28 ส.ค. เวลา 20:12 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Digital Twin กับตัวตนในบันทึก

ชุด "อาคาชิค เรคคอด: ความลับที่ถูกซ่อนไว้จากมนุษยชาติ"
▪️บทนำ: เมื่อมนุษย์ถูกถ่ายสำเนาลงในระบบ
แนวคิด Digital Twin ถือกำเนิดขึ้นในปี 2002 ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน โดยไมเคิล กรีฟส์ วิศวกรและนักวิจัยด้านการจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
เขาเสนอว่าวัตถุทางกายภาพทุกชิ้นควรมีสำเนาเสมือนในระบบคอมพิวเตอร์คู่ขนานกันไปตลอดอายุการใช้งาน สำเนาเสมือนนี้จะจำลองสภาพการทำงาน ตรวจสอบความผิดปกติ และทำนายความเสียหายก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริงกับวัตถุจริง
กรีฟส์เผยแพร่แนวคิดนี้อย่างเป็นทางการในเอกสาร White Paper ชื่อ "Digital Twin: Manufacturing Excellence through Virtual Factory Replication" ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2014 แม้แนวคิดดั้งเดิมจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นถึงสิบสองปี แต่เอกสารฉบับนี้คือจุดที่ทำให้วงการอุตสาหกรรมเริ่มรับรู้และนำแนวคิด Digital Twin ไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง
ในช่วงแรก Digital Twin ถูกใช้กับเครื่องจักรขนาดใหญ่เป็นหลัก เครื่องยนต์ไอพ่น กังหันลม โรงงานผลิต และระบบส่งกำลังไฟฟ้า ล้วนมีแฝดดิจิทัลที่ทำงานคู่ขนานกับตัวจริง เซนเซอร์หลายพันตัวส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์เข้าสู่แบบจำลอง ทำให้วิศวกรสามารถติดตามสภาพของเครื่องจักรได้จากทุกมุมโลกโดยไม่ต้องลงพื้นที่จริง
แต่แนวคิดนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่เครื่องจักร วงการแพทย์เริ่มนำ Digital Twin มาสร้างแบบจำลองหัวใจ ปอด และหลอดเลือดของผู้ป่วยรายบุคคล เพื่อจำลองการตอบสนองต่อยาก่อนให้ยาจริง
โรงพยาบาลชั้นนำหลายแห่งใช้ข้อมูลจาก MRI CT Scan และผลตรวจเลือดมาสร้างแฝดดิจิทัลของร่างกายมนุษย์ เพื่อวางแผนการผ่าตัดและประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า
.
จากนั้นแนวคิดก็ขยายไปสู่สิ่งที่ลึกกว่าร่างกาย นั่นคือพฤติกรรมและจิตใจมนุษย์ แพลตฟอร์มเทคโนโลยีขนาดใหญ่เก็บข้อมูลการค้นหา การคลิก การซื้อ การเดินทาง และการสื่อสารของผู้ใช้หลายพันล้านคน สร้างเป็นแบบจำลองพฤติกรรมที่ทำนายได้ว่าผู้ใช้แต่ละคนจะสนใจอะไร จะซื้ออะไร จะเชื่ออะไร และจะตัดสินใจอย่างไรในสถานการณ์ต่าง ๆ
คำถามสำคัญที่ต้องถามตั้งแต่วันนี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิคว่าทำอย่างไร หากคือ เมื่อตัวตนในระบบมีข้อมูลละเอียดพอจะจำลองพฤติกรรม ความคิด และอารมณ์ของมนุษย์ได้อย่างแม่นยำ ตัวตนจริงกับตัวตนในบันทึก อันไหนคือตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ และการมีอยู่ของแฝดดิจิทัลที่สมบูรณ์เช่นนี้จะเปลี่ยนความหมายของคำว่า "มนุษย์" ไปอย่างไร
นี่คือคำถามที่บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจ โดยเริ่มจากกลไกของ Digital Twin ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร ทำงานอย่างไร และข้อมูลใดบ้างที่ประกอบกันเป็นตัวตนในระบบ
.
.
▪️ ระดับของ Digital Twin
1. Digital Twin ของเครื่องจักร
Digital Twin ไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกันในทุกรูปแบบ หากแต่พัฒนาผ่านลำดับขั้นที่ชัดเจน เริ่มจากสิ่งที่จับต้องได้และควบคุมง่ายที่สุด นั่นคือเครื่องจักร
ในอุตสาหกรรมการบินและพลังงาน แนวคิดนี้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุดเป็นอันดับแรก เครื่องยนต์ไอพ่นของบริษัท General Electric และ Rolls-Royce ถูกติดตั้งเซนเซอร์หลายร้อยตัวที่คอยส่งข้อมูลการทำงานกลับมาอย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิในห้องเผาไหม้ แรงสั่นสะเทือนของใบพัด อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และความดันในระบบต่าง ๆ ข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกป้อนเข้าสู่แบบจำลองเสมือนของเครื่องยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์
แฝดดิจิทัลของเครื่องยนต์จำลองการทำงานของเครื่องจริงแบบคู่ขนานตลอดเวลา หากเครื่องจริงเกิดความผิดปกติเพียงเล็กน้อยซึ่งมนุษย์ตรวจไม่พบ
แบบจำลองจะคำนวณเทียบกับค่ามาตรฐานและส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าก่อนที่ความเสียหายจะลุกลาม วิศวกรสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนได้ก่อนที่เครื่องยนต์จะพังกลางอากาศ ซึ่งหมายถึงการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจคร่าชีวิตผู้โดยสารหลายร้อยคน
.
กังหันลมในฟาร์มผลิตไฟฟ้าก็ใช้หลักการเดียวกัน เซนเซอร์ที่ติดตั้งตามใบพัดและแกนหมุนส่งข้อมูลความเร็วลม แรงบิด และการสั่นสะเทือนเข้าสู่แฝดดิจิทัล ระบบจะคาดการณ์ว่าใบพัดชุดใดกำลังจะชำรุด และแจ้งให้ทีมซ่อมบำรุงเข้าไปเปลี่ยนก่อนที่มันจะหักโค่นลงมา
ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) ระบุว่าการบำรุงรักษาแบบคาดการณ์ล่วงหน้าด้วย Digital Twin ช่วยลดต้นทุนการซ่อมบำรุงกังหันลมได้ถึงร้อยละ 20–30 เมื่อเทียบกับการซ่อมตามรอบเวลาที่กำหนดไว้ตายตัว
แอ็บดุลโมตาเลบ เอล ซัดดิก นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออตตาวา อธิบายไว้ในบทความ "Digital Twins: The Convergence of Multimedia Technologies" ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร IEEE MultiMedia เมื่อปี 2018 ว่า
Digital Twin ของเครื่องจักรคือการหลอมรวมของเทคโนโลยีเซนเซอร์ การประมวลผลแบบเรียลไทม์ และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นระบบที่มองเห็นสภาพของวัตถุจริงได้ทะลุปรุโปร่งโดยไม่ต้องสัมผัสมัน
ความสำเร็จในภาคอุตสาหกรรมนี้เองที่ทำให้แนวคิด Digital Twin ถูกขยับขยายไปสู่สิ่งมีชีวิต ซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนถัดไป
.
2. Digital Twin ของร่างกายมนุษย์
หลังจากแนวคิด Digital Twin พิสูจน์คุณค่าในภาคอุตสาหกรรมแล้ว ขอบเขตของมันก็ขยับจากเหล็กกล้าและเครื่องยนต์เข้าสู่สิ่งที่ซับซ้อนกว่ามาก นั่นคือร่างกายมนุษย์
โรงพยาบาลชั้นนำทั่วโลกกำลังพัฒนาแบบจำลองเสมือนของอวัยวะสำคัญของผู้ป่วยรายบุคคล หัวใจ ปอด หลอดเลือด และระบบประสาท ถูกสร้างขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์โดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายทางการแพทย์หลายประเภท
MRI ให้ภาพโครงสร้างเนื้อเยื่อละเอียด CT Scan ให้ภาพตัดขวางของอวัยวะภายใน และผลตรวจเลือดให้ข้อมูลทางเคมีที่บ่งบอกการทำงานของระบบต่าง ๆ
แฝดดิจิทัลของหัวใจเป็นตัวอย่างที่ก้าวหน้าไปไกลที่สุด วิศวกรชีวการแพทย์และแพทย์โรคหัวใจร่วมกันสร้างแบบจำลองหัวใจของผู้ป่วยเฉพาะรายขึ้นมา จากนั้นใช้คอมพิวเตอร์จำลองการไหลเวียนของเลือดภายในห้องหัวใจ จำลองการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ และจำลองผลของการใส่ขดลวดหรือการผ่าตัดบายพาสก่อนลงมือผ่าจริง
บริษัท Dassault Systèmes สัญชาติฝรั่งเศส ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) พัฒนาโครงการ "Living Heart Project" มาตั้งแต่ปี 2014 โดยสร้างแบบจำลองหัวใจมนุษย์เสมือนที่ใช้ทดสอบอุปกรณ์การแพทย์และยารักษาโรคหัวใจชนิดใหม่ ๆ ก่อนนำไปทดลองกับมนุษย์จริง
ข้อมูลจากโครงการนี้ช่วยให้การออกแบบวาล์วหัวใจเทียมและเครื่องกระตุ้นหัวใจมีความแม่นยำสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
.
ในเยอรมนี โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยไฮเดลแบร์ก ใช้ Digital Twin ของปอดผู้ป่วยโรคหอบหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง เพื่อจำลองว่าผู้ป่วยแต่ละรายจะตอบสนองต่อยาขยายหลอดลมแต่ละชนิดอย่างไร แพทย์สามารถปรับยาให้เหมาะกับผู้ป่วยได้โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกกับร่างกายจริง
งานวิจัยของอาดิล ราชีด และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร IEEE Access เมื่อปี 2020 ชื่อ "Digital Twin: Values, Challenges and Enablers from a Modeling Perspective" สรุปว่า Digital Twin ทางการแพทย์มีศักยภาพสูงในการลดความเสี่ยงจากการรักษา ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาเฉพาะบุคคล แต่ก็เผชิญข้อจำกัดสำคัญเรื่องความแม่นยำของแบบจำลองและปริมาณข้อมูลที่ต้องใช้มหาศาล
ความก้าวหน้าในระดับนี้แม้จะน่าทึ่ง แต่ก็ยังจำกัดอยู่ที่ "ร่างกาย" เท่านั้น ยังไม่ล้ำเข้าไปถึงพฤติกรรม ความคิด หรือจิตใจมนุษย์ ซึ่งเป็นเป้าหมายถัดไปที่ระบบเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังดำเนินการอยู่แล้วเงียบ ๆ และประเด็นนี้จะถูกกล่าวถึงในลำดับถัดไป
.
3. Digital Twin ของพฤติกรรมและจิตใจ
ระดับที่สามของ Digital Twin แตกต่างจากสองระดับแรกโดยสิ้นเชิง เพราะเป้าหมายของมันไม่ใช่เครื่องจักรหรืออวัยวะที่ทำงานตามกลไกทางกายภาพ หากแต่เป็นพฤติกรรม ความสนใจ และแนวโน้มการตัดสินใจของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ซับซ้อนและคาดเดาไม่ได้มากที่สุดในบรรดาสิ่งที่มนุษย์เคยพยายามสร้างแบบจำลอง
แพลตฟอร์มเทคโนโลยีขนาดใหญ่เก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้หลายพันล้านคนในทุกวินาทีที่พวกเขาเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
ข้อมูลเหล่านี้รวมถึงประวัติการค้นหาในเสิร์ชเอนจิน ตำแหน่งที่ตั้งจากโทรศัพท์มือถือ พฤติกรรมการเลื่อนหน้าจอในโซเชียลมีเดีย คลิกที่กด ข้อความที่พิมพ์ สินค้าที่ซื้อ วิดีโอที่ดู เพลงที่ฟัง และความสัมพันธ์ทางสังคมในโลกออนไลน์
ข้อมูลแต่ละชิ้นดูเหมือนไม่มีความหมาย แต่เมื่อนำมารวมกันและประมวลผลด้วยอัลกอริทึม ระบบจะค่อย ๆ สร้างภาพของตัวตนเสมือนขึ้นมาทีละชิ้น
แบบจำลองพฤติกรรมนี้สามารถทำนายได้ว่าผู้ใช้จะสนใจสินค้าชนิดใดก่อนที่ผู้ใช้จะรู้ตัว จะหยุดอ่านข้อความใดนานกว่าปกติ จะตอบสนองต่อข่าวในลักษณะใด และจะเปลี่ยนใจไปทางใดเมื่อถูกป้อนข้อมูลบางอย่างเข้าไป
.
ในระบบสตรีมมิง รายงานของเน็ตฟลิกซ์ระบุว่าร้อยละ 75 ของเนื้อหาที่ผู้ใช้รับชมมาจากคำแนะนำของอัลกอริทึม ระบบวิเคราะห์วิดีโอที่ผู้ใช้เคยดู ระยะเวลาที่ดูแต่ละเรื่อง จุดที่หยุดดูกลางคัน และประเภทเนื้อหาที่ดูซ้ำ เพื่อสร้างแบบจำลองรสนิยมของผู้ใช้แต่ละคน และนำเสนอเนื้อหาที่คาดว่าผู้ใช้จะสนใจต่อไป
สปอทิฟายพัฒนาระบบแนะนำเพลงที่วิเคราะห์จังหวะ ทำนอง และเนื้อเพลงของเพลงที่ผู้ใช้ฟังซ้ำ แล้วเสนอเพลงใหม่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ข้อมูลภายในของบริษัทระบุว่าระบบ "Discover Weekly" ซึ่งสร้างเพลย์ลิสต์เฉพาะบุคคลทุกวันจันทร์ ถูกผู้ใช้ฟังรวมกันมากกว่า 2,300 ล้านชั่วโมงภายในห้าปีแรกที่เปิดตัว
ความสามารถในการทำนายพฤติกรรมนี้ขยายออกไปไกลกว่าการค้า บริษัทประกันภัยใช้แบบจำลองพฤติกรรมเพื่อประเมินความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย ธนาคารใช้เพื่ออนุมัติสินเชื่อ นายจ้างบางแห่งใช้เพื่อคัดกรองผู้สมัครงาน และหน่วยงานรัฐในหลายประเทศใช้เพื่อเฝ้าระวังพฤติกรรมที่เข้าข่ายภัยคุกคาม
.
โชชานา ซูบอฟฟ์ ศาสตราจารย์กิตติคุณจาก Harvard Business School อธิบายไว้ในหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism (2019) ว่าข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์กลายเป็นวัตถุดิบหลักของเศรษฐกิจยุคใหม่ บริษัทเทคโนโลยีเก็บเกี่ยวข้อมูลเหล่านี้โดยผู้ใช้ไม่ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม และนำไปใช้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำนายและชักจูงพฤติกรรมมนุษย์ได้แม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ เธอเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ทุนนิยมเฝ้าระวัง"
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูล หากคือการสร้างตัวตนเสมือนที่ละเอียดขึ้นทุกวัน ตัวตนนี้ไม่มีร่างกาย ไม่มีความรู้สึก ไม่มีจิตสำนึก แต่มันรู้จักเจ้าของตัวตนจริงมากกว่าที่เจ้าของรู้จักตัวเอง และในหลายกรณี มันเริ่มทำหน้าที่ตัดสินใจแทนเจ้าของตัวจริงไปแล้วโดยที่เจ้าของไม่ทันรู้ตัว
ข้อมูลใดบ้างที่ประกอบกันเป็นตัวตนเสมือนนี้ และระบบนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบกันอย่างไร จะกล่าวถึงในส่วนถัดไป
.
