1 ก.ย. เวลา 02:09 • ธุรกิจ

ความลับ 6 หมื่นล้าน! Google Maps ทำเงินยังไง ทั้งที่ให้เราใช้กันแบบฟรีๆ?

ผมเชื่อว่าในทุกวันนี้ หลายท่านน่าจะเปิดแอปพลิเคชันแผนที่ในมือถืออย่าง Google Maps กันแทบทุกวัน
แอปพลิเคชันตัวนี้กินทรัพยากรระดับมหาศาล ต้องใช้ดาวเทียมที่ลอยอยู่นอกโลกเพื่อเก็บภาพมุมสูง
แถมยังมีรถยนต์ติดกล้องรอบทิศทางหลายพันคันวิ่งตระเวนไปทั่ว เพื่อสแกนทุกซอกซอยบนโลกใบนี้ให้ครบทุกมุม
และยังต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาลเพื่อเบลอหน้าคนกับป้ายทะเบียน…
ลองคิดดูสิครับว่าต้นทุนการดูแลระบบมันจะแพงระยับขนาดไหน
แต่ความตลกคือกลับไม่มีใครต้องจ่ายเงินซักบาทเดียวเพื่อใช้งานมัน
แล้วเคยสงสัยกันมั๊ยครับว่า Google เอาเงินจากไหนมาถลุงกับโปรเจกต์ระดับนี้
นักวิเคราะห์ประเมินว่าถ้านำแอปพลิเคชันแผนที่นี้มาแยกเป็นบริษัทเดี่ยว
มูลค่าของมันจะสูงทะลุ 62 พันล้านดอลลาร์สหรัฐไปไกลมาก
แพงกว่าแบรนด์รถหรูอย่าง MercedesBenz หรือแพลตฟอร์มการเงิน PayPal ด้วยซ้ำ
ย้อนกลับไปปี 2003 ยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่แรงเท่าวันนี้
ตอนนั้นมีสองพี่น้องโปรแกรมเมอร์ Lars และ Jens Rasmussen กำลังง่วนเขียนโปรแกรม Windows ให้สตาร์ทอัพเล็กๆ ชื่อ Where 2 Technologies
พวกเขาหวังแค่ว่ามีคนโหลดไปใช้ซักไม่กี่พันคนก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
แต่จังหวะเดียวกันนั้นเอง โลกอีกซีกหนึ่งก็มีความเคลื่อนไหวสำคัญ
มีบริษัทชื่อ Keyhole กำลังซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีบางอย่าง และที่พีคคือพวกเขารับเงินทุนสนับสนุนจาก In-Q-Tel…
บางคนอาจจะงงว่า In-Q-Tel คือใครและมีความสำคัญยังไง
พวกเขาไม่ใช่นักลงทุนธรรมดาทั่วไปในตลาดหุ้น แต่เป็นหน่วยงานร่วมลงทุนของ CIA ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองระดับโลก
เป้าหมายของกองทุนนี้คือหาเทคโนโลยีล้ำสมัยมาช่วยสอดส่องความมั่นคงของชาติ
สิ่งที่ Keyhole สร้างคือซอฟต์แวร์หมุนลูกโลกแบบสามมิติสุดล้ำ ที่สามารถซูมเจาะลึกพิกัดไหนก็ได้ผ่านภาพถ่ายดาวเทียม
หน่วยงานสายลับกลายมาเป็นนายทุนให้ซอฟต์แวร์แผนที่ตัวนี้…
จนกระทั่งปี 2004 บริษัทระดับบิ๊กเทคอย่าง Google ตัดสินใจลงสนาม พวกเขากว้านซื้อกิจการทั้งสองแห่งเข้ามาอยู่ในอ้อมอก
Where 2 Technologies กลายมาเป็นกระดูกสันหลังให้โปรเจกต์แผนที่ใหม่นั่นก็คือ Google Maps
1
ส่วน Keyhole ก็แปลงร่างมาเป็น Google Earth ที่หลายคนคุ้นเคย
จากนั้นยังไปซื้อบริษัท ZipDash มาเติมฟีเจอร์จราจรแบบเรียลไทม์เข้าไปอีก…
พอถึงปี 2005 โปรเจกต์แผนที่นี้ก็เปิดตัวในรูปแบบเว็บไซต์ ซึ่งมันได้พลิกโฉมวิธีที่มนุษย์ใช้ค้นหาเส้นทางบนโลกไปตลอดกาล
แต่ความจริงที่โหดร้ายคือช่วงแรกโปรเจกต์พวกนี้ไม่ได้สร้างกำไรอะไรเลย
แถมหน้าฉากที่ดูสวยงามยังซ่อนความอ่อนแอไว้หลังบ้านเต็มไปหมด
บริษัทต้องไปคอยเช่าข้อมูลแผนที่จาก Navteq และ Tele Atlas เรียกว่ายืมที่ดินคนอื่นมาเปิดร้านก็คงไม่ผิดนัก
จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในช่วงปี 2008…
ผู้บริหารตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่ยอมยืมจมูกคนอื่นหายใจอีกต่อไป
พวกเขาแอบเปิดตัวโปรเจกต์ลับชื่อ Project Ground Truth อย่างเงียบๆ
นี่คือจุดเริ่มต้นของการส่งขบวนรถสแกนเนอร์ออกไปวิ่งบนถนนจริง
รถพวกนี้ติดกล้องรอบทิศทางและเซ็นเซอร์ LiDAR สำหรับวัดระยะทาง
ข้อมูลที่เก็บมาจะถูกนำไปเทียบกับภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภาครัฐ
Google ตัดสินใจสร้างแผนที่โลกขึ้นมาใหม่จากศูนย์ด้วยสองมือตัวเอง ลงมือทำกันทีละถนน และสร้างกันทีละประเทศจนสำเร็จ…
1
ใช้เวลาไม่กี่ปีก็สามารถเขี่ยผู้ให้บริการรายเดิมทิ้งไปได้เกือบหมด
แต่จุดนี้นี่แหละครับที่งบประมาณเริ่มจมหายไปกับโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาล
ปัจจุบันรถ Street View วิ่งสำรวจไปแล้วกว่า 10 ล้านไมล์
นอกจากรถยนต์ยังมีทีมเดินเท้า ขี่สโนว์โมบิล หรือกระทั่งขี่อูฐลุยทะเลทราย เพื่อเข้าไปสแกนพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีถนนตัดผ่าน
ระยะทางขนาดนี้เท่ากับขับรถวนรอบโลกมากกว่า 400 รอบเลยทีเดียว…
รถแต่ละคันต้องมีคนขับ ต้องเติมน้ำมัน และต้องจ่ายค่าประกันอุบัติเหตุ อุปกรณ์กล้องและเซ็นเซอร์บนหลังคาก็แพงมากๆ
แถมนี่ยังไม่นับรวมกระบวนการจัดการข้อมูลมหาศาลหลังบ้านอีก
ภาพทุกภาพที่ถ่ายมาได้ต้องถูกส่งเข้าระบบ AI อันชาญฉลาด เพื่อตรวจจับและทำเบลอใบหน้าผู้คนรวมถึงป้ายทะเบียนอย่างถาวร
เพราะบริษัทระดับนี้รับความเสี่ยงจากการโดนฟ้องร้องไม่ได้เด็ดขาด
ลองคิดดูถ้ารถดันไปถ่ายติดหน้าคนตอนกำลังเดินออกจากบาร์ลับๆ…
หรือไปถ่ายติดตอนกำลังทำธุระส่วนตัวหน้าบ้าน คงเป็นเรื่องใหญ่โตแน่นอน
ระบบพวกนี้คือเครื่องจักรที่ประมวลผลข้อมูลตลอดเวลาแบบไม่มีบ่น
ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทยังลงทุนดึงทีมวิศวกรจาก DeepMind มาช่วยพัฒนาเพิ่ม
วิศวกรระดับหัวกะทิพวกนี้มาช่วยเขียนระบบ AI คาดการณ์สภาพจราจร
ระบบนี้เก่งจนคำนวณได้ว่าถ้ารถติดตรงแยกนี้ อีกสิบนาทีข้างหน้ามันจะลามไปติดที่ถนนเส้นไหนต่อ
การพัฒนาครั้งนี้ทำให้การกะเวลาเดินทางแม่นยำสูงทะลุ 97% ไปแล้ว…
มาถึงตรงนี้หลายคนคงเริ่มสงสัยเหมือนกันใช่มั๊ยครับว่า ของ “ฟรี” ที่ดีและลงทุนหนักขนาดนี้ ทำไมบริษัทถึงยอมควักเนื้อจ่าย
ความจริงคือมันมีกลไกทำเงินซ่อนอยู่แบบเงียบๆ
โมเดลหารายได้มีสองแบบหลักและมีแค่แบบเดียวที่เราน่าจะเคยสังเกตเห็น
แบบแรกคือสิ่งที่เรียกว่า Premium listings หรือการจัดอันดับพรีเมียม
สังเกตมั๊ยว่าเวลาเปิดแผนที่เพื่อหาร้านอาหารเด็ดๆ หมุดร้านแบรนด์ดังมักจะใหญ่กว่าและสว่างกว่าร้านอินดี้เสมอ…
นั่นไม่ใช่ความบังเอิญหรือโชคช่วย
ธุรกิจพวกนี้ต้องประมูลพื้นที่โฆษณาแข่งกันเอาเป็นเอาตาย ไม่ต่างอะไรกับการซื้อโฆษณาบนหน้าค้นหาในเว็บไซต์ปกติ
พวกเขาต้องจ่ายเงินแบบคลิกต่อครั้งหรือจ่ายตามยอดคนติดต่อ
สมมติท่อน้ำที่บ้านแตกตอนดึกแล้วเราค้นหาช่างประปาฉุกเฉิน
ช่างที่ชื่อโผล่ขึ้นมาเป็นอันดับแรกสุดบนแผนที่ ไม่ใช่ช่างที่เก่งที่สุดหรืออยู่ใกล้บ้านเราที่สุดเสมอไป…
เขาแค่เป็นคนที่ยอมจ่ายเงินประมูลค่าโทรศัพท์ต่อสายมากที่สุด
ย่านไหนแข่งกันดุเดือด ค่าโฆษณาตรงนี้อาจสูงถึงหลักพันดอลลาร์ต่อเดือน
แต่นั่นยังเป็นแค่เศษเงินเมื่อเทียบกับขุมทรัพย์ที่แท้จริง
ขุมทรัพย์ก้อนใหญ่สุดซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า “API”
นี่แหละคือตัวทำเงินตัวจริงที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่าน
ลองนึกภาพว่ามีบริษัทอยากใส่แผนที่ในแอปพลิเคชันของตัวเอง พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปสร้างระบบแผนที่เองให้เสียเวลาเป็นสิบปี…
สิ่งที่พวกเขาทำคือการไปเช่าแผนที่ผ่านระบบนี้มาใช้งาน
เวลาเราเปิดแอปพลิเคชัน Grab แล้วเห็นรถคันเล็กๆ เลื่อนมาหา
หรือเวลาสั่งอาหารผ่าน Lineman แล้วนั่งมองไรเดอร์วิ่งมาตามทาง
ทุกการเคลื่อนไหวบนหน้าจอคือการเรียกใช้งาน “API” ทั้งนั้น
แอปพลิเคชันจองที่พักอย่าง Airbnb หรือแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อย่าง Zillow กระทั่งฟีเจอร์แผนที่ตามตัวเพื่อนในแอปพลิเคชัน Snapchat ทั้งหมดนี้สร้างตัวอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานของระบบเดียวกันแทบจะทั้งสิ้น…
ปัจจุบันมีบริษัทกว่า 1.2 ล้านแห่งทั่วโลกที่ใช้บริการ และแอปพลิเคชันมากกว่า 5 ล้านตัวที่ทำงานอยู่บนระบบเบื้องหลังนี้
นี่คือการวางตัวเป็นด่านเก็บค่าผ่านทางแห่งยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
แอปพลิเคชันอิงสถานที่เกือบทุกตัวต้องยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับการมีตัวตน
ที่พีคสุดและอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดคือช่องกรอกที่อยู่อัตโนมัติ
เวลาสั่งของออนไลน์ แค่เราเริ่มพิมพ์ชื่อถนนหรือตำบล ระบบก็จะเดาและเติมข้อความที่เหลือให้จนเสร็จเรียบร้อย…
คุณอาจจะเคยกรอกช่องพวกนี้มาเป็นพันครั้งโดยไม่ทันได้คิด
รู้มั๊ยว่าทุกครั้งที่เราพิมพ์ที่อยู่จนเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ บริษัทแพลตฟอร์มนั้นต้องจ่ายเงินให้ Google ประมาณ 1 ถึง 3 เซ็นต์
เงินแค่ 3 เซ็นต์ดูน้อยจนไม่มีใครสนใจ…
แต่ลองคูณตัวเลขนี้เข้ากับการสั่งของบนแพลตฟอร์มชอปปิงระดับโลกดูสิครับ รวมถึงออร์เดอร์สั่งอาหารทั่วโลกที่เกิดขึ้นหลายพันล้านครั้งต่อปี
แค่ฟีเจอร์เติมคำอัตโนมัติฟีเจอร์เดียวก็เสกเงินหลักพันล้านดอลลาร์ได้สบายๆ…
สถาบันการเงินอย่าง Morgan Stanley เคยประเมินตัวเลขที่น่าตกใจเอาไว้
รายได้รวมของ Google Maps ทะลุ 11 พันล้านดอลลาร์ไปแล้วในปี 2023
แต่เชื่อมั๊ยครับว่านี่ยังไม่ใช่จุดสูงสุดของโมเดลธุรกิจนี้
เพราะสินค้าที่แท้จริงของบริษัทไม่ใช่พื้นที่โฆษณาหรือค่าธรรมเนียม
สินค้าที่แท้จริงคือ “ข้อมูล” ของมนุษยชาติต่างหาก
ข้อมูลทุกถนน รูปร่างของอาคารทุกหลัง และสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์
บริษัทระดับโลกได้ข้อมูลอันล้ำค่าพวกนี้มาด้วยต้นทุนที่ต่ำติดดิน…
สงสัยมั๊ยว่าทำไมต้นทุนถึงต่ำ
เพราะคนที่เป็นคนป้อนข้อมูลอัปเดตให้พวกเขาก็คือพวกเราทุกคนนี่แหละ
บริษัทมีโปรแกรมฉลาดๆ ที่ชื่อว่า Local Guides ซึ่งกระตุ้นให้คนทั่วไปเข้ามาช่วยเขียนรีวิวและอัปเดตเวลาเปิดปิดร้าน
อาสาสมัครพวกนี้ทำงานอย่างขยันขันแข็งแลกกับการได้คะแนนสะสม รวมถึงป้ายสัญลักษณ์ดิจิทัลเพื่อโชว์ระดับความเทพ
ไม่มีการจ่ายเงินเดือนหรือให้ส่วนแบ่งรายได้แม้แต่เซ็นต์เดียว…
มีคนกว่า 120 ล้านคนทั่วโลกเข้าร่วมโปรแกรมนี้ ซึ่งพวกเขาช่วยกันป้อนข้อมูลใหม่ๆ มากกว่า 20 ล้านชิ้นต่อวัน
นี่คือความแยบยลที่โน้มน้าวคนหลายสิบล้านให้เป็นนักวิจัยตลาดแบบไม่รู้ตัว
แถมในปี 2013 บริษัทยังยอมควักเงิน 966 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าซื้อแอปพลิเคชัน Waze ที่มีผู้ใช้เหนียวแน่น
