาคาชิค เรคคอด ถูกอธิบายว่าเป็นบันทึกที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยไม่มีผู้ใดทำหน้าที่เป็นผู้เขียน ความคิด การกระทำ และเหตุการณ์ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในสนามอาคาชะโดยอัตโนมัติ
คำอธิบายนี้ปรากฏในงานเขียนของเฮเลนา บลาวัตสกี เรื่อง The Secret Doctrine (1888) ซึ่งเธอกล่าวถึงอาคาชะในฐานะผืนฟิล์มจักรวาลที่บันทึกทุกความคิดและการกระทำโดยไม่ต้องมีผู้คอยจดบันทึก เช่นเดียวกับที่อากาศบันทึกแรงสั่นสะเทือนของเสียงโดยไม่ต้องมีใครสั่งให้บันทึก
บล็อกเชนทำงานในลักษณะเดียวกัน ธุรกรรมที่เกิดขึ้นถูกตรวจสอบและบันทึกโดยอัลกอริทึมฉันทามติซึ่งทำงานด้วยตัวของมันเอง
ผู้ขุดหรือผู้ตรวจสอบไม่มีอำนาจตัดสินใจว่าข้อมูลใดควรถูกบันทึก พวกเขาทำหน้าที่เพียงประมวลผลตามกฎที่ระบบกำหนดไว้ล่วงหน้าเท่านั้น เมื่อธุรกรรมถูกต้องตามเงื่อนไขทางเทคนิค มันก็ถูกบรรจุเข้าสู่บล็อกโดยไม่มีใครสามารถยับยั้งได้
การบันทึกของทั้งสองระบบจึงเกิดจากโครงสร้างของระบบเอง ไม่ใช่การตัดสินใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
.
••การลบข้อมูล
อาคาชิค เรคคอด คงอยู่ถาวรโดยไม่ถูกทำลาย บันทึกทุกชิ้นปรากฏอยู่ในสนามอาคาชะตลอดไปโดยไม่มีกลไกใดจะขจัดให้หายไปได้ บลาวัตสกีกล่าวถึงคุณสมบัติข้อนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า แม้แต่ความพยายามที่จะลบบันทึกก็ถูกบันทึกไว้ด้วยเช่นกัน
บล็อกเชนมีคุณสมบัติเดียวกันนี้โดยอาศัยกลไกทางคณิตศาสตร์ เมื่อข้อมูลถูกบันทึกลงในบล็อกและบล็อกนั้นถูกเชื่อมเข้ากับสายโซ่แล้ว การแก้ไขย้อนหลังจะทำให้รหัสอ้างอิงของบล็อกทั้งหมดที่ตามมาเปลี่ยนไป
เครือข่ายจะปฏิเสธการแก้ไขนั้นทันที หลักการนี้ถูกอธิบายไว้ในหนังสือ Mastering Bitcoin ของแอนเดรียส แอนโทโนพูลอส (2014) ซึ่งยืนยันว่าการปลอมแปลงข้อมูลย้อนหลังบนบล็อกเชนต้องอาศัยกำลังประมวลผลเกินครึ่งหนึ่งของเครือข่ายทั้งหมด ซึ่งในกรณีของบิตคอยน์ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเกินกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับคืน
.
••การกระจายข้อมูล
อาคาชิค เรคคอด กระจายอยู่ทั่วจักรวาลโดยไม่มีจุดศูนย์กลาง ทุกตำแหน่งในอวกาศเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้อย่างเท่าเทียม
แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำอธิบายเรื่องอาคาชะในคัมภีร์ฉันโทคยะอุปนิษัท ซึ่งกล่าวถึงอาคาชะในฐานะที่ว่างที่แทรกซึมอยู่ทุกหนแห่ง ปราศจากจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด
บล็อกเชนกระจายสำเนาข้อมูลไปยังโหนดหลายหมื่นเครื่องทั่วโลก ทุกโหนดมีสำเนาที่สมบูรณ์เท่ากันหมด ปราศจากเครื่องใดเครื่องหนึ่งที่เป็นศูนย์กลางของระบบ
ข้อมูลจาก Bitnodes ณ เดือนมกราคม 2024 ระบุว่าจำนวนโหนดของเครือข่ายบิตคอยน์ผันผวนอยู่ในช่วง 15,000–20,000 เครื่องกระจายอยู่ในกว่า 90 ประเทศ การทำลายโหนดในประเทศใดประเทศหนึ่งไม่มีผลต่อความสมบูรณ์ของข้อมูลโดยรวม เพราะสำเนาที่เหลืออยู่ยังครบถ้วน
หลักการกระจายข้อมูลโดยไม่มีศูนย์กลางนี้ ไม่ได้เป็นแนวคิดใหม่ของบล็อกเชน หากแต่มีรากฐานมาจากงานของพอล บาแรน วิศวกรจาก RAND Corporation ซึ่งเสนอแนวคิดเครือข่ายกระจายศูนย์ไว้ตั้งแต่ปี 1964 ในรายงาน "On Distributed Communications"
บาแรนชี้ให้เห็นว่าระบบที่ทนทานต่อการโจมตีต้องหลีกเลี่ยงการรวมข้อมูลไว้ที่จุดเดียว หลักการของเขาถูกนำมาใช้ในการออกแบบอินเทอร์เน็ตและบล็อกเชนในเวลาต่อมา
.
••การตรวจสอบ
อาคาชิค เรคคอด เปิดให้ผู้มีญาณเข้าถึงได้ด้วยจิตที่ละเอียดพอ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ อธิบายไว้ในหนังสือ Knowledge of the Higher Worlds and Its Attainment (1904) ว่าการเข้าถึงบันทึกอาคาชิคต้องอาศัยการฝึกฝนจิตให้สงบและละเอียดพอจะรับรู้ข้อมูลจากสนามนี้ได้ ผู้เข้าถึงจะเห็นข้อมูลปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด
บล็อกเชนเปิดให้ทุกคนตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องมีคุณสมบัติพิเศษใด นอกจากการเชื่อมต่อกับเครือข่าย ใครก็ตามที่ดาวน์โหลดสำเนาบล็อกเชนมาตรวจสอบย้อนหลังได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่บล็อกแรกที่ถูกสร้างในเดือนมกราคม 2009 จนถึงบล็อกล่าสุด ณ ปัจจุบัน
.
••ความสัมพันธ์กับเวลา
อาคาชิค เรคคอด ถูกอธิบายว่าไม่ผูกติดกับเวลา ข้อมูลในสนามอาคาชะดำรงอยู่นอกกรอบของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตแบบที่มนุษย์คุ้นเคย ผู้เข้าถึงบางคนเล่าว่าสามารถรับรู้เหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นได้ ราวกับเวลาทั้งหมดปรากฏพร้อมกันในสนามนี้
บล็อกเชนทำงานภายใต้เวลาจริงของเครือข่าย แต่บันทึกข้อมูลพร้อมตราประทับเวลากำกับไว้อย่างถาวร ข้อมูลทุกชิ้นระบุได้ว่าเกิดขึ้นเมื่อใดและเรียงลำดับก่อนหลังอย่างไร ตราประทับเวลานี้ทำให้บล็อกเชนกลายเป็นบันทึกที่ตรวจสอบย้อนหลังได้แม่นยำในระดับวินาที
.
••ความเป็นกลาง
อาคาชิค เรคคอด ปราศจากผู้ควบคุมที่บิดเบือนข้อมูลได้ สนามอาคาชะบันทึกทุกสิ่งตามความเป็นจริงโดยไม่ลำเอียง ไม่สนใจว่าข้อมูลนั้นจะทำให้ผู้ใดได้ประโยชน์หรือเสียหาย
บล็อกเชนสาธารณะมีคุณสมบัติเดียวกันโดยการออกแบบ อัลกอริทึมฉันทามติไม่สนใจว่าธุรกรรมนั้นเป็นของใคร มีผลกระทบทางการเมืองอย่างไร หรือผู้ใดจะเสียประโยชน์จากการถูกบันทึก ระบบตรวจสอบเฉพาะความถูกต้องทางเทคนิคเท่านั้น เมื่อถูกต้องตามกฎ มันก็ถูกบันทึกโดยไม่มีข้อยกเว้น
เควิน เวอร์บาค ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย อธิบายคุณสมบัติข้อนี้ไว้ในหนังสือ The Blockchain and the New Architecture of Trust (2018) ว่า บล็อกเชนย้ายความไว้วางใจจากมนุษย์ไปสู่กลไกทางเทคนิคซึ่งตรวจสอบได้และปราศจากอคติ
.
••เหตุผลของความคล้ายคลึง
ความคล้ายคลึงทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจเลียนแบบแนวคิดอาคาชิค ซาโตชิ นากาโมโตะ ไม่เคยกล่าวถึงปรัชญาอินเดียหรือสนามข้อมูลจักรวาลในเอกสารของเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เอกสารของเขาเน้นเฉพาะปัญหาทางเทคนิคของระบบเงินสดอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่แตะต้องมิติทางปรัชญาใด ๆ
ทว่ากลไกที่เขาออกแบบกลับไปตรงกับหลักการที่นักปราชญ์โบราณใช้บรรยายธรรมชาติของระบบบันทึกจักรวาล
ข้อเท็จจริงนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า หลักการที่ว่าระบบบันทึกที่เชื่อถือได้ต้องกระจายอำนาจและแก้ไขไม่ได้ อาจไม่ใช่การค้นพบใหม่ของมนุษย์ หากแต่เป็นกฎธรรมชาติที่มีอยู่ก่อนแล้ว และมนุษย์เพียงค้นพบมันอีกครั้งในรูปแบบของเทคโนโลยีเท่านั้น
ผู้ที่ต้องการแก้ปัญหาความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยไม่ต้องพึ่งพาคนกลาง ย่อมต้องออกแบบระบบที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ไม่ว่าผู้ออกแบบจะเป็นนักปรัชญาในอินเดียโบราณหรือนักวิทยาการเข้ารหัสลับในศตวรรษที่ 21 ก็ตาม เพราะข้อกำหนดของปัญหาเป็นตัวกำหนดคำตอบของมันเอง
.
.
▪️Smart Contract กับกฎแห่งกรรม
แนวคิดเรื่อง Smart Contract ถูกนำเสนออย่างเป็นระบบครั้งแรกโดยนิค ซาโบ นักวิทยาการคอมพิวเตอร์และนักกฎหมายชาวอเมริกัน ในบทความชื่อ "Smart Contracts: Building Blocks for Digital Markets" ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1996
ซาโบอธิบายว่า Smart Contract คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่บังคับใช้เงื่อนไขของสัญญาโดยอัตโนมัติ เมื่อเงื่อนไขที่กำหนดไว้ครบถ้วน โปรแกรมจะทำงานตามข้อตกลงทันทีโดยไม่ต้องอาศัยคนกลางหรือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
แนวคิดของซาโบกลายเป็นจริงอย่างสมบูรณ์เมื่อบล็อกเชนถือกำเนิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเครือข่ายอีเธอเรียมซึ่งวิทาลิก บูเทรินเปิดตัวในปี 2015
บูเทรินอธิบายไว้ในเอกสารทางเทคนิคชื่อ "A Next-Generation Smart Contract and Decentralized Application Platform" ซึ่งเผยแพร่ในปี 2013 ว่า Smart Contract บนอีเธอเรียมคือโปรแกรมที่ถูกเขียนลงบนบล็อกเชนและทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเงื่อนไขครบ โดยไม่มีใครสามารถหยุดหรือแก้ไขโปรแกรมนั้นได้หลังจากถูกบันทึกแล้ว
การทำงานของ Smart Contract ยกตัวอย่างได้ชัดเจนที่สุดจากธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ระบบถูกตั้งเงื่อนไขไว้ว่าเมื่อผู้ซื้อโอนเงินครบตามจำนวน สัญญาจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ผู้ซื้อทันทีโดยอัตโนมัติ
กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นโดยไม่ต้องผ่านสำนักงานที่ดิน ไม่ต้องมีทนายความคอยตรวจสอบ และไม่มีใครสามารถแทรกแซงหรือยับยั้งการโอนกรรมสิทธิ์ได้เมื่อเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว
.
อีกตัวอย่างหนึ่งคือระบบประกันภัยพืชผลทางการเกษตรซึ่งมีการใช้งานจริงในหลายประเทศแล้ว เช่น โครงการประกันภัยข้าวในศรีลังกาที่ใช้บล็อกเชนตรวจสอบข้อมูลสภาพอากาศอัตโนมัติ
เมื่อปริมาณฝนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในสัญญา ระบบจะจ่ายค่าชดเชยให้เกษตรกรทันทีโดยไม่ต้องมีการเรียกร้องสินไหมหรือการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกัน ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่าโครงการนำร่องนี้ช่วยลดระยะเวลาการจ่ายค่าชดเชยจากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่วัน
เมื่อ Smart Contract ถูกเขียนและบันทึกลงบนบล็อกเชนแล้ว ไม่มีผู้ใดแก้ไขได้ แม้แต่ผู้เขียนโปรแกรมเองก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขย้อนหลังได้ ระบบจะทำงานตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้แต่แรกโดยไม่สนใจว่าฝ่ายใดจะเปลี่ยนใจหรือไม่
.
กฎแห่งกรรมในคติอาคาชิคมีหลักการใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด กรรมถูกอธิบายว่าเป็นกฎอัตโนมัติของจักรวาลที่ทำงานตามเหตุปัจจัยโดยไม่ต้องมีผู้พิพากษาคอยตัดสิน เมื่อทำเหตุไว้แล้ว ผลย่อมตามมาโดยไม่มีใครหยุดยั้งได้ กรรมไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เป็นกลางอย่างสมบูรณ์ และแม้จะเจือจางได้ด้วยกรรมใหม่ แต่ไม่สามารถลบออกจากบันทึกได้
คำอธิบายเรื่องกรรมลักษณะนี้ปรากฏในคัมภีร์อุปนิษัทหลายฉบับ โดยเฉพาะพฤหัทรัณยกอุปนิษัทซึ่งกล่าวถึงผลของกรรมว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เอส. ราธกฤษณัน อธิบายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ Indian Philosophy, Vol. 1 (1923) ว่ากฎแห่งกรรมในปรัชญาอินเดียไม่ได้ตั้งอยู่บนการตัดสินของผู้มีอำนาจใด หากเป็นกฎธรรมชาติที่ทำงานด้วยตัวของมันเองเช่นเดียวกับกฎฟิสิกส์ ผลย่อมเกิดจากเหตุเสมอ ไม่มีการยกเว้นและไม่มีการเลือกปฏิบัติ
เมื่อวางหลักการของ Smart Contract กับกฎแห่งกรรมไว้คู่กัน ความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างก็ปรากฏชัดเจน ทั้งสองระบบถูกเขียนขึ้นจากเหตุที่เฉพาะเจาะจง ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเงื่อนไขครบ แก้ไขไม่ได้หลังจากถูกบันทึก และไม่มีผู้ใดแทรกแซงได้เมื่อกระบวนการเริ่มต้นแล้ว
ความคล้ายคลึงนี้ชวนให้พิจารณาว่า ผู้สร้างบล็อกเชนในยุคปัจจุบันกำลังสร้างระบบที่สะท้อนหลักการโบราณเรื่องกรรมขึ้นมาใหม่ในรูปแบบดิจิทัล โดยไม่จำเป็นต้องเคยศึกษาปรัชญาอินเดียมาก่อน หากแต่หลักการเดียวกันนี้เป็นข้อกำหนดทางเทคนิคที่จำเป็นสำหรับระบบบันทึกข้อมูลที่เชื่อถือได้ และกฎธรรมชาติก็ใช้หลักการนี้อยู่ก่อนแล้วนับพันล้านปีก่อนที่มนุษย์จะคิดค้นบล็อกเชนขึ้นมา
.
.
▪️เปรียบเทียบ Smart Contract กับกฎแห่งกรรม
เมื่อพิจารณาหลักการทำงานของทั้งสองระบบโดยละเอียด ความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างปรากฏชัดเจนในทุกด้าน
Smart Contract ถูกเขียนขึ้นโดยมนุษย์ผ่านภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เงื่อนไขทุกข้อถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนกฎแห่งกรรมถูกเขียนขึ้นด้วยเจตนาและการกระทำของมนุษย์แต่ละคน เจตนาที่เกิดขึ้นในใจคือชุดคำสั่งที่ถูกบันทึกไว้ในสนามอาคาชะโดยอัตโนมัติ
เมื่อเงื่อนไขของ Smart Contract ครบถ้วน ระบบจะทำงานทันทีโดยไม่ต้องมีใครสั่งการเพิ่มเติม เช่นเดียวกับกรรมที่เมื่อเหตุปัจจัยครบถ้วน ผลย่อมปรากฏขึ้นโดยไม่มีใครต้องมาเร่งรัดหรือสั่งให้เกิด
Smart Contract ที่ถูกบันทึกลงบนบล็อกเชนแล้ว แก้ไขย้อนหลังไม่ได้ เช่นเดียวกับกรรมที่เกิดขึ้นแล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลงให้ย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ ทำได้เพียงสร้างเหตุใหม่ซ้อนทับลงไปในภายหลังเท่านั้น
ไม่มีใครหยุดยั้งการทำงานของ Smart Contract ได้เมื่อกระบวนการเริ่มต้นแล้ว แม้แต่ผู้เขียนโปรแกรมเองก็ตาม เช่นเดียวกับกรรมที่ไม่มีใครยับยั้งผลของกรรมได้ไม่ว่าผู้นั้นจะมียศถาบรรดาศักดิ์หรืออำนาจมากเพียงใด
Smart Contract เปิดเผยให้ทุกคนตรวจสอบได้ตลอดเวลา เงื่อนไขทั้งหมดถูกบันทึกไว้อย่างโปร่งใสบนบล็อกเชนสาธารณะ เช่นเดียวกับกรรมที่ถูกบันทึกไว้ในสนามอาคาชะอย่างครบถ้วน ผู้มีญาณสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าเหตุใดผลจึงเกิดขึ้นเช่นนี้
.
ความคล้ายคลึงที่ชัดเจนในทุกด้านนี้เองที่ทำให้นักคิดและนักเขียนด้านเทคโนโลยีหลายคน เช่น เมลานี สวอน ผู้เขียนหนังสือ Blockchain: Blueprint for a New Economy (2015) กล่าวถึงบล็อกเชนในฐานะการค้นพบกฎแห่งกรรมในรูปแบบดิจิทัลโดยไม่ได้ตั้งใจ
ผู้สร้างระบบไม่ได้ออกแบบให้มันเป็นเครื่องมือทางจิตวิญญาณ หากแต่ออกแบบเพื่อแก้ปัญหาความน่าเชื่อถือของข้อมูลในระบบการเงิน แล้วผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นระบบที่สะท้อนหลักการโบราณเรื่องกรรมอย่างแม่นยำ
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำให้ชัดเจนว่าการเปรียบเทียบนี้เป็นเชิงอุปมา ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิชาการที่พิสูจน์แล้ว Smart Contract ถูกเขียนโดยมนุษย์และอาจมีช่องโหว่หรือเจตนาแอบแฝงได้ ส่วนกฎแห่งกรรมตามคติอาคาชิคเป็นกฎธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบโดยไม่มีข้อผิดพลาด ความคล้ายคลึงที่เห็นจึงเป็นความคล้ายคลึงเชิงหลักการ มิใช่การเทียบเท่ากันอย่างสมบูรณ์
แต่การที่มนุษย์สามารถสร้างระบบที่สะท้อนหลักการกรรมได้ในระดับที่จับต้องได้เช่นนี้ ย่อมเป็นหลักฐานว่าหลักการที่นักปราชญ์โบราณอธิบายไว้มิใช่แนวคิดที่เลื่อนลอย หากเป็นกฎเกณฑ์สากลที่ระบบใดก็ตามต้องปฏิบัติตาม หากระบบนั้นต้องทำงานอย่างน่าเชื่อถือโดยปราศจากผู้ควบคุมจากภายนอก
.
.
▪️บทสรุป
บล็อกเชนคือเทคโนโลยีที่เข้าใกล้หลักการของอาคาชิค เรคคอด มากที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา ระบบนี้บันทึกข้อมูลแล้วแก้ไขย้อนหลังไม่ได้ เช่นเดียวกับกรรมและบันทึกของจักรวาล
ข้อมูลทั้งหมดกระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่งโดยปราศจากศูนย์กลาง เช่นเดียวกับสนามอาคาชะที่แผ่ซ่านครอบคลุมทุกจุดของเอกภพ มันทำงานโดยอัตโนมัติตามกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่นเดียวกับกฎธรรมชาติที่ไม่ต้องมีผู้บังคับใช้ และโปร่งใสตรวจสอบได้โดยทุกคน เช่นเดียวกับกรรมที่ผู้มีญาณสามารถเข้าถึงได้ด้วยจิตที่ละเอียดพอ
สิ่งที่บล็อกเชนพิสูจน์ให้เห็นคือ ความจริงที่ไม่สามารถบิดเบือนได้เป็นไปได้จริงในเชิงเทคนิค มนุษย์สร้างระบบบันทึกที่ทนทานต่อการปลอมแปลง ทนทานต่อการทำลาย และทนทานต่อการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจได้สำเร็จ ระบบนี้ทำงานอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2009 โดยไม่เคยถูกแก้ไขย้อนหลังสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว
.
การมีอยู่ของบล็อกเชนทำให้ข้อกล่าวอ้างเรื่องบันทึกอาคาชิคฟังดูไม่ใช่จินตนาการล่องลอยอีกต่อไป หากมนุษย์ธรรมดาสามารถออกแบบระบบบันทึกที่ลบไม่ได้และกระจายศูนย์ได้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน
หลักการเดียวกันนี้ย่อมเป็นไปได้ที่ธรรมชาติจะใช้อยู่แล้วในระดับที่ใหญ่กว่ามาก ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือ ธรรมชาติสร้างระบบนี้ขึ้นมาเองโดยไม่ต้องมีผู้สร้าง ในขณะที่มนุษย์ต้องใช้เวลาหลายพันปีกว่าจะค้นพบหลักการนี้และนำมาสร้างเป็นเทคโนโลยี
คำถามที่เหลือจึงไม่ใช่การถกเถียงว่าอาคาชิคมีจริงหรือไม่ หากคือมนุษย์จะใช้เทคโนโลยีที่ลบไม่ได้นี้เพื่อจุดประสงค์ใด
บล็อกเชนสามารถเป็นรากฐานของระบบการเงินที่เท่าเทียม ระบบทะเบียนที่ดินที่ทุจริตไม่ได้ ระบบลงคะแนนเสียงที่โปร่งใส และระบบพิสูจน์ตัวตนที่รัฐเผด็จการปิดกั้นไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็สามารถเป็นเครื่องมือของรัฐที่ใช้ติดตามธุรกรรมของพลเมืองทุกคนอย่างถาวรโดยไม่มีวันลบประวัติได้เช่นกัน
ความเป็นไปได้ทั้งสองทางนี้มีอยู่จริงเท่ากันในเทคโนโลยีชิ้นเดียวกัน คำตอบสุดท้ายจึงไม่ได้ถูกกำหนดโดยตัวเทคโนโลยีเอง หากถูกกำหนดโดยค่านิยมของมนุษย์ที่จะเลือกใช้มัน ท่ามกลางการพัฒนาอย่างรวดเร็วที่ไม่มีเวลาให้ใครหยุดคิดทบทวน
และนี่คือสิ่งที่บทความทั้งหมดต้องการชี้ให้เห็นมาตั้งแต่ต้น สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต คลาวด์ เสิร์ชเอนจิน โซเชียลมีเดีย ปัญญาประดิษฐ์ หรือบล็อกเชน ล้วนเป็นภาพสะท้อนของหลักการธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด แต่มนุษย์ยังไม่เคยหยุดถามตัวเองอย่างจริงจังว่า เรากำลังสร้างโลกที่ดีขึ้น หรือสร้างคุกที่สมบูรณ์แบบขึ้นมากันแน่
.
.
▪️แหล่งอ้างอิงทั้งหมด
งานต้นฉบับ
Nakamoto, Satoshi. "Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System," Bitcoin.org, 2008.
เอกสารทางเทคนิคต้นฉบับที่วางรากฐานของบิตคอยน์และเทคโนโลยีบล็อกเชน ตีพิมพ์ครั้งแรกในกลุ่มสนทนาออนไลน์ของนักวิทยาการเข้ารหัสลับเดือนตุลาคม 2008
Buterin, Vitalik. "A Next-Generation Smart Contract and Decentralized Application Platform," Ethereum Whitepaper, 2013.
เอกสารทางเทคนิคที่นำเสนอแนวคิด Smart Contract และการสร้างแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์บนเครือข่ายอีเธอเรียม
Szabo, Nick. "Smart Contracts: Building Blocks for Digital Markets," 1996.
บทความบุกเบิกแนวคิด Smart Contract ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Extropy ฉบับที่ 16 อธิบายแนวคิดสัญญาอัตโนมัติที่ทำงานโดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง
งานวิชาการด้านบล็อกเชน
Antonopoulos, Andreas M. Mastering Bitcoin: Unlocking Digital Cryptocurrencies. O'Reilly Media, 2014.
หนังสืออ้างอิงมาตรฐานด้านเทคนิคของบิตคอยน์ อธิบายกลไกฟังก์ชันแฮช การทำงานของบล็อก และระบบฉันทามติอย่างละเอียด
Swan, Melanie. Blockchain: Blueprint for a New Economy. O'Reilly Media, 2015.
วิเคราะห์การประยุกต์ใช้บล็อกเชนนอกเหนือจากเงินดิจิทัล รวมถึงระบบทะเบียน ระบบสัญญาอัตโนมัติ และแนวคิดเรื่องความเป็นกลางของระบบ
Tapscott, Don และ Tapscott, Alex. Blockchain Revolution: How the Technology Behind Bitcoin Is Changing Money, Business, and the World. Portfolio, 2016.
งานวิเคราะห์ผลกระทบของบล็อกเชนต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมวงกว้าง
Werbach, Kevin. The Blockchain and the New Architecture of Trust. MIT Press, 2018.
วิเคราะห์แนวคิดความไว้วางใจในระบบบล็อกเชน และการย้ายความไว้วางใจจากมนุษย์ไปสู่กลไกทางเทคนิค
De Filippi, Primavera และ Wright, Aaron. Blockchain and the Law: The Rule of Code. Harvard University Press, 2018.
งานศึกษาด้านกฎหมายที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างบล็อกเชนกับระบบกฎหมายดั้งเดิม
งานด้านเครือข่ายกระจายศูนย์
Baran, Paul. "On Distributed Communications," RAND Corporation, 1964.
งานบุกเบิกแนวคิดเครือข่ายกระจายศูนย์ซึ่งเป็นรากฐานทางความคิดของอินเทอร์เน็ตและบล็อกเชน เสนอว่าข้อมูลควรกระจายไปยังทุกโหนดของระบบเพื่อให้ทนทานต่อการโจมตี
งานด้านจักรวาลวิทยา
Hawking, Stephen. A Brief History of Time. Bantam Books, 1988.
อธิบายธรรมชาติของเอกภพและการขยายตัวของอวกาศโดยละเอียด รวมถึงการอธิบายว่าบิกแบงเกิดขึ้นทุกที่พร้อมกันโดยไม่มีจุดศูนย์กลาง
Krauss, Lawrence. A Universe from Nothing. Free Press, 2012.
อธิบายกำเนิดเอกภพจากมุมมองฟิสิกส์ยุคใหม่ และชี้ให้เห็นความเข้าใจผิดเรื่องจุดศูนย์กลางของจักรวาล
Penzias, Arno และ Wilson, Robert. "A Measurement of Excess Antenna Temperature at 4080 Mc/s." The Astrophysical Journal, 1965.
รายงานการค้นพบรังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาลซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของทฤษฎีบิกแบง ผู้ค้นพบทั้งสองได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 1978
งานด้านปรัชญาอินเดียและอาคาชิค
Radhakrishnan, S. Indian Philosophy, Vol. 1. Oxford University Press, 1923.
งานศึกษาปรัชญาอินเดียที่ครอบคลุมคำสอนเรื่องอาคาชะและกฎแห่งกรรม อธิบายหลักการทำงานของกรรมในฐานะกฎธรรมชาติที่ไม่ต้องมีผู้บังคับใช้
Laszlo, Ervin. The Akashic Experience: Science and the Cosmic Memory Field. Inner Traditions, 2009.
นำเสนอแนวคิดสนามอาคาชะในฐานะสนามข้อมูลพื้นฐานของเอกภพที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน
แหล่งข้อมูลสถิติและฐานข้อมูล
Bitnodes. "Bitcoin Network Node Count." เข้าถึงเมื่อมกราคม 2024.
ฐานข้อมูลติดตามจำนวนโหนดในเครือข่ายบิตคอยน์แบบเรียลไทม์ ระบุจำนวนโหนดที่ทำงานอยู่และการกระจายตัวตามประเทศ
Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO). รายงานโครงการประกันภัยพืชผลที่ใช้บล็อกเชนในศรีลังกา.
เอกสารรายงานโครงการนำร่องที่ใช้ Smart Contract ในการจ่ายค่าชดเชยประกันภัยเกษตรกรโดยอัตโนมัติ
**หมายเหตุสำหรับผู้ต้องการศึกษาเพิ่มเติม
ด้านเทคนิคของบล็อกเชน
ผู้ที่ต้องการเข้าใจกลไกทางเทคนิคของบล็อกเชนอย่างลึกซึ้งควรเริ่มจากหนังสือ Mastering Bitcoin ของแอนเดรียส แอนโทโนพูลอส ซึ่งอธิบายฟังก์ชันแฮช โครงสร้างบล็อก และระบบฉันทามติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตามด้วยเอกสารต้นฉบับของซาโตชิ นากาโมโตะ ซึ่งแม้จะสั้นเพียงเก้าหน้า แต่บรรจุแนวคิดหลักของระบบทั้งหมดไว้ครบถ้วน
ด้านกฎหมายและการกำกับดูแล
หนังสือ Blockchain and the Law ของพรีมาเวรา เด ฟิลิปปี และแอรอน ไรต์ จากสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญสำหรับผู้สนใจประเด็นกฎหมาย วิเคราะห์ว่าบล็อกเชนท้าทายระบบกฎหมายดั้งเดิมอย่างไร และกฎหมายควรปรับตัวอย่างไรต่อเทคโนโลยีที่แก้ไขข้อมูลย้อนหลังไม่ได้
ด้านปรัชญาอินเดีย
สำหรับผู้สนใจแนวคิดอาคาชะและกฎแห่งกรรมอย่างจริงจัง งานของเอส. ราธกฤษณัน เรื่อง Indian Philosophy เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม เพราะอธิบายแนวคิดเหล่านี้จากคัมภีร์ต้นทางโดยตรง ไม่ผ่านการตีความของนักเขียนตะวันตก หลังจากนั้นจึงค่อยศึกษางานของเออร์วิน ลาสซ์โล ที่พยายามเชื่อมโยงแนวคิดอาคาชะกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
ด้านจักรวาลวิทยา
หนังสือ A Brief History of Time ของสตีเฟน ฮอว์กิง อธิบายธรรมชาติของเอกภพโดยไม่ใช้สมการคณิตศาสตร์ซับซ้อน เหมาะสำหรับผู้อ่านทั่วไปที่ต้องการเข้าใจว่าทำไมเอกภพจึงไม่มีศูนย์กลาง และบิกแบงเกิดขึ้นทุกที่พร้อมกันได้อย่างไร
ข้อควรระวังในการศึกษาต่อ
การเปรียบเทียบระหว่างบล็อกเชนกับอาคาชิค เรคคอด ในบทความนี้เป็นเชิงอุปมาเชิงปรัชญา ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์แล้ว แนวคิดเรื่องสนามอาคาชะยังไม่ได้รับการยอมรับจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก และการกล่าวถึงกฎแห่งกรรมยังอยู่ในกรอบของปรัชญาอินเดีย ผู้อ่านควรแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงทางเทคนิคของบล็อกเชนซึ่งตรวจสอบได้ กับข้อเสนอเชิงปรัชญาที่เปิดให้ตีความต่อไป
.
.
โฆษณา