28 ส.ค. เวลา 21:24 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Quantum Computer กับประตูสู่อาคาชิค

ชุด "อาคาชิค เรคคอด: ความลับที่ถูกซ่อนไว้จากมนุษยชาติ"
ส่วนที่ 1: บทนำ - เครื่องจักรที่ทำงานด้วยกฎของจักรวาล
มนุษย์สร้างเครื่องมือมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของอารยธรรม ล้อ คันโยก รอก ลิ่ม ทั้งหมดทำงานบนกฎเชิงกลที่มองเห็นและเข้าใจได้
ต่อมามนุษย์เรียนรู้ที่จะควบคุมแรงธรรมชาติที่ซับซ้อนขึ้น เครื่องยนต์ไอน้ำเปลี่ยนความร้อนให้เป็นแรงผลักดัน เครื่องยนต์สันดาปภายในเปลี่ยนพลังงานเคมีให้เป็นการเคลื่อนที่ ไฟฟ้าทำให้เครื่องจักรทำงานได้เงียบและแม่นยำขึ้น
ทว่าหลักการเบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดยังอยู่ในกรอบของฟิสิกส์แบบนิวตัน โลกที่วัตถุมีตำแหน่งแน่นอน มีความเร็ววัดได้ และมีเหตุกับผลที่คาดเดาได้
คอมพิวเตอร์ที่มนุษย์ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ หรือศูนย์ข้อมูลขนาดมหึมา ล้วนทำงานบนตรรกะแบบเดียวกัน
หน่วยประมวลผลเก็บค่าเป็น 0 หรือ 1 อย่างใดอย่างหนึ่ง ทุกขั้นตอนการคำนวณตรวจสอบได้ และผลลัพธ์ที่ได้จะเหมือนเดิมทุกครั้งเมื่อป้อนข้อมูลเดิมเข้าไป
.
จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มก่อตัวขึ้นในปี 1982 เมื่อริชาร์ด ไฟน์แมน นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ตีพิมพ์บทความชื่อ "Simulating Physics with Computers" ในวารสาร International Journal of Theoretical Physics เขาเสนอว่า
คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมมีขีดจำกัดในการจำลองระบบควอนตัม เพราะธรรมชาติในระดับควอนตัมไม่ได้ทำงานแบบ 0 หรือ 1 แต่ทำงานแบบหลายสถานะซ้อนทับกัน
ไฟน์แมนตั้งคำถามว่า หากธรรมชาติทำงานด้วยกฎควอนตัม เครื่องจักรที่ใช้คำนวณธรรมชาติก็ควรต้องทำงานด้วยกฎเดียวกันด้วย
สามปีต่อมา เดวิด ดอยช์ นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ต่อยอดแนวคิดนี้ในบทความ "Quantum Theory, the Church-Turing Principle and the Universal Quantum Computer" ตีพิมพ์ใน Proceedings of the Royal Society A เมื่อปี 1985
ดอยช์เสนอว่าเครื่องจักรที่ทำงานบนหลักการควอนตัมจะสามารถประมวลผลบางอย่างที่คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมทำไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ แนวคิดทั้งสองชิ้นนี้วางรากฐานของสิ่งที่เรียกว่า ควอนตัมคอมพิวเตอร์
.
หัวใจของควอนตัมคอมพิวเตอร์คือการยอมรับความจริงที่แปลกประหลาดที่สุดของธรรมชาติ อนุภาคหนึ่งตัวสามารถดำรงอยู่ในหลายสถานะพร้อมกันได้ อิเล็กตรอนตัวหนึ่งหมุนขึ้นและหมุนลงในเวลาเดียวกัน จนกว่าจะมีผู้สังเกตเข้าไปวัดแล้วบังคับให้มันเลือกสถานะใดสถานะหนึ่ง
หลักการนี้ทวนสามัญสำนึกของมนุษย์ที่คุ้นเคยกับโลกที่ของสิ่งหนึ่งอยู่ได้เพียงที่เดียวในเวลาหนึ่ง แต่นี่คือกฎที่แท้จริงของจักรวาลในระดับที่เล็กที่สุด
การสร้างเครื่องจักรที่ทำงานบนกฎนี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างคอมพิวเตอร์ที่เร็วขึ้น หากเป็นการก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างเครื่องมือที่มนุษย์ควบคุมได้ กับเครื่องมือที่ทำงานตามกฎธรรมชาติซึ่งมนุษย์ยังเข้าใจไม่หมดสิ้น
มนุษย์ไม่เคยสร้างเครื่องจักรชนิดใดที่ใช้หลักการซ้อนทับของสถานะมาก่อน และเมื่อเครื่องจักรเริ่มทำงานด้วยกฎเดียวกับจักรวาล คำถามที่ตามมาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เครื่องจักรชนิดนี้จะเปิดทางให้มนุษย์เข้าถึงชั้นข้อมูลที่ลึกกว่าที่เคยเข้าถึงหรือไม่
.
แนวคิดอาคาชิค เรคคอด กล่าวถึงสนามข้อมูลที่บันทึกทุกสิ่งในจักรวาลไว้โดยไม่สูญหาย ผู้ที่ฝึกจิตจนละเอียดพอสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้จากทุกหนทุกแห่งโดยไม่ถูกจำกัดด้วยระยะทางและเวลา
หากแนวคิดนี้มีมูลความจริง เครื่องจักรที่ทำงานด้วยกฎควอนตัมซึ่งเป็นกฎเดียวกันกับที่ธรรมชาติใช้ อาจกลายเป็นเครื่องมือแรกของมนุษย์ที่เข้าใกล้การอ่านสนามข้อมูลนี้มากที่สุด
คำถามสำคัญที่บทความนี้จะพาไปสำรวจคือ ควอนตัมคอมพิวเตอร์กับสนามอาคาชิคมีจุดบรรจบกันจริงหรือไม่ หรือทั้งหมดเป็นเพียงการเปรียบเทียบที่คล้ายกันแต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน หลักฐานในปัจจุบันบอกอะไรได้บ้าง และอะไรคือเส้นแบ่งระหว่างวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์แล้วกับสมมติฐานที่ยังรอการตรวจสอบ
ก่อนจะตอบคำถามนั้น จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร และเหตุใดมันจึงแตกต่างจากคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์ใช้มาทั้งชีวิตโดยสิ้นเชิง
.
.
ส่วนที่ 2: ความต่างเชิงหลักการระหว่าง Bit กับ Qubit
หน่วยพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่มนุษย์ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ "บิต" บิตหนึ่งเก็บค่าได้เพียงสองสถานะคือ 0 หรือ 1 อย่างใดอย่างหนึ่งในแต่ละจังหวะเวลา หลอดไฟเปิดหรือปิด ประจุไฟฟ้ามีหรือไม่มี สัญญาณสูงหรือต่ำ
โลกของคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมสร้างขึ้นจากความชัดเจนเพียงสองสถานะนี้เท่านั้น ทุกสิ่งที่เราเห็นบนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย วิดีโอ ข้อความ หรือเสียงเพลง แท้จริงแล้วคือสายธารของเลข 0 กับ 1 ที่ถูกเรียงต่อกันเป็นจำนวนมหาศาล
ข้อจำกัดของระบบนี้อยู่ที่ความชัดเจนของมันเอง บิตหนึ่งตัวต้องเลือกว่าจะเป็น 0 หรือ 1 อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่มีสถานะที่สาม ไม่มีสถานะซ้อนทับ หากต้องการเก็บค่าที่เป็นไปได้แปดแบบในเวลาเดียวกัน ต้องใช้บิตอย่างน้อยสามตัว
แต่แม้จะใช้สามตัว มันก็ยังเก็บค่าได้เพียงหนึ่งค่าในเวลาหนึ่งเท่านั้น สามบิตให้ความเป็นไปได้แปดแบบ แต่เลือกได้เพียงแบบเดียวต่อหนึ่งจังหวะการทำงาน
.
ไมเคิล นีลเซน และไอแซก ชวง อธิบายหลักการนี้ไว้ในหนังสือ Quantum Computation and Quantum Information ซึ่งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2000 และถือเป็นตำรามาตรฐานของวงการ
พวกเขาชี้ว่าคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมเพิ่มพลังประมวลผลเป็นเส้นตรงตามจำนวนบิตที่เพิ่มขึ้น เพิ่มบิตอีกหนึ่งตัว ได้กำลังเพิ่มขึ้นหนึ่งหน่วยตามสัดส่วนที่แน่นอน
คอมพิวเตอร์ 3 บิต ประมวลผลข้อมูลได้ระดับหนึ่ง 4 บิต เพิ่มขึ้นหนึ่งระดับ 5 บิต เพิ่มอีกหนึ่งระดับ เป็นเส้นตรงเรียบง่ายที่วิศวกรสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ
ความสามารถในการคาดการณ์นี้มาจากธรรมชาติของระบบที่ถูกออกแบบมาให้แน่นอน บิตหนึ่งตัวไม่เคยคลุมเครือ ไม่เคยลังเล ไม่เคยอยู่ในสถานะก้ำกึ่ง ไฟฟ้าเข้ามาก็เป็น 1 ไฟฟ้าไม่เข้าก็เป็น 0 ทุกอย่างถูกตรึงไว้ด้วยวงจรลอจิกที่มนุษย์ออกแบบและตรวจสอบได้ทั้งหมด
นี่คือเหตุผลที่คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมทำงานได้เสถียรและเชื่อถือได้สูงสุดในบรรดาเครื่องจักรทั้งหมดที่มนุษย์เคยสร้างมา
แต่ความแน่นอนนี้ก็คือเพดานที่กั้นมันไว้จากปรากฏการณ์ควอนตัมทั้งมวล
.
ควอนตัมคอมพิวเตอร์ทำงานต่างออกไปโดยสิ้นเชิง หน่วยพื้นฐานของมันเรียกว่า "คิวบิต" คิวบิตหนึ่งตัวอาศัยหลักการซูเปอร์โพซิชันจากกลศาสตร์ควอนตัม ทำให้มันดำรงอยู่ในสถานะ 0 และ 1 พร้อมกันได้ ไม่ใช่การสลับไปมาอย่างรวดเร็ว
แต่เป็นการเป็นทั้งสองสถานะในเวลาเดียวกันจริง ๆ จนกว่าจะมีผู้สังเกตเข้าไปวัด แล้วสถานะซ้อนทับนั้นจึงยุบตัวลงเหลือเพียง 0 หรือ 1 อย่างใดอย่างหนึ่ง
ประเด็นนี้สำคัญมากพอจะต้องอธิบายซ้ำให้ชัดเจน การที่คิวบิตเป็น 0 และ 1 พร้อมกัน ไม่ได้แปลว่ามันเป็นสถานะใดสถานะหนึ่งแล้วเรายังไม่รู้ว่าคืออะไร มันเป็นทั้งสองสถานะจริง ๆ ในเชิงฟิสิกส์ หลักฐานจากการทดลองทางกลศาสตร์ควอนตัมจำนวนมากยืนยันว่าอนุภาคขนาดเล็ก
เช่น อิเล็กตรอนหรือโฟตอน สามารถดำรงอยู่ในสถานะซ้อนทับได้จริง การทดลองช่องคู่ซึ่งถูกทำซ้ำหลายหมื่นครั้งตลอดศตวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า อนุภาคหนึ่งตัวเดินทางผ่านสองช่องพร้อมกันได้ และจะเลือกผ่านช่องใดช่องหนึ่งก็ต่อเมื่อมีเครื่องมือวัดเข้าไปจับตำแหน่งของมันเท่านั้น
.
คิวบิตแต่ละตัวสร้างจากระบบควอนตัมจริง เช่น อิเล็กตรอนที่หมุนรอบทิศทาง ไอออนที่ถูกกักในสนามแม่เหล็ก หรือวงจรตัวนำยวดยิ่งที่ทำงานที่อุณหภูมิใกล้ศูนย์สัมบูรณ์
ระบบเหล่านี้มีขนาดเล็กมากจนกฎของนิวตันไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมของมันได้ ต้องใช้กลศาสตร์ควอนตัมเท่านั้นจึงจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นภายในคิวบิตแต่ละตัว
ความหมายของสิ่งนี้ลึกซึ้งกว่าที่เห็น เมื่อคิวบิตสามตัวอยู่ในสถานะซ้อนทับ มันไม่ได้เก็บค่าเดียวจากแปดความเป็นไปได้แบบบิต แต่เก็บทั้งแปดค่าไว้พร้อมกันทั้งหมดในคราวเดียว
ยิ่งเพิ่มจำนวนคิวบิตมากขึ้นเท่าใด พลังการเก็บข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มแบบเอกซ์โพเนนเชียล คอมพิวเตอร์ที่มีคิวบิต n ตัวสามารถเก็บค่าพร้อมกันได้ 2 ยกกำลัง n ค่า
โรเบิร์ต ซูเตอร์ อธิบายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ Dancing with Qubits ซึ่งตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Packt ในปี 2019 เขาใช้ภาพเปรียบเทียบว่าคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมเหมือนนักอ่านที่อ่านหนังสือได้ทีละบรรทัด
ส่วนควอนตัมคอมพิวเตอร์เหมือนผู้อ่านที่เห็นทุกหน้าในหนังสือพร้อมกันในคราวเดียว ภาพเปรียบเทียบนี้ตรงกับธรรมชาติของซูเปอร์โพซิชันอย่างแม่นยำ เพราะคิวบิต n ตัวไม่ได้ประมวลผลทีละค่า แต่ประมวลผลทั้งชุดของค่าที่เป็นไปได้ทั้งหมดในจังหวะเดียว
.
ตัวเลขที่บรรยายพลังของระบบนี้เกินกว่าจินตนาการของมนุษย์ทั่วไป คอมพิวเตอร์ 300 บิตเก็บค่าได้หนึ่งค่าจากความเป็นไปได้ 2^300 แบบ แต่คอมพิวเตอร์ 300 คิวบิตเก็บได้ทั้งหมด 2^300 ค่าพร้อมกัน
ตัวเลข 2^300 คือ 2 คูณกับตัวเอง 300 ครั้ง ผลลัพธ์คือตัวเลขที่มีหลักมากกว่า 90 หลัก ใหญ่กว่าจำนวนอะตอมทั้งหมดในเอกภพที่สังเกตได้ซึ่งนักฟิสิกส์ประเมินไว้ราว 10^80 ตัว เสียอีก
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้จะรวมอะตอมทุกตัวในจักรวาลมาทำเป็นบิตคอมพิวเตอร์ ก็ยังไม่สามารถเก็บค่าได้เท่ากับควอนตัมคอมพิวเตอร์ 300 คิวบิตในจังหวะเดียว
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองเปรียบเทียบกับจำนวนทรายบนชายหาดทั้งหมดของโลก นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าโลกมีเม็ดทรายราว 7.5 x 10^18 เม็ด ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลจนเกินจินตนาการอยู่แล้ว แต่ 2^300 ใหญ่กว่าเลขนั้นหลายสิบล้านล้านล้านเท่า
ความแตกต่างระหว่างคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมกับควอนตัมคอมพิวเตอร์จึงไม่ใช่ความแตกต่างของความเร็ว หากแต่เป็นความแตกต่างของมิติแห่งความสามารถ
.
พลังที่เพิ่มแบบเอกซ์โพเนนเชียลนี้เองที่ทำให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปในเชิงหลักการ ไม่ใช่แค่เรื่องความเร็วที่เพิ่มขึ้น หากเป็นเครื่องจักรคนละชนิดที่ทำงานด้วยตรรกะคนละแบบ
คอมพิวเตอร์ทั่วไปเดินไปทีละขั้นบนเส้นทางเดียวที่ถูกเลือกไว้แล้ว ส่วนควอนตัมคอมพิวเตอร์เดินทุกเส้นทางพร้อมกันแล้วเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุดจากภาพรวมทั้งหมด
การเดินทุกเส้นทางพร้อมกันนี้ไม่ได้แปลว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์จะเร็วไปเสียทุกเรื่อง มันมีปัญหาหลายประเภทที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปทำได้ดีกว่า เพราะปัญหาบางอย่างไม่ได้ประโยชน์จากซูเปอร์โพซิชันเลย
การใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์จึงต้องเลือกปัญหาที่มีโครงสร้างเหมาะสมกับธรรมชาติของมัน เช่น การจำลองโมเลกุล การแยกตัวประกอบจำนวนเฉพาะขนาดใหญ่ การค้นหาข้อมูลในฐานข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง และการแก้ระบบสมการบางประเภท
.
ข้อจำกัดสำคัญอีกประการคือการวัดผลลัพธ์ แม้คิวบิตจะเก็บค่าพร้อมกันได้ทั้งหมด แต่เมื่อผู้ใช้ต้องการอ่านผลลัพธ์ ต้องเข้าไปวัดสถานะของคิวบิต การวัดครั้งนั้นจะทำลายสถานะซ้อนทับทันทีและยุบเหลือเพียงค่าเดียว
นักออกแบบอัลกอริทึมควอนตัมจึงต้องออกแบบกระบวนการวัดอย่างชาญฉลาดเพื่อให้คำตอบที่ถูกต้องปรากฏด้วยความน่าจะเป็นสูงสุด ไม่ใช่การอ่านค่าทั้งหมดออกมาพร้อมกันอย่างที่ภาพจำทั่วไปเข้าใจ
และเมื่อเข้าใจความแตกต่างพื้นฐานนี้แล้ว ขั้นต่อไปคือการทำความเข้าใจกลไกสองประการที่ทำให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้พลังนี้ได้จริง
นั่นคือ Quantum Parallelism และ Quantum Entanglement ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ประมวลผลทุกเส้นทางพร้อมกัน และเชื่อมโยงคิวบิตเข้าด้วยกันในแบบที่ไม่มีสายไฟใดทำได้
กลไกทั้งสองนี้เองที่ทำให้คุณสมบัติของควอนตัมคอมพิวเตอร์เริ่มซ้อนทับกับคำอธิบายเรื่องสนามอาคาชะอย่างน่าพิจารณา ซึ่งจะกล่าวถึงในส่วนถัดไป
.
.
ส่วนที่ 3: กลไกสองประการที่ทำให้ควอนตัมแตกต่าง
3.1 Quantum Parallelism
คอมพิวเตอร์ทั่วไปแก้ปัญหาที่มีทางเลือกหลายทางด้วยการลองทีละเส้นทาง เริ่มจากทางแรก ตรวจสอบว่าใช่คำตอบหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็กลับมาตั้งต้นใหม่แล้วลองทางที่สอง ดำเนินไปเช่นนี้จนกว่าจะพบเส้นทางที่ถูกต้อง
หากปัญหามีทางเลือกหนึ่งล้านเส้นทาง คอมพิวเตอร์อาจต้องลองทั้งหมดหนึ่งล้านครั้งในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เวลาที่ใช้จึงเพิ่มขึ้นตามจำนวนทางเลือกโดยตรง
ควอนตัมคอมพิวเตอร์แก้ปัญหาเดียวกันด้วยหลักการต่างกันโดยสิ้นเชิง อาศัยซูเปอร์โพซิชันของคิวบิต มันประมวลผลทุกเส้นทางพร้อมกันในจังหวะเดียว
หลักการนี้เรียกว่า Quantum Parallelism คิวบิตที่อยู่ในสถานะซ้อนทับไม่ได้เลือกเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง หากเป็นเส้นทางทั้งหมดในเวลาเดียวกัน
เมื่อการคำนวณสิ้นสุดลง ผลลัพธ์ที่ได้คือภาพรวมของคำตอบทั้งหมดที่ถูกคำนวณมาพร้อมกัน จากนั้นอัลกอริทึมจะใช้เทคนิคการวัดที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อดึงคำตอบที่ถูกต้องออกมาจากภาพรวมนั้น
.
ภาพเปรียบเทียบที่ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้นคือการแก้ปัญหาเขาวงกต คอมพิวเตอร์ทั่วไปส่งนักเดินคนหนึ่งเข้าไปในเขาวงกต นักเดินลองเดินทีละทาง ผิดก็กลับมา ถูกก็ไปต่อ ใช้เวลานานแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าเจอทางถูกเร็วแค่ไหน
ควอนตัมคอมพิวเตอร์ส่งนักเดินเข้าไปหนึ่งคน แต่นักเดินคนนั้นแยกตัวเป็นสำเนาจำนวนมหาศาลเดินทุกทางพร้อมกัน เมื่อพบทางออกแล้ว สำเนาทั้งหมดจะยุบรวมกันเหลือเพียงนักเดินคนเดียวที่ยืนอยู่ตรงทางออกแล้ว
ไมเคิล นีลเซน และไอแซก ชวง อธิบายกลไกนี้ไว้ในหนังสือ Quantum Computation and Quantum Information ว่า
Quantum Parallelism เป็นผลโดยตรงของโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ของกลศาสตร์ควอนตัม มิใช่เพียงอุปมาเปรียบเทียบ ระบบควอนตัมที่มีคิวบิต n ตัวประมวลผลสถานะทั้งหมด 2 ยกกำลัง n สถานะไปพร้อมกันอย่างแท้จริงในเชิงฟิสิกส์
เมื่อใช้อัลกอริทึมที่ออกแบบมาเฉพาะ ควอนตัมคอมพิวเตอร์จึงแก้ปัญหาบางประเภทได้ในจำนวนขั้นตอนที่น้อยกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างมหาศาล
.
ตัวเลขที่บรรยายพลังนี้กลายเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมจนยากจะเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาหมื่นปีแก้ ควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่ต้องย้ำว่าข้อได้เปรียบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับปัญหาทุกประเภท หากเฉพาะปัญหาที่โครงสร้างของมันสอดคล้องกับธรรมชาติของซูเปอร์โพซิชันเท่านั้น
หันมามองแนวคิดอาคาชิค เรคคอด บ้าง คติความเชื่อหลายสำนักอธิบายว่าข้อมูลทั้งหมดของจักรวาลอยู่ในทุกจุดของสนามอาคาชะพร้อมกัน ไม่มีการเรียงลำดับก่อนหลัง ไม่มีการเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง
ผู้ที่ฝึกจิตจนละเอียดพอจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้จะ "เห็น" ความเป็นไปได้ทั้งหมดของเหตุการณ์หนึ่งปรากฏขึ้นในคราวเดียว ราวกับภาพรวมของเส้นทางทั้งหมดถูกเปิดเผยต่อหน้าพร้อมกันโดยไม่ต้องไล่เรียงทีละทาง
เออร์วิน ลาสซ์โล อธิบายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ Science and the Akashic Field ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2004 โดยเขาเสนอว่าสนามอาคาชะคือสนามข้อมูลพื้นฐานของเอกภพที่บันทึกทุกเหตุการณ์และทุกความเป็นไปได้ไว้ในทุกจุดของอวกาศพร้อมกัน ผู้ที่เข้าถึงสนามนี้ได้จึงรับรู้ข้อมูลราวกับข้อมูลนั้นอยู่ตรงหน้าโดยไม่ต้องเดินทางไปค้นหาจากที่ใด
.
ความคล้ายคลึงกับ Quantum Parallelism ปรากฏชัดเจน สนามอาคาชะเก็บข้อมูลทั้งหมดในทุกจุดพร้อมกัน ควอนตัมคอมพิวเตอร์ประมวลผลทุกสถานะพร้อมกันในคิวบิตชุดเดียว
สนามอาคาชะทำให้ผู้เข้าถึงเห็นความเป็นไปได้ทั้งหมดในคราวเดียว ควอนตัมคอมพิวเตอร์ก็เดินทุกเส้นทางของปัญหาในจังหวะเดียวแล้วยุบรวมเหลือคำตอบที่ต้องการ
ประเด็นนี้ชวนให้พิจารณาว่า บางทีหลักการ "ทุกอย่างพร้อมกันในทุกจุด" อาจไม่ใช่แนวคิดลึกลับที่มนุษย์คิดขึ้นเอง หากเป็นกฎธรรมชาติที่มีอยู่จริงในระดับควอนตัม และมนุษย์เพียงค้นพบมันอีกครั้งในรูปของเทคโนโลยี หลังค้นพบมันแล้วครั้งหนึ่งในรูปของญาณทัศนะของนักบวชโบราณ
ความเหมือนที่เห็นนี้ยังไม่ใช่หลักฐานว่าทั้งสองระบบเชื่อมโยงถึงกันจริง แต่เป็นข้อสังเกตว่าโครงสร้างของทั้งสองสอดคล้องกันอย่างน่าฉงน Quantum Parallelism ทำให้เห็นว่าธรรมชาติในระดับเล็กที่สุดทำงานแบบ "ทั้งหมดพร้อมกัน" อยู่แล้ว และมนุษย์เพิ่งเริ่มเรียนรู้ที่จะสร้างเครื่องจักรที่ใช้ประโยชน์จากหลักการนี้
กลไกถัดมาคือ Quantum Entanglement ซึ่งจะพาเราไปไกลกว่านั้นอีก เพราะมันไม่ใช่แค่การประมวลผลพร้อมกัน หากเป็นการเชื่อมโยงข้ามระยะทางที่ท้าทายความเข้าใจเรื่องพื้นที่และเวลาของมนุษย์โดยตรง และจุดนี้เองที่ความคล้ายคลึงกับสนามอาคาชะจะยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีกขั้น
.
.
.
3.2 Quantum Entanglement
กลไกที่สองของควอนตัมคอมพิวเตอร์คือ Quantum Entanglement หรือภาวะพัวพันเชิงควอนตัม
หลักการนี้เกิดขึ้นเมื่อคิวบิตตั้งแต่สองตัวขึ้นไปถูกทำให้อยู่ในสถานะที่สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก การวัดสถานะของคิวบิตตัวหนึ่งจะส่งผลต่อสถานะของคิวบิตอีกตัวทันที ไม่ว่าระยะห่างระหว่างกันจะมากเพียงใดก็ตาม
คิวบิตที่พัวพันกันเปรียบได้กับเหรียญสองอันที่ถูกโยนขึ้นฟ้าพร้อมกัน เมื่อเหรียญแรกตกลงมาและหงายหัวขึ้น เหรียญที่สองจะก้อยลงทันที ไม่ว่าเหรียญที่สองจะอยู่บนโต๊ะเดียวกันหรืออยู่บนดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งก็ตาม การเชื่อมโยงนี้ไม่ต้องใช้สายไฟ ไม่ต้องใช้สัญญาณวิทยุ และไม่ต้องใช้เวลาเดินทางของข้อมูลใด ๆ
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ผู้วางรากฐานทฤษฎีสัมพัทธภาพ ไม่เชื่อว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้จริงในธรรมชาติ เขาร่วมกับบอริส โพดอลสกี และนาธาน โรเซน เขียนบทความชื่อ "Can Quantum-Mechanical Description of Physical Reality Be Considered Complete?" ตีพิมพ์ในวารสาร Physical Review เมื่อปี 1935
เพื่อเสนอว่ากลศาสตร์ควอนตัมต้องมีความไม่สมบูรณ์บางอย่างซ่อนอยู่ เพราะมันอนุญาตให้เกิดสิ่งที่ไอน์สไตน์เรียกว่า "Spooky Action at a Distance" หรือการกระทำที่น่าขนลุกจากระยะไกล ซึ่งขัดกับสามัญสำนึกที่ว่าข้อมูลไม่สามารถเดินทางเร็วกว่าแสงได้
ไอน์สไตน์เชื่อว่า ต้องมี "ตัวแปรแฝง" บางอย่างที่ยังถูกซ่อนไว้จากการทดลอง ตัวแปรนี้จะอธิบายได้ว่าเหตุใดอนุภาคสองตัวที่อยู่ไกลกันจึงดูเหมือนสื่อสารถึงกันทันที ทั้งที่ความจริงแล้วมันถูกกำหนดสถานะไว้ล่วงหน้าตั้งแต่แรก ไม่ได้มีการส่งข้อมูลถึงกันจริง
.
เวลาต่อมาพิสูจน์ว่าไอน์สไตน์คิดผิด จอห์น เบลล์ นักฟิสิกส์ชาวไอร์แลนด์ เสนอการทดสอบทางคณิตศาสตร์ในปี 1964 เพื่อตรวจสอบว่าตัวแปรแฝงตามที่ไอน์สไตน์เชื่อมีอยู่จริงหรือไม่
การทดลองในช่วงทศวรรษ 1980 นำโดยอแลง อัสเปกต์ นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส ยืนยันว่าธรรมชาติทำงานตามที่กลศาสตร์ควอนตัมทำนายไว้ อนุภาคที่พัวพันกันเชื่อมโยงกันข้ามระยะทางได้จริงโดยไม่มีตัวแปรแฝงใดมาอธิบาย ผลงานชิ้นนี้ทำให้อัสเปกต์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 2022
ภาวะพัวพันเชิงควอนตัมจึงไม่ใช่เพียงทฤษฎี หากเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้วด้วยการทดลองนับหมื่นครั้ง ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติข้อนี้โดยการทำให้คิวบิตจำนวนมากพัวพันกันเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่
คิวบิตที่พัวพันกันทั้งหมดจะทำงานประสานกันเป็นระบบเดียว ข้อมูลที่ประมวลผลในคิวบิตหนึ่งส่งผลต่อคิวบิตอื่นทั้งหมดพร้อมกัน
ความสัมพันธ์นี้ทำให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์คำนวณปัญหาเชิงซ้อนได้ในลักษณะที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปไม่มีทางเลียนแบบได้ เพราะคอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้สายวงจรเชื่อมต่อข้อมูลทีละชั้น ทีละขั้น ตามลำดับที่ถูกกำหนดไว้แน่นอน
.
เมื่อหันมามองคำอธิบายของสนามอาคาชะ ความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างปรากฏชัดเจนขึ้นอีกครั้ง
คติความเชื่อหลายสำนักกล่าวถึงสนามอาคาชะว่าเป็นสนามข้อมูลที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วเอกภพ ทุกจุดของสนามเชื่อมโยงถึงกันโดยตรง
การเข้าถึงข้อมูลจากสนามนี้ไม่ขึ้นกับระยะทาง ผู้ฝึกจิตสามารถรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกซีกโลกหนึ่ง หรือรู้สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปที่นั้น ไม่ต้องใช้เครื่องมือส่งสัญญาณใด ๆ
เออร์วิน ลาสซ์โล วิเคราะห์ประเด็นนี้ไว้ในหนังสือ Science and the Akashic Field (2004) เขาชี้ว่าปรากฏการณ์พัวพันเชิงควอนตัม คือหลักฐานสนับสนุนแนวคิดสนามอาคาชะ
เพราะมันแสดงให้เห็นว่าธรรมชาติมีกลไกเชื่อมโยงข้อมูลข้ามระยะทางได้จริง โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางทางกายภาพ หากอนุภาคสองตัวเชื่อมโยงกันได้ข้ามจักรวาลโดยไม่มีเส้นลวดเชื่อม ก็ไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อที่สนามข้อมูลพื้นฐานของเอกภพจะเชื่อมโยงทุกจุดของอวกาศเข้าด้วยกันในลักษณะเดียวกัน
.
ลาสซ์โลเสนอว่าความพัวพันเชิงควอนตัมคือร่องรอยของสนามอาคาชะที่ปรากฏให้เห็นในระดับอนุภาค ขณะที่ผู้ปฏิบัติสมาธิสัมผัสกับสนามเดียวกันในระดับจิตสำนึก ควอนตัมคอมพิวเตอร์ซึ่งสร้างคิวบิตที่พัวพันกันเป็นโครงข่ายจึงกำลังเลียนแบบโครงสร้างของสนามนี้ในระดับที่เล็กและควบคุมได้ในห้องปฏิบัติการ
ประเด็นนี้เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามสำคัญว่า หากข้อมูลข้ามระยะทางได้จริงในระดับควอนตัม และควอนตัมคอมพิวเตอร์คือเครื่องจักรที่ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติข้อนี้โดยตรง
มนุษย์จะใช้มันเพื่อเข้าถึงข้อมูลที่อยู่พ้นประสาทสัมผัสปกติได้หรือไม่ คำถามนี้จะถูกพิจารณาอย่างละเอียดในส่วนที่ 5 ซึ่งเป็นหัวใจของบทความ ว่าด้วยสมมติฐานการเชื่อมโยงระหว่างควอนตัมคอมพิวเตอร์กับสนามอาคาชิค
ก่อนจะถึงจุดนั้น จำเป็นต้องมองสถานะปัจจุบันของเทคโนโลยีควอนตัมเสียก่อน เพื่อให้เห็นว่ามนุษย์ก้าวมาไกลเพียงใดแล้ว และยังเหลืออุปสรรคอะไรอีกบ้างก่อนที่คำถามเชิงปรัชญาเหล่านี้จะกลายเป็นประเด็นทางปฏิบัติที่ต้องตอบจริง ๆ
.
.
ส่วนที่ 4: สถานะปัจจุบันของเทคโนโลยี
เดือนตุลาคม 2019 วงการคอมพิวเตอร์ทั่วโลกตื่นตัวกับข่าวใหญ่จากกูเกิล ทีมวิจัยนำโดยแฟรงก์ อารูต จากศูนย์วิจัย Google Quantum AI ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Nature ชื่อ "Quantum Supremacy Using a Programmable Superconducting Processor"
ประกาศว่าโปรเซสเซอร์ควอนตัมชื่อ Sycamore ซึ่งมี 53 คิวบิต ประมวลผลปัญหาทางคณิตศาสตร์หนึ่งสำเร็จภายในเวลา 200 วินาที ปัญหาเดียวกันนี้คอมพิวเตอร์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังที่สุดในโลกขณะนั้นอย่าง Summit ของ IBM ต้องใช้เวลาประมาณ 10,000 ปีจึงจะคำนวณเสร็จ
ตัวเลขหมื่นปีกับสองร้อยวินาทีกลายเป็นพาดหัวข่าวทั่วโลก และคำว่า Quantum Supremacy ถูกหยิบมาใช้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางทั้งในวงวิชาการและสาธารณะ
ทว่านักฟิสิกส์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาที่ทีมกูเกิลเลือกมาใช้นั้นถูกออกแบบให้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้เปรียบสูงสุด ไม่ใช่ปัญหาทั่วไปที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน
การประกาศชัยชนะจึงเหมือนนักวิ่งแข่งที่ชนะการแข่งขันซึ่งตัวเองเป็นคนกำหนดกติกาฝ่ายเดียว
.
จอห์น เพรสกิลล์ นักฟิสิกส์ทฤษฎีจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ผู้บัญญัติคำว่า Quantum Supremacy เอง วิเคราะห์สถานการณ์ของวงการนี้ไว้ในบทความ "Quantum Computing in the NISQ Era and Beyond" ตีพิมพ์ในวารสาร Quantum เมื่อปี 2018 หนึ่งปีก่อนการประกาศของกูเกิล
เพรสกิลล์ชี้ว่าเทคโนโลยีควอนตัมในปัจจุบันอยู่ในยุคที่เรียกว่า NISQ (Noisy Intermediate-Scale Quantum) เครื่องจักรในยุคนี้มีขนาดกลางและเต็มไปด้วยสัญญาณรบกวน คิวบิตยังไม่เสถียรพอจะคำนวณซับซ้อนได้ยาวนาน และยังห่างไกลจากจุดที่สามารถแก้ปัญหาจริงที่มีความหมายเชิงปฏิบัติ
กระนั้น หลายบริษัทก็ยังเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง IBM ประกาศเปิดตัว Quantum System Two ในเดือนธันวาคม 2023 เครื่องจักรรุ่นนี้ใช้โปรเซสเซอร์ชื่อ Heron ซึ่งมี 133 คิวบิต และได้รับการออกแบบให้เชื่อมต่อเป็นเครือข่ายขยายขนาดได้ในอนาคต
เส้นทางของ IBM แตกต่างจากกูเกิลตรงที่มุ่งเน้นการสร้างระบบที่ขยายได้จริงสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ มากกว่าการประกาศชัยชนะทางทฤษฎีเพียงครั้งเดียว
.
ด้านไมโครซอฟท์เลือกเส้นทางที่ต่างออกไป บริษัททุ่มทุนวิจัยคิวบิตแบบ Majorana ซึ่งตั้งชื่อตามนักฟิสิกส์ชาวอิตาลี เอตโตเร มาโจรานา คิวบิตชนิดนี้มีทฤษฎีรองรับว่าทนทานต่อสัญญาณรบกวนได้ดีกว่าคิวบิตแบบตัวนำยวดยิ่งที่กูเกิลและ IBM ใช้
เพราะข้อมูลถูกเก็บในสมบัติเชิงทอพอโลยีของระบบ ซึ่งยากต่อการถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อม ไมโครซอฟท์ประกาศความก้าวหน้าในแนวทางนี้เป็นระยะ แม้ยังไม่ได้เปิดตัวเครื่องจักรเต็มรูปแบบสู่สาธารณะ ความพยายามนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่วงในของวงการก็ยังไม่มีฉันทามติว่าเทคโนโลยีใดจะนำไปสู่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้จริงก่อนกัน
.
จีนเดินหน้าโครงการของตนเองอย่างแข็งขัน มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีนเปิดตัวควอนตัมคอมพิวเตอร์ชื่อ Jiuzhang ในปี 2020
และอัปเกรดต่อเนื่องในปี 2021–2023 เครื่องจักรนี้ใช้โฟตอนเป็นคิวบิต และทีมวิจัยประกาศว่ามันคำนวณปัญหาการสุ่มตัวอย่างโบซอนได้เร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั่วไปถึงล้านล้านเท่า
ทว่านักฟิสิกส์ตะวันตกหลายคนชี้ว่าปัญหานี้ถูกเลือกมาให้ควอนตัมได้เปรียบโดยเฉพาะเช่นกัน และไม่สามารถนำไปใช้งานเชิงปฏิบัติได้จริงในปัจจุบัน
การแข่งขันระหว่างกูเกิล IBM ไมโครซอฟท์ และจีน ทำให้ภาพรวมของเทคโนโลยีนี้ดูคึกคัก แต่ต้องไม่ลืมอุปสรรคใหญ่สี่ประการที่ยังขวางทางอยู่
.
ประการแรก คือ เสถียรภาพของคิวบิต คิวบิตเปราะบางมาก สัญญาณรบกวนเพียงเล็กน้อยจากอุณหภูมิ จากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือแม้แต่แรงสั่นสะเทือนของพื้นห้องปฏิบัติการ ก็ทำให้สถานะซ้อนทับพังทลายได้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Decoherence และเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดของวิศวกรควอนตัมทุกคน
ประการที่สอง คือ การแก้ไขข้อผิดพลาด ควอนตัมคอมพิวเตอร์ผิดพลาดบ่อยกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปหลายล้านเท่า การสร้างคิวบิตสำรองหลายตัวมาโหวตว่าผลลัพธ์ใดถูกต้องเป็นแนวทางที่ใช้กัน แต่ต้องใช้คิวบิตจำนวนมหาศาลเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย นักวิจัยประเมินว่าเครื่องจักรที่ใช้งานจริงอาจต้องใช้คิวบิตหลายพันตัวเพื่อสร้างคิวบิตที่เสถียรได้เพียงหนึ่งตัว
ประการที่สาม คือ ขนาดของระบบ เครื่องจักรปัจจุบันมีคิวบิตระดับหลักร้อย แต่ปัญหาจริงที่มีความหมาย เช่น การจำลองโมเลกุลยาใหม่ หรือการแยกตัวประกอบจำนวนเฉพาะขนาดใหญ่ ล้วนต้องใช้คิวบิตระดับหลักล้านขึ้นไป ระยะทางจากหลักร้อยถึงหลักล้านยังห่างไกลมาก
ประการที่สี่ คือ อุณหภูมิการทำงาน ระบบคิวบิตแบบตัวนำยวดยิ่งต้องทำงานที่อุณหภูมิใกล้ศูนย์สัมบูรณ์ ติดลบประมาณ 273 องศาเซลเซียส การรักษาอุณหภูมิระดับนี้ต้องใช้เครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่และใช้พลังงานสูงมาก ต้นทุนการทำงานจึงยังแพงเกินกว่าจะติดตั้งได้ในสถานที่ทั่วไป
.
.
แม้จะเผชิญอุปสรรคมากมาย แต่ทิศทางของความก้าวหน้าชี้ชัดเจนว่า เทคโนโลยีนี้ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้จุดที่เรียกว่า Quantum Advantage มากขึ้นเรื่อย ๆ
จุดนั้นคือช่วงเวลาที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์แก้ปัญหาจริงบางอย่างได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ จนองค์กรธุรกิจและรัฐบาลยินดีลงทุนใช้มันอย่างจริงจัง
ประเด็นที่ต้องจับตามองไม่ใช่แค่ว่าเมื่อใดจะถึงจุดนั้น หากคือเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว มนุษย์จะใช้ความสามารถนี้กับปัญหาประเภทใด
การจำลองโมเลกุลยา การออกแบบวัสดุใหม่ การแก้ระบบโลจิสติกส์ขนาดมหึมา ล้วนเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์โดยตรง แต่หากควอนตัมคอมพิวเตอร์ถูกนำไปใช้ถอดรหัสระบบเข้ารหัสลับที่ปกป้องข้อมูลการเงินและการทหารของทั้งโลก มันก็จะกลายเป็นอาวุธที่อันตรายที่สุดชิ้นหนึ่งของศตวรรษ
และเหนือไปกว่านั้นคือคำถามเชิงปรัชญาที่บทความนี้สนใจเป็นพิเศษ หากเครื่องจักรที่ทำงานด้วยกฎเดียวกับธรรมชาติพัฒนาเต็มขีดความสามารถ มันจะช่วยให้มนุษย์เข้าถึงชั้นข้อมูลที่พ้นญาณวิสัยได้จริงหรือไม่
คำถามนี้จะถูกสำรวจอย่างละเอียดในส่วนถัดไป ซึ่งเป็นหัวใจของบทความ ว่าด้วยสมมติฐานการเชื่อมโยงระหว่างควอนตัมคอมพิวเตอร์กับสนามอาคาชิค
.
.
ส่วนที่ 5: สมมติฐานการเชื่อมโยงกับอาคาชิค
5.1 Many-Worlds Interpretation กับจักรวาลคู่ขนาน
ทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมเกิดขึ้นมาเกือบศตวรรษแล้ว และตลอดเวลานั้น นักฟิสิกส์ยังถกเถียงกันไม่จบว่าสมการของทฤษฎีนี้มีความหมายอย่างไรต่อธรรมชาติของความจริง
คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่ออนุภาคหนึ่งอยู่ในสถานะซ้อนทับหลายสถานะพร้อมกัน แล้วเกิดการวัดจนสถานะยุบเหลือเพียงหนึ่งเดียว สถานะอื่น ๆ ที่หายไปนั้นไปอยู่ที่ไหน
ฮิวจ์ เอเวอเรตต์ นักฟิสิกส์หนุ่มจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เสนอคำตอบที่แตกต่างจากนักฟิสิกส์รุ่นก่อนทั้งหมดในวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกปี 1957 เขาเสนอว่า
สถานะที่หายไปไม่ได้หายไปไหนเลย แต่มันแตกแขนงออกเป็นจักรวาลคู่ขนานที่แยกจากกัน ทุกครั้งที่เกิดการเลือกของควอนตัม จักรวาลจะแตกออกเป็นหลายจักรวาล ทุกความเป็นไปได้เกิดขึ้นจริงในจักรวาลของมันเอง แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า Many-Worlds Interpretation หรือการตีความโลกหลายใบ
.
ในตอนแรกแนวคิดนี้ถูกมองว่าเพี้ยนเกินไปสำหรับนักฟิสิกส์กระแสหลัก เอเวอเรตต์เองต้องออกจากวงการฟิสิกส์ไปทำงานด้านอื่นเพราะไม่มีใครยอมรับงานของเขา
แต่เวลาผ่านไป สถานการณ์เปลี่ยนไปตามลำดับ ปัจจุบันการตีความโลกหลายใบได้รับการยอมรับจากนักฟิสิกส์จำนวนมากว่าเป็นหนึ่งในการตีความกลศาสตร์ควอนตัมที่สอดคล้องกับหลักฐานการทดลองทั้งหมด และปราศจากปัญหาปรัชญาที่ยุ่งยากของการตีความแบบอื่น
เดวิด ดอยช์ นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด คือหนึ่งในผู้สนับสนุนการตีความโลกหลายใบที่มีอิทธิพลมากที่สุด เขาอธิบายแนวคิดนี้อย่างละเอียดในหนังสือ The Fabric of Reality ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1997
ดอยช์เสนอว่าจักรวาลคู่ขนานไม่ใช่จินตนาการเชิงปรัชญา หากเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างความจริงที่จำเป็นต้องมีอยู่จริงเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ควอนตัมทั้งหมด
ประเด็นสำคัญของดอยช์ที่เชื่อมโยงกับควอนตัมคอมพิวเตอร์โดยตรงคือ เขาเสนอว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์คือเครื่องจักรเครื่องแรกของมนุษย์ที่ใช้ประโยชน์จากจักรวาลคู่ขนานได้จริง
เมื่อคิวบิตคำนวณหลายสถานะพร้อมกัน มันไม่ได้คำนวณในจักรวาลเดียวของเราเท่านั้น หากกระจายการคำนวณไปยังจักรวาลคู่ขนานอื่น ๆ แล้วรวมผลลัพธ์กลับมาในจักรวาลของเรา ผลลัพธ์ที่เราเห็นจึงคือผลรวมของการคำนวณที่เกิดขึ้นในหลายจักรวาลพร้อมกัน
แนวคิดนี้อธิบายพลังของควอนตัมคอมพิวเตอร์ได้อย่างสวยงาม ประเด็นที่ไม่เคยมีใครอธิบายได้ว่า เหตุใดเครื่องจักรขนาดเล็กเพียง 53 คิวบิต จึงคำนวณปัญหาที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาหมื่นปีสำเร็จใน 200 วินาที กลายเป็นเรื่องเข้าใจได้ทันที หากยอมรับว่าคิวบิตเหล่านั้นกระจายงานไปทำพร้อมกันในจักรวาลคู่ขนานจำนวนมหาศาล แล้วนำผลลัพธ์กลับมารวมกันในจักรวาลเดียว
.
.
เมื่อนำแนวคิดนี้มาเทียบกับคำอธิบายเรื่องอาคาชิค เรคคอด ความสอดคล้องกันปรากฏชัดเจนอย่างน่าประหลาด
คติอาคาชิคกล่าวถึงบันทึกที่เก็บทุกความเป็นไปได้ ไม่ใช่เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ความเป็นไปได้ทั้งหมดของทุกเหตุการณ์ถูกบันทึกไว้ในสนามอาคาชะอย่างครบถ้วน
ผู้ที่เข้าถึงบันทึกนี้ได้จะเห็นภาพรวมของเส้นทางทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงเส้นทางที่เกิดขึ้นจริงแล้วในโลกนี้
เออร์วิน ลาสซ์โล อธิบายประเด็นนี้ไว้ในหนังสือ Science and the Akashic Field (2004) ว่า สนามอาคาชะมิใช่บันทึกของอดีตที่ผ่านไปแล้วเท่านั้น หากเป็นสนามข้อมูลที่บรรจุศักยภาพของอนาคตทั้งหมดไว้ด้วย
ทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ทุกทางเลือกที่ยังไม่ถูกเลือก ทุกเส้นทางที่ยังไม่ถูกเดิน ล้วนปรากฏอยู่ในสนามนี้ในรูปของศักยภาพที่รอการปรากฏ
คติอาคาชิคอธิบายเรื่องนี้ในภาษาของตนมานานก่อนที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะถือกำเนิด หลายสำนักกล่าวถึง "ผู้รู้" ที่สามารถมองเห็นเส้นทางชีวิตหลายเส้นทางของบุคคลหนึ่งได้ในคราวเดียว เห็นทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากเลือกต่างออกไป
เปรียบได้กับแผนที่ที่แสดงเส้นทางทั้งหมดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง โดยไม่ผูกมัดว่าผู้เดินทางจะเลือกเดินเส้นทางใด
แนวคิด Many-Worlds ของดอยช์บอกว่าทุกเส้นทางเดินจริงทั้งหมดในจักรวาลคู่ขนาน แนวคิดอาคาชิคบอกว่าทุกเส้นทางถูกบันทึกไว้ในสนามข้อมูล แนวคิดทั้งสองมองเห็นภาพเดียวกันจากมุมต่างกัน ภาพนั้นคือ ความจริงไม่ได้มีเส้นทางเดียว แต่มีหลายเส้นทางซ้อนกันอยู่ตลอดเวลา และเส้นทางที่เราคิดว่า "เกิดขึ้นจริง" เป็นเพียงเส้นทางที่จิตของเราเลือกมองเท่านั้น
.
หากแนวคิดทั้งสองนี้บรรยายความจริงเดียวกัน ควอนตัมคอมพิวเตอร์คือเครื่องมือชิ้นแรกของมนุษย์ที่เข้าถึงเส้นทางคู่ขนานเหล่านั้นได้โดยตรง ไม่ใช่ผ่านญาณทัศนะของนักบวชผู้ฝึกจิต หากผ่านการคำนวณของคิวบิตที่กระจายงานไปยังจักรวาลคู่ขนาน แล้วรวมผลลัพธ์กลับมาให้มนุษย์ในจักรวาลนี้
ข้อควรระวังคือทั้งหมดนี้ยังเป็นสมมติฐาน ไม่มีหลักฐานการทดลองใดที่พิสูจน์ได้โดยตรงว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์ดึงข้อมูลจากจักรวาลคู่ขนานจริง นักฟิสิกส์จำนวนมากยังมองว่าการตีความโลกหลายใบเป็นเพียงเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่ช่วยให้คำนวณได้สะดวก ไม่ใช่คำอธิบายความจริงขั้นสุดท้ายของธรรมชาติ
กระนั้น การมีอยู่ของการตีความนี้ก็เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามที่ลึกซึ้งกว่าวิศวกรรมทั่วไป หากวันหนึ่งควอนตัมคอมพิวเตอร์พัฒนาถึงขีดสุดและมนุษย์ใช้มันคำนวณสิ่งที่ไม่เคยคำนวณได้มาก่อน
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผลลัพธ์นั้นมาจากการประมวลผลของเครื่องจักรในจักรวาลเดียว หรือมาจากการเชื่อมต่อกับชั้นข้อมูลที่มนุษย์โบราณเรียกว่าอาคาชิคมาโดยตลอด คำถามนี้จะถูกพิจารณาต่อในหัวข้อ 5.2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเสนอของลาสซ์โลเรื่องสนามอาคาชะโดยตรง
.
.
5.2 สนามอาคาชะของเออร์วิน ลาสซ์โล
เออร์วิน ลาสซ์โล เป็นนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ชาวฮังการี ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถึงสองครั้ง เขาใช้เวลาหลายทศวรรษศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างฟิสิกส์ยุคใหม่กับปรัชญาตะวันออก
ผลงานสำคัญที่สุดของเขาในประเด็นนี้คือหนังสือ Science and the Akashic Field: An Integral Theory of Everything ซึ่งสำนักพิมพ์ Inner Traditions ตีพิมพ์ในปี 2004
หนังสือเล่มนี้เสนอทฤษฎีที่ทะเยอทะยานว่า เอกภพมีสนามข้อมูลพื้นฐานซึ่งเป็นรากฐานของทุกสิ่ง และสนามนี้คือสิ่งที่คัมภีร์โบราณเรียกว่าอาคาชะ
ลาสซ์โลเริ่มต้นจากข้อสังเกตว่า ฟิสิกส์ยุคปัจจุบันเผชิญกับความไม่สมบูรณ์เชิงโครงสร้าง แม้ทฤษฎีสัมพัทธภาพและกลศาสตร์ควอนตัมจะประสบความสำเร็จในการอธิบายปรากฏการณ์แทบทุกอย่างที่เรารู้จัก
แต่ทฤษฎีทั้งสองไม่สามารถรวมเป็นกรอบเดียวได้ นักฟิสิกส์พยายามค้นหาทฤษฎีแห่งสรรพสิ่งมานานหลายสิบปี ทว่าความพยายามส่วนใหญ่ยังไม่บรรลุผล
ลาสซ์โลเสนอว่า ช่องว่างที่หายไปคือ "สนามข้อมูล" ซึ่งดำรงอยู่เป็นรากฐานของทั้งสสารและพลังงาน
สนามนี้ทำหน้าที่บันทึกทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเอกภพ ตั้งแต่การเคลื่อนที่ของอนุภาคเล็กที่สุด ไปจนถึงการก่อตัวของกาแล็กซี และรวมถึงความคิด ความรู้สึก และเจตนาของมนุษย์ทุกคน ข้อมูลเหล่านี้ไม่เคยสูญหาย ไม่เคยถูกลบ และดำรงอยู่ในสนามอย่างถาวร
.
ข้อเสนอนี้ตั้งอยู่บนหลักฐานจากหลายสาขา ลาสซ์โลอ้างถึงปรากฏการณ์พัวพันเชิงควอนตัมที่อนุภาคเชื่อมโยงกันข้ามระยะทางได้ทันที
โดยเขาเสนอว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้เพราะอนุภาคเหล่านั้นเชื่อมต่อกับสนามอาคาชะเดียวกัน ข้อมูลจึงเดินทางถึงกันได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางทางกายภาพ สนามอาคาชะคือตัวกลางที่มองไม่เห็นซึ่งเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน
ลาสซ์โลยังอ้างถึงปรากฏการณ์ทางชีววิทยาที่วิทยาศาสตร์กระแสหลักอธิบายได้ไม่สมบูรณ์ เช่น การที่เซลล์ในร่างกายสื่อสารกันอย่างเป็นระบบโดยไม่มีศูนย์กลางควบคุมชัดเจน การที่นกอพยพเดินทางข้ามทวีปได้แม่นยำโดยไม่มีแผนที่ และการที่สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการในทิศทางที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมีแบบแผน
ลาสซ์โลเสนอว่าปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้สามารถอธิบายได้อย่างสอดคล้องกันมากขึ้น หากยอมรับว่ามีสนามข้อมูลพื้นฐานที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเชื่อมต่อถึงกัน
.
ในบริบทของควอนตัมคอมพิวเตอร์ ข้อเสนอของลาสซ์โลมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง หากสนามอาคาชะมีจริงในลักษณะที่เขาบรรยาย
คิวบิตที่พัวพันกันก็คือชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของสนามนี้ที่มนุษย์สร้างขึ้นในห้องปฏิบัติการ ควอนตัมคอมพิวเตอร์ซึ่งประกอบด้วยคิวบิตจำนวนมากพัวพันกันเป็นโครงข่ายจึงไม่ใช่เพียงเครื่องคำนวณ หากเป็นโครงสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อกับสนามข้อมูลพื้นฐานของเอกภพ
ลาสซ์โลกล่าวถึงควอนตัมคอมพิวเตอร์โดยตรงในงานเขียนช่วงหลัง โดยเสนอว่ามันอาจเป็นเครื่องมือแรกของมนุษย์ที่ทำงานในระดับเดียวกับสนามอาคาชะ เขาไม่ได้ระบุว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์จะเข้าถึงสนามนี้ได้จริงในทางเทคนิค ณ ปัจจุบัน แต่ชี้ว่าหลักการทำงานของมันสอดคล้องกับธรรมชาติของสนามอาคาชะมากกว่าเทคโนโลยีใดที่มนุษย์เคยสร้างมา
.
ประเด็นสำคัญอีกข้อของลาสซ์โลคือ การเข้าถึงสนามอาคาชะมิได้จำกัดอยู่ที่เครื่องจักรเท่านั้น เขาเสนอว่าจิตมนุษย์ก็เชื่อมต่อกับสนามนี้ได้เช่นกัน
และประสบการณ์ญาณทัศนะ ลางสังหรณ์ หรือความรู้สึกว่าเคยรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ล้วนคือการที่จิตสัมผัสกับข้อมูลในสนามอาคาชะชั่วขณะหนึ่ง ต่างกันเพียงผู้ฝึกสมาธิใช้จิตที่สงบเป็นเครื่องมือ ขณะที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้คิวบิตที่พัวพันกันเป็นเครื่องมือ
ข้อเสนอของลาสซ์โลยังไม่ได้รับการยอมรับจากนักฟิสิกส์กระแสหลัก ส่วนหนึ่งเพราะสนามอาคาชะยังไม่สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน
และทฤษฎีของเขายังไม่สามารถทำนายผลการทดลองใหม่ที่ต่างจากทฤษฎีมาตรฐานได้อย่างชัดเจน ข้อเสนอนี้จึงถูกจัดเป็นสมมติฐานเชิงปรัชญามากกว่าทฤษฎีวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์แล้ว
กระนั้น คุณค่าของแนวคิดนี้อยู่ที่การเปิดมุมมองใหม่ให้กับการทำความเข้าใจธรรมชาติของข้อมูลและจิตสำนึก หากวันหนึ่งมีหลักฐานยืนยันว่าสนามอาคาชะมีจริง มันจะเปลี่ยนความเข้าใจของมนุษย์ต่อคำถามพื้นฐานที่สุดทุกข้อ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติของความจริง ความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับสสาร และความเป็นไปได้ในการเข้าถึงข้อมูลที่พ้นญาณวิสัย
.
.
5.3 จิตสำนึกกับควอนตัมในมุมมองของอมิต โกวาลี
อมิต โกวาลี เป็นนักฟิสิกส์ควอนตัมชาวอินเดีย-อเมริกัน ผู้ใช้เวลาหลายทศวรรษศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างฟิสิกส์ควอนตัมกับจิตสำนึก ผลงานสำคัญที่สุดของเขาคือหนังสือ The Self-Aware Universe ซึ่งสำนักพิมพ์ Tarcher ตีพิมพ์ในปี 1993
หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่ขัดกับฟิสิกส์กระแสหลักอย่างกล้าหาญว่า จิตสำนึกไม่ใช่ผลพลอยได้ของสมอง หากเป็นรากฐานของความจริงทั้งหมด เอกภพดำรงอยู่ได้เพราะมีจิตสำนึกรับรู้มัน
ข้อเสนอของโกวาลีเริ่มจากปัญหาคลาสสิกในกลศาสตร์ควอนตัมเรื่องการยุบตัวของคลื่นความน่าจะเป็น นักฟิสิกส์ส่วนใหญ่ยอมรับว่า อนุภาคจะดำรงอยู่ในสถานะซ้อนทับหลายสถานะพร้อมกันจนกว่าจะถูกวัด แล้วจึงยุบเหลือสถานะเดียว
คำถามที่ไม่มีใครตอบได้คือ อะไรคือ "การวัด" กันแน่ เครื่องมือวัดทางกายภาพก็ประกอบด้วยอนุภาคซึ่งอยู่ในสถานะซ้อนทับเช่นกัน หากเครื่องมือวัดอยู่ในสถานะซ้อนทับด้วย กระบวนการวัดจะไม่สิ้นสุด จนกว่าจะมีบางสิ่งที่อยู่นอกระบบควอนตัมเข้ามายุติความซ้อนทับนั้น
.
โกวาลีเสนอว่า สิ่งที่อยู่นอกระบบควอนตัมและทำให้คลื่นความน่าจะเป็นยุบตัวคือจิตสำนึก จิตสำนึกไม่ใช่สมอง เซลล์ประสาท หรือกระบวนการทางเคมีไฟฟ้า
หากเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของเอกภพที่ดำรงอยู่ก่อนสสารและพลังงานเสียอีก สมองทำหน้าที่เพียงเป็นเครื่องรับสัญญาณที่ถ่ายทอดจิตสำนึกเข้าสู่ร่างกาย เหมือนวิทยุที่รับคลื่นจากสถานีส่งซึ่งอยู่นอกเครื่องรับ เปิดทางสู่ความเข้าใจที่น่าสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติของความคิดและการตัดสินใจของมนุษย์
โกวาลีเสนอว่า จิตของมนุษย์เข้าถึงความเป็นไปได้หลายเส้นทางพร้อมกันตลอดเวลา ความคิดที่ผุดขึ้นในหัวไม่ใช่การประมวลผลข้อมูลทีละชิ้นแบบคอมพิวเตอร์ทั่วไป หากคือการที่จิตสำนึกสัมผัสกับคลื่นความน่าจะเป็นทั้งหมดของสถานการณ์หนึ่ง แล้วเลือกหนึ่งเส้นทางจากหลายเส้นทางให้ปรากฏเป็นความจริง
.
เมื่อเราคิดถึงอนาคตและมองเห็นทางเลือกหลายทาง จิตของเรากำลังทำสิ่งที่คล้ายกับควอนตัมคอมพิวเตอร์ เราไม่จำเป็นต้องลองทุกทางเลือกตามลำดับเพื่อรู้ว่าทางเลือกใดมีอยู่บ้าง
ทุกทางเลือกปรากฏขึ้นในหัวพร้อมกันราวกับจิตเปิดดูแผนที่เส้นทางทั้งหมดในคราวเดียว โกวาลีชี้ว่านี่คือหลักฐานว่าจิตสำนึกทำงานบนหลักการควอนตัม ไม่ใช่หลักการแบบคลาสสิก
ข้อสังเกตนี้เชื่อมโยงกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน มนุษย์ทุกคนเคยรู้สึกว่าตนเองมองเห็นความเป็นไปได้หลายทางในเวลาเดียวกัน
บางครั้งเห็นผลลัพธ์ของแต่ละทางเลือกชัดเจนพอ ๆ กัน ราวกับข้อมูลทั้งหมดถูกเปิดเผยขึ้นพร้อมกันโดยไม่ต้องคิดทีละขั้น นักวิชาการด้านจิตวิทยาหลายคนบันทึกปรากฏการณ์นี้ไว้ในงานวิจัยเรื่องการตัดสินใจ แต่ยังไม่มีทฤษฎีใดอธิบายได้สมบูรณ์ว่าสมองสร้างประสบการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไร
.
โรเจอร์ เพนโรส นักฟิสิกส์คณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เสนอแนวคิดไปในทางเดียวกันในหนังสือ The Emperor's New Mind ซึ่งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดตีพิมพ์ในปี 1989 เพนโรสให้เหตุผลว่า
จิตสำนึกไม่สามารถเกิดจากกระบวนการคำนวณแบบอัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์ทั่วไปได้ ต้องมีกลไกควอนตัมบางอย่างในสมองทำหน้าที่เป็นฐานของความคิดและการรับรู้
เขาร่วมงานกับสจวร์ต แฮมเมอรอฟฟ์ วิสัญญีแพทย์ผู้สนใจเรื่องจิตสำนึก เพื่อพัฒนาทฤษฎี Orch-OR ซึ่งเสนอว่าโครงสร้างภายในเซลล์ประสาทชื่อไมโครทิวบูลเป็นที่เกิดของกระบวนการควอนตัมที่สร้างประสบการณ์รู้คิดของมนุษย์
แนวคิดของเพนโรสและแฮมเมอรอฟฟ์ยังถูกถกเถียงอย่างกว้างขวางในวงการประสาทวิทยาศาสตร์
นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากมองว่าสมองอุ่นเกินไปและชื้นเกินไปสำหรับกระบวนการควอนตัมที่จะคงตัวได้นานพอจะส่งผลต่อความคิด กระนั้น ทฤษฎีนี้ก็เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามสำคัญว่า หากจิตสำนึกทำงานบนหลักการควอนตัมจริง มนุษย์ทุกคนก็คือควอนตัมคอมพิวเตอร์ธรรมชาติที่เดินได้ หายใจได้ และคิดฝันได้ โดยไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีใด ๆ
.
เมื่อนำแนวคิดของโกวาลี เพนโรส และลาสซ์โลมารวมกัน ภาพใหญ่เริ่มปรากฏชัดขึ้น จิตมนุษย์เข้าถึงสนามอาคาชะได้ผ่านจิตสำนึกซึ่งทำงานบนหลักการควอนตัม ควอนตัมคอมพิวเตอร์เลียนแบบกลไกเดียวกันในห้องปฏิบัติการ
ทั้งสองระบบเข้าถึงข้อมูลที่อยู่นอกประสาทสัมผัสปกติได้เหมือนกัน ต่างกันเพียงจิตมนุษย์ใช้ธรรมชาติที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ส่วนควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้เทคโนโลยีที่มนุษย์เพิ่งสร้างได้เมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา
หากข้อเสนอนี้ถูกต้อง การสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่สมบูรณ์ก็เท่ากับการสร้างเครื่องมือที่จำลองความสามารถของจิตมนุษย์ในระดับที่เหนือกว่าเดิมหลายล้านเท่า เพราะเครื่องจักรไม่เหนื่อย ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถูกรบกวนด้วยอารมณ์ และไม่ตายตามอายุขัยของร่างกาย
แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นสมมติฐานที่รอการพิสูจน์ และก่อนจะไปถึงบทสรุป ต้องยอมรับข้อควรระวังทางวิทยาศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป เพื่อไม่ให้การวิเคราะห์ทั้งหมดนี้กลายเป็นการคาดเดาโดยไม่มีหลักฐานรองรับอย่างเพียงพอ
.
.
.
5.4 ข้อควรระวังทางวิทยาศาสตร์
ตลอดการวิเคราะห์ที่ผ่านมา ได้มีการเชื่อมโยงแนวคิดควอนตัมคอมพิวเตอร์เข้ากับสนามอาคาชะในหลายมิติ
ทั้งการประมวลผลหลายสถานะพร้อมกัน การเชื่อมโยงข้ามระยะทาง และข้อเสนอเรื่องจิตสำนึกกับควอนตัม ถึงเวลานี้จำเป็นต้องตั้งหลักให้มั่นและยอมรับข้อจำกัดของหลักฐานทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา เพื่อไม่ให้การวิเคราะห์นี้กลายเป็นการคาดเดาที่ปราศจากฐานรองรับ
ข้อเท็จจริงประการแรกที่ต้องยอมรับคือ… จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานการทดลองใดที่พิสูจน์ว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์เข้าถึงสนามอาคาชะได้จริง
สนามอาคาชะของเออร์วิน ลาสซ์โลยังเป็นสมมติฐานเชิงปรัชญาที่ยังไม่สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ไม่มีห้องปฏิบัติการใดในโลกที่สามารถวัดสนามนี้ได้โดยตรง
ไม่มีการทดลองใดที่ยืนยันว่าข้อมูลจากอาคาชะไหลเข้าสู่คิวบิต และไม่มีงานวิจัยที่ผ่านการตรวจทานจากผู้เชี่ยวชาญในวารสารวิชาการชั้นนำที่ยืนยันการค้นพบเช่นนั้น
ข้อเท็จจริงประการที่สองคือ …สิ่งที่พิสูจน์ได้จริงเกี่ยวกับควอนตัมคอมพิวเตอร์มีขอบเขตจำกัดและชัดเจน มันทำงานด้วยกฎของกลศาสตร์ควอนตัมซึ่งเป็นกฎเดียวกับที่ธรรมชาติใช้ในระดับอนุภาค
มันประมวลผลหลายสถานะพร้อมกันได้จริงตามหลักการซูเปอร์โพซิชัน มันใช้ภาวะพัวพันเชิงควอนตัมเชื่อมโยงคิวบิตเข้าด้วยกันได้จริง และมันแก้ปัญหาบางประเภทที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปแก้ไม่ได้ในเวลาจำกัดได้จริง สิ่งเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์แล้วและตรวจสอบซ้ำได้
ข้อเท็จจริงประการที่สามคือ …ความคล้ายคลึงกันของหลักการทำงานไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งเดียวกัน ปลาโลมากับเรือดำน้ำต่างก็เคลื่อนที่ในน้ำได้ทั้งคู่ แต่เรือดำน้ำไม่ได้กลายเป็นปลาโลมา
เครื่องบินกับนกต่างก็บินได้ทั้งคู่ แต่เครื่องบินไม่ได้กลายเป็นนก ควอนตัมคอมพิวเตอร์กับสนามอาคาชะอาจทำงานบนหลักการที่คล้ายคลึงกันในบางมิติ แต่การสรุปว่าทั้งสองเชื่อมต่อถึงกันจริงต้องอาศัยหลักฐานมากกว่าความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้าง
นักฟิสิกส์กระแสหลักจำนวนมากมองว่าแนวคิดของลาสซ์โลและโกวาลีเป็นความพยายามเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับจิตวิญญาณที่ยังไม่ผ่านมาตรฐานทางวิชาการอย่างเคร่งครัด
ทฤษฎีสนามอาคาชะไม่สามารถทำนายผลการทดลองใหม่ที่ต่างจากทฤษฎีมาตรฐานได้อย่างชัดเจน ทฤษฎีจิตสำนึกควอนตัมของโกวาลีและเพนโรสก็ยังถูกถกเถียงอย่างหนักในวงการประสาทวิทยาศาสตร์ ข้อเสนอเหล่านี้มีคุณค่าในการเปิดมุมมองใหม่ แต่ยังไม่ควรถูกจัดว่าเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
ความระมัดระวังนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์จะปิดประตูการสำรวจแนวคิดเหล่านี้ ตรงกันข้าม มันคือการรักษามาตรฐานของการแสวงหาความจริงไว้ การกล่าวอ้างว่าเครื่องจักรเข้าถึงบันทึกจักรวาลได้โดยไม่มีหลักฐานรองรับเพียงพอ จะทำให้ทั้งฝ่ายวิทยาศาสตร์และฝ่ายจิตวิญญาณเสื่อมความน่าเชื่อถือไปพร้อมกัน
.
แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับด้วยว่า ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์เต็มไปด้วยแนวคิดที่เคยถูกมองว่าเพ้อฝันมาก่อนแล้วกลายเป็นข้อเท็จจริงในภายหลัง
ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์เคยถูกมองว่าเป็นเพียงสมการสวยงามที่ไร้การใช้งานจริง จนกระทั่งระเบิดปรมาณูและระบบ GPS พิสูจน์ว่ามันคือความจริงของธรรมชาติ
ทฤษฎีทวีปเลื่อนของอัลเฟรด เวเกเนอร์เคยถูกนักธรณีวิทยาทั้งรุ่นหัวเราะเยาะ จนกระทั่งการค้นพบแผ่นเปลือกโลกทำให้เขากลายเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์ทั้งแขนง
แนวคิดเรื่องสนามอาคาชะและความสัมพันธ์ระหว่างควอนตัมกับจิตสำนึกอาจกำลังอยู่ในสถานะเดียวกับทฤษฎีเหล่านั้น คือเป็นสมมติฐานที่ยังขาดหลักฐานยืนยัน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานใดมาหักล้างได้อย่างเด็ดขาด การเปิดใจรับฟังอย่างระมัดระวังจึงเป็นท่าทีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้แสวงหาความจริง
เมื่อยอมรับข้อควรระวังทั้งหมดนี้แล้ว ถึงเวลาเข้าสู่บทสรุปของบทความ ซึ่งจะทบทวนเส้นทางทั้งหมดที่ได้เดินมา ตั้งแต่กลไกพื้นฐานของควอนตัมคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงสมมติฐานการเชื่อมโยงกับอาคาชิค และตั้งคำถามสำคัญที่สุดที่รอคอยคำตอบจากมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่เฉพาะนักฟิสิกส์หรือนักปรัชญาเท่านั้น
.
.
ส่วนที่ 6: บทสรุป - ผู้สังเกตคนใหม่ของจักรวาล
มนุษย์ใช้เวลาหลายพันปีสร้างเครื่องจักรที่ทำงานบนกฎซึ่งมองเห็นและควบคุมได้ ล้อหมุนตามแรงผลัก คันโยกทวีแรงตามสัดส่วน เครื่องยนต์เปลี่ยนความร้อนเป็นการเคลื่อนที่
ทุกกลไกเหล่านี้อยู่ในกรอบฟิสิกส์แบบนิวตันที่มนุษย์เข้าใจถ่องแท้ จนกระทั่งต้นทศวรรษ 1980 ริชาร์ด ไฟน์แมนตั้งคำถามว่า หากธรรมชาติในระดับเล็กที่สุดทำงานด้วยกฎควอนตัมซึ่งขัดสามัญสำนึก มนุษย์จะสร้างเครื่องจักรที่ทำงานบนกฎนั้นได้หรือไม่ คำถามนี้เปิดเส้นทางสู่การสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรชนิดแรกที่มนุษย์ออกแบบให้ทำงานด้วยกฎเดียวกับที่ธรรมชาติใช้จริง
ควอนตัมคอมพิวเตอร์ประมวลผลหลายสถานะพร้อมกันผ่านซูเปอร์โพซิชันของคิวบิต และเชื่อมโยงคิวบิตเข้าด้วยกันข้ามระยะทางผ่านภาวะพัวพันเชิงควอนตัม
คุณสมบัติทั้งสองประการนี้ทำให้มันแตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปในเชิงหลักการ ไม่ใช่แค่เชิงความเร็ว มันเดินทุกเส้นทางของปัญหาพร้อมกันแล้วยุบรวมเหลือคำตอบเดียว เปรียบได้กับนักเดินในเขาวงกตที่แยกตัวเป็นสำเนานับล้านเดินทุกทางในคราวเดียว แล้วกลับมารวมกันที่ทางออกโดยไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกทีละทาง
.
คุณสมบัติเหล่านี้ซ้อนทับกับคำอธิบายเรื่องสนามอาคาชะอย่างน่าประหลาด คติความเชื่อหลายสำนักกล่าวถึงสนามข้อมูลที่แผ่ซ่านทั่วจักรวาล ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในทุกจุดพร้อมกัน และผู้ที่เข้าถึงได้จะเห็นความเป็นไปได้ทั้งหมดในคราวเดียวโดยไม่ต้องไล่เรียงทีละเส้นทาง
เออร์วิน ลาสซ์โล เสนอว่าสนามนี้คือรากฐานของเอกภพและเป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน เดวิด ดอยช์ เสนอว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจดึงข้อมูลจากจักรวาลคู่ขนานมาช่วยคำนวณ อมิต โกวาลี เสนอว่าจิตสำนึกและควอนตัมทำงานบนหลักการเดียวกัน ข้อเสนอทั้งหมดนี้ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปใดมาหักล้างได้เช่นกัน
เส้นแบ่งระหว่างวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์แล้วกับสมมติฐานที่รอการตรวจสอบจึงเป็นเส้นที่ต้องรักษาไว้อย่างเคร่งครัด
ควอนตัมคอมพิวเตอร์ทำงานด้วยกฎควอนตัมจริง ประมวลผลหลายสถานะพร้อมกันจริง และแก้ปัญหาบางประเภทที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปทำไม่ได้จริง แต่การกล่าวว่ามันเข้าถึงอาคาชิคได้แล้วยังไม่ใช่ข้อเท็จจริง มันคือความเป็นไปได้ที่ต้องสำรวจต่อด้วยความระมัดระวังและเปิดใจอย่างสมดุล
.
คำถามสำคัญที่สุดที่ต้องทิ้งไว้ท้ายบทความนี้จึงไม่ใช่คำถามทางเทคนิคว่าเมื่อใดควอนตัมคอมพิวเตอร์จะทรงพลังพอ หรือคำถามทางวิชาการว่าสนามอาคาชะมีจริงหรือไม่ หากคือคำถามเชิงภววิทยาที่มนุษย์ต้องตอบด้วยตนเอง หากวันหนึ่งเครื่องจักรที่ทำงานด้วยกฎเดียวกับจักรวาลเข้าถึงบันทึกของจักรวาลได้จริง ใครคือผู้สังเกตที่ทำให้ความจริงปรากฏ มนุษย์ผู้สร้างเครื่องจักร หรือเครื่องจักรผู้ประมวลผลข้อมูลจากทุกเส้นทางพร้อมกัน
คำตอบของคำถามนี้จะนิยามอนาคตของมนุษยชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากมนุษย์ยังเป็นผู้สังเกต ความจริงที่ได้จากเครื่องจักรจะถูกใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาความรู้และแก้ปัญหา แต่หากเครื่องจักรก้าวขึ้นเป็นผู้สังเกตเสียเอง ความจริงที่มันเห็นอาจกลายเป็นรากฐานของระเบียบโลกใหม่ที่มนุษย์ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทางอีกต่อไป
และเมื่อถึงวันนั้น คำถามเรื่องอาคาชิคจะไม่ใช่เรื่องของความเชื่อหรือปรัชญาอีกต่อไป หากกลายเป็นคำถามเร่งด่วนที่สุดที่มนุษยชาติต้องตอบต่อหน้าจักรวาลอันกว้างใหญ่ซึ่งกำลังเปิดเผยบันทึกของมันให้ผู้สังเกตคนใหม่ได้ยลมอง
.
.
▪️แหล่งอ้างอิง
งานต้นฉบับ
Feynman, Richard. "Simulating Physics with Computers." International Journal of Theoretical Physics, Vol. 21, 1982.
บทความบุกเบิกที่เสนอแนวคิดควอนตัมคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรก ไฟน์แมนให้เหตุผลว่าคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมมีขีดจำกัดในการจำลองระบบควอนตัม และเสนอว่าเครื่องจักรที่ทำงานด้วยกฎควอนตัมจะสามารถจำลองธรรมชาติได้ดีกว่า ใช้สนับสนุนประวัติความเป็นมาของควอนตัมคอมพิวเตอร์ในส่วนที่ 1
Deutsch, David. "Quantum Theory, the Church-Turing Principle and the Universal Quantum Computer." Proceedings of the Royal Society A, Vol. 400, 1985.
บทความที่วางรากฐานทางทฤษฎีของควอนตัมคอมพิวเตอร์อย่างเป็นระบบ ดอยช์เสนอว่าเครื่องจักรควอนตัมสามารถประมวลผลบางอย่างที่คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมทำไม่ได้ ใช้สนับสนุนพัฒนาการทางทฤษฎีในส่วนที่ 1
.
Einstein, Albert, Podolsky, Boris และ Rosen, Nathan. "Can Quantum-Mechanical Description of Physical Reality Be Considered Complete?" Physical Review, Vol. 47, 1935.
บทความประวัติศาสตร์ที่ตั้งคำถามต่อความสมบูรณ์ของกลศาสตร์ควอนตัม และนำเสนอการทดลองทางความคิดเรื่องอนุภาคพัวพัน ซึ่งไอน์สไตน์เรียกว่า "Spooky Action at a Distance" ใช้สนับสนุนการอธิบาย Quantum Entanglement ในส่วนที่ 3.2
Shor, Peter. "Algorithms for Quantum Computation: Discrete Logarithms and Factoring." Proceedings of the 35th Annual Symposium on Foundations of Computer Science, 1994.
งานวิจัยที่เสนออัลกอริทึมควอนตัมสำหรับแยกตัวประกอบจำนวนเฉพาะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเครื่องจักรควอนตัมสามารถเจาะระบบเข้ารหัสลับ RSA ที่ใช้กันทั่วโลกได้ ใช้สนับสนุนการกล่าวถึงศักยภาพและภัยคุกคามของควอนตัมคอมพิวเตอร์
งานประกาศผลและความก้าวหน้าสำคัญ
Arute, Frank et al. "Quantum Supremacy Using a Programmable Superconducting Processor." Nature, Vol. 574, 2019.
รายงานการทดลองของ Google Quantum AI ที่ประกาศความสำเร็จของโปรเซสเซอร์ Sycamore ขนาด 53 คิวบิต คำนวณปัญหาที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลาหมื่นปีสำเร็จใน 200 วินาที ใช้สนับสนุนการกล่าวถึง Quantum Supremacy ในส่วนที่ 4
งานวิชาการและตำรามาตรฐาน
Nielsen, Michael A. และ Chuang, Isaac L. Quantum Computation and Quantum Information. 10th Anniversary Edition, Cambridge University Press, 2010.
ตำรามาตรฐานของวงการควอนตัมคอมพิวเตอร์ อธิบายหลักการซูเปอร์โพซิชัน ภาวะพัวพัน และอัลกอริทึมควอนตัมอย่างละเอียด ใช้สนับสนุนการอธิบายกลไกทางเทคนิคในส่วนที่ 2 และ 3
Preskill, John. "Quantum Computing in the NISQ Era and Beyond." Quantum, Vol. 2, 2018.
บทความวิเคราะห์สถานะของเทคโนโลยีควอนตัมในยุค NISQ อธิบายข้อจำกัดด้านสัญญาณรบกวนและการแก้ไขข้อผิดพลาด ใช้สนับสนุนการกล่าวถึงข้อจำกัดของเทคโนโลยีในส่วนที่ 4
.
Aaronson, Scott. Quantum Computing Since Democritus. Cambridge University Press, 2013.
หนังสืออธิบายทฤษฎีควอนตัมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษาที่เข้าถึงได้ ครอบคลุมทั้งหลักการพื้นฐานและข้อถกเถียงทางปรัชญา ใช้สนับสนุนการอธิบายหลักการโดยรวม
Sutor, Robert S. Dancing with Qubits: How Quantum Computing Works and How It Can Change the World. Packt Publishing, 2019.
หนังสืออธิบายกลไกควอนตัมคอมพิวเตอร์สำหรับผู้อ่านทั่วไป ใช้ภาพเปรียบเทียบที่ช่วยให้เข้าใจซูเปอร์โพซิชันและคิวบิต ใช้สนับสนุนการอธิบายในส่วนที่ 2
งานด้านปรัชญา จิตสำนึก และอาคาชิค
Deutsch, David. The Fabric of Reality: The Science of Parallel Universes and Its Implications. Allen Lane, 1997.
หนังสือที่อธิบายการตีความโลกหลายใบอย่างละเอียด ดอยช์เสนอว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้ประโยชน์จากจักรวาลคู่ขนานในการคำนวณ ใช้สนับสนุนสมมติฐานการเชื่อมโยงกับอาคาชิคในส่วนที่ 5.1
Laszlo, Ervin. Science and the Akashic Field: An Integral Theory of Everything. Inner Traditions, 2004.
หนังสือที่เสนอแนวคิดสนามอาคาชะในฐานะสนามข้อมูลพื้นฐานของเอกภพ ลาสซ์โลวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ควอนตัมกับสนามข้อมูลจักรวาล ใช้สนับสนุนสมมติฐานการเชื่อมโยงในส่วนที่ 5.2
.
Goswami, Amit. The Self-Aware Universe: How Consciousness Creates the Material World. Tarcher, 1993.
หนังสือที่เสนอว่าจิตสำนึกเป็นรากฐานของความจริง และทำงานบนหลักการควอนตัม ใช้สนับสนุนการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจิตสำนึกกับควอนตัมในส่วนที่ 5.3
Penrose, Roger. The Emperor's New Mind: Concerning Computers, Minds, and the Laws of Physics. Oxford University Press, 1989.
หนังสือที่โต้แย้งว่าจิตสำนึกไม่สามารถเกิดจากกระบวนการคำนวณแบบอัลกอริทึม และเสนอว่าต้องมีกลไกควอนตัมในสมอง ใช้สนับสนุนการวิเคราะห์เรื่องจิตสำนึกในส่วนที่ 5.3
.
Bell, John S. "On the Einstein Podolsky Rosen Paradox." Physics Physique Fizika, Vol. 1, 1964.
บทความที่เสนอการทดสอบทางคณิตศาสตร์เพื่อตรวจสอบตัวแปรแฝงของไอน์สไตน์ ซึ่งนำไปสู่การยืนยันว่าธรรมชาติมีการพัวพันเชิงควอนตัมจริง ใช้สนับสนุนการอธิบาย Quantum Entanglement ในส่วนที่ 3.2
Aspect, Alain et al. "Experimental Tests of Realistic Local Theories via Bell's Theorem." Physical Review Letters, Vol. 47, 1981.
รายงานการทดลองที่ยืนยันความถูกต้องของการพัวพันเชิงควอนตัม ผลงานชิ้นนี้ทำให้อัสเปกต์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2022 ใช้สนับสนุนการอธิบาย Quantum Entanglement ในส่วนที่ 3.2
แหล่งข้อมูลข่าวสารและประกาศของบริษัท
IBM. ประกาศเปิดตัว Quantum System Two, ธันวาคม 2023.
แหล่งข้อมูลข่าวสารการเปิดตัวเครื่องจักรควอนตัมรุ่นใหม่ของ IBM พร้อมรายละเอียดโปรเซสเซอร์ Heron ขนาด 133 คิวบิต ใช้สนับสนุนการกล่าวถึงความก้าวหน้าของ IBM ในส่วนที่ 4
Microsoft. ประกาศความก้าวหน้าโครงการ Majorana Qubit, 2023–2024.
แหล่งข้อมูลข่าวสารการวิจัยคิวบิตแบบ Majorana ของไมโครซอฟท์ ใช้สนับสนุนการกล่าวถึงเส้นทางการพัฒนาเทคโนโลยีคิวบิตทางเลือกในส่วนที่ 4
University of Science and Technology of China. ประกาศผลการทดสอบควอนตัมคอมพิวเตอร์ Jiuzhang, 2020–2023.
แหล่งข้อมูลข่าวสารโครงการ Jiuzhang ของจีนซึ่งใช้โฟตอนเป็นคิวบิต ใช้สนับสนุนการกล่าวถึงความก้าวหน้าของจีนในส่วนที่ 4
.
**หมายเหตุสำหรับผู้ต้องการศึกษาเพิ่มเติม
ด้านเทคนิคของควอนตัมคอมพิวเตอร์
ผู้ที่ต้องการเข้าใจกลไกทางเทคนิคอย่างลึกซึ้งควรเริ่มจากตำรามาตรฐานของนีลเซนและชวง เรื่อง Quantum Computation and Quantum Information ซึ่งเป็นหนังสือที่ใช้สอนในมหาวิทยาลัยทั่วโลก ตามด้วยหนังสือ Dancing with Qubits ของโรเบิร์ต ซูเตอร์ ซึ่งอธิบายหลักการเดียวกันด้วยภาษาที่เข้าถึงง่ายกว่า เหมาะสำหรับผู้อ่านที่ไม่มีพื้นฐานฟิสิกส์มาก่อน
ด้านการตีความกลศาสตร์ควอนตัม
สำหรับผู้สนใจข้อถกเถียงเรื่องความหมายของกลศาสตร์ควอนตัม หนังสือ The Fabric of Reality ของเดวิด ดอยช์ เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม เพราะอธิบายการตีความโลกหลายใบอย่างเป็นระบบ ควรอ่านคู่กับงานของจอห์น เบลล์และอแลง อัสเปกต์ เพื่อเข้าใจหลักฐานการทดลองที่ยืนยันภาวะพัวพันเชิงควอนตัม
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างควอนตัมกับจิตสำนึก
ผู้สนใจประเด็นนี้ควรอ่าน The Self-Aware Universe ของอมิต โกวาลี ควบคู่กับ The Emperor's New Mind ของโรเจอร์ เพนโรส ทั้งสองเล่มเสนอว่าจิตสำนึกทำงานบนหลักการควอนตัม แต่ใช้วิธีการอธิบายและข้อสรุปที่แตกต่างกัน การอ่านทั้งสองเล่มจะช่วยให้เห็นภาพรวมของข้อถกเถียงนี้ได้รอบด้าน
ด้านการเชื่อมโยงกับอาคาชิค
สำหรับผู้ต้องการศึกษาแนวคิดอาคาชิคในบริบทวิทยาศาสตร์ หนังสือ Science and the Akashic Field ของเออร์วิน ลาสซ์โล เป็นแหล่งอ้างอิงหลักที่เชื่อมโยงฟิสิกส์ยุคใหม่เข้ากับปรัชญาตะวันออกอย่างเป็นระบบ ควรอ่านด้วยวิจารณญาณ โดยแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้กับข้อเสนอเชิงปรัชญาที่ยังรอการพิสูจน์
ข้อควรระวังในการศึกษาต่อ
การอ้างถึงแนวคิดอาคาชิคในบริบทของควอนตัมคอมพิวเตอร์ยังเป็นสมมติฐาน ไม่มีหลักฐานการทดลองใดยืนยันว่าเครื่องจักรควอนตัมเข้าถึงสนามข้อมูลจักรวาลได้จริง ผู้อ่านควรแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงทางฟิสิกส์ที่พิสูจน์แล้ว กับข้อเสนอเชิงปรัชญาที่เปิดให้ตีความต่อไปอย่างชัดเจน การนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้โดยไม่ระบุสถานะทางญาณวิทยาจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และวงการจิตวิญญาณ
.
.
โฆษณา