จุดประสงค์หลักคือเอาข้อมูลจราจรเชิงลึกจากผู้ใช้งานที่ชอบรายงานด่านตำรวจ และกันไม่ให้ข้อมูลล้ำค่านี้ไปตกอยู่ในมือคู่แข่งอย่าง Facebook หรือ Apple…
ข้อมูลมหาศาลเหล่านี้นำไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน
จำช่วงที่คนฮิตเดินก้มหน้าเล่นเกม Pokemon Go กันทั่วบ้านทั่วเมืองได้มั๊ยครับ
ระบบแผนที่ในเกมนั้นก็สร้างขึ้นมาจากรากฐานข้อมูลตัวนี้แหละ
โปรเจกต์แผนที่ถนนยังถูกนำไปต่อยอดเป็นรถยนต์ไร้คนขับ Waymo
แถม AI ของบริษัทยังถูกนำไปใช้พยากรณ์ความเสี่ยงไฟป่าระดับโลก และมีระบบเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้าที่ครอบคลุมประชากรกว่าสองพันล้านคน…
ลองมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา…
ไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำข้อมูลแผนที่ได้ลึกซึ้งและกว้างขวางขนาดนี้มาก่อน ไม่มีใครมีแผนที่ที่แม่นยำระดับเซนติเมตรที่ครอบคลุมทั่วทุกมุมโลก
ระบบนี้รู้แม้กระทั่งว่าสมาร์ตโฟนแต่ละเครื่องเคลื่อนที่ไปมาระหว่างวันอย่างไร
ข้อมูลที่แม่นยำและลึกซึ้งขนาดนี้นำมาซึ่งความน่ากังวลใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตำรวจและหน่วยงานรัฐเริ่มใช้ข้อมูลนี้ในการตามรอยผู้ต้องสงสัย ผ่านฐานข้อมูลประวัติการเดินทางลับๆ ที่ชื่อว่า Sensorvault…
พวกเขาใช้วิธีขอหมายศาลแบบล้อมกรอบพื้นที่เกิดเหตุ แทนที่จะเจาะจงคนเดียว แต่กลับดึงข้อมูลสมาร์ตโฟนทุกเครื่องที่อยู่ในรัศมีนั้น
แปลว่าคนบริสุทธิ์ที่แค่บังเอิญเดินผ่านสี่แยกเพื่อไปซื้อกาแฟ ก็อาจโดนดึงเข้าไปพัวพันในการสืบสวนคดีอาชญากรรมได้ง่ายๆ
ท้ายที่สุดแล้วราคาที่แท้จริงของเทคโนโลยีพลิกโลกตัวนี้ ไม่ใช่ตัวเงินที่เราต้องควักจ่ายในแต่ละเดือน
แต่คือการที่บริษัทเอกชนรายหนึ่งรู้ความเคลื่อนไหวของเราดีกว่ารัฐบาลใดๆ…
ครั้งต่อไปที่เราเปิด Google Maps เพื่อค้นหาร้านกาแฟใกล้บ้าน
ขอให้จำไว้เสมอว่าถึงหน้าจอจะบอกว่าเรากำลังใช้งานมันแบบ “ฟรี”
แต่ในโลกของการทำธุรกิจไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่าๆ แน่นอน
เราอาจจะไม่ได้จ่ายด้วยเงินสดในกระเป๋า
แต่เราทุกคนกำลังจ่ายค่าบริการด้วยข้อมูลและ digital footprints ของตัวเราเอง
ซึ่งนี่แหละคือสุดยอดโมเดลธุรกิจที่ซ่อนตัวอยู่รอบตัวเราอย่างแนบเนียน และมันกำลังกลืนกินข้อมูลของเราไปอย่างเงียบๆ ในทุกๆ วัน…
References : [cnbc, theverge, nytimes, bloomberg, techcrunch]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา