Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
อยากสรุป
•
ติดตาม
6 ชั่วโมงที่แล้ว • หนังสือ
21 ข้อจากหนังสือ The red book of manifest
วาจาประกาศิต
วาจาประกาศิต หรือ Affirmation
เป็นส่วนหนึ่งของการ Manifest
เป็นการประกาศเจตจำนงถึงชีวิตที่เราอยากสร้าง ชีวิตที่เราอยากจะเป็น
แต่หากเป็นการท้องเฉยๆไม่ได้รู้สึกอะไรตาม ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร
ซึ่งเทคนิคการ Affirmation จะเป็นอย่างไร ผมสรุปจากหนังสือเล่มนี้ไว้แล้วคร้บ
[1] การใช้วาจาประกาศิต ไม่ใช่การหลอกตัวเอง
แต่คือการหลอกสมองอย่างมีกลยุทธ์ต่างหาก
[2] คำพูดของเรา 15 นาที ไม่อาจกำหนดอีก 23 ชั่วโมงที่เหลือได้
ต่อให้เราพูดประโยคที่ดีมากแค่ไหนวันละ 15 นาที
แต่อีก 23 ชั่วโมงที่เหลือ เราคิดแต่เรื่องแง่ลบ อย่างไรมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร
วิธีแก้คือ เมือ่เรารู้ตัวว่าเราคิดในแง่ลบ ให้รีบปิดสวิตซ์ความคิดนั้นให้เร็วที่สุด
[3] ปัญหาในมุมมองของเรามักใหญ่เสมอ
วิธีการแก้คือ การออกมาเป็นผู้ชม
สมองของเราป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้น ขอบใจนะ แต่เราขอเป็นคนกำหนดเรื่องราวขึ้นมาเอง
[4] เลิกทำตัวเป็นเหยื่อ เลิกบ่น เลิกใช้ความทุกข์เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนคสามสงสารจากคนอื่น
แล้วสุดท้าย สิ่งไม่ดีนั้นมันจะออกจากเราไปเอง หรือเราจะออกจากจุดนั้นได้เอง
[5] จงอนุญาตให้ตัวเองเปล่งประกาย โดยไม่ต้องรู้สึกผิดกับคนอื่น
เราสามารถรับฟัง เป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนให้ครอบครัวได้โดนไม่ต้องรู้สึกผิด
เพราะเราสมควรได้รับมันครับ
[6] หยุดเอาคัวเองไปผูกคุณค่ากับสิ่งที่เราทำ เช่น
เราจะมีความสุขได้เมื่อเราทำอะไรบางอย่างสำเร็จ เราคู่ควรกับความรักเมื่อเรารวยกว่านี้
เพราะจักรวาลจะผลักสิ่งดีๆออกไปจากตัวเราเอง เพราะเราตั้งเงื่อนไขไว้แบบนั้น
สิ่งที่เราทำได้ คือ การฝึกรับคำชมจากผู้อื่น นี่เป็นการฝึกมองเห็นคุณค่าของตัวเองได้ดีมาก
และยิ่งเรามองเห็นคุณค่ามากขึ้นเท่าไหร่ เราจะยิ่งดึงดูดสิ่งดีๆมาหาเราเท่านั้น
[7] กฎเหล็ก 3 ข้อของ วาจาประกาศิต
1 ระบุความปรารถนาให้ชัดเจน
เพราะสมองของเรามีข้อมูลมากมายมหาศาลเข้ามาในแต่ละวัน
ดังนั้นอะไรที่ไม่ชัดเจน ไม่มีรายละเอียด มันจะไม่ได้มองว่ามีความสำคัญและปล่อยให้มันลืมไป
เช่น ไม่ใช่เพียงระบุว่าเราอยากได้รถ แต่จงบอกรายละเอียดเพิ่มเติมด้วย
รถมินิคูปเปอร์เอส สีแดง สามประตู
2 ใช้คำที่จดจำได้ง่าย
เพราะคำพูดที่จำง่ายมันจะซึมลึกและจำได้ง่ายกว่า เมื่อเราพูดซ้ำได้มาก ประโยคเหล่านั้นก็เป็นจริงได้ง่ายครับ
3 เปลี่ยนที่เรา ไม่ใช่คนอื่น
เช่น ขอให้เจ้านายเมตตา ควรเปลี่ยนเป็น เราเป็นคนที่มีคุณค่าและดึงดูดแต่คนที่มีเมตตาเข้า
เมื่อพลังงานที่ส่งออกไปเปลี่ยนไป มันจะส่งผลต่อคนที่เข้ามาหาด้วย และดึงดูดคนพลังงานแบบใหม่เข้ามาแทน
[8] เขียนบทขีวิตหรือสิ่งที่อยากได้ให้สมจริงที่สุด
เพื่อร้อยเรียงถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกมากกว่า
เช่น ฉันมีเงินใช้เดือนละ 1 ล้านบาท เปลี่ยนเป็น
ฉันมีเงินใช้เดือนละ 1 ล้านบาท ฉันรู้สึกเบาสบาย อุ่นใจและเป็นอิสระ เพราะฉันรู้ว่าฉันสามารถใช้เงินนั้นดูแลตัวเองและคนที่รักได้เป็นอย่างดี
[9] จิตลิขิต คือ การ เป็น ไม่ใช่การขอ
มันคือการตั้งความถี่ของตัวเองให้สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการ และใช้ชีวิตในคลื่นความถี่นั้น
ราวกับว่าเราได้สิ่งนั้นมาแล้ว
[10] วาจาประกาศิตห้ามใช้คำเหล่านี้เด็ดขาด เพราะมันแสดงถึงความขาดแคลน แสดงว่าเรายังไม่ได้รับมาในตอนนี้
นั่นคือ ‘จะ‘ และ ‘อยาก‘
[11] ทุกคนรู้สึกเคยเก่งไม่พอกันบ้างไหม
สิ่งนี้สามารถแก้ได้โดยวิธี Mirror work
วิธีเรียบง่ายมาก สามารถเริ่มได้จากการไปยืนหน้ากระจก สบตาตัวเอง เปิดใจรับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด ความกลัวที่อยู่ในใจมาอย่างยาวนาน จากนั้นพูดคุยกับตัวเองอย่างอ่อนโยน ราวกับเรากำลังปลอบคนที่เรารักที่สุด
ทำแบบนี้ทุกเช้าเย็น ทำไปเรื่อยๆจนกว่าความรู้สึกที่เป็นตัวปลอมของเรา ความรู้สึกไม่เก่งหายไป
[12] เปลี่ยนวิธีการตั้งคำถามของเราให้เป็นการตั้งคำถามเชิงบวกมากขึ้น เพื่อปรับพลังงานของเราให้ตรงกับ ‘ได้รับแล้ว‘ โดยอัตโนมัติ
เช่น ทำไมไม่มีใครรักฉันเลย เป็น
ทำไมฉันไปไหนก็มีแต่คนใจดีคอยช่วยเหลือเรา
[13] ค้นหาความถี่หลักของชีวิต
ลองตั้งคำถามกับตัวเองดู ว่ามีอะไรที่เรายึดมั่น หรือคุณค่าที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา
เขียนมันออกมา และนำมาอ่านตอนตัดสินใจเรื่องสำคัญทุกครั้ง เช่น
เราเป็นคนที่รักการเรียนรู้ เราให้ความสำคัญกับครอบครัว เราสร้างคุณค่าผ่านงานที่เราทำ เป็นต้น
[14] ขยับตัวขณะทำวาจาประกาศิต เพื่อให้จักรวาล ร่างกายได้เห็นว่า เรากำลังทำบางอย่างตามที่เราพูดจริงๆ
ร่างกายและถ้อยคำ มันไปในทางเดียวกัน และนี่แหละคือทิศทางใหม่ของเรา
[15] ในหนังสือเล่มนี้มีตัวอย่างการใช้คำวาจาประกาศิตมากมาย
แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ดีกว่าคือ วาจาประกาศิตที่เป็นของเราเอง คิดเอง ออกมาจากคุณค่า สิ่งที่เราอยากทำ อยากเป็นเอง
เพราะไม่มีใครรู้ความต้องการของเรามากเท่าตัวเราเอง
[16] ความรู้สึกขอบคุณต่างหากที่นำพาเราไปสู่ความสุข ไม่ใช่ความสุขนำไปสู่การขอบคุณ
[17] แม้ชีวิตไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง เราก็ควรขอบคุณสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น
1 ขอบคุณบทเรียนที่ชีวิตมอบให้
เพราะทุกความล้มเหลว มันซ่อนบทเรียนที่มีค่าไว้เสมอ
มันคือครูที่ช่วยให้เราเติบโต
2 ขอบคุณสิ่งที่มีอยู่
เมื่อเราผิดหวัง เราจะโฟกัสกับสิ่งที่เราขาดมากเกินไป
จนลืมในสิ่งที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะร่างกายที่แข็งแรง คนที่เรารัก เป็นต้น
3 ขอบคุณความกล้าหาญของตัวเอง
จงขอบคุณตัวเองที่ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆมาจนถึงปัจจุบันได้
เมื่อเราขอบคุณตัวเองได้แม้ในวันที่อะไรๆก็ไม่เข้าทาง นั่นแหละคือการกำหนดโลกภายในของเรา
โดยไม่ต้องสนใจเสียงภายนอกอีกต่อไป
[18] สิ่งที่เป็นของเราจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องไปวิ่งไล่ตามมัน เพราะอย่างไรมันก็เป็นของเราอยู่แล้ว
และของที่ควรเป็นของเรา จักรวาลจะจัดสรรมาให้เราเอง
[19]การพูดขอบคุณ หากมันเพียงเพื่อก้าวไปสู่ข้างหน้าที่เป้าหมายใหญ่กว่า
การขอบคุณด้วยการหวังสิ่งตอบแทน แบบนั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของความขาดแคลน
[20] บางครั้งที่เราไม่รู้จะขอบคุณอะไรชีวิต มันเป็นเพราะเราไม่เคยหยุดมองชีวิตต่างหาก
[21] จักรวาลเพียงปรับจูนความคิดเรา หล่อหลอมให้เรามองเห็นโอกาส กล้าตัดสินใจ และลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ
แต่คนที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้ คือตัวเรา
ตัวเราที่ลงมือทำ ลงมือสร้างสรรค์ ไม่ใช่นั่งท่องวาจาประกาศิตและรอไปวันๆ
ความรู้สึกหลังอ่าน
หนังสือเล่มนี้ผมมองว่า มันพากลับเรามาอยู่ที่ปัจจุบัน
เฝ้ามองดูว่าเรามีสิ่งใดอยู่แล้ว ฝึกขอบคุณสิ่งเหล่านั้น ผู้คนที่คอยอยู่ข้างเราในวันที่เราไม่มีใคร หรือไม่มีแม้แต่ความเชื่อมั่นในตนเอง
และสุดท้ายพาเราไปขอบคุณตัวเอง ขอบคุณสิ่งที่เรามีอยู่ ไม่ได้ไปเฝ้ามองสิ่งที่ขาด
ใครได้อ่านแล้ว คาดว่าจะเข้าใจความรู้สึกของผมในตอนนี้
ผมจะลองนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันดู และผมจะนำมารีวิวอีกครั้งในอนาคตครับ
เป็นหนังสือที่น่าสนใจมาก
ผมว่าเป็นคู่มือการทำ Manifest การทำ Affirmation หรือวาจาประกาศิตได้ดีมากครับ
มีความเชื่อหลายอย่างที่เปลี่ยนไปหลังจากอ่านเล่มนี้
เล่มนี้อธิบายด้วยเหตุผล ไม่ได้นัดเนียดว่าจะต้องท่องๆๆแล้วสิ่งดีๆจะเข้ามา
เป็นหนังสืออีกเล่มที่อยากลองให้อ่านกันครับ
จำนวนหน้า 237 หน้า
สำนักพิมพ์ We learn
ผู้เขียน คิดมาก
https://s.shopee.co.th/20v3xGuYM4
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย