Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
PPTVHD36
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
1 ก.ย. เวลา 11:00 • ไลฟ์สไตล์
เปิดตำนาน Gaslighting จากบทละครยุค 1930 สู่คำศัพท์ปั่นหัวแห่งยุค
Gaslighting มีที่มาจากบทละครเวที สู่พฤติกรรมจิตวิทยาบิดเบือนความจริง เพื่อควบคุมเหยื่อให้สงสัยในสติปัญญาของตนเอง
จุดกำเนิด Gaslighting จากบทละครปี 1930 สู่คำจิตวิทยาโลก
คำว่า Gaslighting ไม่ได้ถูกคิดค้นขึ้นในห้องวิจัยทางจิตวิทยา แต่มีรากฐานมาจากศิลปะวรรณกรรม โดยมีจุดเริ่มต้นจากบทละครเวทีแนวสืบสวนสอบสวนเรื่อง "Gas Light" ในปี ค.ศ. 1938 เขียนโดยนักเขียนชาวอังกฤษชื่อ พาทริก แฮมิลตัน (Patrick Hamilton) ต่อมาถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดังในชื่อเดียวกันคือ Gaslight (1944) นำแสดงโดย อิงกริด เบิร์กแมน (Ingrid Bergman) และ ชาร์ลส์ โบเยอร์ (Charles Boyer)
เนื้อเรื่องเล่าถึง "เกรกอรี" สามีหลอกลวงที่พยายามปั่นหัว "พอลลา" ภรรยาของเขา เพื่อให้เธอเข้าใจว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นคนบ้าและสูญเสียการรับรู้สภาวะความเป็นจริง วิธีการหลักที่เกรกอรีใช้คือ การแอบหรี่ไฟจาก "ตะเกียงแก๊ส" ภายในบ้านให้สลัวลง แล้วเมื่อภรรยาถามว่าทำไมไฟถึงมืดลง สามีกลับยืนยันเสียงแข็งว่า "ไฟก็สว่างเท่าเดิม เธอคิดไปเอง"
นอกจากนี้ เขายังแอบย้ายข้าวของในบ้านให้หายไป แล้วกล่าวหาว่าภรรยาเป็นคนขโมยหรือลืมไว้ การถูกเป่าหูและปฏิเสธความจริงอย่างต่อเนื่องทำให้พอลลาเริ่มสงสัยในความทรงจำ ตัวตน และสติสัมปชัญญะของตัวเอง จนเกือบสูญเสียสติไปจริงๆ
Gaslighting
จากบทละครเรื่องนี้ ทำให้นักจิตวิทยาเริ่มนำคำว่า "Gaslighting" มาใช้เป็นศัพท์ทางจิตวิทยาเชิงอุปมาอุปไมยเพื่ออธิบายรูปแบบการกระทำที่เป็นการ "ทำลายการรับรู้ความจริงของเหยื่อ" เพื่อให้อีกฝ่ายควบคุมได้ง่ายขึ้น
จากเรื่องราวในภาพยนตร์ นักจิตวิทยาและนักสังคมศาสตร์ในยุคต่อมาเริ่มนำคำว่า "Gaslighting" มาใช้เรียก พฤติกรรมบิดเบือนความจริงเพื่อควบคุมผู้อื่น
ผู้กระทำ จะใช้การปฏิเสธความจริง การบิดเบือนข้อมูล หรือคำพูดตอกย้ำให้เหยื่อสงสัยในความทรงจำและความรู้สึกของตนเอง
เช่น: "ฉันไม่เคยพูดแบบนั้น เธอจำผิดไปเอง""คิดมากไปหรือเปล่า? เวอร์เกินไปแล้วนะ""เพราะเธอเป็นแบบนี้ไง เรื่องมันถึงได้แย่"
คำพูดสุดฮิตของสายปั่นหัว (Gaslighting Phrases)
ผู้ที่ใช้เทคนิค Gaslighting มักมีประโยคติดปากที่ออกแบบมาเพื่อสั่นคลอนความมั่นใจของอีกฝ่ายโดยเฉพาะ หากคุณเคยได้ยินประโยคเหล่านี้บ่อยๆ ในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะจากคู่รัก เพื่อน หรือหัวหน้างาน ให้พึงระวังไว้ว่าคุณอาจกำลังถูกปั่นหัว:
●
"คิดมากไปเองหรือเปล่า?" / "เพ้อเจ้ออีกแล้วนะ" : เป็นการปฏิเสธความรู้สึกของเหยื่อ ทำให้เหยื่อรู้สึกว่าความวิตกกังวลของตนเป็นเรื่องบ้าบอ
●
"เรื่องแค่นี้เอง ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้" : การด้อยค่าความรู้สึก เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตนเองงี่เง่า ไวต่อความรู้สึกเกินไป
●
"ฉันไม่เคยพูดแบบนั้นเลยนะ จำผิดแล้วมั้ง" : การปฏิเสธเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างหน้าตาเฉย เพื่อให้เหยื่อเริ่มไม่มั่นใจในความทรงจำของตัวเอง
●
"เพราะเธอเป็นแบบนี้ไง ฉันถึงต้องทำแบบนี้" : การโยนความผิดให้อีกฝ่าย เปลี่ยนให้ตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์
●
"ที่พูดเพราะรักและหวังดีหรอกนะ" : การใช้ความรัก ความหวังดี เป็นเกราะป้องกัน เพื่อให้เหยื่อยอมทำตามโดยไม่ต้านทาน
Gaslighting
Gaslighting ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่มองข้ามได้ แต่มันคือ "อาชญากรรมทางอารมณ์" ที่ค่อยๆ กัดกร่อนคุณค่าในตัวเอง จำไว้ว่า "ความจริงของคุณมีความหมาย และความรู้สึกของคุณเป็นเรื่องจริงเสมอ" อย่ายินยอมให้ใครใช้ตะเกียงแก๊สแห่งคำโกหกมาหรี่แสงสว่างแห่งสติปัญญาและความมั่นใจในตัวคุณให้มืดมิดลงไปได้อีกเลย
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ :
https://www.pptvhd36.com/news/ไลฟ์สไตล์/282263
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์
https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
Facebook PPTVHD36 :
https://www.facebook.com/PPTVHD36
YouTube :
www.youtube.com/@PPTVHD36
สุขภาพจิต
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย