Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 07:46 • หุ้น & เศรษฐกิจ
เมื่อ "ความเหงา" กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจจีน - Blockdit Originals โดย ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร
ตอนนี้ที่จีนมีคำศัพท์ใหม่คำหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในแวดวงนักคิดและนักลงทุน นั่นคือคำว่า “เศรษฐกิจอารมณ์” (Emotional Economy)”
2
ทำไมความรู้สึกถึงกลายเป็นสินค้ามูลค่ามหาศาล และจีนกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “ความเหงา” และ “ความฟิน” กลายเป็นตัวขับเคลื่อนจีดีพีได้อย่างไร
1
ก่อนอื่นเรามาดูสถิติให้เห็นภาพใหญ่กันก่อนครับ ข้อมูลจาก iMedia Research คาดการณ์ว่าในปี 2025 ตลาดเศรษฐกิจอารมณ์ในจีนจะมีมูลค่าสูงถึง 2.72 ล้านล้านหยวน และจะทะลุ 4.5 ล้านล้านหยวนภายในปี 2029
ผลสำรวจคนรุ่นใหม่ (อายุ 18-35 ปี) พบว่าเกือบ 99.9% ยินดีที่จะควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อซื้อ “คุณค่าทางอารมณ์” (Emotional Value) [
คำถามคือ “Emotional Consumption” คืออะไรกันแน่ พูดง่ายๆ ก็คือ การตัดสินใจซื้อที่ไม่ได้ดูแค่ประโยชน์ของสินค้า แต่เป็นการซื้อเพื่อปรับสมดุลทางอารมณ์ ตอบโจทย์ความเหงา หรือเพื่อยืนยันตัวตนในสังคม
สรุปสั้นๆ คือ เราไม่ได้จ่ายเงินซื้อ “ของใช้” แต่เราจ่ายเงินซื้อ “ความรู้สึก” ที่มากับของชิ้นนั้นครับ
สาเหตุที่เศรษฐกิจอารมณ์ถึงเพิ่งมาบูมตอนนี้ เพราะเพดานรายได้ ในจีนที่เปลี่ยนไป ตามแนวโน้มสากล เมื่อรายได้ต่อหัว (GDP per capita) แตะระดับ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ โครงสร้างการบริโภคจะเปลี่ยนจากการซื้อ “สินค้า” ไปสู่การซื้อ “บริการ”
จีนกำลังเดินมาถึงจุดนี้ครับ ความพึงพอใจจากการซื้อของใช้พื้นฐานเริ่มอิ่มตัว คนจีนจึงหันไปหาการบริโภคเชิงอารมณ์แทน
นอกจากนั้น ในอดีต คนจีนมีวินัยในการออมสูงมาก ซื้อบ้านเพื่อลงทุน เลี้ยงลูกเพื่อหวังผลในอนาคต แต่เมื่อนิยามความสำเร็จเดิมๆ เริ่มสั่นคลอน อสังหาริมทรัพย์ไม่ได้การันตีความมั่งคั่งเหมือนเก่า
คนจึงเปลี่ยนมาถือแนวคิด “ทำให้วันนี้มีความสุขก่อน” เศรษฐกิจอารมณ์จึงเปรียบเสมือน “ยาพาราเซตามอลทางจิตใจ” ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ยิ่งเมื่อคนรุ่นใหม่จีนกลายเป็นโสดมากขึ้น สังคมผู้สูงอายุ และการทำงานออนไลน์ ทำให้คนเกิดความโดดเดี่ยว สินค้าในยุคนี้จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องทดแทนความสัมพันธ์ เช่น สัตว์เลี้ยงที่ไม่เคยโต้เถียง หรือตุ๊กตา Art Toy ที่เป็นใบผ่านทางเข้าสู่กลุ่มเพื่อนใหม่ที่มีความชอบเดียวกัน
หากเราจะมองหาโอกาสในเทรนด์นี้ เราต้องแยกให้ออกครับว่าธุรกิจที่เราสนใจอยู่ระดับไหน
1. ระดับเพิ่มอารมณ์ (Emotional Add-on) ได้แก่ สินค้าเดิมๆ แค่เอา IP มาแปะเพิ่ม เช่น ชานมคอลแล็บกับอนิเมะ
2. ระดับตั้งราคาด้วยอารมณ์ (Emotional Pricing) กล่าวคือ อารมณ์คือสินค้าหลัก ตัวสินค้าเป็นแค่ของแถม เช่น กล่องสุ่ม (Blind Box) ที่เราซื้อ “ความลุ้น”
3. ระดับอารมณ์เป็นสินทรัพย์ (Emotional Assets) เช่น การสร้างจักรวาล IP ที่คนต้องสมัครสมาชิกและเปย์ต่อเนื่อง
ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ มี 6 กลุ่มสินค้าและบริการ ที่โดดเด่นมากในจีนครับ
IP Art Toy นำโดย Pop Mart ที่เปลี่ยน “โดพามีน” ให้กลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม
การแสดงสดและประสบการณ์ คอนเสิร์ตที่ไม่ใช่แค่เรื่องของนักร้อง แต่เป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง
เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง ใช่ไหมครับว่าภายในปี 2030 จำนวนสัตว์เลี้ยงในเมืองจีนอาจมากกว่าเด็กทารกถึง 2 เท่า
ละครสั้นแนวตั้งที่ต้นทุนการผลิตต่ำแต่เข้าถึงอารมณ์คนหลักร้อยล้าน
เศรษฐกิจอานิเมะที่กลายเป็นสกุลเงินทางสังคมของคนรุ่นใหม่
AI Companion เพื่อนเสมือนจริงที่พร้อมรับฟังเรา 24 ชั่วโมง
เศรษฐกิจอารมณ์ในจีนจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป แต่คือภาพสะท้อนของสังคมจีนที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้น “ความมั่งคั่งภายนอก” ไปสู่ “ความสมบูรณ์ภายใน” ท่ามกลางความโดดเดี่ยวของโลกสมัยใหม่
นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับนักธุรกิจในการทำความเข้าใจ “หัวใจ” ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ต้องการเพียงแค่ของดีราคาถูก แต่ต้องการสิ่งที่มาเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไปครับ
28 บันทึก
34
1
32
28
34
1
32
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย