สามปีต่อมา เดวิด ดอยช์ นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ต่อยอดแนวคิดนี้ในบทความ "Quantum Theory, the Church-Turing Principle and the Universal Quantum Computer" ตีพิมพ์ใน Proceedings of the Royal Society A เมื่อปี 1985
เออร์วิน ลาสซ์โล อธิบายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ Science and the Akashic Field ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2004 โดยเขาเสนอว่าสนามอาคาชะคือสนามข้อมูลพื้นฐานของเอกภพที่บันทึกทุกเหตุการณ์และทุกความเป็นไปได้ไว้ในทุกจุดของอวกาศพร้อมกัน ผู้ที่เข้าถึงสนามนี้ได้จึงรับรู้ข้อมูลราวกับข้อมูลนั้นอยู่ตรงหน้าโดยไม่ต้องเดินทางไปค้นหาจากที่ใด
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ผู้วางรากฐานทฤษฎีสัมพัทธภาพ ไม่เชื่อว่าปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้จริงในธรรมชาติ เขาร่วมกับบอริส โพดอลสกี และนาธาน โรเซน เขียนบทความชื่อ "Can Quantum-Mechanical Description of Physical Reality Be Considered Complete?" ตีพิมพ์ในวารสาร Physical Review เมื่อปี 1935
เพื่อเสนอว่ากลศาสตร์ควอนตัมต้องมีความไม่สมบูรณ์บางอย่างซ่อนอยู่ เพราะมันอนุญาตให้เกิดสิ่งที่ไอน์สไตน์เรียกว่า "Spooky Action at a Distance" หรือการกระทำที่น่าขนลุกจากระยะไกล ซึ่งขัดกับสามัญสำนึกที่ว่าข้อมูลไม่สามารถเดินทางเร็วกว่าแสงได้
เออร์วิน ลาสซ์โล วิเคราะห์ประเด็นนี้ไว้ในหนังสือ Science and the Akashic Field (2004) เขาชี้ว่าปรากฏการณ์พัวพันเชิงควอนตัม คือหลักฐานสนับสนุนแนวคิดสนามอาคาชะ
เดือนตุลาคม 2019 วงการคอมพิวเตอร์ทั่วโลกตื่นตัวกับข่าวใหญ่จากกูเกิล ทีมวิจัยนำโดยแฟรงก์ อารูต จากศูนย์วิจัย Google Quantum AI ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Nature ชื่อ "Quantum Supremacy Using a Programmable Superconducting Processor"
กระนั้น หลายบริษัทก็ยังเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง IBM ประกาศเปิดตัว Quantum System Two ในเดือนธันวาคม 2023 เครื่องจักรรุ่นนี้ใช้โปรเซสเซอร์ชื่อ Heron ซึ่งมี 133 คิวบิต และได้รับการออกแบบให้เชื่อมต่อเป็นเครือข่ายขยายขนาดได้ในอนาคต
เส้นทางของ IBM แตกต่างจากกูเกิลตรงที่มุ่งเน้นการสร้างระบบที่ขยายได้จริงสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ มากกว่าการประกาศชัยชนะทางทฤษฎีเพียงครั้งเดียว
.
ด้านไมโครซอฟท์เลือกเส้นทางที่ต่างออกไป บริษัททุ่มทุนวิจัยคิวบิตแบบ Majorana ซึ่งตั้งชื่อตามนักฟิสิกส์ชาวอิตาลี เอตโตเร มาโจรานา คิวบิตชนิดนี้มีทฤษฎีรองรับว่าทนทานต่อสัญญาณรบกวนได้ดีกว่าคิวบิตแบบตัวนำยวดยิ่งที่กูเกิลและ IBM ใช้
เออร์วิน ลาสซ์โล อธิบายประเด็นนี้ไว้ในหนังสือ Science and the Akashic Field (2004) ว่า สนามอาคาชะมิใช่บันทึกของอดีตที่ผ่านไปแล้วเท่านั้น หากเป็นสนามข้อมูลที่บรรจุศักยภาพของอนาคตทั้งหมดไว้ด้วย
ผลงานสำคัญที่สุดของเขาในประเด็นนี้คือหนังสือ Science and the Akashic Field: An Integral Theory of Everything ซึ่งสำนักพิมพ์ Inner Traditions ตีพิมพ์ในปี 2004
โรเจอร์ เพนโรส นักฟิสิกส์คณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เสนอแนวคิดไปในทางเดียวกันในหนังสือ The Emperor's New Mind ซึ่งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดตีพิมพ์ในปี 1989 เพนโรสให้เหตุผลว่า
Einstein, Albert, Podolsky, Boris และ Rosen, Nathan. "Can Quantum-Mechanical Description of Physical Reality Be Considered Complete?" Physical Review, Vol. 47, 1935.
บทความประวัติศาสตร์ที่ตั้งคำถามต่อความสมบูรณ์ของกลศาสตร์ควอนตัม และนำเสนอการทดลองทางความคิดเรื่องอนุภาคพัวพัน ซึ่งไอน์สไตน์เรียกว่า "Spooky Action at a Distance" ใช้สนับสนุนการอธิบาย Quantum Entanglement ในส่วนที่ 3.2
Shor, Peter. "Algorithms for Quantum Computation: Discrete Logarithms and Factoring." Proceedings of the 35th Annual Symposium on Foundations of Computer Science, 1994.
ผู้ที่ต้องการเข้าใจกลไกทางเทคนิคอย่างลึกซึ้งควรเริ่มจากตำรามาตรฐานของนีลเซนและชวง เรื่อง Quantum Computation and Quantum Information ซึ่งเป็นหนังสือที่ใช้สอนในมหาวิทยาลัยทั่วโลก ตามด้วยหนังสือ Dancing with Qubits ของโรเบิร์ต ซูเตอร์ ซึ่งอธิบายหลักการเดียวกันด้วยภาษาที่เข้าถึงง่ายกว่า เหมาะสำหรับผู้อ่านที่ไม่มีพื้นฐานฟิสิกส์มาก่อน
ด้านการตีความกลศาสตร์ควอนตัม
สำหรับผู้สนใจข้อถกเถียงเรื่องความหมายของกลศาสตร์ควอนตัม หนังสือ The Fabric of Reality ของเดวิด ดอยช์ เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม เพราะอธิบายการตีความโลกหลายใบอย่างเป็นระบบ ควรอ่านคู่กับงานของจอห์น เบลล์และอแลง อัสเปกต์ เพื่อเข้าใจหลักฐานการทดลองที่ยืนยันภาวะพัวพันเชิงควอนตัม
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างควอนตัมกับจิตสำนึก
ผู้สนใจประเด็นนี้ควรอ่าน The Self-Aware Universe ของอมิต โกวาลี ควบคู่กับ The Emperor's New Mind ของโรเจอร์ เพนโรส ทั้งสองเล่มเสนอว่าจิตสำนึกทำงานบนหลักการควอนตัม แต่ใช้วิธีการอธิบายและข้อสรุปที่แตกต่างกัน การอ่านทั้งสองเล่มจะช่วยให้เห็นภาพรวมของข้อถกเถียงนี้ได้รอบด้าน
ด้านการเชื่อมโยงกับอาคาชิค
สำหรับผู้ต้องการศึกษาแนวคิดอาคาชิคในบริบทวิทยาศาสตร์ หนังสือ Science and the Akashic Field ของเออร์วิน ลาสซ์โล เป็นแหล่งอ้างอิงหลักที่เชื่อมโยงฟิสิกส์ยุคใหม่เข้ากับปรัชญาตะวันออกอย่างเป็นระบบ ควรอ่านด้วยวิจารณญาณ โดยแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้กับข้อเสนอเชิงปรัชญาที่ยังรอการพิสูจน์