29 ส.ค. เวลา 14:03 • ข่าว

บทวิเคราะห์เชิงวิชาการ: ลักษณะการก่อเหตุอย่างต่อเนื่องของกลุ่มบีอาร์เอ็นจนถึงคืนวันที่ 29 สิงหาคม 2569 – การแสดงศักยภาพเชิงสัญลักษณ์ภายหลังการตอบโต้เป้าหมายของแกนนำ

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม 2569 จนถึงเหตุการณ์ระเบิด ณ ห้างโกลบอลเฮ้าส์ สาขาจังหวัดปัตตานี ในคืนวันที่ 29 สิงหาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงรูปแบบปฏิบัติการที่มีลักษณะเป็นการแสดงศักยภาพอย่างเป็นระบบ มากกว่าการมุ่งสร้างความสูญเสียต่อชีวิตประชาชนโดยตรง
เหตุการณ์ล่าสุด ซึ่งกลุ่มผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยาวบุกเข้าพื้นที่ห้างวัสดุก่อสร้าง ไล่พนักงานและประชาชนออกจากสถานที่ก่อนเกิดระเบิดจำนวน 3 ลูก โดยเบื้องต้นไม่ปรากฏผู้ได้รับบาดเจ็บ สอดคล้องกับรูปแบบปฏิบัติการในช่วงวันที่ 22–24 สิงหาคม 2569 ที่มีการก่อเหตุพร้อมกันหลายสิบจุด ครอบคลุมการลอบวางเพลิง การเผายางรถยนต์ การทำลายโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ และการบุกเข้าสถานประกอบการเชิงพาณิชย์ ลักษณะดังกล่าวมิใช่การปฏิบัติการแบบสุ่ม แต่เป็นการส่งสัญญาณ
เชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน
บริบทภายหลังการเปลี่ยนผ่านแกนนำและการตอบโต้เป้าหมาย
ในช่วงต้นถึงกลางปี 2569 กลุ่มบีอาร์เอ็นได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างแกนนำสู่ชุดรุ่นใหม่ แหล่งข่าวด้านความมั่นคงและนักวิเคราะห์หลายฝ่ายประเมินว่าปฏิบัติการขนาดใหญ่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ถือเป็นคำสั่งปฏิบัติการแรกของแกนนำชุดนี้ เพื่อประกาศตัวตนและพิสูจน์ขีดความสามารถในการควบคุมพื้นที่ รวมถึงการประสานงานปฏิบัติการพร้อมกันในหลายจังหวัด
ก่อนหน้านี้ ในเดือนกรกฎาคม 2569 กองเลขาธิการการเจรจาสันติภาพของกลุ่มบีอาร์เอ็นได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากกระบวนการสันติภาพที่ขาดความคืบหน้า กลุ่มได้ยืนยันเป้าหมายในการโจมตี “กองกำลังติดอาวุธของรัฐและโครงการทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่ออัตลักษณ์และวิถีชีวิต” พร้อมระบุว่าการเจรจาทางการเมืองยังคงเป็นแนวทางหลัก แต่ต้องนำไปสู่ทางออกที่มีศักดิ์ศรี
การก่อเหตุอย่างต่อเนื่องภายหลังแถลงการณ์ดังกล่าว จึงสามารถตีความได้ว่าเป็นการตอบโต้เป้าหมายในสองมิติหลัก ดังนี้
1. การแสดงศักยภาพเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง
การเลือกเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสัญลักษณ์ของรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการสังหารพลเรือนจำนวนมาก เป็นการสื่อสารว่ากลุ่มยังคงสามารถปฏิบัติการได้อย่างเป็นระบบและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันจากฝ่ายความมั่นคง การแสดงขีดความสามารถในการปฏิบัติการพร้อมกันหลายจุดช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมภายในองค์กร และสร้างภาพลักษณ์ว่ายังมีอำนาจต่อรองก่อนการพูดคุยในรอบถัดไป
2. การสร้างแรงกดดันต่อกระบวนการพูดคุยในห้วงปัจจุบัน
กระบวนการสันติสุขถูกเลื่อนและปรับเปลี่ยนกำหนดการหลายครั้งในปี 2569 อันเนื่องมาจากเหตุรุนแรง ฝ่ายไทยเคยกำหนดเงื่อนไขให้กลุ่มบีอาร์เอ็นชี้แจงเหตุการณ์ก่อนการเดินหน้าต่อไป ขณะที่ฝ่ายบีอาร์เอ็นมองว่าความล่าช้าของกระบวนการเป็นสาเหตุของความตึงเครียด การก่อเหตุอย่างต่อเนื่องจึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลต้องเร่งตอบสนองและยกระดับการหารือไปสู่
ประเด็นทางการเมืองที่กลุ่มมุ่งหวัง มากกว่าการพูดคุยในระดับเทคนิคเพียงอย่างเดียว
ลักษณะของการแสดงศักยภาพที่มีความต่อเนื่อง
ข้อสังเกตที่สำคัญคือความต่อเนื่องของปฏิบัติการภายหลังปฏิบัติการขนาดใหญ่ในช่วงวันที่ 22–24 สิงหาคม 2569 ซึ่งมิได้ยุติลงทันที แต่ยังมีเหตุการณ์ย่อยเกิดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงคืนวันที่ 29 สิงหาคม รูปแบบดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามในการรักษาโมเมนตัม เพื่อมิให้ภาพลักษณ์ของการ “เปิดตัวแล้วหายไป” เกิดขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการทดสอบปฏิกิริยาของฝ่ายรัฐและการตอบสนองของสังคมในพื้นที่
นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่แกนนำรุ่นใหม่อาจนำมาซึ่งความต้องการพิสูจน์ตัวเองต่อสมาชิกระดับปฏิบัติการและมวลชนผู้สนับสนุน การก่อเหตุที่มีลักษณะแสดงศักยภาพมากกว่าการสังหารหมู่ จึงเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมในห้วงนี้ เนื่องจากลดความเสี่ยงต่อการถูกประณามในระดับสากล ขณะที่ยังสามารถสร้างแรงกดดันทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อสังเกตและผลกระทบ
แม้รูปแบบการก่อเหตุจะมุ่งเน้นการแสดงศักยภาพและการสร้างแรงกดดันมากกว่าการสร้างความสูญเสียสูงสุด แต่ผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ยังคงรุนแรง ทั้งในด้านความหวาดกลัว ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และบรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา ขณะเดียวกัน ฝ่ายรัฐก็ถูกผลักดันให้ต้องตอบสนองทั้งในมิติความมั่นคงและการเมืองพร้อมกัน
การที่เหตุการณ์ยังดำเนินต่อเนื่องจนถึงคืนนี้ สะท้อนว่ากลุ่มบีอาร์เอ็นในห้วงปัจจุบันเลือกใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือสื่อสารหลัก เพื่อย้ำถึงเป้าหมายที่แกนนำได้ตอบโต้ไว้ก่อนหน้า และเพื่อรักษาแรงกดดันให้อยู่ในระดับที่สูงพอที่จะส่งผลต่อการเจรจาในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตาม การใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือต่อรองย่อมมีต้นทุนสูง ทั้งต่อประชาชนในพื้นที่และความน่าเชื่อถือของกระบวนการสันติภาพในระยะยาว คำถามสำคัญจึงมิได้อยู่ที่ว่ากลุ่มสามารถก่อเหตุอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่ แต่จะอยู่ที่ว่าการแสดงศักยภาพเช่นนี้จะนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งอย่างยั่งยืน หรือเพียงแต่ยืดเยื้อวัฏจักรของความรุนแรงต่อไปเท่านั้น
โฆษณา