3 ก.ย. เวลา 00:00 • ธุรกิจ

บทที่ 176 : เบาะแสในความสูญเสีย — แซนวิชสด 200 ชิ้น ถูกกวาดทิ้งลงถังขยะแทบทุกวัน...

ความพยายามขยายจุดขายใหม่นอกจากไม่สร้างยอดกลับกลายเป็นหลุมพรางสูบเงินสด หากดันทุรังจ่ายค่าแรงชิ้นละ 1 เซนต์ให้คนแบกตะกร้าออกไปขายแบบเดิม โรงงานขนาดเล็กแห่งนี้จะสูญเสียอำนาจต่อรองในระยะยาว
เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ฝ่าความมืดเข้ามาจอดสนิทเพื่อส่งคืนสินค้า ทำให้หน้ากระดาษทำการเต็มไปด้วยรอยดินสอจดบันทึกยอดขาดทุนทุกวัน...
เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังแผ่วท่ามกลางสายฝนยามเช้า Leo ยกตะกร้าแซนวิชขึ้นมัดท้ายเบาะอย่างเร่งรีบ ก่อนจะบิดคันเร่งฝ่าความมืดออกไปพร้อมพนักงานส่งของคนอื่น มุ่งหน้าสู่แผงหนังสือพิมพ์ 10 แห่งทั่วเมืองตามแผนการของ Gabrial
การทดลองตลาดครั้งนี้ Gabrial จงใจไม่ใช้ Premix ขนมปังทุกชิ้นในตะกร้ายังคงผลิตด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม นวดมือด้วยวัตถุดิบคุณภาพสูงชนิดเดียวกับที่วางขายหน้าร้าน Vale Bakery โดยไม่มีการลดทอนสิ่งใด
เขากดปากกาจดต้นทุนแป้ง ยีสต์ เนย ค่าแรง และค่าขนส่งลงบนกระดาษทำการ (Worksheet) อย่างถี่ถ้วน ตรรกะของเขานั้นเรียบง่าย หากสินค้าที่ดีที่สุดยังขายไม่ได้ ปัญหาย่อมไม่ได้อยู่ที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่เกิดจากตัวแปรอื่นที่ซ่อนอยู่
สายตาของ Gabrial ทอดมองผ่านกระจกหน้าต่างร้านออกไป เขาต้องการพิสูจน์ให้เห็นแน่ชัดก่อนจะลงทุนปรับเปลี่ยนกำลังการผลิต ว่าสิ่งที่ตลาดกำลังปฏิเสธคือตัวสินค้า ช่องทางการจัดจำหน่าย หรือพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคกันแน่
แต่ความจริงยามเช้ากลับสวนทางกับสิ่งที่คิด ผู้คนเดินก้าวเท้าก้าวผ่านละอองฝน จ่ายเงินหยิบหนังสือพิมพ์แล้วเดินจากไปทันที ไม่มีใครหยุดมองป้าย ไม่มีใครสนใจสอบถามเรื่องวัตถุดิบ หรือใช้เวลาคิดเลือกซื้ออาหารบนแผงแม้แต่น้อย
บริบทหน้าแผงหนังสือพิมพ์ต่างจากร้านเบเกอรี่อย่างสิ้นเชิง คนเดินเข้าร้านขนมปังเพราะตั้งใจมาซื้ออาหาร แต่คนที่เดินมาหน้าแผงหนังสือพิมพ์เพราะต้องการบริโภคข่าวสาร แซนวิชที่ Gabrial ภาคภูมิใจจึงกลายสภาพเป็นเพียงสิ่งของนอกสายตาที่ถูกมองข้าม
เข็มนาฬิกาเวียนมาถึงช่วงบ่าย Leo บิดมอเตอร์ไซค์กลับมาพร้อมตะกร้าสินค้าที่หนักกว่าตอนขากลับ ยอดขายที่ถูกหักลบด้วยค่าแรงชิ้นละ 1 เซนต์ที่ Gabrial จ่ายให้ทุกชิ้นไม่ว่าขายได้หรือเหลือคืน สะท้อนความจริงอันเจ็บปวดลงบนสมุดบัญชี
แซนวิชทั้งหมด 200 ชิ้น เหลือค้างเติ่งกลับมา 70 ถึง 100 ชิ้นแทบทุกวัน Gabrial ยื่นมือไปรับตะกร้าใบหนักมาวางบนโต๊ะ พลางใช้ดินสอจดบันทึกตัวเลขความสูญเสียลงบนกระดาษด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เขานิ่งสงบ ไม่มีการตื่นตระหนก ไม่สั่งยกเลิกโครงการ และไม่มีคำตำหนิเล็ดลอดออกจากปาก สายตาคมกริบยังคงกวาดตามองตัวเลขขาดทุนเหล่านั้น เพราะสำหรับเขา มันไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นข้อมูลดิบของตลาดที่มีมูลค่าสูง
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา แซนวิชสด ขนมปังที่เหลือตกค้างในแต่ละวันจึงถูกแจกจ่ายให้พนักงานรวมถึง Leo ได้ห่อกลับบ้าน ส่วนที่เหลือจนกินไม่ทันจะถูกกวาดทิ้งลงถังขยะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เด็กหนุ่มที่เติบโตมาในย่านชุมชนแออัดที่ผู้คนต้องดิ้นรนแทบตายเพื่อเงินไม่กี่เซนต์ การเห็นอาหารชั้นดีถูกทิ้งขว้างจึงรบกวนจิตใจเขาอย่างรุนแรง “แบบนี้เราก็ขาดทุนทุกวันเลยสิครับ” Leo เอ่ยทำลายความเงียบ
Gabrial พยักหน้ารับเบาๆ “ใช่”
“แล้วทำไมพี่ยังปล่อยให้มันเดินหน้าต่อล่ะครับ”
Gabrial ยื่นมือไปปิดสมุดบัญชีช้าๆ “กำไรที่หายไปในวันนี้ คือค่าเล่าเรียนของเรา”
Leo ขมวดคิ้วแน่นด้วยความไม่เข้าใจในหลักคิด
“ถ้าเราหยุดตอนนี้ เราจะรู้แค่ว่ามันขาดทุน” Gabrial สบตาเด็กหนุ่ม “แต่ถ้าเราเฝ้ามองมันนานพอ เราจะเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งว่ามันขาดทุนเพราะอะไร”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วครู่ ตรรกะการบริหารของชายตรงหน้าสั่นคลอนโลกทัศน์เดิมของเด็กหนุ่มจนหมดสิ้น เย็นวันนั้นก่อนกลับบ้าน Leo จึงตัดสินใจเดินกลับเข้ามาในร้านพร้อมข้อเสนอใหม่
“ขนมปังแซนวิชที่เหลือจากแผงหนังสือพิมพ์ ขายต่อให้ผมครึ่งราคาได้ไหมครับ”
Gabrial ละสายตาจากแผ่นงานขึ้นมามอง
“ตอนนี้ผมยังไม่มีเงินสดจ่ายให้ทันที” Leo ละล่ำละลักบอก “แต่ผมจะแบกตะกร้าไปเดินเร่ขายต่อที่ย่าน Riverside Row District แล้วเช้าวันพรุ่งนี้จะเอาเงินมาคืนให้ครบทุกเซนต์”
Gabrial นิ่งฟัง สิ่งที่ทำให้เขาสะดุดใจไม่ใช่เรื่องความเสี่ยงทางสินเชื่อหรือเครดิตเงินเชื่อ แต่เป็นมุมมองที่เฉียบคมของเด็กหนุ่มที่มองเห็นโอกาสในกองขยะที่คนอื่นเบือนหน้าหนี
เขายื่นตะกร้าแซนวิชทั้งหมดในมือส่งให้ Leo ทันทีโดยไม่มีความลังเล
ผลลัพธ์หน้างานระเบิดออกรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ หลังเข็มนาฬิกาบอกเวลาเลิกงาน กลุ่มกรรมกรจากท่าเรือ โรงงาน และคลังสินค้าพากันหลั่งไหลกลับเข้าสู่ย่าน Riverside Row District ด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย
พวกเขาต้องการอาหารที่พร้อมกินในทันที แซนวิชที่เคยถูกเมินเฉยอย่างไร้ค่าในช่วงเช้า กลับถูกแย่งชิงจับจ่ายอย่างรวดเร็วราวกับแจกฟรี ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ตะกร้าหวายใบใหญ่ก็ว่างเปล่าไม่เหลือสักชิ้น
ปรากฏการณ์เหนือความคาดหมายที่เกิดขึ้นหน้างาน ยิ่งจุดชนวนความสงสัยให้เขาต้องหาคำตอบเชิงลึก
Gabrial เริ่มลงพื้นที่สืบข่าวด้วยตนเอง เฝ้าสังเกตพฤติกรรมการกินอยู่และจังหวะเวลาซื้อขายในย่านผู้ใช้แรงงานอย่างละเอียด
ร้านขนมปังดั้งเดิมแถบนี้วางขายเพียงบาแก็ตและขนมปังแถวสดระดับพื้นฐาน ทว่าพอหลังเวลาห้าโมงเย็น สินค้ากลับขาดมืออย่างรวดเร็ว ชั้นวางไม้กระดานเหล่านั้นว่างเปล่า ลูกค้าหลายคนยังคงเดินเข้าร้านด้วยความหวัง ก่อนจะหมุนตัวกลับออกไปด้วยมือเปล่า
ภาพหน้างานที่ตลาดกำลังหิวโหย ทลายความคิดเดิมในหัวของเขากลับสู่ความจริงหลังบ้าน
ความเร็วในการซื้อของลูกค้าที่เขาเพิ่งเห็น คมชัดกว่าตัวเลขในรายงานฉบับไหน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้า ช่องทางขาย หรือความต้องการของผู้บริโภค ตลาดเบื้องหน้ามีแรงซื้อมหาศาลรองรับอยู่แล้ว
แต่ภาพแป้งโดว์ที่นอนนิ่งรอคิวเข้าเตาอบของเขาต่างหากที่ฟ้องถึงคอขวดที่แท้จริง ขีดจำกัดเรื่องกำลังคน เวลา และขนาดเตาอบที่ตึงตัว คือกำแพงที่ขังไม่ให้โรงงานขนาดเล็กในร้าน Vale Bakery ขยายตัวได้
หากไม่แก้ที่ระบบการผลิต การเพิ่มจุดขายย่อมไม่ต่างจากการนับถอยหลังสู่ความเสียหาย
สิ่งที่เขาต้องทำต่อจากนี้ไม่ใช่การวิ่งหาคำสั่งซื้อเพิ่ม แต่คือการทลายกำแพงหลังบ้านเพื่อส่งสินค้าให้ออกมาทันเวลาก่อนที่โอกาสทองจะหลุดลอย...
📖 [เบื้องหลังงานเขียน —บทที่ 176 : เบาะแสในความสูญเสีย]
#เกียรติธร วีรอัศวปรีชา
#ธุรกิจ
#พัฒนาตัวเอง
#นิยายธุรกิจ
#การบริหารจัดการ
#การตลาด
โฆษณา