Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
30 ส.ค. เวลา 12:13 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
6 ทศวรรษเหนือน่านฟ้าไทย
"เครื่องบินขับไล่แบบ F-5E ของกองทัพอากาศไทยผลิตออกมาในยุคทศวรรษที่ 70 มีขีดความสามารถจำกัด ไม่สามารถใช้อาวุธไกลเกินระยะสายตา ประกอบกับมีเทคโนโลยีล้าสมัย ไม่สามารถเผชิญกับภัยคุกคามในปัจจุบันได้ การปรับปรุงขีดความสามารถของ บ.ที่มีใช้งานอยู่ให้มีสมรรถนะสูงขึ้น จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของ ทอ.ในการดำรงขีดความสามารถในการป้องกันประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง"
"ปัจจุบันเครื่องบินขับไล่ทั่วโลกส่วนใหญ่อยู่ในยุค 4 ถึง 5 แต่ F-5E/F ของ ทอ.ไทยจัดอยู่ในยุค 3 ซึ่งมีขีดความสามารถจำกัด ไม่พร้อมรับกับภัยคุกคาม โดยเมื่ออัพเกรด จะมีระบบอาวุธเทียบเท่าเครื่องบินขับไล่ในยุค 4.5 ที่มีระบบเรดาร์ระยะไกล และระบบอาวุธระยะไกลเกินสายตา ตลอดจนระบบ Data Link ดั่งเช่น เอฟ-16 ที่ได้รับการอัพเกรดครึ่งอายุการใช้งาน JAS-39C/D กริพเพน ที่ประจำการในกองทัพอากาศไทย หรือ ตระกูล มิก-29 ฟัลครัม และ ซู-27 แฟลงเคอร์"
ไทยรัฐออนไลน์
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ช่วงหลังๆนี้ผู้เขียนหายไปเป็นสัปดาห์ทำให้ท่านผู้อ่านเกิดความฉงนว่าผู้เขียนหายไปไหน ผู้เขียนใช้ช่วงเวลาที่ไม่ได้ลงบทความไปหาข้อมูลอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นที่น่าสนใจในปัจจุบัน พูดง่ายๆก็คือตามกระแส ตามกระแสอย่างเดียวไม่พอก็ต้องหาข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อให้ได้มาซึ่งบทความหนึ่ง
สำหรับเรื่องราวของเครื่องบินขับไล่ F-5 ก็วนกลับมาอีกครั้ง เพราะผู้เขียนก็ไปเจอภาพๆหนึ่งในเฟสบุ๊คที่ใช้บัญชีชื่อ Nit Wittaya ภาพที่ว่านี้เป็นแพนหางดิ่งเครื่องบินขับไล่ F-5 ฝูงบิน 211 กองบิน 21 อุบลราชธานี ประกอบกับพึ่งผ่านการฝึกผสม FALCON STRIKE 2026 กับกองทัพอากาศจีนมาได้ไม่กี่วันทำให้ต้องนำเครื่องบินรบแบบนี้มานำเสนออีกครั้ง
แน่นอนว่าอาจมีท่านผู้อ่านบางท่านคาใจว่าทำไม F-5 จากอุบลฯก็ถูกห้ามฝึกกับจีนเหมือน F-16 แล้วอีกประเด็นที่น่าสนใจคือทำไมกองทัพอากาศไทยยังต่อชีวิตให้ F-5 ได้บินต่อไป เราจะไปหาคำตอบจากเรื่องนี้กันครับ
F-5F รุ่นสองที่นั่ง
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความขอขายของก่อนนะครับ หากท่านใดมีอาการวิงเวียนศรีษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม หรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ท่านต้องมีของดีติดตัวติดกระเป๋า นั่นคือยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว มีสรรพคุณคือบรรเทาอาการวิเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม และแมลงสัตว์กัดต่อย กลิ่นสมุนไพรเอกลักษณ์ ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น ผ่อนคลาย มีจำหน่ายแล้วตามร้านขายยาใกล้บ้านท่านหรือท่านจะกดสั่งออนไลน์ก็สามารถสั่งได้นะครับ
พ.ศ.2569 ณ ที่แห่งหนึ่งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารกัมพูชาได้ทำการเดินเท้าขนเสบียงโดยใช้การเดินเท้าใต้ร่มไม้ตามแนวป่าเขาไปยังฐานปฏิบัติการเนื่องจากเป็นฤดูฝนทำให้การสัญจรโดยใช้รถทำได้ยาก ประกอบกับรถอาจติดโคลนเมื่อเข้าพื้นที่ที่ไม่มีการเทคอนกรีตสร้างถนน ขณะนี้ผืนป่าสีเขียวขจีมีเสียงจิ้งหรีดกลับมาอีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้าที่ถูกด้วยเสียงปืนใหญ่และอาวุธวิถีโค้งยิงปะทะกัน
ทหารกัมพูชาจำนวนหนึ่งเมื่อเดินทางมาถึงฐานปฏิบัติการแล้วก็ทานอาหารเที่ยงร่วมกัน แม้อาหารจะไม่ถูกปากถูกลิ้นเอาเสียเลย แตสิ่งที่สำคัญกว่าอาหารนั่นคือการปะทะกับทหารไทยเพื่อยึดดินแดนที่เสียไปกลับคืนมาอีกครั้งก่อนการปะทะใหญ่ทั้ง 2 รอบในปีพ.ศ.2568 เพราะฉะนั้นพวกเขาไม่ได้มาทานอาหารที่ฐาน พวกเขามาเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวนั่นคือต้องรบจนกว่าจะชนะ
เเครื่องบินขับไล่ F-5E รุ่นที่นั่งเดี่ยว
หลังจากรับประทานอาหารร่วมกัน ทหารกัมพูชาระดับผู้กองที่รอดตายจากการปะทะคราวที่แล้วกำลังเดินเล่นอยู่ใต้ต้นไม้หลายต้นเพื่อรออาหารลงท้อง แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเครื่องบินขับไล่แหลมๆบินผ่าน เขาไม่ได้สะดุ้งหรือตกใจกลัว สายตาของเขาจ้องมองไปที่เครื่องบินขับไล่ยุคสงครามเย็นที่กองทัพอากาศไทยเคยนำมาใช้ในการปะทะก่อนหน้านี้ มันบินผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก แม้กระทั่งจะใช้ขีปนาวุธประทับบ่ายิงก็ตามไม่ทัน
"ฟี้วววววววววววววววววววววว!"
เสียงเครื่องยนต์ F-5
ในช่วงที่ทหารกัมพูชากำลังเข้ามาเสริมกำลังตามแนวชายแดนอีสานใต้ เครื่องบินขับไล่ F-5 ฝูงบิน 211 กองบิน 21 อุบลราชธานี ได้บินผ่านฐานปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้ามที่ความสูง 1,000 ฟุต ก่อนที่จะบินตรงไปทางช่องอานม้า บนท้องฟ้าที่ปราศจากทุ่นระเบิดมากีดขวางการปฏิบัติหน้าที่เหมือนทหารภาคพื้น เครื่องบินขับไล่ F-5 ได้บินในความสูงเท่าเดิมจนมองลงไปเห็นบ้านเรือนและถนนในฝั่งกัมพูชาได้ชัดเจน
ขณะนี้เครื่องบินขับไล่ F-5TH สังกัดฝูงบิน 211 กองบิน 21 อุบลราชธานีทั้ง 2 เครื่องได้ปรากฎตัวเหนือช่องอานม้า แต่ไม่ได้มีการใช้อาวุธในการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดิน F-5 บินผ่านเนิน 677 และกาสิโนที่เคยถูกกองทัพอากาศไทยใช้กำลังทางอากาศโจมตีในปีพ.ศ.2568 การมาของ F-5 ต้องการจะสื่อว่าต่อให้มีอายุการใช้งานกี่ปี เครื่องบินรบของกองทัพอากาศไทยก็ยังคงทำหน้าที่พิทักษ์อธิปไตยเสมอมา
NF-5B กองทัพอากาศเนเธอร์แลนด์
ก่อนที่จะมี F-5TH Super Tigris ต้องขอเท้าความกลับไปในปีพ.ศ.2509 กองทัพอากาศไทยได้รับมอบเครื่องบินขับไล่ F-5A/B เข้าประจำการที่ฝูงบิน 13 กองบิน 1 ดอนเมือง แม้จะมีความเร็วสูงสุดถึง 1.5 มัคแต่มันก็มาพร้อมกับการออกแบบที่เน้น ความเรียบง่าย คล่องตัว และราคาประหยัด โดยเป็นการรับมอบเครื่องบินแบบดังกล่าวตามโครงช่วยเหลือทางการทหารของสหรัฐอเมริกาแก่ชาติพันธมิตร
ในเวลาต่อมาก็มีการจัดหา F-5E ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุดในตระกูล Freedom Fighter ก็เข้ามาเนื่องจากสหรัฐอเมริกาปฏิเสธการขายเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดขนาดใหญ่อย่าง F-4E ด้วยเหตุผลที่ว่ากองทัพอากาศไทยยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับมือกับเครื่องบินขับไล่จนกลายเป็นสงครามเวหาแบบในเวียดนามที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ โดย F-5E เริ่มเข้าประจำการในไทยตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1970 ณ ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราชในปีพ.ศ.2521
พ.ศ.2524 กองทัพอากาศไทยได้มีการส่งนักบินขับไล่ไอพ่นระดับหัวกะทิไปทำการฝึก RED FLAG ที่ฐานทัพอากาศ Nellis รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา ด้วยการนำเครื่องบินขับไล่ F-5 ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีที่เพิ่งออกใหม่ป้ายแดงขึ้นฝึกบินจนกระทั่งในปีเดียวกันก็มีการรับมอบเครื่องบินขับไล่ไอพ่นแบบดังกล่าวที่ฐานทัพอากาศดอนเมือง
โดยมีพลอากาศเอก พะเนียง กานต์รัตน์ ผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้นร่วมทำการบินทดสอบด้วยตนเอง สำหรับเครื่องบินขับไล่ F-5 ของกองทัพอากาศไทยๆด้ผ่านสมรภูมิสำคัญในการรักษาอธิปไตยของชาติมาอย่างยาวนาน เช่น สมรภูมิเขาค้อ สมรภูมิภูหินร่องกล้า สมรภูมิบ้านชำราก การปราบผกค.ในภาคใต้และสมรภูมิบ้านร่มเกล้า
F-5E ,ฝฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราช
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนพ.ศ.2523 กองทัพอากาศเวียดนามได้มีการส่งเครื่องบินขับไล่จำนวน 4 เครื่องเข้ามาทิ้งระเบิดเปิดทางให้ทหารเวียดนามได้บุกเข้ามาประชิดชายแดนพร้อมด้วยรถถัง รถหุ้มเกราะ และปืนใหญ่นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากองทัพอากาศไทยก็ต้องส่งเครื่องบินขับไล่ F-5E ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราชขึ้นบินสกัดกั้นเป็นประจำ
วันที่ 16 ธันวาคมพ.ศ.2524 กองทัพอากาศเวียดนามได้ส่งเครื่องบินลำเลียง Antonov AN-26 (แอนโทนอฟ เอเอ็น-26) ที่ดัดแปลงให้ทิ้งอาวุธเคมีชีวภาพอันมีชื่อภาษาไทยเรียกติดปากว่าฝนเหลือง เข้ามาโปรยในพื้นที่จังกวัดจันทบุรีทำให้ชาวไทยในพื้นที่เกิดความเดือดร้อน จนกระทั่งวันที่ 11 กุมภาพันธ์พ.ศ.2525 AN-26 เครื่องเดิมก็บินอีกครั้งแต่หารู้ไม่ว่านักบินและทหารในเครื่องกำลังจะโดนจับโดยละม่อม
ในขณะที่ AN-26 กำลังมุ่งหน้าสู่น่านฟ้าไทย สลับไปดูเครื่องบินขับไล่ F-5E ทั้ง 2 เครื่องจากฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราช ขณะนี้ที่ปลายปีกของเครื่องบินทั้ง 2 เครื่องมีจรวด AIM-9 SIDEWINDER เครื่องละ 2 นัด สำหรับการบินสกัดกั้น บัดนี้ F-5E ที่มาพร้อมกับสีพรางฟ้าอมเทาและจมูกสีดำซึ่งเป็นสีแรกที่ใช้ในช่วงปีพ.ศ.2521-2531 ได้บินทะลุก้อนเมฆแล้วและกำลังตรงไปหาเป้าหมาย
มอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเวฟว่าบิดแรงแล้ว แต่ยังสู้ความเร็วของเจ้าเวหาจากโคราชไม่ได้ เครื่องยนต์ General Electric J-85 พาเครื่องบินขับไล่ F-5E บินทะยานไปได้ด้วยความเร็วสูงเพื่อสกัดกั้นเครื่องบินข้าศึกที่บินล้ำน่านฟ้าไทยเข้ามาเป็นระยะทาง 75 กิโลเมตร
ในห้องนักบินเครื่องบินขับไล่แบบที่ 18 ข/ค. (บ.ข.18ข/ค.) หรือ F-5E นักบินทั้ง 2 นายที่ได้รับมอบหมายให้ขึ้นบินต่างรู้ดีว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด หากขับไล่ออกไปได้โดยที่ไม่ต้องใช้กำลังถือเป็นเรื่องดีเพราะสงครามย่อมมีแต่ความสูญเสีย ไมเขาตายเราก็ตาย แต่ภารกิจนี้ใครจะไปคิดว่า F-5E ของกองทัพอากาศไทยสามารถชนะเครื่องบินฝ่ายตรงข้ามโดยหาใช้อาวุธไม่
เมื่อนั้นเครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุดของกองทัพอากาศไทยในยุคนั้นก็ได้บินประกบเครื่องบินเวียดนามผู้รุกรานเป็นที่เรียบร้อย นักบินและทหารเวียดนามที่อยู่ในเครื่องแตกตื่นเพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็น F-5E บินใกล้ชิดแบบนี้มาก่อน (ฉากนี้นึกถึงหนัง TOP GUN ไม่มีผิด) ในวินาทีนี้ชี้เป็นชี้ตายนี้ เครื่องบินลำเลียงแบบดังกล่าวไม่มีทางเลือกนอกเสียจากจะต้องบินหนีสถานเดียว
F-5E ฝูงบิน 102 ทำการบินประกบกดดันให้ AN-26 บินออกไปแต่ทิศทางไม่มีเปลี่ยนแปลงก็ยังบินเข้ามาในน่านฟ้าไทยเช่นเดิม นักบินไทยแทนที่จะยิงให้ร่วงเปลี่ยนเป็นการบังคับให้ลงจอด นักบิน F-5E มองออกไปนอกกระจกห้องนักบินเห็นว่า AN-26 ค่อยๆลดความสูงลงเรื่อยๆ พร้อมกับโยนอุปกรณ์บางส่วนออก และแล้วเครื่องบินแบบดังกล่าวก็ร่อนลงจอดฉุกเฉินที่ทุ่งนาแห่งหนึ่งในจังหวัดปราจีนบุรีทำให้นักบินและทหารเวียดนามรวม 13 นายถูกจับกุม
RTAF F-5F 403TFS.
พ.ศ.2528 เมื่อยุทธบ้านชำรากเกิดขึ้นที่จังหวัดตราด คำสั่งจากนายใหญ่ได้ถูกส่งไปยังหน่วยรบ ให้ทหารนาวิกโยธิน ทหารพรานนาวิกโยธิน และตำรวจตระเวนชายแดนพร้อมรบ พวกเขามีปืนใหญ่ขนาด 155 มม. และ 105 มม. คอยสนับสนุนพร้อมทั้งการสนับสนุนทางอากาศจากเครื่องบิน F-5 จากกองทัพอากาศ เหนือม่านเมฆสีขาวขุ่นที่ทอดยาวสุดสายตานั้น เสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์เจ็ท J85 กำลังฉีกกระชากความเงียบสงบยามเช้า
"ฟิ้วววววววววววววววววว!"
เสียง F-5E
เครื่องบินขับไล่ F-5E จากฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราช บินเกาะหมู่กันอย่างเป็นระเบียบ แม้พวกมันจะไม่ใช่เครื่องบินที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก ณ พ.ศ. นี้ แต่สำหรับน่านฟ้าอินโดจีน พวกมันคือ "พยัคฆ์ร้าย" ที่ปราดเปรียวและไว้ใจได้ที่สุด เขี้ยวเล็บหลักที่คอยปกป้องอธิปไตยของไทย
ขณะนี้เครื่องบินขับไล่ F-5E ก็ทะลวงผ่านฐานเมฆเบื้องล่างออกมา ภาพผืนป่าสีเขียวเข้มของบ้านชำรากปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอย่างฉับพลัน เป้าหมายที่ถูกระบุไว้ด้วยการลาดตระเวนอย่างยากลำบากจนนำไปสู่การปะทะของนาวิกโยธินภาคพื้นดินกับทหารเวียดนาม บัดนี้อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่วินาที
เอฟ-5 พร้อมที่จะตะครุบเหยื่อ ทันใดนั้นเองลูกระเบิดได้ถูกปลดออกจากใต้ปีก พุ่งดิ่งลงสู่เป้าหมายเบื้องล่าง เสียงระเบิดลูกดังสะท้อนหุบเขา เอฟ-5 กำลังทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขาคือผู้พิทักษ์น่านฟ้าในยุคนี้ และจะต้องแบกรับภาระหนักในการรบสนับสนุนภาคพื้นดินในสมรภูมินี้ต่อไป... โดยที่นักบินเหล่านั้นยังไม่รู้ว่า ภารกิจอันทรงเกียรติและหนักหน่วงนี้ จะถูกส่งต่อให้กับเครื่องบินรบที่ล้ำสมัยยิ่งกว่า ซึ่งกำลังจะเดินทางมาถึงในอีก 3 ปีข้างหน้า
ใช่แล้ว! เครื่องบินขับไล่แห่งกองทัพอากาศไทยรุ่นใหม่นั้นมีชื่อว่า F-16 กำลังรอเวลาที่จะเข้ามาประจำการ ณ ผืนฟ้าแห่งนี้อีกไม่กี่ปี F-16 ที่ริเริ่มโครงการโดยพลอากาศเอก ประพันธ์ ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศในยุคนั้นใกล้จะสมหวังดั่งใจนึกแล้ว เพราะปีพ.ศ.2528 เป็นปีที่กองทัพอากาศไทยจัดหาเครื่องบิน F-16 เข้าประจำการ 12 เครื่องแรก ส่วนปีที่ได้รับมอบฝูงแรกนั้นคือปีพ.ศ.2531 นั่นเอง
F-5 มีสองเครื่องยนต์ หากเครื่องยนต์เครื่องใดเครื่องหนึ่งดับหรือถูกยิงก็จะสามารถบินต่อไปได้ทั้งๆที่แรงขับไม่พอ เช่นเดียวกับกรณี F-5B เครื่องหนึ่งที่ถูกยิงในสมรภูมิบ้านร่มเกล้าแต่กลับมาได้ปลอดภัย
เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 เครื่องบินขับไล่ F-5E หมายเลข 40342
Sel.No
79-1694 สังกัดฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี ซึ่งมีนาวาอากาศตรีสุรศักดิ์ บุญเปรมปรีดิ์เป็นนักบินได้ออกรบในสมรภูมิบ้านร่มเกล้า เหตุผลที่ต้องใช้เครื่องบินขับไล่ F-5 ในการปฏิบัติภารกิจโจมตีทางอากาศและทำลายฐานที่มั่นของทหารลาว เนื่องจากบางพื้นที่เป็นภูเขาสูงชัน ด้วยเหตุนี้ทหารลาวจึงได้เปรียบในเรื่องการเป็นฝ่ายตั้งรับ
ในขณะนั้นเองที่ภาคพื้นดินเสียงปืนและเสียงระเบิดเริ่มรุนแรงขึ้น เสียงนี้กลบเสียงสัตว์ทั้งหลายในป่า บัดนี้ธรรมชาติอันสวยงามได้ถูกบดบังด้วยการรบครั้งยิ่งใหญ่ ทหารทั้งสองฝ่ายมีทั้งปืน M16 ปืน RPG ปืนอาก้า ต่างฝ่ายต่างยิงกันเมามันส์ทำให้ป๋าแห่งนี้กลายเป็นสนามรบอันดุเดือด นี่ไม่ใช่ฉากหนึ่งในนิยายสงคราม นี่คือเรื่องจริงไม่ใช่หนังสงคราม นี่คือ "สมรภูมิบ้านร่มเกล้า"
ท่ามกลางความเป็นความตายเหล่าทหารกล้ามองขึ้นบนฟ้าเห็นเครื่องบินขับไล่ F-5E มาเยือนถึงป่าที่เรียกว่านรกบนดิน บัดนี้เสียงสวรรค์มาช่วยชีวิตทหารไทยแล้ว! นอกจากนาวาอากาศตรีสุรศักดิ์ บุญเปรมปรีดิ์ แล้วยังมี F-5E อีกเครื่องหมายเลข 40312 Sel. No.79-1685 ทำการบินโดยเรืออากาศเอก อาคม วรเสียงสุข
นักบินหนุ่มทั้ง 2 ท่านนี้แม้จะรู้ดีถึงความตายที่อยู่ตรงนี้ แต่พวกท่านยังเสี่ยงที่จะบินไปโจมตี ไม่มีใครรู้ว่าจะได้กลับมาหาครอบครัว กลับมาหาบ้านเมื่อใด เพราะชีวิตพวกท่านถูกแขวนไว้บนเส้นด้ายแล้ว
F-5A ฝูงบิน 231
F-5E ที่นาวาอากาศตรี สุรศักดิ์เป็นนักบินได้ทำการบินเข้ามาทิ้งระเบิดช่วยทหารไทย การโจมตีทางอากาศในรอบแรกผ่านไปแล้วก็เข้าสู่รอบที่สอง ทหารพรานประสาท สุทธิสา สังเกตเห็นว่า ความเร็วในการพุ่งตัวของเครื่องบินขับไล่ F-5E นั้นช้าผิดปกติทั้งๆที่ไม่ได้มีสนามบินให้เตรียมลงจอดในบริเวณนั้น
ต่อมาข้าศึกยิงแซม-7 ออกไปอย่างไรก็ตาม F-5E ยังไม่ร่วงอยู่ดี หลังจากนั้นไม่นานทหารพรานประสาทก็เห็นทหารลาวยิงจรวดแซมสามลูกพุ่งตามขึ้นไป เครื่องบินของท่านถูกจรวดแซม-7 ของทหารลาวยิงตก สำหรับแซม-7 นั้นเป็นระบบป้องกันภัยทางอากาศประทับบ่าของฝ่ายลาวที่มีความทันสมัยมากในยุคนั้น การยิง F-5E ตกพวกเขาใช้ยุทธวิธีในลักษณะดักหน้าดักหลังตามแบบสหภาพโซเวียต
ภาพที่ทหารไทยเห็นคือแรงระเบิดฉีกเศษชิ้นส่วนของเครื่องบินให้ลอยกระจัดกระจายออกไป
เหตุการณ์นี้ทหารพราน ประสาท สุทธิสา ยังตั้งข้อสังเกตว่าการประสานงานระหว่างภาคพื้นดินและ อากาศยานในเรื่องเวลาในการถอนกำลังนั้นมีเวลาน้อยมาก ทำให้เกิดความสูญเสียความต่อกำลังพลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ท่านพยายามบังคับเครื่องบินหลบหนีแล้วแต่ก็หลบไม่พ้น หลังจากถูกมัจจุราชแซม-7 ยิงโดนเครื่องบินของท่าน ทำให้ท่อไฮดรอลิกรั่ว ซึ่งเป็นผลให้ท่านไม่สามารถบังคับเครื่องบินแบบดังกล่าวได้อีกต่อไป และท่านจำเป็นต้องสละเครื่องบิน
F-5E ฝูงบิน 211 กองบิน 21 อุบลราชธานี
ในขณะเดียวกันมีทหารไทยบนภาคพื้นดินเห็นเครื่องบินขับไล่ F-5E ตกลงทางทิศใต้ของที่ตั้งของพวกเขา พวกเขาทำได้แต่ภาวนาให้นักบินรอดชีวิต ทันใดนั้นเองนกเหล็กสีเทาตกลงระเบิดอย่างรุนแรงห่างจากบ้านร่มเกล้าประมาณ 4 กิโลเมตร และลึกเข้ามาในเขตประเทศไทย 25 กิโลเมตร
เมื่อนักบินโดดร่มออกจากนกเหล็กแล้ว ท่านจึงรีบหาทางออกจากการตกเป็นเป้าในพื้นที่การรบโดย การเดินมีเพียงเข็มทิศเป็นอุปกรณ์ช่วย ไม่มีจีพีเอส ไม่มี Google Maps นี่คือการนำทางที่ดีสุดในการหลบหนี จนกระทั่งท่านสามารถขอความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์และทีมกู้ภัยได้สำเร็จโดย สามารถออกจากพื้นที่ดังกล่าวเวลา 11.20 น.
ในขณะนั้นนาวาอากาศตรีสุรศักดิ์ ได้ใช้เสื้อยืดสีขาวตัวใหม่โบก เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ และเดินทางกลับสนามบินตาคลีในเวลา 14.00 น. ภายหลังจากการรบครั้งนี้ นาวาอากาศตรี สุรศักดิ์ บุญเปรมปรีดิ์ ได้รับเหรียญกล้าหาญจากการบครั้งนี้ พร้อมช่อชัยพฤกษ์เพื่อเป็นเกียรติประวัติ เนื่องจากเคยได้รับเหรียญกล้าหาญจาการรบ ที่ช่องบกมาแล้ว
RTAF F-5E
พ.ศ.2531 ปีเดียวกับที่กองทัพอากาศไทยได้นำเครื่องบินขับไล่ F-16 เข้าประจำการที่ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช ซึ่งเครื่องบิน F-16 เป็นเครื่องบินรบที่มีเทคโนโลยีการบินและสมรรถนะที่สูงในการรบทางอากาศ ในขณะเดียวกันพลอากาศเอก วรนาถ อภิจารี ผู้บัญชาการทหารอากาศมีนโยบายให้กองทัพอากาศไทยชุบชีวิตฝูงบิน F-5E ให้กลายเป็นนักล่าเวหาที่พร้อมรับมือภัยคุกคามทางอากาศในศตวรรษที่ 21
จากถิ่นพยัคฆ์สู่ฉลามร้าย ในปีพ.ศ.2534 ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราชได้มีการย้ายเครื่องบินขับไล่ F-5E ไปประจำการที่ฝูงบิน 711 กองบิน 71 สุราษฎร์ธานี เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและความมั่นคงทางทะเล ไม่เพียงเท่านี้ฝูงบิน 711 ยังมีบทบาทเป็นฝูงบินขับไล่ข้าศึกสมมุติเช่นเดียวกับฝูงบิน 904 เดโดชัย อนึ่งเครื่องบินขับไล่ F-5E/F Tiger II ที่ประจำการ ณ ฝูงบิน 711 มีการทำสีพรางฟ้าให้ดูกลมกลืนกับท้องฟ้าและน้ำทะเล
พ.ศ.2537 กองทัพอากาศไทยได้ปลดประจำการเครื่องบินโจมตี A-37B ที่ประจำการมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2515 ด้วยอายุการใช้งานที่เริ่มเสื่อมถอย บริษัทผู้ผลิตได้ปิดการส่งอะไหล่ประกอบกับโครงสร้างไม่เอื้ออำนวยต่อการบิน ทำให้ต้องมีการย้ายเครื่องบินขับไล่ F-5E ที่เคยผ่านการอัพเกรดก่อนหน้านี้จากฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีมาประจำการที่ฝูงบิน 211 กองบิน 21 จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้สัญลักษณ์ประจำฝูงบินเป็นรูปอินทรีที่แพนหางดิ่งมาจนถึงปัจจุบัน
เครื่องบินขับไล่ F-5E ฝูงบิน 711 กองบิน 71 สุราษฎร์ธานี (ปัจจุบันคือฝูงบิน 701 กองบิน 7 ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ JAS-39 Gripen)
ในขณะที่ F-5E เข้าประจำการที่กองบิน 21 ได้ไม่นานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ บดินทรเทพยวรางกูล หรือรัชกาลที่ 10 ซึ่งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพรับรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีชั่วโมงบินเฉพาะแบบสำหรับเครื่องบินขับไล่ F-5 มากกว่า 2,000 ชั่วโมง
ซึ่งนี่คือตัวเลขนี้คือตัวเลขที่สูงมากและทำได้ยากยิ่งในการบิน แต่สำหรับพระองค์แล้วในการทรงมีบทบาทเป็นนักบินขับไล่แห่งกองทัพอากาศไทยมันคือประสบการณ์ที่ดีจากการขึ้นบินปกป้องน่านฟ้าไทยและการทรงเป็นพระอาจารย์ผู้ถ่ายประสิทธิ์ประสาทวิชาแก่นักบินขับไล่รุ่นใหม่ที่ทรงฝึกทบทวนและปฏิบัติภารกิจร่มกับพระองค์อย่างต่อเนื่อง
F-20 คือเครื่องบินขับไล่ที่พัฒนามาจาก F-5E เพื่อแข่งขันกับเครื่องบินขับไล่ F-16
หลังจากที่มีการอัพเกรด F-5E มาแล้ว 2 ครั้ง กองทัพอากาศไทยได้มีการพัฒนาต่อยอดสู่ F-5TH Super Tigris โดยทำการปรับปรุงขีดความสามารถครั้งใหญ่ให้แก่เครื่องบินขับไล่ F-5E/F Tiger II ของกองทัพอากาศไทย เพื่อเปลี่ยนจากเครื่องบินยุคสงครามเย็นให้กลายเป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกับยุคที่ 4.5
พูดง่ายๆคือกองทัพอากาศไทยเริ่มประจำการเครื่องบิน F-5 มานานถึง 60 ปี โดยเฉพาะ F-5E/F Tiger II ที่เข้าประจำการมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2521 มาปรับปรุงให้มีความทันสมัยเหมือนแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือที่ต้องอัปเดทเพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าถึงได้ดีกว่าเดิม
การยืดอายุการใช้งานของเครื่องบินขับไล่ F-5E ฝูงบิน 211 มีการเสริมความแข็งแรงโครงสร้างเพื่อเพิ่มชั่วโมงบินอีกประมาณ 2,400 ชั่วโมง ทำให้มีอายุการใช้งานรวมต่อเครื่องอยู่ที่ 9,600 ชั่วโมง ซึ่งช่วยให้ปฏิบัติภารกิจต่อไปได้จนถึงประมาณปีพ.ศ.2573-2578 ในขณะเดียวกันเพื่อรองรับระบบเรดาร์ใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จึงจำเป็นต้องถอดปืนใหญ่อากาศ M39A2 ออก 1 กระบอก เหลือติดตั้งไว้เพียงข้างเดียวเพื่อใช้พื้นที่ส่วนจมูกในการติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
มีการนำเรดาร์ EL/M-2032 มาติดตั้งซึ้งเป็นการอัปเกรดตาของเสือเฒ่ายุคสงครามเย็นให้เฉียบคมขึ้น จากเดิมที่ตรวจจับได้เพียง 30-40 กม. เป็น 150 กม. อีกทั้งยังรองรับการยิงขีปนาวุธอากาศสู่อากาศเกินระยะสายตา (Beyond Visual Range: BVR) และมีโหมดตรวจจับเป้าหมายที่บินต่ำ (Look-down/Shoot-down) รวมถึงการทำแผนที่พื้นดินความละเอียดสูง
มีหมวกนักบิน Dash IV นักบินสามารถล็อคเป้าหมายได้เพียงแค่การหันศีรษะไปมอง (Look-to-shoot) ซึ่งเพิ่มความรวดเร็วในการสกัดกั้นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านี้เครื่องบินขับไล่ F-5TH มีการติดตั้งกระเปาะ Litening III ช่วยในการค้นหาเป้าหมายและชี้เป้าด้วยเลเซอร์ ทำให้สามารถโจมตีได้อย่างแม่นยำ แม้ในเวลากลางคืนหรือยามสภาพอากาศปิด
F-5B รุ่นสองที่นั่งไม่มีการติดปืนกลอากาศ เพราะเป็นรุ่นสำหรับใช้ฝึกบินเปลี่ยนแบบ
Glass Cockpit หรือห้องนักบินดิจิทัลคือการเปลี่ยนจากมาตรวัดแบบเข็มมาสู่การใช้ Glass Cockpit แบบเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่ซึ่งมีจอแสดงผลมัลติฟังก์ชัน (MFD) สีเต็มรูปแบบ 2-3 จอ ไม่เพียงเท่านี้ยังมีการติดตั้งคอมพิวเตอร์ควบคุมการบินและระบบบันทึกวิดีโอแบบใหม่ ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลการรบของนักบินง่ายขึ้น ลดภาระงานและเพิ่มความแม่นยำ
ความได้เปรียบของกองทัพอากาศไทยคือการติดตั้ง Tactical Data Link ให้แก่ F-5TH ส่งผลให้เครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวสามารถสื่อสารและแชร์ข้อมูลการรบแบบ Real-time ร่วมกับเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่ที่กองทัพอากาศไทยมีประจำการอย่าง Gripen, F-16 และศูนย์ควบคุมภาคพื้นดินได้ ทำให้การรบเป็นระบบเครือข่าย (Network Centric Warfare) เต็มตัว พร้อมกันนี้ยังได้ติดตั้งระบบ Sky Shield ECM เพื่อรบกวนสัญญาณเรดาร์ของข้าศึก และระบบแจ้งเตือนเมื่อถูกล็อคเป้า (RWR) รุ่นใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดในสมรภูมิสมัยใหม่
เขี้ยวเล็บสมัยใหม่เมื่อมาอยู่กับ F-5TH จะทำให้มีความได้เปรียบในการรบทางอากาศที่สูงกว่าที่ผ่านมา กล่าวคือสามารถใช้งานขีปนาวุธอากาศสู่อากาศกลางแบบ Derby ซึ่งมีพิสัยยิง 50 กม. ความเร็ว มัค 4 และขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยใกล้ที่มีความคล่องตัวสูงอย่าง Python 5 หรือ Iris-T หากนำมาใช้ในภารกิจโจมตีภาคพื้นดิน จะสามารถรองรับระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ ช่วยในการทำลายเป้าหมายสำคัญได้อย่างแม่นยำและลดความเสียหายข้างเคียงต่อสิ่งก่อสร้างของพลเรือน
F-5A 103TFS. WING 1 KORAT
เมื่อพิจารณาจากค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินที่ต่ำกว่าเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 อย่าง F-16 แล้วเครื่องบินขับไล่ F-5TH มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับภารกิจรักษาความมั่นคงชายแดนเช่นที่ปรากฏในการบินลาดตระเวนและการโจมตีทางอากาศเพื่อตอบโต้การรุกล้ำอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
ก่อนหน้าที่จะมีสถานการณ์ชายแดนที่ไม่น่าไว้วางใจกองทัพอากาศไทยได้มีการจัดงานครบรอบ 88 ปี กองทัพอากาศ ในวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568 กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้นำเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่อย่าง F-35A มาบินโชว์ผาดแผลงจนกลายเป็นที่น่าสนใจจากผู้ชื่ชอบการบินทั้งหลาย
ในวันเดียวกันนั้นเองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเส็จทอดพระเนตรอากาศยานทหารที่มาจัดแสดงทุกแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเครื่องบินขับไล่ F-5 ในฐานะเครื่องบินคู่พระทัยเมื่อครั้งยังทรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร แน่นอนว่าพระองค์ทรงเป็นนักบินรบที่มีชั่วโมงบินกับเครื่องบิน F-5 มากกว่า 2,800 ชั่วโมง
ในงานนี้พระองค์ได้เสด็จฯ ไปยังเครื่องบินขับไล่ F-5E หมายเลข 90401 ลายพรางฟ้าซึ่งเคยเป็นเครื่องบินพระที่นั่งที่ทรงใช้ทำการบินมาอย่างยาวนาน ภาพประวัติศาสตร์ที่ถูกกล่าวถึงมากคือตอนที่พระองค์ทรงใช้ พระหัตถ์สัมผัสที่ตัวเครื่องบินขับไล่ F-5 และทรงมีรับสั่งสั้นๆกับเครื่องบินลำนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความรักและความผูกพันที่มีต่ออากาศยานที่เคยปฏิบัติภารกิจร่วมกันมา
แม้ในงาน 88 ปีกองทัพอากาศจะมี F-5E จากยุคสงครามเย็น แต่พระองค์ไม่ได้เพียงแค่ทอดพระเนตรด้วยความรำลึกถึงความหลังเท่านั้น แต่ทรงสนพระราชหฤทัยใน F-5 TH Super Tigris ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการอัปเกรดระบบใหม่ทั้งหมด ในช่วงเวลานั้นพระองค์ได้เสด็จฯ ขึ้นไปประทับในที่นั่งนักบินแล้วทอดพระเนตรภายในห้องนักบินของ F-5TH ด้วยพระองค์เอง เพื่อทรงสอบถามและศึกษาเกี่ยวกับการอัปเกรดระบบ Avionics และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทำให้เครื่องบินขับไล่ยุค 3 สามารถก้าวกระโดดขึ้นมามีสมรรถนะเทียบเท่าเครื่องบินขับไล่ยุค 4.5 ได้
เครื่องบินขับไล่ F-5E หมายเลข 90401 เป็นเครื่องบินพระที่นั่งในรัชกาลที่ 10
เพราะฉะนั้นการนำมาจัดแสดงต่อหน้าพระพักตร์ของพระมหากษัตริย์นักบินชี้ให้เห็นว่าต่อให้เครื่องบินขับไล่ F-5TH Super Tigris มีรูปทรงและการออกแบบที่ดูคลาสสิก ภายในนั้นถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นเครื่องบินรบเชิงเครือข่ายที่มีขีดความสามารถในการมองเห็นก่อนและชิงลงมือก่อน ซึ่งเหมาะสมกับภารกิจสกัดกั้นและลาดตระเวนในยุคปัจจุบันด้วยค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินที่คุ้มค่า
พ.ศ.2568 ในช่วงที่รอเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ฝูงใหม่มาประจำการทดแทน F-16 ฝูงเก่าที่กองบิน 1 โคราช เครื่องบินขับไล่ F-5TH Super Tigris ได้พิสูจน์ตัวเองอย่างโดดเด่นและเต็มที่ก่อนที่วันหนึ่งจะเลิกบินอย่างถาวรเหนือน่านฟ้าภาคอีสานตอนใต้ ซึ่งสมรภูมิล่าสุดที่เครื่องบินขับไล่ F-5TH ได้ฝากผลงานนั่นคือสมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชา
เมื่อมีเหตุการณ์ยิงปะทะกันทั้งการใช้อาวุธเบาและอาวุธหนักระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา ณ บริเวณ ชายแดนอีสานใต้ กองทัพอากาศไทยมีการใช้เครื่องบินขับไล่ทั้ง 2 แบบคือ F-16 และ Gripen แต่เมื่อสถานการณ์ชายแดนรุนแรงมากขึ้นในการปะทะรอบทีท 2 ฝูงบิน 211 กองบิน 21 ได้ส่ง F-5TH ติดระเบิดใต้ปีกขึ้นบินเพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยทันที โดยนักบินได้ทำการบินทิ้งระเบิดโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินเพื่อตอบโต้สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น
สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเครื่องบินขับไล่ F-5TH ไม่ได้มีไว้เพียงแค่บินโชว์คือ Victory Mark หรือเครื่องหมายการโจมตีจริงที่ปรากฏข้างลำตัวเครื่องเป็นรูประเบิด Mk.82 และระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ ซึ่งสะท้อนถึงการปฏิบัติภารกิจโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินที่ประสบความสำเร็จ
F-5E ฝูงบิน 701
ในช่วงที่มีความขัดแย้งจังหวะที่ปืนใหญ่ของทหารไทยและทหารกัมพูชายิงข้ามชายแดนไปมาไม่ต่างกับการสาดน้ำใส่กันในวันสงกรานต์ ทันใดนั้นเองเครื่องบินขับไล่ F-5TH ได้ถูกส่งขึ้นบินทิ้งระเบิดทำให้ปืนใหญ่ , BM-21 , รถถังและสิ่งก่อสร้างทางการทหารพังราบเป็นหน้ากลอง การปรากฏตัวของมันส่งผลดีในการข่มขวัญของกองทัพอากาศไทยและป้องปรามอันตรายจากกัมพูชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้ F-5 จะได้รับการปรับปรุงจนทันสมัยและสามารถใช้งานได้ต่อไปจนถึงไม่เกินปีค.ศ. 2035 แต่ด้วยข้อจำกัดด้านโครงสร้างที่เก่าแก่และพิสัยการบินที่จำกัด ทำให้มันถึงเวลาที่ต้องเตรียมส่งไม้ต่อให้กับเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ทันสมัยกว่าอย่าง Gripen เข้ามาทดแทน ในขณะเดียวกัน F-5 ในกองทัพอากาศไทยยังคงทิ้งระเบิดต่อเป้าหมายอย่างต่อเนื่องทำให้ตัวเลขอาวุธยุทโธปกรณ์ฝ่ายตรงข้ามลดน้อยถอยลง
เป็นที่ทราบกันดีว่าในสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา F-5 ได้นำมาใช้โจมตีเป้าหมายเพียงแต่ว่าไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของภารกิจว่าบินไปรบที่ใดบ้าง การปฏิบัติการนี้สื่อถึงความสามารถในการรบจริงครั้งสุดท้ายก่อนถอดหัวโขน เพราะหากใช้บินต่อไปหลังจบสงครามไม่ถึง 10 ปีอาจเกิดความสูญเสีย ดังนั้นในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ไม่กี่ปีนับจากนี้ F-5 จะต้องทำการบินต่อไปพร้อมกับโครงสร้างที่ใกล้ถึงคราวเสื่อมสภาพ
แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะดูเหมือนเป็นการบินลาดตระเวนตามวงรอบปกติ แต่ภารกิจของเครื่องบินขับไล่แบบที่ 18ข/ค. (บ.ข.18ข/ค.) หรือ F-5TH Super Tigris แห่งฝูงบิน 211 กองบิน 21 อุบลราชธานี ในพื้นที่ช่องบกและกลุ่มปราสาทชายแดนนั้นมีความสำคัญยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์และการป้องปรามท่ามกลางข่าวลือเรื่องการเสริมกำลังทหาร
F-5TH Super Tigris
ส่วนการฝึกผสม FALCON STRIKE ตั้งแต่ปีพ.ศ.2558 มาจนถึงปัจจุบันที่เพิ่งจบไปคือการฝึกผสม FALCON STRIKE 2026 ร่วมกับกองทัพอากาศจีน กองทัพอากาศไทยไม่มีสิทธิ์ที่จะนำเครื่องบินขับไล่ที่จัดซื้อมาจากสหรัฐฯทั้ง F-16 หรือแม้กระทั่ง F-5 ขึ้นฝึกซ้อมรบทางอากาศร่วมกับเครื่องบินขับไล่จากจีนอย่าง J-10 , J-11 และ J-16 เนื่องจากมีเทคโนโลยีที่มาจากตะวันตก จึงอาจส่งผลดีต่อจีนในไปหาจุดอ่อนเพื่อเอาชนะเครื่องบินรบทั้ง 2 แบบนี้และสหรัฐฯอาจไม่ขายอะไหล่เครื่องบินรบตระกูล F ให้
แต่กองทัพอากาศไทยเน้นการนำ F-5E ไปใช้ในการป้องกันประเทศตามข้อตกลงซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ ส่งผลให้นักบินขับไล่ F-5E ของกองทัพอากาศไทยสามารถตัดสินใจนำเครื่องขึ้นสกัดกั้น ลาดตระเวนหรือโจมตีภาคพื้นดินได้ทันทีโดยมีอะไหล่จากชาติผู้ผลิตและอาวุธรุ่นใหม่โดยที่ไม่ต้องถูกแบนจากอเมริกา
แม้ F-5TH จะไม่ได้เป็นเครื่องบินขับไล่ที่เกิดใหม่ในทศวรรษนี้ แต่ด้วยการอัพเกรดทำให้สามารถปฏิบัติภารกิจต่อไปได้อีกไม่เกิน 20 ปี ประกอบกับเป็นการช่วยลดรายจ่ายจำนวนมหาศาลของกองทัพอากาศไทยในการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่ ไม่เพียงเท่านี้ภารกิจของ F-5TH ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเครื่องบินที่ดีไม่ใช่เครื่องที่มีราคาแพง แต่เป็นเครื่องบินที่พร้อมรักษาและปกป้องน่านฟ้าไทยได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ข้อมูลจำเพาะ F-5TH กองทัพอากาศไทย
ผู้สร้าง บริษัท นอร์ธรอป แอร์คราฟท์ (สหรัฐอเมริกา)
ประเภท : เครื่องบินขับไล่ไอพ่นทางยุทธวิธี
เครื่องยนต์ : เทอร์โบเจ๊ต เจเนอรัล อีเล็กตริค เจ 85-ยีอี-21 ให้แรงขับเครื่องละ 1,588 กิโลกรัม และ 2,268 กิโลกรัม เมื่อสันดาปท้าย 2 เครื่อง
กางปีก : 8.13 เมตร
ยาว : 14.68 เมตร
สูง : 4.06 เมตร
พื้นที่ปีก : 17.29 เมตร
น้ำหนักเปล่า : 4,346 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด : 11,192 กิโลกรัม
อัตราเร็วสูงสุด : ไม่เกิน 1,314 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อมีน้ำหนักปฏิบัติการรบ 6,010 กิโลกรัม
อัตราเร็วขั้นสูง : 1.63 มัค ที่ระยะสูง 10,975 เมตร เมื่อเครื่องบินหนัก 10,975 กิโลกรัม
เพดานบินใช้งาน : 15,800 เมตร
รัศมีทำการรบ : 917 กิโลเมตร
พิสัยบิน : 2,943 กิโลเมตร เมื่อติดตั้งถังเชื้อเพลิงชนิดปลดทิ้งได้
อาวุธ : ปืนใหญ่อากาศขนาด 20 มม. M-39 ติดตั้งที่ลำตัวส่วนหัว 2 กระบอกพร้อมกระสุนกระบอกละ 280 นัด
ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ เอไอเอ็ม-9 ไซด์ไวน์เดอร์ หรือขีปนาวุธอากาศสู่อากาศดาร์บี้ติดตั้งที่ปลายปีกข้างละ 1 แห่ง
ระเบิดนำวิถีและระเบิดไม่นำวิถี
จรวดขนาด 2.95 นิ้ว
สามารถติดตั้งอาวุธที่ใต้ปีกได้ข้างละ 2 แห่ง และ ใต้ลำตัว 1 แห่ง รวมเป็นน้ำหนักสูงสุด 3,175 กิโลกรัม
สังกัด : ฝูงบิน 211 กองบิน 21 จังหวัดอุบลราชธานี
สถานะ : อยู่ในประจำการ
F-5TH Super Tigris บินหมู่ 4 เครื่องในพิธี Combat Ready
เครื่องบินขับไล่ F-5 ถือเป็นตัวอย่างของอากาศยานทางทหารที่ได้รับมาจากความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ทำให้กองทัพอากาศไทยต้องส่งเครื่องบินขับไล่ F-5 ขึ้นปกป้องอธิปไตยไทยในยามที่ประเทศต้องเผชิญกับสงครามเย็นทั้งภายในประเทศรวมถึงการรุกรานของกองกำลังต่างชาติตลอดจนสงครามชายแดนไทย-กัมพูชาที่เพิ่งจบไปไม่นานนี้ ขอสดุดีแด่ความกล้าหาญของวีรบุรุษ 6 ทศวรรษ เครื่องบินขับไล่ F-5 สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Thai Weapon Channel
Thairath TV
ทหารพราน ประสาท สุทธิสา
ท้าวทองไหล
Thai Ranger Aviation Pics
Wassana Nanuam
Gemini AI
Thanawat Wongsaprom
THANABODEE SPOTTER
JONATHAN VERSCHUUREN
STEPHAN DE BRUJIN
Striker MC
mamboccv
JOOP DE GROOT
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
สงคราม
ประเทศไทย
ทหาร
1 บันทึก
4
1
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย