สามเดือนต่อมา วันที่ 3 มกราคม 2009 นากาโมโตะเปิดตัวเครือข่ายบิตคอยน์จริง และฝังข้อความหนึ่งไว้ในบล็อกแรกสุดของระบบว่า "The Times 03/Jan/2009 Chancellor on brink of second bailout for banks" ซึ่งเป็นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ฉบับวันนั้น
อาคาชิค เรคคอด เปิดให้ผู้มีญาณเข้าถึงได้ด้วยจิตที่ละเอียดพอ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ อธิบายไว้ในหนังสือ Knowledge of the Higher Worlds and Its Attainment (1904) ว่าการเข้าถึงบันทึกอาคาชิคต้องอาศัยการฝึกฝนจิตให้สงบและละเอียดพอจะรับรู้ข้อมูลจากสนามนี้ได้ ผู้เข้าถึงจะเห็นข้อมูลปรากฏขึ้นเองโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือใด
เควิน เวอร์บาค ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย อธิบายคุณสมบัติข้อนี้ไว้ในหนังสือ The Blockchain and the New Architecture of Trust (2018) ว่า บล็อกเชนย้ายความไว้วางใจจากมนุษย์ไปสู่กลไกทางเทคนิคซึ่งตรวจสอบได้และปราศจากอคติ
ความคล้ายคลึงที่ชัดเจนในทุกด้านนี้เองที่ทำให้นักคิดและนักเขียนด้านเทคโนโลยีหลายคน เช่น เมลานี สวอน ผู้เขียนหนังสือ Blockchain: Blueprint for a New Economy (2015) กล่าวถึงบล็อกเชนในฐานะการค้นพบกฎแห่งกรรมในรูปแบบดิจิทัลโดยไม่ได้ตั้งใจ
Tapscott, Don และ Tapscott, Alex. Blockchain Revolution: How the Technology Behind Bitcoin Is Changing Money, Business, and the World. Portfolio, 2016.
หนังสือ Blockchain and the Law ของพรีมาเวรา เด ฟิลิปปี และแอรอน ไรต์ จากสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญสำหรับผู้สนใจประเด็นกฎหมาย วิเคราะห์ว่าบล็อกเชนท้าทายระบบกฎหมายดั้งเดิมอย่างไร และกฎหมายควรปรับตัวอย่างไรต่อเทคโนโลยีที่แก้ไขข้อมูลย้อนหลังไม่ได้
หนังสือ A Brief History of Time ของสตีเฟน ฮอว์กิง อธิบายธรรมชาติของเอกภพโดยไม่ใช้สมการคณิตศาสตร์ซับซ้อน เหมาะสำหรับผู้อ่านทั่วไปที่ต้องการเข้าใจว่าทำไมเอกภพจึงไม่มีศูนย์กลาง และบิกแบงเกิดขึ้นทุกที่พร้อมกันได้อย่างไร