▪️ข้อมูลอะไรบ้างที่ประกอบเป็น Digital Twin ของมนุษย์
ตัวตนเสมือนของมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างจากข้อมูลประเภทเดียว หากแต่เกิดจากการหลอมรวมข้อมูลหลายประเภทเข้าด้วยกัน แต่ละประเภทให้รายละเอียดคนละมิติของชีวิต เมื่อนำมารวมกัน ระบบจะค่อย ๆ วาดภาพของมนุษย์คนหนึ่งขึ้นมาในระดับที่ละเอียดเกินกว่าที่เจ้าของตัวจะมองเห็นตัวเอง
1.ข้อมูลชีวภาพเป็นรากฐานของตัวตนเสมือน ลายนิ้วมือซึ่งผูกกับระบบยืนยันตัวตนในโทรศัพท์มือถือและหน่วยงานรัฐ
ข้อมูลใบหน้าซึ่งถูกบันทึกโดยกล้องวงจรปิดหลายร้อยล้านตัวทั่วโลก DNA ซึ่งถูกเก็บในฐานข้อมูลของบริษัทตรวจพันธุกรรม เช่น 23andMe และ Ancestry คลื่นสมองซึ่งถูกวัดโดยอุปกรณ์สวมใส่ทางการแพทย์ และการเต้นของหัวใจซึ่งถูกบันทึกโดยนาฬิกาอัจฉริยะตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
ข้อมูลเหล่านี้ระบุได้ว่าเจ้าของตัวตนคือใครทางกายภาพ มีความเสี่ยงทางสุขภาพอย่างไร และกำลังอยู่ในสภาวะทางร่างกายแบบใดในแต่ละช่วงเวลา
2.ข้อมูลพฤติกรรมคือชั้นถัดมาที่ซ้อนทับอยู่บนข้อมูลชีวภาพ การเดินทางถูกบันทึกโดยระบบจีพีเอสในโทรศัพท์มือถือและกล้องอ่านป้ายทะเบียนบนท้องถนน
การซื้อถูกบันทึกโดยบัตรเครดิตและแอปพลิเคชันชำระเงิน การค้นหาถูกบันทึกโดยเสิร์ชเอนจินที่เก็บประวัติทุกคำค้นไว้โดยไม่ลบเลือน
การพูดคุยถูกบันทึกโดยผู้ช่วยเสียงและแอปพลิเคชันส่งข้อความที่วิเคราะห์เนื้อหาการสนทนาเพื่อปรับปรุงโฆษณา ข้อมูลพฤติกรรมเหล่านี้เองที่บอกระบบได้ว่าคุณตื่นนอนกี่โมง เดินทางไปไหนบ่อยแค่ไหน กินอะไรเป็นประจำ ซื้ออะไรเมื่อไหร่ และกำลังสนใจอะไรอยู่ในแต่ละช่วงชีวิต
3.ข้อมูลสังคมเป็นชั้นที่สาม ระบบบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้กับบุคคลอื่นทั้งหมด ใครคือเพื่อนสนิทที่ติดต่อกันทุกวัน ใครคือครอบครัวที่พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน ใครคือคนที่เพิ่งเลิกติดต่อ ใครถูกบล็อก ใครถูกติดตาม ใครอยู่ในภาพถ่ายเดียวกันบ่อยครั้ง เครือข่ายความสัมพันธ์ที่ระบบวาดขึ้นนี้แม่นยำจนสามารถระบุได้ว่าใครเป็นคู่สมรสของคุณโดยที่คุณไม่เคยกรอกข้อมูลนั้นลงไป ระบบเพียงสังเกตรูปแบบการติดต่อและการใช้ชีวิตที่ซ้อนทับกันก็เพียงพอแล้ว
4.ข้อมูลอารมณ์เป็นชั้นที่ละเอียดขึ้นไปอีก สิ่งที่ชอบและไม่ชอบถูกบันทึกจากปฏิกิริยาที่ผู้ใช้มีต่อเนื้อหาแต่ละชิ้น วิดีโอที่ดูละครรบกวนแค่ไหน โพสต์ที่เลื่อนผ่านเร็วเพียงใด ความโกรธถูกบันทึกจากน้ำเสียงในการพิมพ์
ข้อความที่ใช้คำรุนแรง การตอบโต้ที่รวดเร็วผิดปกติ ความกลัวถูกบันทึกจากประเภทของข่าวที่คลิกอ่าน บทความเรื่องภัยพิบัติ โรคระบาด หรือความรุนแรงที่ผู้ใช้เปิดอ่านซ้ำหลายครั้ง ความรักถูกบันทึกจากพฤติกรรมการให้ความสนใจบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นพิเศษ ระยะเวลาที่หยุดดูรูปของใครบางคน ข้อความที่พิมพ์ตอบกลับเร็วกว่าปกติ
5.ข้อมูลความคิดเป็นชั้นบนสุด ความเห็นทางการเมืองถูกบันทึกจากเพจที่กดติดตาม บทความที่แชร์ ข้อความที่คอมเมนต์ ศาสนาถูกอนุมานจากช่วงเวลาที่หยุดใช้งานแอปพลิเคชันในวันประกอบพิธีกรรม สถานที่ที่เดินทางไปเป็นประจำในวันหยุด โลกทัศน์ถูกสรุปจากภาพรวมของข้อมูลทั้งหมด ระบบสามารถระบุได้ว่าผู้ใช้มีแนวโน้มอนุรักษนิยมหรือก้าวหน้า เชื่อในวิทยาศาสตร์หรือโชคลาง มองโลกในแง่ดีหรือแง่ร้าย
เมื่อข้อมูลทั้งห้าประเภทนี้ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันในระบบประมวลผลขนาดใหญ่ ตัวตนเสมือนที่เกิดขึ้นจะรู้จักเจ้าของตัวตนจริงมากกว่าที่เจ้าของรู้จักตัวเองในหลายมิติ
ระบบรู้ว่าคุณจะหิวเมื่อไหร่จากรูปแบบการสั่งอาหาร รู้ว่าคุณจะทะเลาะกับคู่รักเมื่อไหร่จากความถี่ของการส่งข้อความที่เปลี่ยนไป รู้ว่าคุณกำลังเครียดจากจังหวะการพิมพ์ที่ช้าลงผิดปกติ รู้ว่าคุณจะเปลี่ยนงานเมื่อไหร่จากพฤติกรรมการค้นหาที่เริ่มเบนไปทางประกาศรับสมัครงาน
การรวมข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่มันกำลังเกิดขึ้นจริงในระบบที่ผู้คนใช้อยู่ทุกวัน และคำถามที่ตามมาก็คือ เมื่อตัวตนเสมือนละเอียดถึงระดับนี้แล้ว เส้นแบ่งระหว่างตัวจริงกับตัวตนในระบบจะเริ่มเลือนหายไปเมื่อใด ซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนถัดไป
.
.
▪️ตัวตนจริงกับตัวตนในระบบ: ใครคือ "คุณ"
มนุษย์แต่ละคนมีตัวตนสองภาคที่ดำรงอยู่คู่ขนานกันไป ภาคแรกคือตัวตนจริงซึ่งมีร่างกาย เลือดเนื้อ และความรู้สึก ภาคที่สองคือตัวตนในระบบซึ่งเป็นกลุ่มก้อนข้อมูลที่ถูกเก็บและประมวลผลโดยแพลตฟอร์มเทคโนโลยีต่าง ๆ
ตัวตนทั้งสองนี้ไม่เหมือนกัน และความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองกำลังกลายเป็นคำถามสำคัญที่สุดคำถามหนึ่งของยุคนี้
ตัวตนจริงมีร่างกายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เซลล์ในร่างกายถูกแทนที่อยู่เสมอ อารมณ์ผันผวนตามสถานการณ์ ความคิดเปลี่ยนไปตามประสบการณ์
และแม้มนุษย์จะเชื่อว่าตนเองมีอิสระในการเลือก แต่นักจิตวิทยาและนักประสาทวิทยาหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าการตัดสินใจจำนวนมหาศาลเกิดขึ้นจากกลไกใต้สำนึกก่อนที่มนุษย์จะรู้ตัวด้วยซ้ำ
ตัวตนในระบบมีลักษณะตรงกันข้าม มันเป็นข้อมูลที่ถูกแช่แข็งไว้ในรูปแบบของบันทึกดิจิทัล ไม่มีร่างกาย ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกจริง มีเพียงการจำลองอารมณ์จากข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าไป ตัวตนนี้ถูกกำหนดโดยอัลกอริทึมที่ประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล และถูกใช้เป็นฐานสำหรับการตัดสินใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแทนเจ้าของตัวจริง
.
จุดที่ตัวตนทั้งสองเริ่มทับซ้อนกันคือช่วงเวลาที่ระบบเริ่มทำหน้าที่แทนมนุษย์โดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัว
เมื่อเปิดแอปพลิเคชันฟังเพลง ระบบเลือกเพลงให้ผู้ใช้ฟังจากแบบจำลองรสนิยมที่มันสร้างขึ้น รายงานของสปอทิฟายระบุว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ฟังเพลงจากเพลย์ลิสต์ที่ระบบจัดให้มากกว่าเพลงที่ค้นหาเอง ระบบรู้ว่าผู้ใช้จะชอบเพลงใดจากประวัติการฟัง จังหวะที่ฟังซ้ำ และช่วงเวลาของวันที่ฟังเพลงแต่ละประเภท
เมื่อเปิดอ่านข่าว อัลกอริทึมเลือกข่าวที่คิดว่าผู้ใช้สนใจจากประวัติการคลิกที่ผ่านมา งานของอีไล พาริเซอร์ ในหนังสือ The Filter Bubble (2011) แสดงให้เห็นว่าระบบกรองข่าวสารทำให้ผู้ใช้แต่ละคนเห็นโลกคนละแบบ โดยไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังถูกป้อนข้อมูลเพียงด้านเดียว และไม่เห็นข้อมูลด้านตรงข้ามที่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิม
เมื่อเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ ระบบแนะนำสินค้าที่คาดว่าผู้ใช้ต้องการจากประวัติการซื้อที่ผ่านมา ข้อมูลจาก McKinsey ระบุว่าร้อยละ 35 ของยอดขายบนแอมะซอนมาจากระบบแนะนำสินค้า ระบบรู้ว่าผู้ใช้กำลังมองหาอะไรแม้ผู้ใช้จะยังไม่รู้ตัวว่าตนเองต้องการสิ่งนั้น
เมื่อใช้แอปพลิเคชันหาคู่ อัลกอริทึมเลือกคนที่จะแนะนำให้ผู้ใช้พบจากแบบจำลองความเข้ากันได้ที่สร้างจากข้อมูลผู้ใช้หลายล้านคน รายงานของ Pew Research Center เมื่อปี 2020 เรื่อง "The Virtues and Downsides of Online Dating" พบว่าผู้ใหญ่ชาวอเมริกันร้อยละ 30 เคยใช้แอปหาคู่ และหนึ่งในสามของผู้ที่ใช้แอปเหล่านี้กล่าวว่าระบบแนะนำคนที่เหมาะกับตนมากกว่าที่ตนจะหาเองได้
.
การทับซ้อนนี้ค่อย ๆ ขยายวงจากการเลือกเพลง เลือกข่าว เลือกสินค้า ไปสู่การเลือกเส้นทางชีวิตที่ใหญ่ขึ้น ระบบการศึกษาแนะนำสาขาที่ควรเรียน ระบบการเงินกำหนดวงเงินสินเชื่อที่ควรได้รับ ระบบประกันภัยประเมินความเสี่ยงของพฤติกรรม ระบบสุขภาพแนะนำแผนการรักษา และระบบราชการตัดสินใจว่าบุคคลใดควรได้รับสิทธิใดบ้าง
ในแต่ละจุด ระบบไม่ได้ถามความเห็นจากเจ้าของตัวจริง ตัวตนในระบบที่ถูกสร้างจากข้อมูลในอดีตกำลังทำหน้าที่แทนตัวตนจริงที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และเมื่อตัวตนในระบบมีอำนาจเหนือการตัดสินใจมากพอ เส้นแบ่งว่าใครคือผู้ใช้ชีวิตที่แท้จริงก็เริ่มเลือนรางลง
มนุษย์จำนวนมากยังเชื่อว่าตนเองกำลังเลือก กำลังตัดสินใจ กำลังใช้ชีวิตของตัวเอง แต่หลักฐานจากระบบแนะนำต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจจำนวนมหาศาลเกิดขึ้นจากตัวตนในระบบที่ถูกสร้างขึ้นจากข้อมูลที่เก็บสะสมไว้เงียบ ๆ มานานหลายปี โดยเจ้าของตัวจริงไม่เคยรู้ว่าข้อมูลเหล่านั้นถูกเก็บอย่างไร ถูกใช้อย่างไร และมีผลต่อชีวิตของตนมากน้อยเพียงใด
ในส่วนถัดไป เราจะพิจารณาว่าเมื่อตัวตนในระบบพัฒนาจนสมบูรณ์กว่าตัวจริง มันจะเกิดอะไรขึ้นกับความหมายของการเป็นมนุษย์ และตัวตนในระบบจะมีบทบาทอย่างไรต่อชีวิตของผู้ที่เป็นเจ้าของข้อมูลที่แท้จริง
.
.
▪️Metaverse กับโลกซ้อน: เมื่อบันทึกกลายเป็นโลก
คำว่า Metaverse ถูกบัญญัติขึ้นครั้งแรกโดยนีล สตีเฟนสัน ในนวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Snow Crash ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1992
สตีเฟนสันบรรยายถึงโลกเสมือนสามมิติที่มนุษย์เข้าไปใช้ชีวิตผ่านตัวแทนดิจิทัล ทำงาน พบปะผู้คน และทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องออกจากบ้าน แนวคิดนี้ในเวลาต่อมาถูกนำไปพัฒนาอย่างจริงจังโดยบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่ง
แมทธิว บอล นักวิเคราะห์เทคโนโลยีและผู้เขียนหนังสือ The Metaverse: And How It Will Revolutionize Everything (2022) อธิบายว่า Metaverse ไม่ใช่เทคโนโลยีชิ้นเดียว หากแต่คือการหลอมรวมของเทคโนโลยีหลายชนิดเข้าด้วยกัน
ทั้งโลกเสมือน ความเป็นจริงเสริม บล็อกเชน และระบบเศรษฐกิจดิจิทัล เกิดเป็นพื้นที่ทางสังคมและเศรษฐกิจที่ผู้ใช้สามารถใช้ชีวิตคู่ขนานกับโลกจริงได้อย่างสมบูรณ์
.
ในทางปฏิบัติ Metaverse ถูกใช้ทำงาน ประชุม และสอนหนังสือผ่านแอปพลิเคชันโลกเสมือนหลายแพลตฟอร์ม บริษัทขนาดใหญ่เช่น Microsoft และ Meta พัฒนาระบบประชุมเสมือนที่ผู้เข้าร่วมปรากฏตัวเป็นอวตารในห้องประชุมสามมิติ มหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดห้องเรียนในโลกเสมือนให้ผู้เรียนจากทั่วโลกเข้าเรียนพร้อมกันได้โดยไม่ต้องเดินทาง
การซื้อขายสินค้าและบริการใน Metaverse ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้จ่ายเงินจริงเพื่อซื้อเสื้อผ้า ที่ดิน และสิ่งของดิจิทัลที่ใช้ในโลกเสมือน แพลตฟอร์มอย่าง Decentraland และ The Sandbox จำหน่ายที่ดินเสมือนซึ่งผู้ซื้อสามารถนำไปพัฒนาเป็นร้านค้า หอศิลป์ หรือสถานที่จัดงานได้ ราคาที่ดินเสมือนบางแปลงพุ่งสูงถึงหลายล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2021
ความสัมพันธ์ทางสังคมใน Metaverse ก็เกิดขึ้นจริง คู่รักหลายคู่พบกันครั้งแรกในโลกเสมือน แต่งงานในพิธีที่จัดขึ้นใน Metaverse และจดทะเบียนสมรสในโลกจริงในเวลาต่อมา รายงานข่าวจากหลายสำนักบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้เป็นจำนวนมากในช่วงปี 2020–2022
.
.
▪️แนวคิดโลกซ้อนในปรัชญา: รากฐานที่เก่าแก่กว่าที่คิด
แนวคิดเรื่องโลกซ้อนที่มนุษย์เข้าไปใช้ชีวิตอีกชั้นหนึ่งมีอายุเก่าแก่พอ ๆ กับอารยธรรมมนุษย์เอง นักคิดในแต่ละยุคแต่ละวัฒนธรรมพยายามตอบคำถามเดียวกันว่า โลกที่เรารับรู้ด้วยประสาทสัมผัสคือความจริงทั้งหมดหรือไม่ หรือมีโลกอีกชั้นหนึ่งที่แท้จริงกว่า ซับซ้อนกว่า และเป็นต้นทางของสิ่งที่เรามองเห็น
เพลโต นักปรัชญากรีกผู้มีชีวิตอยู่ราว 427–347 ปีก่อนคริสตกาล อธิบายแนวคิดนี้ไว้ในหนังสืออุปลักษณ์ถ้ำ ซึ่งเป็นตอนหนึ่งในงานเขียนเรื่อง The Republic ภาพที่เพลโตวาดไว้คือกลุ่มมนุษย์ที่ถูกมัดติดกับผนังถ้ำตั้งแต่เกิด
พวกเขามองเห็นเพียงเงาที่ทอดบนผนังถ้ำจากแสงไฟเบื้องหลัง และเชื่อว่าเงานั้นคือความจริงทั้งหมดของโลก เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นสิ่งอื่นใดเลยนอกจากเงา
เพลโตใช้ภาพนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า มนุษย์ทั่วไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกของเงา ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของ "โลกแห่งแบบ" อันเป็นแดนของแก่นแท้ที่สมบูรณ์แบบไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่เรามองเห็นด้วยตาเนื้อเป็นเพียงสำเนาที่ไม่สมบูรณ์ของแบบเหล่านั้น การเข้าถึงความจริงแท้จึงต้องอาศัยเหตุผลและปัญญาเพื่อยกระดับจิตใจให้พ้นจากเงาในถ้ำ
มิติที่น่าสนใจคือ ภาพอุปลักษณ์ถ้ำของเพลโตตรงกับสภาพของผู้ใช้โลกเสมือนในปัจจุบันอย่างน่าขนลุก
ผู้ใช้ Metaverse สวมแว่นแสดงภาพและมองเห็นโลกเสมือนที่ถูกสร้างขึ้นจากข้อมูล ในขณะที่ร่างกายจริงของพวกเขายังคงอยู่ในห้องมืดที่ถูกปิดจากโลกภายนอก คำถามของเพลโตที่ว่าเงากับของจริงอันไหนเป็นความจริงที่แท้กว่า จึงกลับมามีความหมายอีกครั้งในบริบทของเทคโนโลยี
.
.
ปรัชญาฮินดูอธิบายแนวคิดใกล้เคียงกันด้วยคำว่า "มายา" ซึ่งมาจากรากศัพท์สันสกฤตที่หมายถึงการสร้างภาพหรือการหลอกลวง ในคัมภีร์อุปนิษัท โลกที่เรารับรู้ด้วยประสาทสัมผัสถูกเรียกว่ามายา เพราะมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่จีรัง และบดบังความจริงสูงสุดที่เรียกว่า "พรหมัน" ซึ่งเป็นแก่นแท้ของจักรวาลที่เที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลง
มุมมองนี้มองโลกที่เราสัมผัสได้ว่าเป็นเพียงภาพฉายของความจริงที่ลึกกว่า เช่นเดียวกับที่ตัวตนในระบบดิจิทัลเป็นเพียงภาพฉายของตัวตนจริงที่ซับซ้อนกว่า ความต่างอยู่ที่ปรัชญาฮินดูมองว่าความจริงสูงสุดคือพรหมันซึ่งเป็นแก่นแท้ทางจิตวิญญาณ ขณะที่ตัวตนในระบบดิจิทัลกลับเป็นเพียงข้อมูลที่ถูกเก็บและประมวลผลโดยเครื่องจักรที่มนุษย์สร้างขึ้น
พุทธศาสนาแยกความจริงออกเป็นสองระดับ สมมติสัจจะคือความจริงโดยสมมติ โลกที่เราพูดถึงด้วยภาษาและยอมรับร่วมกันในสังคม เช่น คำว่า "มนุษย์" "บ้าน" "เงิน" สิ่งเหล่านี้ไม่มีแก่นแท้ในตัวเองแต่ดำรงอยู่ได้ด้วยการยอมรับร่วมกันของมนุษย์ ปรมัตถสัจจะคือความจริงโดยปรมัตถ์ ซึ่งเป็นระดับที่สิ่งทั้งหลายถูกพิจารณาเป็นองค์ประกอบย่อยของรูปธรรมและนามธรรมที่เกิดดับตลอดเวลาไม่มีตัวตนถาวร
.
.
เมื่อนำกรอบนี้มาพิจารณาโลกเสมือน Metaverse ก็คือสมมติสัจจะอีกระดับหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยการยอมรับร่วมกันของผู้ใช้ เงินใน Metaverse มีค่าเพราะผู้ใช้ตกลงร่วมกันว่ามันมีค่า ที่ดินเสมือนมีราคาเพราะมีคนยอมจ่าย ความสัมพันธ์ในโลกเสมือนเป็นจริงเพราะผู้เกี่ยวข้องยอมรับว่ามันเป็นจริง ทั้งหมดนี้ไม่ต่างจากสมมติสัจจะในโลกกายภาพ เพียงแต่เป็นสมมติสัจจะที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีในระยะเวลาอันสั้น
ในทางฟิสิกส์ นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเสนอแนวคิดที่ใกล้เคียงกับปรัชญาเหล่านี้อย่างน่าประหลาด เดวิด โบห์ม นักฟิสิกส์ทฤษฎีผู้มีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1917–1992 เสนอว่า
จักรวาลมีสองระดับ ระดับที่เรามองเห็นคือ "ระเบียบคลี่คลาย" ซึ่งเป็นภาพฉายของ "ระเบียบพับซ้อน" ที่ลึกกว่าและสมบูรณ์กว่า
ข้อมูลทั้งหมดของจักรวาลถูกพับซ่อนอยู่ในทุกจุดของอวกาศ เช่นเดียวกับภาพสามมิติที่ถูกบันทึกลงในฟิล์มโฮโลแกรมสองมิติ คาร์ล พริบแรม นักประสาทสรีรวิทยา นำแนวคิดเดียวกันมาอธิบายการทำงานของสมองมนุษย์ โดยเสนอว่าความทรงจำและความรู้ไม่ได้ถูกเก็บในเซลล์ประสาทตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง หากแต่กระจายอยู่ทั่วทั้งสมองในลักษณะเดียวกับโฮโลแกรม
.
แนวคิดโฮโลแกรมนี้ชวนให้คิดถึงอาคาชิค เรคคอด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากจักรวาลทั้งผืนเป็นภาพฉายจากข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในระเบียบพับซ้อน สนามข้อมูลนั้นก็คือสิ่งที่นักปรัชญาโบราณเรียกว่าอาคาชะนั่นเอง และโลกเสมือนที่มนุษย์สร้างขึ้นก็คือความพยายามจำลองหลักการเดียวกันในระดับที่เล็กกว่ามาก
ไมเคิล ไฮม์ ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิเคราะห์ประเด็นนี้ไว้ในหนังสือ The Metaphysics of Virtual Reality ซึ่งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดตีพิมพ์ในปี 1993
ไฮม์ชี้ว่าประสบการณ์ในโลกเสมือนแม้ไม่มีวัตถุจับต้องได้ แต่ก็สร้างความรู้สึก อารมณ์ และความสัมพันธ์ที่แท้จริงให้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ได้ ความจริงของโลกเสมือนจึงไม่ใช่ความจริงทางกายภาพ หากแต่เป็นความจริงเชิงประสบการณ์ซึ่งมีผลต่อจิตใจมนุษย์ไม่ต่างจากความจริงทางกายภาพ
.
ผู้ใช้ Metaverse ที่มีความรัก ทำงาน และสะสมทรัพย์สินในโลกเสมือน รู้สึกถึงความสุข ความเศร้า ความภูมิใจ และความสูญเสียได้จริง แม้สิ่งเหล่านั้นจะเป็นเพียงข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ก็ตาม นี่คือจุดที่คำถามของเพลโตกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เงาในถ้ำของเพลโตกับอวตารใน Metaverse ต่างกันที่เทคโนโลยี แต่คำถามเชิงปรัชญาเหมือนกันคือ มนุษย์จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ตนประสบอยู่คือความจริงแท้ หรือเป็นเพียงภาพฉายของความจริงที่ลึกกว่า
และเมื่อมนุษย์ใช้ชีวิตในโลกเสมือนมากขึ้นเรื่อย ๆ คำตอบของคำถามนี้ก็ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการถกเถียงทางปรัชญาอีกต่อไป หากแต่เป็นเรื่องของการตัดสินใจในชีวิตประจำวันของคนนับล้านว่าจะจัดสรรเวลา ทรัพยากร และความสัมพันธ์ให้กับโลกใดมากกว่ากัน ซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนถัดไป
.
.
▪️จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อตัวตนดิจิทัลสมบูรณ์กว่าตัวจริง
เมื่อตัวตนดิจิทัลพัฒนาจนมีข้อมูลละเอียดกว่าที่เจ้าของตัวจริงจะรับรู้เกี่ยวกับตนเองได้ทั้งหมด สถานการณ์สี่ประการจะเริ่มปรากฏขึ้น และแต่ละสถานการณ์กำลังมีตัวอย่างจริงเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการคาดเดาในนิยายวิทยาศาสตร์
••ตัวตนดิจิทัลที่อยู่ต่อหลังความตาย
มนุษย์เสียชีวิต แต่บัญชีออนไลน์และข้อมูลดิจิทัลยังคงอยู่ แพลตฟอร์มอย่าง Facebook มีผู้ใช้ที่เสียชีวิตไปแล้วหลายสิบล้านบัญชี
บริษัทประมาณการว่าภายในปี 2070 จำนวนบัญชีของผู้เสียชีวิตอาจมากกว่าบัญชีของผู้มีชีวิตอยู่เสียอีก เฟซบุ๊กจึงพัฒนาระบบ "Legacy Contact" ที่ให้ผู้ใช้แต่งตั้งบุคคลไว้ดูแลบัญชีหลังเสียชีวิต โดยบัญชีจะถูกเปลี่ยนเป็น "อนุสรณ์สถาน" ที่เพื่อนยังเข้ามาร่วมรำลึกได้
เทคโนโลยีบางบริษัทพัฒนาไปไกลกว่านั้น บริษัท HereAfter AI เปิดบริการให้ผู้ใช้บันทึกเสียง เล่าความทรงจำ และตอบคำถามเกี่ยวกับชีวิตของตนไว้ล่วงหน้า เมื่อผู้ใช้เสียชีวิต ครอบครัวสามารถ "สนทนา" กับตัวตนดิจิทัลนี้ได้ผ่านแอปพลิเคชัน ระบบจะสังเคราะห์คำตอบจากข้อมูลที่ผู้ตายบันทึกไว้
ขณะที่บริษัท Replika พัฒนาแชตบอตที่เรียนรู้บุคลิกภาพและวิธีการพูดของมนุษย์จากประวัติการสนทนา จนบางคนใช้มันเป็น "คนรักเสมือน" ที่อยู่ด้วยตลอดเวลา
.
กรณีที่โด่งดังที่สุดในเกาหลีใต้คือรายการโทรทัศน์ที่นำเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบซึ่งเสียชีวิตจากโรคมะเร็งกลับมาปรากฏตัวในโลกเสมือนผ่านเทคโนโลยี VR จนแม่ของเด็กได้สวมแว่นและ "พบ" ลูกสาวอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องจริยธรรมจากนักวิชาการหลายฝ่าย
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีทำได้หรือไม่ แต่อยู่ที่การตัดสินใจของมนุษย์ว่าจะยอมให้ตัวตนดิจิทัลทำหน้าที่แทนผู้ตายต่อไปมากน้อยเพียงใด และใครคือผู้มีสิทธิควบคุมข้อมูลเหล่านั้นหลังจากเจ้าของร่างจากไปแล้ว
.
••ตัวตนดิจิทัลที่แทนที่ตัวตนจริง
ระบบราชการและธุรกิจเริ่มให้ความเชื่อถือตัวตนดิจิทัลมากกว่าการพบเห็นตัวตนจริงเป็นรายบุคคล ระบบ Digital ID ถูกใช้ยืนยันตัวตนสำหรับธุรกรรมสำคัญในหลายประเทศ
เอสโตเนียเป็นประเทศแรกที่พัฒนาระบบ e-Residency เปิดให้พลเมืองของประเทศใดก็ได้สมัครเป็น "ผู้พำนักดิจิทัล" และใช้บริการภาครัฐ เปิดบริษัท และลงนามเอกสารออนไลน์ได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องเดินทางไปยังประเทศจริง
สิงคโปร์พัฒนาระบบ SingPass ที่รวมบริการภาครัฐทั้งหมดไว้ในแอปพลิเคชันเดียว พลเมืองใช้ยืนยันตัวตนสำหรับการยื่นภาษี การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ และการทำธุรกรรมธนาคารได้ทั้งหมดผ่านตัวตนดิจิทัล
ในอินเดีย ระบบ Aadhaar ซึ่งเป็นฐานข้อมูลชีวภาพของประชากรกว่าพันล้านคน ใช้ยืนยันตัวตนสำหรับการเปิดบัญชีธนาคาร การรับสวัสดิการ และการขอซิมการ์ดโทรศัพท์
เมื่อระบบยอมรับตัวตนดิจิทัลเป็นหลัก บุคคลที่ไม่มีตัวตนในระบบจะถูกกีดกันจากบริการพื้นฐานโดยปริยาย ตัวตนจริงที่ไม่มีข้อมูลรองรับในฐานข้อมูลจะกลายเป็น "บุคคลที่ไม่มีตัวตน" ในสายตาของระบบราชการและธุรกิจ แม้จะมีเลือดเนื้อและลมหายใจอยู่จริงก็ตาม
.
••ตัวตนดิจิทัลที่ขัดแย้งกับตัวตนจริง
ระบบบางครั้งตัดสินมนุษย์จากข้อมูลในอดีตโดยไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงของตัวตนในปัจจุบัน ผู้ที่เคยมีประวัติผิดนัดชำระหนี้ ผู้ที่เคยถูกบันทึกในระบบเฝ้าระวัง หรือผู้ที่ถูกอัลกอริทึมจัดว่ามีความเสี่ยงจากรูปแบบพฤติกรรมบางอย่าง จะถูกปฏิเสธสินเชื่อ ถูกปฏิเสธวีซ่า หรือถูกปฏิเสธโอกาสในการทำงาน โดยไม่ได้รับโอกาสให้อธิบายหรือพิสูจน์ว่าตนเองเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ระบบประเมินความเสี่ยงอัตโนมัติที่ธนาคารและบริษัทประกันภัยใช้จำนวนมากเป็น "กล่องดำ" ที่ผู้ถูกประเมินไม่รู้ว่าเกณฑ์การตัดสินคืออะไร ไม่รู้ว่าข้อมูลใดถูกนำไปใช้ และไม่มีช่องทางอุทธรณ์อย่างเป็นธรรม
รายงานของ Electronic Frontier Foundation และองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งบันทึกกรณีผู้ถูกปฏิเสธบริการจากระบบอัตโนมัติโดยไม่ทราบสาเหตุจำนวนมาก
ในกรณีร้ายแรงที่สุด รัฐบาลบางประเทศใช้ข้อมูลพฤติกรรมจากระบบเฝ้าระวังเพื่อจับกุมและลงโทษพลเมืองก่อนที่พวกเขาจะลงมือกระทำผิดใด ๆ ระบบคะแนนสังคมในจีนซึ่งกล่าวถึงโดยละเอียดในหัวข้อก่อนหน้านี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของตัวตนดิจิทัลที่ขัดแย้งกับตัวตนจริง และมีอำนาจเหนือตัวตนจริงอย่างเบ็ดเสร็จ
.
••ตัวตนดิจิทัลที่พัฒนาเร็วกว่าตัวจริง
Digital Twin ที่เรียนรู้ตลอดเวลาจากข้อมูลของผู้ใช้จะเริ่มรู้จักเจ้าของตัวจริงมากกว่าที่เจ้าของรู้จักตัวเอง ระบบวิเคราะห์รูปแบบการนอนจากข้อมูลสมาร์ตวอตช์ได้แม่นยำกว่าความรู้สึกของเจ้าของ
ระบบวิเคราะห์สุขภาพจิตจากจังหวะการพิมพ์และความถี่ของการใช้โซเชียลมีเดียได้แม่นยำกว่าแบบประเมินที่เจ้าของทำด้วยตนเอง และระบบวิเคราะห์ความสัมพันธ์จากความถี่ของการติดต่อได้ละเอียดกว่าที่มนุษย์จะสังเกตเห็นเอง
เมื่อตัวตนดิจิทัลรู้มากกว่าตัวจริง มันจะเริ่มทำหน้าที่เป็น "ที่ปรึกษา" ที่มีอำนาจมากกว่าที่ปรึกษาทั่วไป ระบบแนะนำว่าควรออกกำลังกายเวลาใดจากข้อมูลร่างกาย ควรเลิกคบหาบุคคลใดจากรูปแบบความเครียดที่เพิ่มขึ้น
ควรเปลี่ยนงานจากสัญญาณความเบื่อหน่ายที่ระบบตรวจจับได้ ควรปรับการลงทุนจากแนวโน้มการใช้จ่าย ข้อเสนอเหล่านี้แม้ดูเป็นประโยชน์ แต่ก็แฝงคำถามสำคัญว่า มนุษย์จะยังมีอำนาจตัดสินใจชีวิตของตนเองอยู่หรือไม่ หรือจะกลายเป็นผู้ทำตามคำแนะนำของตัวตนดิจิทัลที่รู้จักตนดีกว่าตนเอง
ยูวัล โนอาห์ แฮรารี กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้ในหนังสือ Homo Deus (2016) ว่า อำนาจในยุคข้อมูลข่าวสารจะย้ายจากมนุษย์ที่ "รู้จักตัวเอง" ไปสู่ระบบที่ "รู้จักเราดีกว่าเรารู้จักตัวเอง" ระบบเหล่านี้จะก้าวจากการทำนายพฤติกรรมไปสู่การชักจูงการตัดสินใจ และในที่สุดอาจก้าวไปสู่การตัดสินใจแทนมนุษย์ทั้งหมด
คำถามที่ต้องตอบตั้งแต่วันนี้คือ สังคมพร้อมจะกำหนดเส้นแบ่งอำนาจระหว่างมนุษย์กับตัวตนดิจิทัลของตนเองไว้ที่ใด และใครจะเป็นผู้กำหนดว่าเส้นนั้นอยู่ตรงไหน ซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนข้อจำกัดที่ต้องยอมรับต่อไป
.
.
▪️เทียบกับอาคาชิค เรคคอด
เมื่อนำแนวคิด Digital Twin มาเทียบเคียงกับอาคาชิค เรคคอด อย่างละเอียด ความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างปรากฏชัดเจนในหลายมิติ แต่ความแตกต่างในรายละเอียดกลับชี้ให้เห็นช่องว่างสำคัญระหว่างของจริงกับของจำลอง
อาคาชิค เรคคอด ในคำอธิบายของนักปรัชญาและผู้ปฏิบัติธรรมหลายสำนัก บันทึกตัวตนของมนุษย์ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งวิญญาณที่ข้ามภพชาติและกรรมทั้งหมดที่สั่งสมมา
ข้อมูลในบันทึกนี้ละเอียดถึงระดับความคิดที่ยังไม่ถูกเปล่งออกมา ความรู้สึกที่ยังไม่ถูกแสดงออก และเจตนาที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ เออร์วิน ลาสซ์โล อธิบายไว้ในหนังสือ The Akashic Experience (2009) ว่าสนามอาคาชะบันทึกทุกสิ่งโดยไม่มีช่องว่าง ไม่มีข้อมูลใดหลุดรอดจากการบันทึก
Digital Twin ของมนุษย์ในปัจจุบันยังห่างไกลจากความละเอียดระดับนั้น ระบบบันทึกเฉพาะข้อมูลที่มนุษย์แสดงออกมาแล้วเท่านั้น การค้นหา การคลิก การซื้อ การเดินทาง ข้อความที่พิมพ์ ภาพที่โพสต์ ล้วนเป็นร่องรอยของพฤติกรรม ไม่ใช่บันทึกของจิตใจโดยตรง
ระบบไม่รู้ว่ามนุษย์คิดอะไรก่อนจะพิมพ์ข้อความนั้น ไม่รู้ว่าเจตนาเบื้องหลังการคลิกคืออะไร ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่แท้จริงภายใต้โพสต์ยิ้มแย้มคือความเศร้าที่ซ่อนไว้ ข้อมูลของ Digital Twin จึงเป็นเพียงเปลือกนอกของตัวตนมนุษย์ ยังไม่ถึงชั้นของจิตใจและวิญญาณ
.
ด้านผู้ดูแลระบบ อาคาชิค เรคคอด ปราศจากเจ้าของ มันดำรงอยู่ตามกฎธรรมชาติโดยไม่มีผู้ใดควบคุมหรือแทรกแซงได้ ขณะที่ Digital Twin ถูกเก็บและควบคุมโดยบริษัทเทคโนโลยีและหน่วยงานรัฐ
ข้อมูลที่ประกอบเป็นตัวตนดิจิทัลของมนุษย์กระจัดกระจายอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของ Google, Meta, Amazon, ByteDance และบริษัทอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน แต่ละบริษัทเก็บข้อมูลคนละส่วนของตัวตนมนุษย์ไว้ในครอบครอง ไม่มีใครเป็นเจ้าของตัวตนดิจิทัลของตนเองอย่างแท้จริง
การเข้าถึงข้อมูลก็แตกต่างกันตามผู้ดูแล อาคาชิค เรคคอด เปิดให้ผู้ฝึกจิตที่ละเอียดพอเข้าถึงได้ด้วยสมาธิและญาณทัศนะ ขณะที่ Digital Twin เปิดให้ผู้มีอำนาจในระบบเข้าถึงได้ บริษัทเทคโนโลยีเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้เพื่อการโฆษณา หน่วยงานรัฐเข้าถึงเพื่อการเฝ้าระวัง สถาบันการเงินเข้าถึงเพื่อประเมินความเสี่ยง ส่วนเจ้าของตัวตนจริงกลับเป็นผู้ที่เข้าถึงข้อมูลของตนเองได้น้อยที่สุดในบรรดาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
.
จุดประสงค์ของการบันทึกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาคาชิค เรคคอด ในคติความเชื่อดั้งเดิมมีจุดมุ่งหมายเพื่อการเรียนรู้และเยียวยาจิตวิญญาณ ผู้เข้าถึงบันทึกใช้ข้อมูลเพื่อเข้าใจกรรม เข้าใจตนเอง และพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น
ขณะที่ Digital Twin ถูกสร้างขึ้นเพื่อควบคุมและทำนาย ผู้ควบคุมระบบใช้ข้อมูลเพื่อชักจูงพฤติกรรมผู้บริโภค ประเมินความเสี่ยงของพลเมือง และตัดสินใจแทนมนุษย์โดยไม่ต้องถามความเห็นจากเจ้าของตัวตน
มิติความเป็นอมตะเป็นจุดที่สองระบบคล้ายคลึงกันมากที่สุด ในคติอาคาชิค วิญญาณไม่ตาย มันข้ามภพชาติและสั่งสมประสบการณ์ต่อเนื่องกันไป ส่วนในโลกดิจิทัล ข้อมูลไม่ตาย มันคงอยู่ในเซิร์ฟเวอร์หลังจากเจ้าของเสียชีวิต และถูกใช้ต่อไปโดยผู้ที่เข้าถึงระบบได้
.
จุดเชื่อมสำคัญระหว่างสองมุมมองอยู่ที่ความเข้าใจเรื่องตัวตน คติอาคาชิคมองว่าตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์คือวิญญาณซึ่งข้ามภพชาติ ส่วนร่างกายเป็นเพียงที่อยู่ชั่วคราวของวิญญาณในแต่ละช่วงชีวิต โลกดิจิทัลมองว่าตัวตนที่แท้จริงคือข้อมูลซึ่งข้ามแพลตฟอร์ม ส่วนร่างกายเป็นเพียงผู้ใช้ชั่วคราวของข้อมูลชุดนั้น
ทั้งสองมุมมองชี้ไปในทิศทางเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่าตัวตนแท้จริงแล้วคือข้อมูลที่ถูกบันทึกและถ่ายทอดต่อเนื่อง ต่างกันเพียงอาคาชิคมองว่าข้อมูลนั้นคือวิญญาณและกรรมซึ่งอยู่ในสนามธรรมชาติ ขณะที่โลกดิจิทัลมองว่าข้อมูลนั้นคือพฤติกรรมและชีวภาพซึ่งถูกเก็บในเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทและรัฐ
ความต่างที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี หากคือเรื่องของอำนาจและการควบคุม อาคาชิค เรคคอด เป็นกลางและไม่ตัดสิน ไม่มีผู้ใดใช้บันทึกนี้เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนได้
ขณะที่ Digital Twin ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลมนุษย์ตั้งแต่แรก ตัวตนดิจิทัลของมนุษย์จึงไม่ใช่บันทึกที่เป็นกลาง หากเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อควบคุมและทำนายเจ้าของตัวตน ซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนของข้อจำกัดและอันตรายต่อไป
.
.
▪️บทสรุป
Digital Twin คืออาคาชิค เรคคอดส่วนบุคคลที่มนุษย์กำลังสร้างให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว ระบบนี้บันทึกข้อมูลของมนุษย์ตั้งแต่ร่างกายจนถึงพฤติกรรม ค่อย ๆ สะสมความละเอียดขึ้นทุกวัน และไม่ตายตามเจ้าของร่าง ข้อมูลยังคงอยู่ในเซิร์ฟเวอร์และทำงานต่อไปได้แม้เจ้าของตัวจริงจะจากโลกนี้ไปแล้ว
ในหลายกรณี ตัวตนในระบบมีข้อมูลมากกว่าที่เจ้าของตัวจริงรู้เกี่ยวกับตนเอง ระบบรู้รูปแบบการนอน รู้จังหวะการพิมพ์ที่เปลี่ยนไปเมื่อเครียด รู้พฤติกรรมการซื้อที่บ่งบอกอารมณ์ รู้ความสัมพันธ์ที่กำลังเสื่อมสลายจากความถี่ของการติดต่อที่ลดลง ตัวตนจริงดำเนินชีวิตไปโดยไม่รู้ตัวว่ามีสำเนาของตนที่ละเอียดกว่ากำลังถูกเก็บและวิเคราะห์อยู่ตลอดเวลา
อันตรายที่สุดของการมีตัวตนในระบบไม่ใช่การที่ข้อมูลถูกบันทึก หากคือการที่ข้อมูลนั้นถูกควบคุมโดยผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของตัวตน บริษัทเทคโนโลยีและหน่วยงานรัฐเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ได้มากกว่าที่ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลของตนเอง
พวกเขารู้ว่าคุณจะซื้ออะไรก่อนที่คุณจะรู้ตัว รู้ว่าคุณจะโกรธเรื่องใดก่อนที่คุณจะแสดงออก รู้ว่าคุณจะเปลี่ยนใจไปทางไหนก่อนที่คุณจะตัดสินใจ ข้อมูลเหล่านี้ถูกใช้เพื่อชักจูงพฤติกรรม ประเมินความเสี่ยง และตัดสินใจแทนคุณโดยที่คุณไม่มีส่วนรับรู้
.
อาคาชิค เรคคอด ในคติความเชื่อดั้งเดิมเป็นบันทึกที่เป็นกลางและไม่ตัดสิน มันเก็บทุกสิ่งไว้โดยไม่มีจุดประสงค์แอบแฝง ไม่มีผู้ใดใช้บันทึกนี้เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ขณะที่ Digital Twin ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลมนุษย์ตั้งแต่เริ่มต้น มันเป็นเครื่องมือของการค้า การเฝ้าระวัง และการควบคุม ไม่ใช่บันทึกที่เป็นกลางของชีวิตมนุษย์
คำถามสำคัญที่ต้องตอบให้ชัดคือ สิทธิในการเข้าถึงบันทึกของตัวเอง มนุษย์ควรมีสิทธิอ่านตัวตนในระบบของตนเองหรือไม่ ควรรู้ว่าข้อมูลใดถูกเก็บไปบ้าง ควรรู้ว่าข้อมูลนั้นถูกใช้อย่างไร ควรมีอำนาจลบหรือแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาดหรือไม่ และควรมีสิทธิปฏิเสธการสร้าง Digital Twin ของตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือไม่
.
ปัจจุบัน คำตอบของคำถามเหล่านี้ถูกกำหนดโดยบริษัทเทคโนโลยีและรัฐบาล โดยแทบไม่มีเสียงของเจ้าของข้อมูลอยู่ในกระบวนการตัดสินใจเลย เงื่อนไขการใช้งานที่ยาวหลายสิบหน้าซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่เคยอ่านคือ "สัญญา" ที่ยกสิทธิในการใช้ข้อมูลให้บริษัทไปแทบทั้งหมด ผู้ใช้ไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มีช่องทางตรวจสอบ และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับเงื่อนไขหากยังต้องการใช้บริการ
จุดนี้เองที่เทคโนโลยีกลับมาพบกับจิตวิญญาณอีกครั้ง คำถามเรื่องสิทธิในการเข้าถึงบันทึกของตัวเองเป็นคำถามเดียวกับที่ผู้ปฏิบัติธรรมตั้งไว้ต่ออาคาชิค เรคคอด มานานนับพันปี เพียงแต่ในยุคนี้ คำตอบไม่ได้อยู่ที่การฝึกสมาธิให้ละเอียดพอ หากอยู่ที่การเรียกร้องสิทธิทางกฎหมายและการออกแบบระบบที่มนุษย์เป็นเจ้าของข้อมูลของตนเองอย่างแท้จริง
.
หากมนุษย์ยังปล่อยให้ตัวตนในระบบถูกควบคุมโดยผู้อื่นต่อไป Digital Twin จะกลายเป็นเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการควบคุมมนุษย์เท่าที่เคยมีมา แต่หากมนุษย์ตื่นตัวและเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงและควบคุมข้อมูลของตนเองได้สำเร็จ Digital Twin ก็อาจกลายเป็นกระจกที่ช่วยให้มนุษย์มองเห็นตัวเองชัดขึ้น และใช้ข้อมูลนั้นพัฒนาชีวิตของตนเองอย่างรู้เท่าทัน
ทางเลือกสองทางนี้เปิดอยู่ข้างหน้า และคำตอบไม่ได้ถูกกำหนดโดยเทคโนโลยี หากถูกกำหนดโดยการตัดสินใจของมนุษย์ในวันนี้ ว่าจะปล่อยให้ตัวตนในระบบเป็นเครื่องมือของผู้อื่นต่อไป หรือจะทวงคืนสิทธิในการอ่านบันทึกของตัวเองกลับมาเสียก่อนที่จะสายเกินไป
.
.
▪️แหล่งอ้างอิง
งานต้นฉบับ
Grieves, Michael. "Digital Twin: Manufacturing Excellence through Virtual Factory Replication." White Paper, 2014.
เอกสารเผยแพร่แนวคิด Digital Twin อย่างเป็นทางการโดยไมเคิล กรีฟส์ ผู้เสนอแนวคิดนี้ครั้งแรกในปี 2002 ณ มหาวิทยาลัยมิชิแกน ใช้สนับสนุนประวัติความเป็นมาและนิยามของ Digital Twin ในบทนำ
Gelernter, David. Mirror Worlds: Or the Day Software Puts the Universe in a Shoebox—How It Will Happen and What It Will Mean. Oxford University Press, 1991.
งานบุกเบิกแนวคิดโลกเสมือนที่สะท้อนโลกจริงในระบบคอมพิวเตอร์ ตีพิมพ์ก่อนแนวคิด Digital Twin ราวหนึ่งทศวรรษ ใช้สนับสนุนการกล่าวถึงรากฐานทางความคิดของโลกเสมือนและ Digital Twin
Stephenson, Neal. Snow Crash. Bantam Books, 1992.
นวนิยายวิทยาศาสตร์ที่บัญญัติคำว่า "Metaverse" ขึ้นเป็นครั้งแรก ใช้สนับสนุนที่มาของคำว่า Metaverse และแนวคิดโลกเสมือนที่มนุษย์เข้าไปใช้ชีวิตผ่านตัวแทนดิจิทัล
งานวิชาการด้าน Digital Twin
El Saddik, Abdulmotaleb. "Digital Twins: The Convergence of Multimedia Technologies." IEEE MultiMedia, Vol. 25, 2018.
บทความวิชาการอธิบายการหลอมรวมของเทคโนโลยีเซนเซอร์ การประมวลผลเรียลไทม์ และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในระบบ Digital Twin ใช้สนับสนุนการอธิบายกลไกการทำงานของ Digital Twin ในภาคอุตสาหกรรม
Rasheed, Adil et al. "Digital Twin: Values, Challenges and Enablers from a Modeling Perspective." IEEE Access, Vol. 8, 2020.
งานวิจัยวิเคราะห์คุณค่าและข้อจำกัดของ Digital Twin โดยเฉพาะด้านการสร้างแบบจำลอง ใช้สนับสนุนการกล่าวถึงศักยภาพและข้อจำกัดของ Digital Twin ทางการแพทย์
งานด้าน Metaverse และโลกเสมือน
Ball, Matthew. The Metaverse: And How It Will Revolutionize Everything. Liveright, 2022.
หนังสือวิเคราะห์โครงสร้างและผลกระทบของ Metaverse อย่างเป็นระบบ ใช้สนับสนุนการอธิบายนิยามและองค์ประกอบของ Metaverse
Heim, Michael. The Metaphysics of Virtual Reality. Oxford University Press, 1993.
งานวิเคราะห์ปรัชญาเรื่องความจริงและตัวตนในโลกเสมือน ใช้สนับสนุนการอภิปรายประเด็นตัวตนในโลกเสมือนกับโลกจริง
งานวิเคราะห์เชิงสังคมและปรัชญา
Zuboff, Shoshana. The Age of Surveillance Capitalism: The Fight for a Human Future at the New Frontier of Power. PublicAffairs, 2019.
งานวิเคราะห์ระบบทุนนิยมเฝ้าระวังและการเก็บข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์เพื่อผลกำไร ใช้สนับสนุนหัวข้อ Digital Twin ของพฤติกรรมและจิตใจ รวมถึงมุมมืดของการใช้ข้อมูลมนุษย์
Harari, Yuval Noah. Homo Deus: A Brief History of Tomorrow. Harvill Secker, 2016.
หนังสือวิเคราะห์อนาคตของมนุษย์ในยุคข้อมูลข่าวสารและการย้ายอำนาจจากมนุษย์ไปสู่ระบบที่รู้จักเราดีกว่าเรารู้จักตัวเอง ใช้สนับสนุนหัวข้อตัวตนดิจิทัลที่พัฒนาเร็วกว่าตัวจริง
Pariser, Eli. The Filter Bubble: How the New Personalized Web Is Changing What We Read and How We Think. Penguin Press, 2011.
งานศึกษาผลของอัลกอริทึมต่อการรับรู้ข้อมูลของผู้ใช้ ใช้สนับสนุนหัวข้อระบบเลือกข่าวให้ผู้ใช้อ่าน
งานเชื่อมโยงกับอาคาชิค
Laszlo, Ervin. The Akashic Experience: Science and the Cosmic Memory Field. Inner Traditions, 2009.
งานนำเสนอแนวคิดสนามอาคาชะในฐานะสนามข้อมูลพื้นฐานของเอกภพ ใช้สนับสนุนการเปรียบเทียบระหว่างอาคาชิค เรคคอด กับ Digital Twin
รายงานและข้อมูลสถิติ
McKinsey & Company. รายงานผลกระทบของระบบแนะนำสินค้าต่อยอดขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ.
ใช้สนับสนุนตัวเลขร้อยละ 35 ของยอดขายบนแอมะซอนที่มาจากระบบแนะนำสินค้า
Pew Research Center. "The Virtues and Downsides of Online Dating." 2020.
รายงานวิจัยพฤติกรรมการใช้แอปพลิเคชันหาคู่ของชาวอเมริกัน ใช้สนับสนุนหัวข้อระบบเลือกคู่เดทให้ผู้ใช้
Netflix. รายงานสัดส่วนการรับชมเนื้อหาจากระบบแนะนำ.
ใช้สนับสนุนตัวเลขร้อยละ 75 ของเนื้อหาที่ผู้ใช้รับชมบนเน็ตฟลิกซ์มาจากคำแนะนำของอัลกอริทึม
Spotify. ข้อมูลการใช้เพลย์ลิสต์ Discover Weekly.
ใช้สนับสนุนการกล่าวถึงระบบแนะนำเพลงของสปอทิฟายและพฤติกรรมการฟังเพลงของผู้ใช้
Electronic Frontier Foundation. รายงานกรณีการถูกปฏิเสธบริการจากระบบอัตโนมัติ.
ใช้สนับสนุนหัวข้อตัวตนดิจิทัลที่ขัดแย้งกับตัวตนจริง
**หมายเหตุสำหรับผู้ต้องการศึกษาเพิ่มเติม
ด้านเทคนิคของ Digital Twin
ผู้ที่ต้องการเข้าใจกลไกทางเทคนิคของ Digital Twin อย่างลึกซึ้งควรเริ่มจากบทความของแอ็บดุลโมตาเลบ เอล ซัดดิก ในวารสาร IEEE MultiMedia (2018) ซึ่งอธิบายการหลอมรวมของเซนเซอร์ การประมวลผลเรียลไทม์ และแบบจำลองทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ ตามด้วยงานวิจัยของอาดิล ราชีด และคณะ (2020) ซึ่งวิเคราะห์ข้อจำกัดและความท้าทายของการสร้างแบบจำลองโดยละเอียด
ด้านปรัชญาเรื่องตัวตนและความจริง
หนังสือ The Metaphysics of Virtual Reality ของไมเคิล ไฮม์ (1993) เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้สนใจปรัชญาเรื่องตัวตนในโลกเสมือน แม้ตีพิมพ์ก่อนยุค Metaverse เฟื่องฟู แต่การวิเคราะห์ของไฮม์ยังคงใช้ได้กับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างน่าประหลาด ควรอ่านคู่กับอุปลักษณ์ถ้ำของเพลโตใน The Republic เพื่อเข้าใจรากฐานทางปรัชญาของแนวคิดโลกซ้อน
ด้านผลกระทบทางสังคม
งานของโชชานา ซูบอฟฟ์ เรื่อง The Age of Surveillance Capitalism (2019) เป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญที่สุดสำหรับผู้สนใจผลกระทบของการเก็บข้อมูลพฤติกรรมมนุษย์ต่อสังคมและประชาธิปไตย ควรอ่านคู่กับ Homo Deus ของยูวัล โนอาห์ แฮรารี (2016) ซึ่งมองภาพอนาคตของมนุษยชาติในยุคที่ระบบรู้จักเราดีกว่าเรารู้จักตัวเอง
ด้านการเชื่อมโยงกับอาคาชิค เรคคอด
สำหรับผู้สนใจแนวคิดอาคาชิคในบริบทของเทคโนโลยีสมัยใหม่ งานของเออร์วิน ลาสซ์โล เรื่อง The Akashic Experience (2009) เป็นสะพานเชื่อมระหว่างปรัชญาตะวันออกกับวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ควรอ่านควบคู่กับหัวข้อ 4.1–4.3 ของบทความชุดนี้เพื่อเห็นภาพรวมของการเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีทั้งหมดกับแนวคิดอาคาชิค
ข้อควรระวังในการศึกษาต่อ
การเปรียบเทียบระหว่าง Digital Twin กับอาคาชิค เรคคอด ในบทความนี้เป็นเชิงอุปมาเชิงปรัชญา ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์แล้ว แนวคิดเรื่องสนามอาคาชะยังไม่ได้รับการยอมรับจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ขณะที่ Digital Twin ด้านพฤติกรรมและจิตใจยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและมีความคลาดเคลื่อนสูง ผู้อ่านควรแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงทางเทคนิคที่ตรวจสอบได้กับข้อเสนอเชิงปรัชญาที่เปิดให้ตีความต่อไป
.
.
โฆษณา