2 ก.ย. เวลา 02:37 • การศึกษา

นายพงศ์ศักดิ์ วรสุนทโรสถ (พ.ศ.2462-2521) : อดีตอธิบดีกรมอาชีวศึกษาและอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์

นายพงศ์ศักดิ์ วรสุนทโรสถ เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ 2462 ณ บ้านพักแพทย์ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นบุตรของพันโท พระวรสุนทโรสถ (เพี้ยน สิงหะชัย) และนางวรสุนทโรสถ(เยื้อน สิงหะชัย) ขณะนั้นบิดารับราชการเป็นแพทย์หลวงในราชสำนักของ ร.6 และเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วย
นายพงศ์ศักดิ์เข้าเรียนที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ศึกษาอยู่ 10 ปี จึงจบชั้นมัธยมปีที่ 8 ในพ.ศ 2480 มีผลการเรียนดีเยี่ยม ได้รับเหรียญรางวัลการเรียนดี ทั้งเหรียญทอง และเหรียญเงินจำนวน 10 เหรียญ ต่อมา พ.ศ 2481ได้เข้าศึกษาต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับปริญญาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต 2 สาขาคือวิศวกรรมเครื่องกลและวิศวกรรมไฟฟ้า ในพ.ศ 2486 แล้วเข้ารับราชการเป็นอาจารย์อยู่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพ.ศ.2487
ขณะเป็นอาจารย์ท่านได้ศึกษาค้นคว้าทดลองนำส่วนหนึ่งของไอเสีย ต่อวกกลับเข้ามาผสมกับไอดี เพื่อเป็นการประหยัดเชื้อเพลิง ต่อมาพ.ศ 2492 ท่านได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อวิชาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล ที่มหาวิทยาลัยเปอร์ดิว(Purdue) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงยิ่งในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา
ท่านได้ เขียนวิทยานิพนธ์ต่อยอดจากที่เคยทำไว้ คือเรื่องเกี่ยวกับสมรรถนะของเครื่องยนต์ ขณะที่นำก๊าซ เฉื่อยชนิดต่างๆฉีดเข้าไปในท่อไอดีพร้อมกับการใช้เครื่องซุปเปอร์ชาร์จ ประกอบเพื่อรับปริญญาโท M.S.M.E. (Master of Science In Mechanical Engineering) ซึ่งเป็นวิชาการที่ก้าวหน้ามากในขณะนั้น
และท่านยังได้รับกุญแจทอง "Pi Tau Sigma" ของ Pudue Bata Chapter ซึ่งเป็น National Honorary Mechanical Engineering Fraternity เมื่อพ.ศ 2494 นับเป็นคนไทยคนแรก ที่ได้รับปริญญาโทและกุญแจทองจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ถือว่าท่านเป็นช้างเผือกที่ไปจากเมืองไทย
ระหว่างเป็นอาจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านได้ทดลองค้นคว้าทดลองสร้างเครื่องต้มน้ำด้วยแสงแดดเครื่องแรกในประเทศไทย ต่อมาได้นำไปติดตั้งไว้บนยอดตึกหลังหนึ่งในบริเวณสวางคนิวาส เมื่อพ.ศ 2500 นอกจากนั้นยังได้ออกแบบสร้างเครื่องกลั่นน้ำด้วยแสงแดด โดยกลั่นจากน้ำครำ เครื่องกลั่นน้ำนี้เคยแสดงถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานแสดงศิลปหัตถกรรมนักเรียน เมื่อพ.ศ 2508 ปรากฏว่าเป็นที่สนพระทัยมาก มีผู้นำไปใช้ในภาคใต้ และยังคงใช้กันอยู่สืบมา
พ.ศ 2502 นายพงศ์ศักดิ์ได้โอนมารับราชการที่กรมอาชีวศึกษาในตำแหน่งรองอธิบดี และได้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในพ.ศ 2505 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กรมอาชีวศึกษามีโครงการผลิตช่างฝีมือ ภายใต้โครงการสนธิสัญญาป้องกันเอเชียอาคเนย์ (ส.ป.อ.)
ท่านได้เชิญคณะผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฮาวาย มาช่วยปรับปรุงโรงเรียนช่างไม้ให้เป็นโรงเรียนการช่าง รวม 18 จังหวัด โรงเรียนเหล่านี้ จึงได้มีการสอนวิชาช่าง 6 อย่างคือ ช่างวิทยุและโทรคมนาคม ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ ช่างกลโรงงาน ช่างเชื่อมและโลหะแผ่น กับช่างก่อสร้าง ทำให้ช่างฝีมือหลายสาขา ได้เริ่มขยายตัวกว้างขวางยิ่งขึ้น
เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ นายพงศ์ศักดิ์ ได้ปรับปรุงโครงการฝึกหัดครูอาชีวศึกษา เป็นโครงการถาวร และย้ายมาไว้ที่วิทยาลัยครูอาชีวศึกษา เทเวศร์
นายพงษ์ศักดิ์ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านอาชีวศึกษาสูง ประกอบกับเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อท่านเป็นอธิบดีกรมอาชีวศึกษา จึงสามารถขอความร่วมมือจากต่างประเทศหลายประเทศ เข้ามาสนับสนุน พัฒนาการอาชีวศึกษาให้เจริญรุ่งเรืองมากขึ้นหลายโครงการ เช่น ผลักดันให้สถาบัน 3 แห่งคือ
วิทยาลัยเทคนิคธนบุรี โรงเรียนเทคนิคพระนครเหนือ บางซ่อน (โรงเรียนเทคนิคไทย-เยอรมัน) และศูนย์ฝึกโทรคมนาคม นนทบุรี พัฒนารวมเป็นสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ซึ่งท่านต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ทำให้โครงการช่างฝีมือ ช่างเทคนิค และครูช่างระดับปริญญา ขยายตัวเจริญก้าวหน้า เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ
โดยนายพงศ์ศักดิ์ได้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนแรกของสถาบันแห่งนี้ตลอดมาจนถึงแก่อนิจกรรม รวมทั้งได้จัดตั้งวิทยาลัยเทคนิคอีกแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดขอนแก่น และตั้งศูนย์วิศวกรรมเกษตรกรรมบางพูน ปทุมธานี อีกด้วย
นอกจากนี้นายพงศ์ศักดิ์ยังได้ผลักดันงานพัฒนาอาชีวศึกษาให้ก้าวไกลขึ้นไปอีกตามโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาอาชีวศึกษา ในพ.ศ 2510 ปรับปรุงโรงเรียนเกษตรกรรม 10 โรง โรงเรียนประเภทช่างอุตสาหกรรม 15 โรง รวมเป็น 25 โรง  โรงเรียนประเภทช่างอุตสาหกรรม ที่ได้รับการปรับปรุงคือโรงเรียนช่างกล 3 โรง โรงเรียนช่าง ส.ป.อ. 11 โรง และวิทยาลัยครูอาชีวศึกษา เทเวศร์อีก 1 แห่ง
โครงการพัฒนาอาชีวศึกษาที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ โครงการผลิตช่างเทคนิค เพื่อการเร่งรัดพัฒนาสำหรับสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท(ร.พ.ช.) ซึ่งอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือนครราชสีมา ที่ได้รับความร่วมมือจากสหรัฐอเมริกา
เพื่อให้การศึกษาด้านอาชีพได้แพร่หลายขยายไปยังท้องถิ่น นายพงศ์ศักดิ์ได้ริเริ่มจัดตั้งหน่วยฝึกฝนอาชีพขึ้นในกรมอาชีวศึกษา 54 หน่วย ระหว่างพ.ศ 2510-2514 ช่วยแก้ไขปัญหาในชนบทให้แก่รัฐบาลได้อีกด้วย
นายพงศ์ศักดิ์เคยแสดงความเห็นเกี่ยวกับระบบการเรียนอาชีวศึกษาไว้ว่า
"อาชีวศึกษาควรจะจัดการศึกษา
"แบบบันไดดารา" กล่าวคือ ให้นักเรียน 100 คนเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ป.วช.) เป็นช่างฝีมือ  และคัดเลือก 25 คน ให้ขึ้นไปเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ป.วส.)  เป็นช่างเทคนิค  แล้วคัดเลือกผู้สำเร็จช่างเทคนิคนี้ไม่เกิน 5 คน ไปเรียนระดับปริญญาตรีทางเทคโนโลยี จะได้ประโยชน์แก่บ้านเมืองมาก  ถ้าจะผลิตผู้สำเร็จปริญญาตรีวิศวกรรมตามหลักสูตร 4 ปี ของมหาวิทยาลัยโดยตรง จะได้แต่ผู้สำเร็จปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์เน้นหนักแต่ภาคทฤษฎี
การจัดการศึกษาแบบบันไดดารา ยังเป็นการจูงใจเด็กให้เลือกเรียนอาชีวศึกษาอีกด้วย ใครเรียนดีมีฝีมือก็ก้าวต่อไป เปิดโอกาสให้ทุกคนฝึกฝนตนเองในระหว่างทำงานอาชีพ และเป็นการชักจูงเด็กฉลาดให้หันมาเรียนวิชาอาชีพมากขึ้น"
นายพงศ์ศักดิ์ยังมีผลงานการพัฒนาด้านหนังสือและตำราเรียน โดยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายไทย ที่ให้ความร่วมมือกับสมาคมส่งเสริมความรู้ด้านเทคนิคระหว่างประเทศในญี่ปุ่น จัดทำตำราทางวิชาเทคโนโลยีเป็นภาษาไทยขึ้นหลายเล่ม ท่านได้เขียนหนังสือที่ถนัดที่สุดไว้ 2 เล่มซึ่งได้จัดพิมพ์โดยสมาคมส่งเสริมความรู้เทคนิคระหว่างประเทศคือ "เทคนิคการใช้รถ" และ "เครื่องยนต์ดีเซลหมุนเร็ว"
นายพงศ์ศักดิ์สมรสกับนางสาวสอาด สระตัณต์ (คุณหญิงสอาดจิตต์ วรสุนทโรสถ  ต.จ.) มีบุตร 2 คนคือ ดร.พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ และ นางศรีศักดิ์ ไทยอารี 
 
   เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับพระราชทานคือ มหาวชิรมงกุฎ และประถมาภรณ์ช้างเผือก รวมทั้งได้รับพระราชทาน ทุติยจุลจอมเกล้า และ เหรียญรัตนาภรณ์ชั้น 3 อันเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานเป็นการส่วนพระองค์
นายพงศ์ศักดิ์ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นศาสตราจารย์ ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เมื่อพ.ศ 2515 และได้รับพระราชทานดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เมื่อพ.ศ 2517
งานที่นายพงศ์ศักดิ์ทำเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณคืองานก่อสร้างทางด้านวิศวกรรม ที่สร้างและจัดถวายตามพระราชดำริ เช่น ระบบสายอากาศวิทยุสื่อสาร  ระบบโทรคมนาคมในพระองค์  ระบบเครื่องตรวจคลื่นหัวใจทางคลื่นวิทยุ ของหน่วยแพทย์อาสา  งานชิ้นสุดท้ายได้สำเร็จเสร็จสิ้นลงเมื่อบ่ายวันเสาร์ รุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ 2521 นายพงศ์ศักดิ์ก็ถึงแก่อนิจกรรมด้วยอุบัติเหตุจากสายท่อก๊าซ รวมสิริอายุได้ 59 ปี 4 เดือน 8 วัน
ตลอดชีวิตการรับราชการของนายพงศ์ศักดิ์ ได้อุทิศชีวิตเป็นครูช่าง มาตั้งแต่พ.ศ 2487 เริ่มเป็นอาจารย์ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่นั้นมาก็ไม่เคยหยุดสอนเลย แม้ในขณะที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอาชีวศึกษาและอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ก็ยังปลีกเวลาไปสอนวิชาวิศวกรรมยานยนต์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ท่านได้สร้างผลงานอันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติไว้มากมาย โดยเฉพาะแก่กรมอาชีวศึกษา การวางโครงการรวมโรงเรียนหรือวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่กระจัดกระจายกันอยู่หลายแห่งให้เป็นสถาบันเดียวกัน อย่างเช่นสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เป็นต้น
ตลอดจนวางโครงการแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาการอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพสูงขึ้น จนได้ระดับมาตรฐานเท่าเทียมกับต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทำได้ยากลำบากอย่างยิ่ง แต่นายพงศ์ศักดิ์ก็สามารถปฏิบัติงานเหล่านี้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย นับเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าของแผ่นดิน สมควรได้รับการยกย่องสรรเสริญอย่างยิ่ง
ธเนศ ขำเกิด  สรุป เรียบเรียง
cr. หนังสือประวัติครู ของคุรุสภา 16 มกราคม 2524 ธนู แสวงศักดิ์ เรียบเรียง
โฆษณา