2 ก.ย. เวลา 02:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

กว่าจะมาเป็น SSH ซอฟต์แวร์ที่ปกป้องอินเทอร์เน็ตทั้งโลก แต่ไม่มีใครรู้จัก

เคยสงสัยกันมั๊ยเวลาเราโอนเงินผ่านแอปธนาคาร รูดบัตรเครดิต หรือแม้แต่แบ็กอัปรูปลงคลาวด์ ข้อมูลลับพวกนี้มันปลอดภัยได้ยังไง
เบื้องหลังความปลอดภัยระดับโลกนี้ มันมีซอฟต์แวร์ตัวนึงที่คอยปกป้องเราอยู่เงียบๆ
ซอฟต์แวร์ที่โปรแกรมเมอร์ทุกคนรู้จักดีแต่คนทั่วไปแทบไม่เคยได้ยินชื่อเลย…
มันคือมหากาพย์ของระบบที่เคยเกือบตายมาแล้วเป็นสิบครั้ง รอดจากการถูกผู้สร้างดั้งเดิมฟ้องร้อง รอดจากบั๊กนรกแตก และรอดจากหน่วยข่าวกรองระดับโลก
เรื่องนี้มันเริ่มขึ้นในปี 1995 สมัยที่อินเทอร์เน็ตยังเป็นโลกใบเล็กๆ ที่ผู้คนไม่ได้ระแวงกัน และทุกคนดูจะไว้ใจกันไปซะหมด
ตอนนั้นใครจะเชื่อมต่อระบบ หรือส่งข้อมูลข้ามเครือข่าย เขาจะใช้โปรโตคอลอย่าง Telnet หรือ FTP ที่ส่งข้อมูลแบบเปลือยๆ ไม่มีเกราะป้องกันอะไรเลย
หมายความว่าถ้าคุณพิมพ์ชื่อผู้ใช้หรือรหัสผ่าน ข้อมูลมันจะลอยไปในอากาศแบบที่ใครมีเครื่องมือดักจับก็สามารถดึงไปอ่านได้สบายๆ
สมัยก่อนเรื่องความปลอดภัยพวกนี้แทบไม่มีใครสนใจเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งเกิดเรื่องบรรลัยขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์…
มีแฮกเกอร์มือดีแอบเอาเครื่องมือดักจับข้อมูลไปฝังไว้บนเครือข่ายหลักของมหาวิทยาลัย มันซ่อนตัวเงียบๆ แล้วดูดรหัสผ่านของชาวบ้านไปหลายพันบัญชี
แจ็กพอตดันไปออกที่นักวิจัยหนุ่มวัยยี่สิบหกปีชื่อ Tatu Ylönen รหัสผ่านของเขาถูกดักจับไปได้แบบงงๆ ทำเอาเจ้าตัวถึงกับหัวเสียสุดๆ
คนปกติโดนแฮกก็คงโวยวายหรือรอให้เจ้าหน้าที่มาจัดการ แต่หมอนี่โกรธจัดจนตัดสินใจเขียนโค้ดขึ้นมาใหม่เองซะเลย เพื่อล้างบางความหละหลวมพวกนี้…
เขาใช้เวลาหมกตัวเขียนโค้ดเพื่อสร้างอุโมงค์เข้ารหัสลับ ข้อมูลทุกอย่างที่วิ่งผ่านอุโมงค์นี้จะถูกเข้ารหัสจนไม่มีใครอ่านรู้เรื่องอีกต่อไป
เขาตั้งชื่อผลงานชิ้นโบแดงนี้ว่า “SSH” ย่อมาจาก Secure Shell โดยตั้งใจเลือกใช้พอร์ต 22 ในการเชื่อมต่อข้อมูลเครือข่ายทั้งหมด
พอทำเสร็จก็ปล่อยของให้ชาวโลกใช้กันฟรีๆ แถมเปิดซอร์สโค้ดให้ดูแบบโปร่งใส ภายในไม่กี่เดือนมียอดผู้ใช้งานทะลุสองหมื่นคนทั่วโลก
พอคนแห่มาใช้เยอะ ปัญหาก็ตามมาติดๆ เมลเด้งเข้าวันละเป็นร้อยฉบับให้ช่วยแก้ปัญหา ทำเอาผู้สร้างถึงกับหัวหมุนทำงานคนเดียวไม่ไหว…
เขาเลยตัดสินใจตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจแบบจริงจัง ซึ่งตอนแรกทุกคนก็มองว่าเป็นเรื่องปกติที่คนเก่งๆ จะขยับขยายหาเงิน
แต่ความดาร์กมันเริ่มตรงนี้ พอมีการอัปเดตเวอร์ชันใหม่ กฎเกณฑ์การใช้งานก็เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่ว่าบีบให้คนต้องจ่ายเงิน
ห้ามเอาไปใช้บน Windows บ้าง ห้ามเอาไปใช้ทำธุรกิจบ้าง จนมาถึงเวอร์ชันสองที่กลายเป็นซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์เต็มตัว ราคาแพงหูฉี่เลยทีเดียว
ชุมชนนักพัฒนาโอเพนซอร์สที่เคยช่วยโปรโมตและผลักดันระบบนี้มาตั้งแต่แรกถึงกับเดือดจัด รู้สึกเหมือนโดนหักหลังอย่างแรง…
ของที่เคยให้ใช้ฟรีเพื่อมวลมนุษยชาติ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงเอาไปผูกขาดทำกำไรซะงั้น ความโกรธแค้นนี้ไปปลุกทีมพัฒนาสุดห่ามขึ้นมาทีมนึง
นั่นคือกลุ่มทีมพัฒนา OpenBSD จากประเทศแคนาดา นำโดยตัวตึงจอมบวกที่ชื่อ Theo de Raadt ที่ขึ้นชื่อเรื่องฝีปากกล้าและความบ้าบิ่นสุดๆ
ทีมนี้หมกมุ่นกับความปลอดภัยขั้นสุด พวกเขาไปขุดเอาโค้ดเวอร์ชันเก่าที่ยังปล่อยฟรีอยู่มาปัดฝุ่นแล้วเขียนใหม่แทบทั้งหมด
ใช้เวลาปั่นโค้ดกันหามรุ่งหามค่ำแค่สองเดือน แล้วปล่อยของใหม่ในชื่อ “OpenSSH” ออกมาให้ทุกคนใช้ฟรีแบบไม่มีหมกเม็ด…
ฝั่งบริษัทเดิมเห็นแบบนี้ก็ตาเหลือกสิครับ ธุรกิจที่กำลังจะรวยเละกำลังถูกของฟรีแย่งลูกค้าไปหมด เลยงัดไม้ตายสุดท้ายออกมาสู้
Tatu Ylönen ส่งอีเมลไปขู่ฟ้องทีมพัฒนาของฟรีว่าละเมิดเครื่องหมายการค้า ห้ามใช้ชื่อนี้เด็ดขาดไม่งั้นเจอกันในศาลแน่
แต่พอเรื่องไปถึงองค์กรที่ดูแลมาตรฐานอินเทอร์เน็ต สืบไปสืบมาพบว่าชื่อนี้มันกลายเป็นคำศัพท์ทั่วไปที่ใครก็ใช้ได้ไปแล้ว
สรุปคือคดีพลิก ฝั่ง Tatu Ylönen ฟ้องเก้อ ทำเอาหน้าแตกยับเยิน ส่วนของฟรีอย่าง “OpenSSH” ก็พุ่งทะยานยึดครองเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้…
ฟังดูเหมือนแฮปปี้เอนดิ้งใช่มั๊ยครับ ฝั่งคนดีชนะฝั่งนายทุน
แต่… มหากาพย์นี้มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ความบรรลัยของจริงกำลังรออยู่
ในโลกของโค้ดดิ้ง มันไม่มีซอฟต์แวร์ตัวไหนบนโลกที่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
ยิ่งคนแห่มาใช้งานเยอะเท่าไหร่ เป้าหมายในการถูกโจมตีก็ยิ่งใหญ่และหอมหวานขึ้นเท่านั้น
เรื่องช็อกวงการโผล่มาในปี 2006 มีนักพัฒนาคนนึงของระบบปฏิบัติการ Debian หวังดีอยากจะจัดระเบียบโค้ดให้มันดูสะอาดตาขึ้น
เขาเอาเครื่องมือสแกนโค้ดมาตรวจ แล้วเห็นว่ามีโค้ดส่วนที่สุ่มตัวเลขทำงานแปลกๆ ดึงข้อมูลจากหน่วยความจำแบบมั่วๆ มาใช้
ด้วยความไม่รู้ เขาเลยจัดการลบโค้ดบรรทัดนั้นทิ้งไปซะดื้อๆ โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือหัวใจหลักของการสร้างความปลอดภัยทั้งหมด…
ปกติแล้วเครื่องคอมพิวเตอร์มันนึกสุ่มตัวเลขเองไม่ได้หรอก มันต้องเอาความวุ่นวายภายในระบบมาคำนวณเพื่อสร้างรหัสผ่านที่ไม่มีใครสามารถเดาได้
แต่พอโค้ดส่วนนี้หายไป ระบบที่เคยสุ่มรหัสผ่านได้เป็นล้านล้านรูปแบบ กลับเหลือรูปแบบที่เป็นไปได้แค่สามหมื่นกว่าแบบเท่านั้น
ความหมายคืออะไร ความหมายคือกุญแจที่ควรจะไม่มีใครเดาได้ กลับกลายเป็นของที่เดาได้ง่ายๆ แฮกเกอร์ใช้แล็ปท็อปธรรมดาก็เจาะได้แล้ว
ใครก็ตามที่สร้างกุญแจความปลอดภัยบนระบบนี้ช่วงนั้นนานถึงยี่สิบเดือนเต็มๆ ข้อมูลแทบจะกลายเป็นของสาธารณะไปเลย
พอความแตกในปี 2008 วงการไอทีทั่วโลกแทบลุกเป็นไฟ แอดมินหลายแสนคนต้องแหกขี้ตาตื่นมานั่งเปลี่ยนกุญแจระบบกันแบบไม่ได้พัก
วิกฤตครั้งนั้นสอนให้รู้ว่า ความผิดพลาดเพียงแค่บรรทัดเดียวของคนๆ เดียว สามารถสั่นคลอนความมั่นคงของอินเทอร์เน็ตทั้งโลกได้สบายๆ
และวิกฤตก็ยังไม่จบลงง่ายๆ แค่นั้น ในช่วงปี 2013 โลกต้องตะลึงกันอีกครั้งเมื่อมีคนแฉเอกสารลับระดับชาติของหน่วยข่าวกรองอเมริกา
เหตุการณ์ช็อกโลกที่ Edward Snowden ออกมาแฉโปรเจกต์ลับที่ชื่อว่า Bullrun ซึ่งใช้งบประมาณสนับสนุนมหาศาลมาก
เป้าหมายของโปรเจกต์นี้คือการเจาะและฝังจุดอ่อนลงไปในระบบเข้ารหัสเชิงพาณิชย์ที่คนทั้งโลกกำลังใช้งานกันอยู่อย่างสบายใจ…
ในเอกสารลับระบุชัดเจนเลยว่า พวกเขาสามารถถอดรหัสและดึงข้อมูลบางส่วนที่ส่งผ่าน “SSH” ออกมาอ่านได้แล้วด้วยซ้ำ
ข่าวนี้ทำเอาคนในวงการไอทีถึงกับขนลุก เพราะซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่งที่สุดกำลังถูกท้าทายโดยอำนาจมืดระดับโลก
ทีมพัฒนาของฟรีไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องก้มหน้าก้มตาเขียนโค้ดเพื่อถอดระบบเก่าทิ้ง แล้วยัดระบบเข้ารหัสที่โหดกว่าเดิมเข้าไปแทน
ลองจินตนาการดูสิครับ กลุ่มคนเล็กๆ ที่แทบไม่มีเงินทุน ต้องมานั่งสู้กับหน่วยงานระดับรัฐบาลที่มีงบไม่อั้น
พูดถึงเรื่องเงินทุน นี่คือความเจ็บปวดที่สุดของวงการโอเพนซอร์ส ระบบที่คอยปกป้องเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งโลกตัวนี้ แทบไม่มีใครจ่ายเงินให้เลย…
บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับล้านล้านดอลลาร์ เอาซอฟต์แวร์ตัวนี้ไปฝังในอุปกรณ์และบริการของตัวเอง ฟันกำไรกันเละเทะมาตลอดหลายสิบปี
แต่เชื่อมั๊ยครับว่า ทีมพัฒนาที่สละเวลามานั่งหลังขดหลังแข็งเขียนโค้ด กลับได้เงินบริจาครวมกันไม่ถึงหนึ่งพันดอลลาร์ด้วยซ้ำ
พวกเขาต้องทำงานงกๆ ทนแรงกดดันมหาศาลเพื่อปกป้องคนอื่น โดยที่โลกแทบไม่เคยเหลียวแลหรือให้ค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อเลย
กว่าบริษัทยักษ์ใหญ่จะเริ่มตื่นตัวยอมเจียดเงินมาช่วยสนับสนุน ก็ต้องรอจนเกิดวิกฤตระดับโลกอย่างบั๊ก Heartbleed ในปี 2014 โน่นเลย…
และเพิ่งจะมีรัฐบาลเยอรมันนี่แหละ ที่เห็นความสำคัญจนยอมควักกระเป๋าอัดฉีดงบประมาณให้โปรเจกต์นี้แบบจริงจังเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา
แต่วงการไซเบอร์มันไม่มีคำว่าได้พักหรอก เพราะปี 2024 ก็มีเรื่องมาให้ปวดหัวกันอีกจนได้ เมื่อนักวิจัยไปเจอช่องโหว่ร้ายแรง
ช่องโหว่ที่ชื่อว่า Terrapin ทำให้แฮกเกอร์สามารถส่งคำสั่งอันตรายเข้าไปรันบนเซิร์ฟเวอร์ได้ตั้งแต่ยังไม่ได้ใส่รหัสผ่านด้วยซ้ำ
เซิร์ฟเวอร์กว่าสิบสี่ล้านเครื่องทั่วโลกตกเป็นเป้าหมายทันที แต่ที่น่าตลกร้ายที่สุดคือ บั๊กตัวนี้มันคือบั๊กเก่าที่เคยแก้ไปแล้วเมื่อสิบแปดปีก่อน
มีใครก็ไม่รู้เผลอไปลบโค้ดส่วนป้องกันทิ้งไปตอนกำลังจัดระเบียบไฟล์ บั๊กมันก็เลยกลับมานอนรอเวลาเงียบๆ อยู่ตั้งสี่ปีเต็ม…
นี่แหละสัจธรรมของโลกเทคโนโลยี ความปลอดภัยมันไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่เราเดินไปถึงแล้วจบ แต่มันคือลู่วิ่งที่เราต้องวิ่งไปเรื่อยๆ
ถ้าเราหยุดวิ่งเมื่อไหร่ บั๊กเก่าๆ หรือช่องโหว่ใหม่ๆ ก็พร้อมจะกระโดดกลับมาเล่นงานเราได้เสมอ โดยเฉพาะกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง
อนาคตที่ผมพูดถึง ไม่ใช่เรื่องของ AI หรือเทคโนโลยีหุ่นยนต์ล้ำยุคอะไรหรอก แต่มันคือภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมต่างหาก
ตอนนี้หน่วยข่าวกรองทั่วโลกกำลังใช้วิธีหัวหมอที่เรียกว่าดักเก็บข้อมูลเอาไว้ก่อน แล้วค่อยไปหาทางถอดรหัสเอาในอนาคต…
พวกเขารู้อยู่เต็มอกว่าคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันมันถอดรหัสไม่ได้ เลยใช้วิธีกวาดเก็บข้อมูลเป้าหมายทั้งหมดไปดองเอาไว้ในโกดังข้อมูลมหาศาล
รอเวลาอีกแค่สิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า เมื่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมถูกสร้างสำเร็จ พลังคำนวณระดับเทพของมันจะทำลายสมการคณิตศาสตร์ทั้งหมด
ระบบป้องกันที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ จะถูกฉีกกระจุยเป็นชิ้นๆ ข้อมูลความลับทุกอย่างที่ส่งกันวันนี้ จะถูกเปิดอ่านได้เหมือนหนังสือพิมพ์
แต่โชคดีที่ทีมพัฒนาเขาไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาเริ่มขยับตัวเพื่อรับมือกับสงครามอนาคตนี้แล้ว…
ตั้งแต่ปี 2022 พวกเขาได้เปลี่ยนมาตรฐานการเข้ารหัสไปใช้อัลกอริทึมตัวใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อต้านทานพลังของคอมพิวเตอร์ควอนตัมโดยเฉพาะ
แถมในเวอร์ชันใหม่ที่กำลังจะออก ถ้าใครยังดื้อใช้ระบบเก่า มันก็จะเด้งคำเตือนใส่หน้าเลยว่าข้อมูลคุณอาจจะถูกดักจับไปรอวันชำแหละ
1
ยี่สิบห้าปีผ่านไปนับตั้งแต่กบฏสายโอเพนซอร์สช่วยกันสร้างซอฟต์แวร์ตัวนี้ขึ้นมาใหม่ มันผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนจริงๆ
ทุกวันนี้เวลาเรากดโอนเงินรัวๆ หรือเวลาแอดมินระบบพิมพ์คำสั่งเชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ เราแทบไม่เคยต้องนึกถึงเรื่องพวกนี้เลย…
เราไม่เคยนึกถึงนักวิจัยชาวฟินแลนด์ที่หัวร้อนเขียนโค้ดขึ้นมาแก้แค้นแฮกเกอร์ ไม่เคยนึกถึงทีมพัฒนาสุดบ้าคลั่งที่แคนาดา
มหากาพย์เรื่องนี้สอนเราว่า โลกอินเทอร์เน็ตที่แข็งแกร่งจนถึงทุกวันนี้ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินถุงเงินถังเสมอไป
แต่มันถูกประคับประคองไว้ด้วยกลุ่มคนเล็กๆ ที่ดื้อรั้น ไม่ยอมแพ้ และทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อให้พวกเราได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกันอย่างปลอดภัยมาจวบจนถึงทุกวันนี้นั่นเองครับผม
1
References : [openssh,qualys,debian,ietf,ssh]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา